มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน"อเมริกัน แอร์ไลน์ส"

6 ก.ย. 2569 09:55 น.

มัดเทปกาวผู้โดยสารคลั่ง ทำร้ายร่างกาย-ด่าหยียดเชื้อชาติ-เพศ บนเที่ยวบิน”อเมริกัน แอร์ไลน์ส”

เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส เมื่อชายวัย 67 ปี ก่อเหตุคลั่ง ด่าทอเหยียดเชื้อชาติ-เพศ และลงมือทำร้ายร่างกายผู้โดยสารคนอื่น จนอดีตตำรวจและผู้โดยสารต้องช่วยกันจับมัดด้วยเคเบิลไทร์และเทปกาวติดกับเก้าอี้ กัปตันตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน ก่อนตำรวจเข้าควบคุมตัวดำเนินคดี

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) และเจ้าหน้าที่ตำรวจขนส่งรัฐแมรีแลนด์ (MDTA) เปิดเผยรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบิน AA 618 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนวร์ก จนเป็นเหตุให้กัปตันต้องนำเครื่องเบี่ยงเส้นทางลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติบอลติมอร์-วอชิงตัน 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณที่นั่งชั้นหนึ่ง เมื่อนายอาร์เธอร์ ลุนดีน อายุ 67 ปี ชาวรัฐแอริโซนา เริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ตะโกนด่าทอพนักงานและผู้โดยสารด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศอย่างรุนแรง แม้ลูกเรือจะพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่นายลุนดีนกลับยิ่งทวีความคลั่ง และเริ่มลงมือทำร้ายร่างกายด้วยการชกผู้โดยสารด้านข้าง รวมถึงทำร้ายหญิงสาวอีกรายที่พยายามเข้าห้าม

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มบานปลาย นายฮวน เมเฮีย อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐนิวเจอร์ซีย์ และนายริชาร์ด โอเลนิค สองผู้โดยสารซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้า ได้ตัดสินใจเข้าจับกุมตัวนายลุนดีนทันที โดยมีลูกเรือนำกุญแจมือพลาสติก ส่งให้เพื่อใช้พันธนาการข้อมือ แต่นายลุนดีนยังคงขัดขืนและพยายามกัดนายเมเฮียและนายโอเลนิค ทำให้กลุ่มผู้โดยสารต้องนำ “เทปกาว” มามัดร่างของนายลุนดีนติดไว้กับเก้าอี้ โดยเว้นช่วงบริเวณปากไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบการหายใจ นอกจากนี้ นายโอเลนิคยังต้องนั่งทับบริเวณตักของผู้ก่อเหตุไว้นานกว่า 15 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ดิ้นหลุดจนกระทั่งเครื่องลงจอดอย่างปลอดภัย

หลังเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานบอลติมอร์เมื่อเวลาประมาณ 22:15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ MDTA ได้ขึ้นบนเครื่องและเข้าควบคุมตัวนายลุนดีนทันที พร้อมส่งตัวให้ทีมแพทย์ตรวจรักษาแผลเปิดที่แขน ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดีในความผิดฐานสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะ และทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ขณะเดียวกัน สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ได้เข้ามาร่วมสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางอากาศเพิ่มเติม

ด้านสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์สออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานคือความสำคัญสูงสุด สายการบินจะไม่ยอมรับการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ และขอขอบคุณพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมืออาชีพ รวมถึงผู้โดยสารทุกท่านที่ให้ความเข้าใจ” ทั้งนี้ เที่ยวบินดังกล่าวได้เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่เมืองนวร์กหลังจากจัดการส่งตัวผู้ก่อเหตุเรียบร้อยแล้ว

รายงานจาก FAA ระบุว่า เทปกาวและกุญแจมือพลาสติกถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีติดไว้บนเครื่องบินพาณิชย์หลายแห่งเพื่อรับมือกับผู้โดยสารที่ก่อความรุนแรง โดยในปีนี้มีการรายงานเหตุผู้โดยสารก่อความวุ่นวายบนเที่ยวบินแล้วมากกว่า 1,160 ราย ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญทั้งโทษทางอาญาและโทษปรับขั้นสูงจาก FAA มากกว่า 43,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) สำหรับความผิดฐานทำร้าย ข่มขู่ หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของลูกเรือ.

