อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

27 ก.พ. 2569 03:00 น.

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดน มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพของฝ่ายปากีสถาน ตอบโต้การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลตาลีบันว่า อัฟกานิสถานได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร “ขนาดใหญ่” ต่อฐานที่มั่นของกองทัพปากีสถานบริเวณรอยต่อชายแดน เพื่อตอบโต้ฝ่ายปากีสถานโจมตีเข้ามาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกของกลุ่มตาลีบันโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มทหารปากีสถาน ปฏิบัติการเพื่อชิงลงมือก่อนขนาดใหญ่จึงถูกเปิดฉากขึ้นต่อฐานบัญชาการและที่ตั้งทางทหารของกองทัพปากีสถาน”

นายมูจาฮิดบอกอีกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต “จำนวนมาก” และบางส่วนถูกจับกุมตัวได้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีตามแนวชายแดนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันพฤหัสบดี โดยกองกำลังตาลีบันสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารได้ถึง 15 แห่ง

ทางด้านรัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า กลุ่มตาลีบันคำนวณผิดพลาดและเปิดฉากยิงโดยไม่มีการยั่วยุในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

“รายงานในเบื้องต้นยืนยันว่ามีความสูญเสียอย่างหนักในฝั่งอัฟกานิสถาน โดยฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์หลายแห่งถูกทำลาย” แถลงการณ์จากกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานที่แชร์ผ่าน X ระบุ “ปากีสถานจะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารของอัฟกานิสถานเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลปากีสถาน ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศในอัฟกานิสถานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบันระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ

อัฟกานิสถานกับปากีสถานเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการปะทะเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะกันตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นประปราย

ปากีสถานเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มตาลีบันหลังจากที่กลุ่มถูกขับออกจากอำนาจในปี 2544 เพราะการบุกโจมตีของกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ จนกระทั่งกลุ่มตาลีบันชิงอำนาจในอัฟกานิสถานกลับมาได้สำเร็จในปี 2564

ทว่าความสัมพันธ์กลับเสื่อมถอยลงหลังจากรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่า กลุ่มตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่ม “ตาลีบันปากีสถาน” (TTP) ซึ่งกำลังก่อการกบฏด้วยอาวุธต่อต้านกองกำลังรัฐบาลปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

27 ก.พ. 2569 01:32 น.

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยย้ำว่าประเทศต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์สหรัฐฯ ให้ชัดเจน และว่า ช่วง 4 ปีข้างหน้าเป็นเวลาที่ตัดสินชะตาของเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 ว่า นาง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศแผนจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการใช้โอกาสจากคะแนนนิยมที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากที่เธอแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟรเดอริกเซนได้เดินหน้าผสานความร่วมมือกับเหล่าผู้นำยุโรปเพื่อต่อต้านความพยายามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยกอบกู้คะแนนนิยมของเธอให้ดีขึ้น หลังประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการของรัฐ

“นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินอนาคต เพราะในช่วง 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราในฐานะชาวเดนมาร์กและชาวยุโรป จะต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง” เฟรเดอริกเซนกล่าว “เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเราต้องเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นในทวีปของเรา”

“การที่ดิฉันจะได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพวกท่านต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกท่านจะมอบฉันทามติให้กับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด” เฟรเดอริกเซนกล่าวถึงพรรคของเธอ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันของเดนมาร์ก

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ช่วยยกระดับบทบาทของเฟรเดอริกเซนบนเวทีโลกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นที่เธอเคยได้รับจากการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็ว และการระดมการสนับสนุนจากยุโรปให้แก่ยูเครน

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมอบรางวัลให้แก่ความเป็นผู้นำในระดับสากลและการปกป้องอธิปไตยของเดนมาร์กของเฟรเดอริกเซน หรือจะลงโทษรัฐบาลของเธอตามข้อครหาของฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า เธอละเลยต่อปัญหาภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

27 ก.พ. 2569 00:00 น.