ที่มา ABC News / CNN

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

6 ก.ย. 2569 05:50 น.

ผู้แทนสหรัฐฯ เข้าพบปูตินที่มอสโก เจรจาหาทางยุติสงครามยูเครน

ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ เข้าพบ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียที่กรุงมอสโกแล้ว และร่วมการเจรจาแบบปิดเพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีครึ่งแล้ว

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนเจรจาคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ทำเนียบเครมลิน ในกรุงมอสโก โดยใช้เวลาเจรจาแบบปิดเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อผลักดัน “ข้อเสนอยุติสงครามยูเครน” ของทรัมป์

ก่อนหน้าการเจรจาในวันเสาร์ ทั้งรัสเซียและยูเครนเห็นพ้องที่จะ หยุดการโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมืองหลวงของอีกฝ่าย เป็นเวลา 3 วัน เพื่อรองรับกระบวนการเจรจา โดยปูตินเน้นย้ำว่าไม่ได้รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของยูเครนนอกเหนือจากกรุงเคียฟ

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการพูดคุยออกมา แต่ปูตินเปิดเผยว่ารู้สึก “สบายใจ” และมีความไว้วางใจในระดับสูงต่อคณะผู้แทนชุดนี้ พร้อมขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามในการสร้างสันติภาพ แม้จะยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน “ไม่ใช่เรื่องง่าย”

หลังจากนี้ ผู้แทนสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางต่อไปยังกรุงเคียฟในวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนยูเครนครั้งแรกของคณะผู้แทนชุดนี้

ในวันเดียวกัน ผู้นำยูเครนออกมากล่าวหาว่า รัสเซียยิงถล่มสนามบินในกรุงเคียฟและเมืองโบริสปิล (Boryspil) เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแสดงอิทธิพลกดดันเส้นทางการเดินทางของผู้แทนสหรัฐฯ รวมถึงเหตุโจมตีอาคารพลเรือนในเขตดนิโปร ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพและบาดเจ็บ 5 รายด้วย

อนึ่ง การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังการเดินทางเยือนมอสโกอย่างเงียบๆ ของ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA เมื่อสัปดาห์ก่อน แม้จะมีความพยายามเจรจาหลายครั้งร่วมกับพันธมิตรยุโรป แต่ข้อตกลงยุติสงครามยูเครนยังคงติดขัดในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องดินแดนและการรับประกันความมั่นคง

สถานการณ์รบในปัจจุบัน ยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศจากรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัสเซียได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

6 ก.ย. 2569 04:11 น.

ทรัมป์เซ็นคำสั่ง ถอด “หมาป่าสีเทา” ออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

(ภาพจาก AFP PHOTO / MONTANA FISH, WILDLIFE AND PARKS)

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเพื่อถอด หมาป่าสีเทา กับ หมาป่าเม็กซิโก ออกจากบัญชีคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว เพื่อเปิดทางให้เกษตรกรสามารถยิงพวกมันได้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อถอด “หมาป่าสีเทา” (Grey wolf) และสายพันธุ์ย่อยอย่าง “หมาป่าเม็กซิกัน” (Mexican wolf) ออกจากบัญชีคุ้มครองในฐานะสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว

การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเป็นการเปิดทางให้เกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์สามารถสังหารสัตว์ตระกูลสุนัขเหล่านี้เพื่อปกป้องฝูงสัตว์ของตนได้ โดยในคำสั่งระบุว่า เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์มี “บทบาทสำคัญยิ่ง” ต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวนี้ โดยเตือนว่าอาจทำลายความพยายามระยะยาวในการฟื้นฟูประชากรหมาป่าที่กำลังใกล้สูญพันธุ์

ตัวเลขจากสำนักงานบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ (FWS) ระบุว่า ในปี 2568 สหรัฐฯ มีหมาป่าเม็กซิกันในธรรมชาติจำนวน 319 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 4 ตัวเมื่อตอนเริ่มนำพวกมันกลับคืนสู่ธรรมชาติในปี 2541

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีหมาป่าสีเทาราว 18,000 ตัวทั่วประเทศ แต่พวกมันยังคงถูกจัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ถูกมนุษย์ทำลายไป

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยพยายามถอดหมาป่าทั้งสองสายพันธุ์นี้ออกจากบัญชีคุ้มครองระดับรัฐบาลกลางมาก่อน แต่ความพยายามในปี 2565 ติดขัดในกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวบางส่วนระบุว่าพวกเขามีแผนที่จะทำแบบเดิม หากกระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ดำเนินการตามคำสั่งของทรัมป์

คำสั่งฝ่ายบริหารนี้ไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่เจ้าของฟาร์มยิงหมาป่าที่มาล่าสัตว์เลี้ยงในทันที แต่เป็นการให้เวลา ดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 90 วัน ในการพิจารณาว่าประชากรหมาป่าสีเทาและหมาป่าเม็กซิกันได้รับการฟื้นฟูมากพอที่จะปลดออกจากบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้วหรือไม่

คำสั่งดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า ฝูงสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในขณะที่ความต้องการเนื้อวัวเพิ่มขึ้น 10% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น “เราสามารถและควรทำสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่สำคัญนี้”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมได้ชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษาที่ระบุว่า เหตุการณ์หมาป่าโจมตีสัตว์เลี้ยงนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก และส่งผลกระทบต่อรายได้ของเจ้าของฟาร์มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“นี่คือการเบี่ยงเบนความสนใจครั้งใหญ่ เพื่อเอาใจเจ้าของฟาร์มเพียงกลุ่มเล็กๆ และทำให้พวกเขาเชื่อว่าหมาป่าเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่านโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เอง” เกรตา แอนเดอร์สัน รองผู้อำนวยการโครงการ Western Watersheds Project ซึ่งทำงานอนุรักษ์สัตว์ป่าในรัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ กล่าว

อนึ่ง คำสั่งฝ่ายบริหารนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามลดราคาเนื้อวัวสำหรับผู้บริโภคที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากภัยแล้งและการระบาดของปรสิตในฝูงวัวของสหรัฐฯ

เหล่าเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ต่างรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของทรัมป์ที่ผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำเข้าเนื้อวัวเพื่อแก้ปัญหาราคาพุ่งสูง ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผลกำไรของพวกเขาที่ค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

6 ก.ย. 2569 03:26 น.

เครื่องบินรบกรีซตก ขณะแสดงโชว์ นักบินเสียชีวิต 2 นาย

เกิดเหตุเครื่องบินรบของกองทัพกรีซ ตกระเบิดไฟลุกท่วม ระหว่างทำการแสดงกลางอากาศ ส่งผลให้นักบินทั้ง 2 คนเสียชีวิต หลังจากทั้งคู่ไม่ได้ดีดตัวออกจากเครื่อง

สำนักข่าว ANA ของกรีซรายงานว่า เครื่องบินรบรุ่น F-4 แฟนทอม (F-4 Phantom) ของกองทัพกรีซประสบเหตุตกเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 ที่ฐานทัพแห่งหนึ่งนอกกรุงเอเธนส์ ในระหว่างทำการแสดงทางอากาศ ส่งผลให้นักบินเสียชีวิตทั้ง 2 นาย

สื่อท้องถิ่นระบุว่า เครื่องบินเพิ่งทะยานขึ้นฟ้าได้ไม่นาน ก่อนจะสูญเสียความสูงอย่างกะทันหันและตกลงสู่พื้น และเกิดการระเบิดขึ้นทันที ต่อหน้าต่อตาของประชาชนหลายพันคนที่เดินทางมาร่วมชมงานแสดงทางอากาศประจำปี “Athens Flying Week”

ตอนนี้รายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่นักบินไม่ได้ทำการดีดตัวออกจากเครื่องบิน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ของกรีซส่งเครื่องบินดับเพลิงหลายลำไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อเข้าควบคุมและดับเพลิงที่ลุกไหม้จากเหตุเครื่องบินตก

ทั้งนี้ งาน “Athens Flying Week” ถูกยกเลิกทันทีหลังเกิดเหตุ ขณะที่ นายนิกอส เดนดิอัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกรีซ ยกเลิกภารกิจการเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่เมืองเทสซาโลนิกี เพื่อลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุเครื่องบินตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

6 ก.ย. 2569 02:05 น.