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมเข้าให้การต่อคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ก่อนที่ บิล คลินตัน สามีของเธอจะให้การในวันศุกร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการสืบสวนคดีอาชญากรรมของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นางคลินตันเพิ่งตอบตกลงที่จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับ บิล คลินตัน สามีของเธอ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ สามีภรรยาคลินตันปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้ทั้งคู่เข้าให้การในคดีของเอปสตีน โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง อย่างไรก็ตาม การยอมตกลงเข้าให้การในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาเตรียมลงมติ เพื่อเอาผิดทั้งคู่ในข้อหา “หมิ่นอำนาจรัฐสภา” โดยมีสมาชิกเดโมแครตหลายคนสนับสนุนด้วย

ฮิลลารี คลินตัน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเรียกตัวมาให้การครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบาย” ของพรรครีพับลิกัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายเอปสตีน

“เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เธอกล่าว “เราเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราเชื่อว่า “แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด”” นางคลินตันกล่าว และยืนยันด้วยว่า เธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนเลย แต่ยอมรับว่าเคยพบ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีนเป็นบางโอกาส รวมถึงในงานแต่งงานลูกสาวของเธอด้วย

ด้านบิล คลินตัน ยอมรับว่ารู้จักกับนายเอปสตีน แต่เขาปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ รวมถึงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับอาชญากรรมของอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับในปี 2562 รายนี้ โดยเขาตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน และแสดงความเสียใจที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอปสตีนด้วย

คาดกันว่านายคลินตันจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ (27 ก.พ.)

ทั้งนี้ ในเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ ในคดีของนายเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับ ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมา ปรากฏทั้งชื่อและภาพของ บิล คลินตัน อยู่ด้วย ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

การไต่สวนนางฮิลลารี คลินตัน จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองแชปปากวา รัฐนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักของพวกเขา โดยปกติแล้วการให้ปากคำในลักษณะนี้มักจะดำเนินไปแบบปิดลับ แต่ตระกูลคลินตันได้ต่อสู้เพื่อให้การให้ปากคำของพวกเขาเป็นแบบสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลเพียงบางส่วนไปรั่วไหลสู่สื่อมวลชนอย่างไม่เป็นธรรม

การปรากฏตัวของบิล คลินตัน ในวันศุกร์กำลังถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส นับตั้งแต่เจอรัลด์ ฟอร์ด เคยรับการไต่สวนในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

26 ก.พ. 2569 22:39 น.

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

จีนประกาศถอดถอน นายทหารระดับพลเอก 5 คน รวมถึงพลโทและพลตรีอีก 4 คน ออกจากการเป็นสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพียงสัปดาห์เดียวก่อนที่การประชุม 2 สภาจะเริ่มขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนได้สั่งถอนรายชื่อนายพลแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) จำนวน 5 นาย ออกจากการเป็นสมาชิกสภาฯ แล้ว

ทั้ง 5 คนรวมถึง พลเอก หลี่ เฉียวหมิง (Li Qiaoming) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบก และพลเอก เสิ่น จินหลง (Shen Jinlong) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ ถูกปลดจากการเป็นผู้แทนสภาประชาชนแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปลดกรรมาธิการการเมืองของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังสนับสนุนข้อมูลข่าวสารทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แก่ พลเรือเอก ฉิง เซิงเซียง (Qing Shengxiang), พลอากาศเอก อวี๋ จงฝู (Yu Zhongfu) และ พลเอก หลี่ เว่ย (Li Wei)

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุอีกว่า มีนายทหารระดับสูงรายอื่น ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงนาย ซุน เส้าเฉิง (Sun Shaocheng) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ที่ถูกสั่งปลดในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังการสอบสวนครั้งสำคัญที่พุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้นำระดับสูงในกองทัพ รวมถึงนายพล จาง โย่วเซี่ย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งกำลังถูกสอบสวนในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำที่จีนมักใช้เรียกแทนการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนยังประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนพลเอก หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) เสนาธิการกรมเสนาธิการร่วมภายใต้คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการวางแผนการรบ

หนังสือพิมพ์ เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ (SCMP) รายงานว่า นอกจากนายพลทั้ง 5 นายแล้ว ยังมีนายทหารระดับพลโทอีก 1 นาย และพลตรีอีก 3 นาย ที่ถูกถอดถอนรายชื่อออกจากคณะผู้แทนในสภาประชาชนแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับ “การประชุมสองสภา” (Two Sessions) ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแดนมังกร ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยจะมีการประกาศแผนนโยบายที่สำคัญของประเทศครอบคลุมทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ การค้า และการทูต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

26 ก.พ. 2569 21:39 น.

ฟิลิปปินส์ระทึก ภูเขาไฟปะทุช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า 2,500 ม.

ภูเขาไฟในภาคกลางของฟิลิปปินส์ปะทุในช่วงค่ำ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้าสูงกว่า 2,500 ม. และเริ่มมีขี้เถ้าตกลงมาในย่านชุมชน ขณะที่ทางการกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟลูกนี้อย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟ “คันลาออน” (Kanlaon) ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์เกิดปะทุขึ้นในช่วงค่ำของวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนสูงถึงประมาณ 2,500 เมตร

นายเตเรซิโต บาโคลคอล ผู้อำนวยการสำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การปะทุครั้งนี้กินเวลา 2 นาที โดยเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 19.04 น. พร้อมเตือนว่า “อาจเกิดการปะทุที่รุนแรงกว่านี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

อนึ่ง ภูเขาไฟคันลาออน เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่ 24 แห่งในฟิลิปปินส์ โดยมันเคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้งในรอบศตวรรษที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2539 ที่ส่งผลให้นักปีนเขา 3 ราย ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณยอดเขาเสียชีวิต

“นี่คือการปะทุระดับปานกลางครั้งที่สองในรอบสัปดาห์” นายบาโคลคอลกล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พร้อมเสริมว่าทางหน่วยงานจะเฝ้าระวังภูเขาไฟอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะยกระดับการเตือนภัยจากระดับ 2 เป็นระดับ 3 (จากทั้งหมด 5 ระดับ) หรือไม่

ศูนย์ภูเขาไฟวิทยาแถลงในเวลาต่อมาว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกลุ่มควันพุ่งสูง 2,500 เมตรเหนือปากปล่องภูเขาไฟก่อนจะถูกลมพัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และมีการตรวจพบหินร้อนแดงตกลงมาบริเวณรอบปากปล่องด้วย

ด้านนาย จอห์น เด อาซิส เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองลาคาสเตลลานา ซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟคันลาออน บอกกับ AFP ว่า เริ่มมีเถ้าถ่านตกลงมาในย่านชุมชนแล้ว

“คืนนี้ จู่ๆ พวกเราก็ได้ยินเสียง ตูม ดังสนั่น จากนั้นไม่กี่นาที ผู้คนก็เริ่มรายงานว่า มีเถ้าถ่านตกลงมาในพื้นที่ของพวกเขา” นายเด อาซิส กล่าว และย้ำว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟคันลาออนตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดเนกรอสโอเรียนตัล (Negros Oriental) กับจังหวัดเนกรอสออกซิเดนทัล (Negros Occidental) ทำให้ทางการต้องประกาศเขตห้ามเข้าพื้นที่รอบภูเขาไฟในรัศมี 4 กม.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

26 ก.พ. 2569 15:53 น.