คดี ลินด์เซย์ แคลนซี สหรัฐฯ เสียงแตกว่าเธอคือเหยื่อหรืออาชญากร

สังคมอเมริกากำลังแตกเป็น 2 ฝ่ายในเรื่องคดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี แม่ผู้ฆาตกรรมลูก 3 คน ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอไม่ต้องรับโทษเพราะต้องต่อสู้กับโรคจิตเภทหลังคลอด อีกฝั่งชี้ว่าเธอคืออาชญากรที่ต้องรับโทษ

คดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี พยาบาลวัย 36 ปี ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งก่อเหตุรัดคอลูกๆ ทั้งสามคนเสียชีวิต ก่อนจะกระโดดหน้าต่างพยายามจบชีวิตตนเองจนเป็นอัมพาต ได้สร้างกระแสถกเถียงและรอยร้าวทางความคิดอย่างหนักในสังคมอเมริกันตลอดช่วงเวลาการไต่สวนเกือบ 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยลินด์เซย์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายลูกๆ ทั้งสามคน อายุ 5 ขวบ, 3 ขวบ และ 8 เดือน ในบ้านพักจนเสียชีวิต จากนั้นได้พยายามจบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา

เธอถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาฆาตกรรม โดยการไต่สวนคดีเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี 2569 แต่ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอเป็นผู้ลงมือหรือไม่ (เพราะฝ่ายจำเลยยอมรับว่าก่อเหตุจริง) แต่อยู่ที่ “สภาวะทางจิตและการรับผิดชอบทางอาญา” ว่าลินด์เซย์สมควรถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่

ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน
ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน

ทนายความของลินด์เซย์ สู้คดีด้วยเหตุผลว่าเธอไม่มีความรับผิดชอบทางอาญา เนื่องจากขณะเกิดเหตุเธอกำลังเผชิญกับโรคจิตเภทหลังคลอดอย่างรุนแรง (Postpartum Psychosis) ร่วมกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ทำให้เกิดอาการหูแว่วสั่งให้ทำร้ายลูกๆ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้

ทนายบอกอีกว่า ลินด์เซย์ป่วยหนัก มีอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล และสมองมึนงงสะสมอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดเหตุ นอกจากนั้น สมุดบันทึกของเธอยังสะท้อนถึงความสิ้นหวังและความทรมานจากปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นหลังคลอดลูกคนเล็กด้วย

ส่วนอัยการซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ โต้แย้งว่าเธอรับรู้และวางแผนการกระทำทั้งหมด โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าการกระทำของเธอเป็นการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ใช่ภาวะขาดสติไร้การควบคุม โดยมีผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่าเธอไม่ได้แสดงอาการของโรคจิตเภท และการแพทย์บางแห่งไม่จัดว่าภาวะนี้เป็นโรคจิตเภทแบบเฉพาะเจาะจง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะลูกขุน 12 คน (หญิง 9 คน ชาย 3 คน) ใช้เวลาหารือเครียดนานกว่า 40 ชั่วโมงตลอด 7 วัน แต่ไม่สามารถบรรลุความเห็นร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ได้ ผลการลงคะแนนของลูกขุนติดอยู่ที่ 11 ต่อ 1 โดยมีลูกขุน 1 คนที่ไม่ยอมเห็นพ้องตามเสียงส่วนใหญ่

คณะลูกขุน 11 คน มีความเห็นโน้มเอียงไปทางฝ่ายจำเลย โดยมองว่าลินด์เซย์มีอาการทางจิตอย่างรุนแรงจากโรคซึมเศร้าหลังคลอดในขณะที่ก่อเหตุ ซึ่งเข้าข่ายภาวะวิกลจริต (Insanity) ตามข้อต่อสู้ จึงไม่ควรมีความผิดทางอาญาฐานฆาตกรรม

ส่วนลูกขุนอีก 1 คน ไม่เห็นด้วย และปฏิเสธที่จะรับฟังหลักฐานหรือข้อต่อสู้เรื่องอาการทางจิตดังกล่าว โดยยืนกรานว่าจำเลยมีความผิดตามข้อกล่าวหา

สุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน ก็ประกาศให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial) เนื่องจากคณะลูกขุนไม่อาจลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความเห็นที่แตกแยกของคนในสังคมได้อย่างชัดเจน

ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)
ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)

ในวันพิจารณาคดี มีผู้หญิงและแม่จำนวนมาก หลายคนใส่ชุดสีชมพูมาให้กำลังใจลินด์เซย์ที่ศาล เนื่องจากพวกเธอมองว่าลินด์เซย์เป็นเหยื่อของความล้มเหลวในระบบดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอด

มีข้อมูลเปิดเผยออกมาด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรม ลินด์เซย์พยายามขอความช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งเข้าห้องฉุกเฉิน พบแพทย์หลายคน และโทรสายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้หลายคนเห็นใจและมองว่าเธอทำดีที่สุดแล้วแต่ระบบไม่สามารถช่วยเธอได้ทัน

ส่วนอีกฝ่ายมองว่าลินด์เซย์คือ “อาชญากร” ที่ต้องรับโทษ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า การป่วยทางจิตไม่ใช่ข้ออ้างในการพรากชีวิตเด็ก 3 คน และมองว่าเธอได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวและแพทย์มากกว่าแม่คนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “Toxic Empathy” (ความเห็นอกเห็นใจที่เป็นพิษ) โดยมองว่าไม่ควรยกเธอเป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบากในการเป็นแม่ เพราะแม่คนอื่นๆ ที่เผชิญความยากลำบากก็ไม่ได้ทำร้ายลูกของตนเอง

นอกจากนั้น หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชายหรือคนเป็นพ่อ สังคมจะไม่มีวันแสดงความเห็นอกเห็นใจมากขนาดนี้ และควรเน้นไปที่การเรียกร้องความยุติธรรมให้เด็กที่เสียชีวิตมากกว่า

ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล
ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล

บนโซเชียลมีเดีย คดีนี้ถูกพูดถึงอย่างมากจนเกิดทฤษฎีสมคบคิด รวมถึงการโจมตีสามีเก่าของลินด์เซย์อย่างรุนแรงจนทนายต้องออกมาชี้แจงว่า เขาก็เป็นผู้สูญเสียเช่นกัน และข้อมูลที่โจมตีเขาไม่เป็นความจริง

หลังจากนี้ ศาลได้นัดหมายฟังคำสั่งและสถานะคดีอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. 2569 โดยอัยการต้องตัดสินใจว่าจะยื่นฟ้องดำเนินคดีใหม่ (Retrial) โดยตั้งคณะลูกขุนชุดใหม่ หรือยอมเสนอข้อตกลงยอมรับสารภาพ (Plea Deal) กับลินด์เซย์

ส่วนตัวของลินด์เซย์ยังคงถูกควบคุมตัวและรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชต่อไป ระหว่างรอผลการตัดสินใจจากอัยการว่าจะดำเนินคดีต่ออย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

6 ก.ย. 2569 00:04 น.

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารโบลิเวีย ดับ 2 ศพ เจ็บอื้อ

เกิดเหตุระเบิดที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในประเทศโบลิเวียส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ในขณะที่เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลว่าผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 นายเออร์เนสโต จัสติเนียโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโบลิเวีย เปิดเผยว่า วัตถุสำหรับทำพลุเกิดระเบิดขึ้นที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมทหารปืนใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ 14:30 น. ของวันศุกร์ (4 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 81 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 14 คน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของ ริตา เนบราสกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า คาดว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 10 ถึง 15 รายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองเวียชา (Viacha) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลาปาซราว 30 กิโลเมตร

ตำรวจเปิดเผยว่าบ้านเรือนหลายสิบหลังได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด และเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

เนบราสกาเตือนว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดซ้ำ และเรียกร้องให้ประชาชนเว้นระยะห่างจากฐานทัพดังกล่าวอย่างน้อย 150 เมตร