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเด็กเกิดใหม่ปี 2025 ลดลงเหลือเพียง 7 แสนคนเศษ ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ขณะที่ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน ภายใน 1 ปี สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยและปัญหาบ้านร้างพุ่งสูงทั่วประเทศ

ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ระบุว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นปี 2025 ลดลงสู่ระดับ 705,809 คน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปี 2024 และนับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 10 โดยสถิตินี้ครอบคลุมทั้งเด็กที่เกิดจากชาวญี่ปุ่นในประเทศ ชาวต่างชาติในญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ

ในขณะที่ตัวเลขการจดทะเบียนสมรสในปี 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.1 อยู่ที่ 505,656 คู่ ส่วนยอดการหย่าร้างลดลงร้อยละ 3.7 มาอยู่ที่ 182,969 ครั้ง สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในปี 2025 อยู่ที่ 1,605,654 ราย ลดลงจากปีก่อนหน้า 13,030 ราย หรือร้อยละ 0.8

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารประเมินว่า ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ประชากรโดยรวมของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 122.86 ล้านคน หรือหายไปกว่า 580,000 คน หรือลดลงร้อยละ 0.47 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลกควบคู่ไปกับสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน ภาระงบประมาณสวัสดิการสังคมที่พุ่งสูงขึ้น และจำนวนผู้เสียภาษีที่น้อยลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอยู่แล้ว

จากแผนที่ข้อมูลปีที่ผ่านมาพบว่าญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุมากกว่า 100 ปี เกือบ 100,000 คน โดยร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดระบุว่ากว่าร้อยละ 40 ของเทศบาลทั่วประเทศเสี่ยงต่อการสูญสิ้น เนื่องจากประชากรที่หดตัวลงทำให้มีบ้านร้างพุ่งสูงถึงประมาณ 4 ล้านหลังทั่วประเทศ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งนำพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กล่าวในรัฐสภาว่า “วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลงคือภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่กำลังกัดเซาะความมีชีวิตชีวาของประเทศอย่างเงียบๆ”

แม้ทางการกรุงโตเกียวจะพยายามแก้ปัญหาถึงขั้นพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ของตัวเองที่ต้องยื่นเอกสารยืนยันสถานะโสดและเจตจำนงในการแต่งงาน แต่ความพยายามของผู้นำหลายสมัยกลับประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านนายมาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า แม้จะมีความพยายามบางส่วนที่เห็นผลบ้าง แต่รัฐบาลยังไม่สามารถย้อนคืนกระแสการลดลงของประชากรได้ โดยย้ำว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสำหรับครอบครัวที่ทำงาน

อย่างไรก็ตาม แม้การเพิ่มจำนวนผู้อพยพจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาแรงงาน แต่ภายใต้แรงกดดันจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาอย่าง “ซันเซโตะ”  ที่เน้นนโยบาย “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” ทำให้นายกฯ ทาคาอิจิยังคงให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ.

ที่มา AFP

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

26 ก.พ. 2569 15:52 น.

วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในซูดานใต้ทวีความรุนแรง ขณะสมรภูมิเลือดยังยืดเยื้อ

เหตุความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในซูดานใต้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก พลเรือนนับแสนกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรง ขาดแคลน ยา อาหาร และศูนย์พักพิง

นาง Nyayual Chuol ยายของเด็กชายวัย 18 เดือน อุ้มหลานชายของเธอมายังโรงพยาบาลในเมือง Akobo ของซูดานใต้ ที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านของเธอถึง 130 กิโลเมตร เพื่อนำตัวหลานชายมารักษาแผลถูกยิงบริเวณขา ซึ่งเธอระบุว่าหลานชายถูกยิงโดยกองทัพของรัฐบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นักกายภาพบำบัดที่ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลได้ทำการรักษาเด็กชาย ท่ามกลางสายตาของผู้พลัดถิ่นทั้งสองราย คือ นาง Kool Gatyen Pajock และ นาง Nyayual Chuol คุณยายของเด็กชาย