ด้านพันเอก อันโตนิโอ อามารู ผู้บังคับการฐานทัพ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้สูญหายรวมถึงจ่าทหาร 1 นาย และพลทหารเกณฑ์อายุระหว่าง 18 ถึง 19 ปี อีก 13 นาย

ส่วนประธานาธิบดี โรดริโก ปาซ แห่งโบลิเวียออกมาแสดงความเสียใจอย่างที่สุด ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้คำมั่นว่าจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง “ละเอียดถี่ถ้วน ตามหลักเทคนิค และโปร่งใส”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอดปาฏิหาริย์ หญิงเนปาลติดใต้ซากบ้าน 10 วัน หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

รอดปาฏิหาริย์ หญิงเนปาลติดใต้ซากบ้าน 10 วัน หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

5 ก.ย. 2569 23:08 น.

รอดปาฏิหาริย์ หญิงเนปาลติดใต้ซากบ้าน 10 วัน หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

หญิงวัย 64 ปี รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากเธอติดอยู่ใต้ซากบ้านที่พังทลายเพราะเหตุน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงมานานถึง 10 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่จะพบและช่วยเหลือเธอขึ้นมาในวันเสาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือหญิงชาวเนปาลขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย. 2569) จากบ้านที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินโคลนหนาและเศษซากความเสียหาย หลังภูมิภาคดังกล่าวถูกโคลนและน้ำท่วมฉับพลันซัดถล่มอย่างหนักเมื่อ 10 วันก่อน

เจ้าหน้าที่ของเนปาลส่งเสียงโห่ร้องยินดี ขณะที่นางจันทริกา เศรษฐา (Chandrika Shrestha) หญิงวัย 64 ปี ถูกดึงตัวออกมาจากบ้านที่ถูกฝังในอำเภอนูวาโกต (Nuwakot) ในสภาพตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน

“ทีมตำรวจพบเธอขณะกำลังเคลียร์พื้นที่ เธอถูกลำเลียงทางอากาศไปยังกรุงกาฐมาณฑุเพื่อรับการรักษาแล้ว” อิคบาล ฮาวารี (Iqbal Hawari) รองผู้บังคับการตำรวจ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP)

ทั้งนี้ ทีมตอบสนองภัยพิบัติฉุกเฉินทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต นับตั้งแต่คลื่นน้ำและโคลนมหึมาคล้ายสึนามิพัดถล่มบริเวณชายแดนจีน-เนปาล หลังเกิดเหตุธารน้ำแข็งและหินถล่มเมื่อวันที่ 26 ส.ค.

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยก็เพิ่งช่วยเหลือชายชาวจีนที่รอดชีวิตอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Upper Trishuli-1 ในอำเภอราสุวา (Rasuwa) ของเนปาล

อย่างไรก็ตาม สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า จนถึงขณะนี้พบผู้เสียชีวิตในเนปาลแล้ว 1,344 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกราว 5,000 คน ขณะที่สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตในฝั่งจีน 31 ศพ และสูญหาย 531 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย

5 ก.ย. 2569 22:07 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย 3 ลำ เพื่อตอบโต้หลังจากเรือรบของสหรัฐฯ 2 ลำที่ฝ่ายอิหร่านโจมตีเข้าใส่ก่อนหน้านี้

กองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 2569 ว่า พวกเขาโจมตีเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน จำนวน 3 ลำ หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ

“เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของสหรัฐฯ สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีโดยไร้เหตุยั่วยุหลายครั้งของอิหร่านได้สำเร็จ” แถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุ

CENTCOM บอกอีกว่า หลังจากการโจมตีที่ไม่สำเร็จของอิหร่าน กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้สร้างความเสียหายอย่างถาวรแก่เรือบรรทุกน้ำมันดิบ M/T Downy ของ IRGC นอกชายฝั่งเกาะคาร์ก (Kharg Island) และเรือ M/T Stark 1 ใกล้กับเมืองจาสค์ (Jask)

“กองกำลังอเมริกันยังได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบเปล่า M/T Kylo (หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ “Noxen”) ในอ่าวโอมานอย่างสิ้นเชิง โดยยิงเข้าใส่จุดสำคัญหลายจุดของเรือเพื่อให้ใช้งานไม่ได้ หลังจากลูกเรือได้รับคำสั่งให้สละเรือแล้ว”

แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุด้วยว่า เรือทั้ง 3 ลำ “เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำหน้าที่ระดมทุนให้แก่ IRGC และกองกำลังตัวแทนในภูมิภาค”

“ขอส่งข้อความที่ชัดเจนถึง IRGC หากคุณยิงใส่เรือของเรา 2 ลำ เราจะลงโทษด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการทำลายเรือของคุณ 3 ลำ” พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการ CENTCOM กล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันอีกครั้งเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากระงับการโจมตีมานานกว่า 1 เดือน จากนั้นพวกเขาก็ยิงอาวุธเข้าใส่ดินแดนหรือสถานที่ทางทหารของอีกฝ่ายแทบจะรายวัน

สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันซึ่งจอดอยู่ในพื้นที่ทอดสมอ ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิด 4 ลูกที่ยิงมาจากกองทัพสหรัฐฯ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และลูกเรือกำลังอยู่ในขั้นตอนการอพยพออกจากเรือ

ไฟล์เสียงที่ CNN ยืนยันความถูกต้องแล้วแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ส่งคำเตือนไปยังเรือลำดังกล่าวผ่านช่องทางฉุกเฉิน โดยในไฟล์เสียงหนึ่ง นักบินอเมริกันกล่าวว่า “เรือบรรทุกน้ำมัน STARK 1 นี่คือเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ผมกำลังเตรียมยิงใส่ท้ายเรือของคุณ คุณมีเวลา 10 นาทีในการย้ายลูกเรือออกจากท้ายเรือ เปลี่ยน”

ในการสื่อสารต่อมา เรือได้รับการเตือนว่า “นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย … ลงเรือชูชีพและสละเรือทันที”

ในระหว่างนั้น ตามไฟล์เสียงที่ CNN ได้ยิน มีเสียงของผู้ที่อ้างว่าอยู่บนเรือลำดังกล่าวขอให้เครื่องบินหยุดยิง พร้อมเสริมว่า “พวกเราถูกทำลายหมดแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569 น้ำมัน "เบนซิน-ดีเซล" แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

5 ก.ย. 2569 17:00 น.

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

อัปเดตล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569 เช็กราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์, ดีเซล จากปั๊มน้ำมัน ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ และเชลล์ ล่าสุดราคาลิตรละกี่บาทแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานการอัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569 กลุ่มเบนซิน, แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยราคาน้ำมันพรุ่งนี้ มีดังนี้

ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 6 กันยายน 2569

ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล พลัส อยู่ที่ 49.25 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 พลัส อยู่ที่ 49.29 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 29.23 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.29 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.29 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 47.28 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 47.79 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ X ดีเซล อยู่ที่ 50.05 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ X 99 อยู่ที่ 49.79 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 33.49 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 38.42 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.79 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • เชลล์ ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 47.78 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 33.29 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “ซัสโก้” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • ดีเซล อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร
  • เบนซิน 95 อยู่ที่ 47.43 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 33.29 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันปั๊ม “คาลเท็กซ์” วันที่ 6 กันยายน 2569

  • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 49.26 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 38.29 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 37.92 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 33.29 บาท/ลิตร
  • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 39.14 บาท/ลิตร
  • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 49.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่.

ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ "นูซันตารา" เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

5 ก.ย. 2569 09:16 น.

ระทึก ไฟป่าอินโดนีเซียลามใกล้เมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” เผาพื้นที่ 400 ไร่ เร่งดับไฟ

ไฟป่าอินโดนีเซียเริ่มลุกลามเข้าใกล้ “นูซันตารา” เมืองหลวงแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างบนเกาะบอร์เนียว เผาพื้นที่ไปแล้วราว 2,500 ไร่ ทางการเร่งขอทำฝนเทียมและโปรยน้ำเพื่อดับไฟให้เร็วที่สุด

สถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียเริ่มน่าวิตก หลังไฟป่าหลายจุดบนเกาะบอร์เนียวลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ของ นูซันตารา เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติเร่งดำเนินมาตรการควบคุมไฟ ทั้งการทำฝนเทียมและการใช้เครื่องบินทิ้งน้ำดับไฟ