โดยเหตุปะทะครั้งใหม่ในรัฐ Jonglei ระหว่างกองกำลังทหารของรัฐบาลที่มีชื่อว่า “กองกําลังป้องกันประชาชนซูดานใต้” (South Sudan People’s Defense Forces) และ ขบวนการปลดปล่อยประชาชนซูดานฝ่ายค้าน (Sudan People’s Liberation Movement In Opposition) ทำให้มีผู้พลัดถิ่นจำนวน 280,000 ราย ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน

การปะทะครั้งนี้ทำให้สันติภาพอันเปราะบางที่เกิดขึ้นในปี 2018 หลังสงครามกลางเมืองในซูดานใต้ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลา 5 ปียุติลง กลับสั่นคลอนอีกครั้ง

ในปี 2020 ซูดานใต้ได้ผ่านข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อถ่วงดุลอำนาจ โดยได้แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้าน นาย Riek Machar เป็นรองประธานาธิบดีลำดับที่หนึ่ง และได้แต่งตั้ง นาย Salva Kiir เป็นประธานาธิบดี โดยต่อมา นาย Kiir ได้สั่งคุมขัง นาย Machar ในที่พักอาศัย ด้วยเหตุผลจากเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในเดือนมีนาคม 

จนกระทั่งในเดือนกันยายน นาย Machar พร้อมสมาชิกฝ่ายค้าน 7 ราย ถูกตั้งข้อหากบฎเนื่องจากถูกพบมีความพัวพันกับการโจมตีกองกำลังของรัฐบาล

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังฝ่ายค้านเข้ายึดด่านหน้าของรัฐบาลที่รัฐ Jonglei รัฐบาลจึงดำเนินการตอบโต้ด้วยการทิ้งระเบิดและส่งกองกำลังเข้าโจมตีภาคพื้นดิน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้จะมีพันธสัญญาข้อตกลงสันติภาพก็ตาม การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้พลเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้คนบาดเจ็บและล้มตาย ประชาชนอีกหลายรายต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

Nyankhiay Gatluak Jock อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้พลัดถิ่นจำนวน 42,00 ราย ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงในเมือง Akobo ภายใต้ความคุ้มครองของคณะภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดานใต้ ได้หนีออกจากหมู่บ้าน Walgak ที่เธอเคยอาศัยอยู่ หลังมีการโจมตีจากกองกำลังรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเธอเผยว่า สำหรับเธอ ข้อตกลงสันติภาพได้จบสิ้นลงแล้ว เพราะกองกำลังของรัฐบาลคงไม่สังหารประชาชน หากข้อตกลงสันติภาพนี้ยังคงมีผลอยู่

หลังกองกำลังของรัฐบาลทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นาง Nyaphan Nyang Lual พร้อมสามี ลูกสาว และหลานสาววัย 1 เดือน ได้มุ่งหน้าสู่เมือง Akobo แต่ในระหว่างทางสามีของเธอถูกยิง และกลุ่มเยาวชนติดอาวุธได้จับตัวลูกสาวของเธอไป

นาง Lual เดินทางมาถึงเมือง Akobo พร้อมกับ Bhan Tut Mut หลานสาววัย 1 เดือน แต่กลับไม่มีใครสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอาหารได้กับเธอได้ ในขณะที่หลานสาววัยทารกก็กำลังมีอาการท้องร่วง ทำให้เธอเกิดอาการวิตกกังวลอย่างหนัก

แม้แต่หน่วยบริการด้านมนุษยธรรมก็ไม่ได้รับยกเว้นจากการโจมตี สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) รายงานว่า สถานพยาบาล 13 แห่งในรัฐ Jonglei ถูกปล้นสะดมพร้อมทั้งมีบางส่วนถูกทำลาย รวมถึงยังมีรายงานเหตุความรุนแรงทางเพศในหลายพื้นที่

การตัดงบประมาณและเพิ่มข้อจำกัดต่อองค์กรด้านมนุษยธรรมโดยรัฐบาล ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรซึ่งรวมไปถึงอาหารและเวชภัณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่ขององค์กร Nile Hope ในซูดานใต้รายงานว่า พวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นกับผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ได้ ทั้งในด้านอาหารและยา หรือแม้แต่ที่พักอาศัย

Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)
Nyaphan Nyang Lual อายุ 36 ปี ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ พักพิงอยู่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo (ภาพ:AP/Florence Miettaux)

ขณะที่ Tom Fletcher รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉิน ได้เดินทางเยือนเมือง Akobo เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ในระหว่างการลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในซูดานใต้ โดยเขาได้เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคง และกลุ่มมหาอำนาจในภูมิภาค เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งและความรุนแรงนี้

ผู้หญิงและเด็กผู้พลัดถิ่นจำนวนหลายพันคนในศูนย์พักพิงออกมาให้การต้อนรับนาย Fletcher แม้พวกเขาจะยังคงไม่มั่นใจในความปลอดภัยและมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง 

บางคนชูป้ายที่เขียนด้วยลายมือ โดยมีข้อความว่า “พวกเขาสังหารทุกคน” เพื่อบอกเล่าถึงสถานการณ์อันเลวร้าย.

ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)
ผู้พลัดถิ่นในซูดานใต้ตัวกันที่บริเวณโบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง Akobo รัฐ Jonglei (ภาพ: AP/Florence Miettaux)

ที่มา: AP

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

26 ก.พ. 2569 15:10 น.

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุกบิดาวัย 69 ปี ของ “แอนนา กว็อก” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ เป็นเวลา 8 เดือน ฐานพยายามถอนเงินประกันให้ลูกสาว ถือเป็นกรณีแรกที่มีการลงโทษสมาชิกครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่มีหมายจับในต่างประเทศ ภายใต้มาตรา 23 ของกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ 

ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ให้จำคุกนายกว็อก ยินซาง  วัย 69 ปี เป็นเวลา 8 เดือน ในข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบุคคลในครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่ทางการฮ่องกงต้องการตัวและพำนักอยู่ในต่างประเทศ

นายกว็อก ยินซาง ถูกกล่าวหาว่าพยายามจัดการทรัพย์สินทางการเงินของ “แอนนา กว็อก” ลูกสาวของเขาซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2020 โดยเขาถูกตัดสินความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคง มาตรา 23  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขยายขอบเขตจากกฎหมายความมั่นคงฉบับที่รัฐบาลจีนเป็นผู้บังคับใช้

อัยการระบุว่านายกว็อกได้พยายามถอนเงินประมาณ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.41 แสนบาท) จากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เขาซื้อให้ลูกสาวไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แม้ฝ่ายจำเลยจะโต้แย้งว่ากรมธรรม์ดังกล่าวยังเป็นชื่อของบิดาและถือเป็นทรัพย์สินของเขา แต่อัยการแย้งว่าเมื่อแอนนาบรรลุนิติภาวะ กรมธรรม์จะกลายเป็นของเธอโดยอัตโนมัติ

เจิ้ง หลิมฉี รักษาการหัวหน้าผู้พิพากษา ระบุว่าแม้จำเลยจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธข้อครหาที่ว่าการตัดสินครั้งนี้คือการลงโทษแบบเหมารวมต่อครอบครัวนักเคลื่อนไหว หรือการที่นายกว็อกถูกพุ่งเป้าเพียงเพราะเป็นญาติ

ด้านแอนนา กว็อก วัย 29 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม Hong Kong Democracy Council ในสหรัฐฯ เธอเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหว 34 คนที่ตำรวจความมั่นคงฮ่องกงต้องการตัวในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ โดยมีค่าหัวนำจับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 3.96 ล้านบาท)

แอนนา กว็อก ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เธอไม่เคยควบคุมเรื่องประกันภัย พร้อมเสริมว่าคดีนี้เป็น “ความผิดติดตัวทางสายเลือด” และ “การกดขี่ข้ามชาติ” และกล่าวต่อว่า “การตัดสินลงโทษพ่อของฉันซึ่งอายุ 69 ปี โดยอ้างว่าการกระทำของเขาลดโอกาสที่ฉันจะกลับมาขึ้นศาลนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม มันเป็นเพียงเรื่องตลกทางกฎหมาย”