อินโดนีเซียกำลังเพิ่มความพยายามรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันใน 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา โดยขณะนี้มีพื้นที่ถูกไฟเผาไปแล้วรวมประมาณ 73,311 เฮกตาร์ หรือกว่า 458,000 ไร่

ก่อนหน้านี้พื้นที่ทางตะวันออกของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นที่ตั้งของนูซันตารา ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แม้ไฟป่าจะเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ล่าสุดไฟได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่โดยรอบเมืองหลวงใหม่แล้ว

อากุส ริยันโต ผู้อำนวยการฝ่ายตอบสนองเหตุฉุกเฉินของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ เปิดเผยว่า หน่วยงานที่ดูแลโครงการนูซันตาราได้ร้องขอให้มีการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมสถานการณ์

จุดที่เกิดไฟป่ารุนแรงที่สุดในเขตเมืองหลวงใหม่อยู่ที่ อุทยานป่าบูกิต ซูฮาร์โต หรือ “เขาซูฮาร์โต” ซึ่งตั้งชื่อตามอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต โดยมีพื้นที่ถูกไฟเผาไปแล้วประมาณ 300 เฮกตาร์ หรือเกือบ 1,900 ไร่

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากใจกลางนูซันตาราประมาณ 50 กิโลเมตร ขณะที่เมื่อรวมพื้นที่โดยรอบเมืองหลวงใหม่ พบว่าไฟป่าได้เผาพื้นที่ไปแล้วประมาณ 400 เฮกตาร์ หรือราว 2,500 ไร่ ณ วันที่ 2 กันยายน

อินโดนีเซียเจอฤดูแล้งหนักที่สุดในรอบ 10 ปี

หน่วยงานรับมือภัยพิบัติของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับฤดูแล้งที่ท้าทายที่สุดในรอบประมาณ 1 ทศวรรษ โดยสถานการณ์รุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์ เอลนีโญรุนแรง หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้สภาพอากาศแห้งแล้งและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ขณะนี้อินโดนีเซียมีเครื่องบินจำนวน 53 ลำ ที่ปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำดับไฟและทำฝนเทียม ขณะที่ญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินและเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือด้วย

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติยังเตรียมส่งเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดกาลิมันตันใต้ ซึ่งอยู่ใกล้เคียง เข้ามาปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำดับไฟในพื้นที่รอบนูซันตารา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ปริมาณเมฆในพื้นที่ยังไม่เพียงพอสำหรับการทำฝนเทียม แต่จะดำเนินการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมหลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลในนูซันตาราเมื่อวันศุกร์ เพื่อประกอบพิธีละหมาดอิสติสกอ ซึ่งเป็นการสวดขอฝน ท่ามกลางสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังลุกลาม

รุดดี อับดุลเลาะห์ ผู้นำในการประกอบพิธีกล่าวว่า ผู้คนจำเป็นต้องขอการอภัยจากพระเจ้า และหากได้รับการโปรดปราน ฝนตกหนักก็จะตามมา

โครงการก่อสร้างนูซันตารา เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย มีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประกาศแผนก่อสร้างเมื่อปี 2562 เพื่อย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงจาการ์ตาบนเกาะชวา ซึ่งเผชิญปัญหาการจราจรติดขัด น้ำท่วม และแผ่นดินทรุดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญความล่าช้าและการปรับลดงบประมาณ หลังประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เข้ารับตำแหน่งในปี 2567

วิสนูโบรโต ซาโรซา ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการวางแผนกล่าวว่า นูซันตาราอาจไม่ใช่ทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยป่าและมีแหล่งน้ำจำกัด แม้ความเสี่ยงไฟป่าจะยังต่ำกว่าพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อินโดนีเซียใช้ร่วมกับมาเลเซียและบรูไนก็ตาม

สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการต้องเร่งควบคุมไฟและหมอกควัน ก่อนที่สถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ก่อสร้างและชุมชนโดยรอบเมืองหลวงแห่งใหม่.

ที่มา : channelnewsasia