เธอกล่าวว่า “กรณีของพ่อฉันแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพทางการเมืองในฮ่องกงกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ และรัฐบาลฮ่องกงกำลังเรียนรู้วิธีการจากจีนในการปราบปรามการรณรงค์ใดๆ ก็ตามที่ชาวฮ่องกงกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำ”

ขณะที่ทางการและตำรวจฮ่องกงยืนยันกับสื่อว่า การดำเนินการครั้งนี้ “เป็นไปตามกฎหมาย” และระบุในแถลงการณ์ว่าการบังคับใช้กฎหมายต่อบุคคลใดก็ตามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมือง ภูมิหลัง หรืออาชีพ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องติดตามตัวผู้ต้องสงสัยที่กระทำผิดด้านความมั่นคง แม้ผู้นั้นจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ ทางการฮ่องกงประกาศว่าจะติดตามจับกุมนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามความมั่นคงของชาติ และได้ตั้งค่าหัวผู้ต้องหาไปแล้ว 34 คน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปราบปรามข้ามชาติ

ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมด้านความมั่นคงของชาติหลายคดีรวม 386 คน โดย 176 คนถูกตัดสินลงโทษแล้ว.

ที่มา AFP / BBC

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

26 ก.พ. 2569 13:12 น.

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

ตำรวจแอฟริกาใต้เข้าควบคุมตัวและสอบปากคำชาย 11 คนทันทีหลังเดินทางกลับถึงสนามบินเดอร์บัน หลังถูกล่อลวงด้วยค่าตอบแทนสูงให้ไปรบในฐานะทหารรับจ้างฝ่ายรัสเซียในสงครามยูเครน พบมีการขยายผลสอบสวนลูกสาวอดีตประธานาธิบดี “จาค็อบ ซูมา” ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัคร

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 ก.พ.) กลุ่มชาวแอฟริกาใต้จำนวน 11 คน ที่อ้างว่าถูกล่อลวงให้เข้าร่วมกองกำลังรัสเซียเพื่อสู้รบในสงครามยูเครน ได้เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติคิง ชากา ที่เมืองเดอร์บัน ท่ามกลางการอารักขาของเจ้าหน้าที่ที่นำตัวพวกเขาไปยังสถานีตำรวจในสนามบินเพื่อสอบปากคำถึงเบื้องหลังการไปปรากฏตัวในพื้นที่แนวหน้าของสงคราม

รายงานระบุว่า หนึ่งในชายกลุ่มนี้ต้องนั่งรถเข็นออกจากเครื่องบิน ขณะที่คนอื่นๆ สะพายกระเป๋าสัมภาระที่มีลักษณะคล้ายกระเป๋าทางทหาร การกลับมาครั้งนี้ทำให้ยอดรวมพลเมืองแอฟริกาใต้ที่ได้รับความช่วยเหลือกลับประเทศเพิ่มเป็น 15 ราย โดยยังมีอีก 2 รายที่ยังติดค้างอยู่ในรัสเซีย ซึ่งประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เปิดเผยว่าหนึ่งในนั้นยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนอีกรายกำลังอยู่ระหว่างรอเอกสารการเดินทางให้เรียบร้อย

โฆษกตำรวจระบุว่า ได้มีการเปิดฉากสอบสวนในคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายของแอฟริกาใต้สั่งห้ามพลเมืองเข้าร่วมในความขัดแย้งของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนบุคคลอย่างน้อย 5 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัครชายกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงนางดูดูซิเล ซูมา-ซัมบุดลา บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา

แม้เธอจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ล่าสุดเธอได้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแล้วหลังถูกพาดพิง มีรายงานว่าชายบางส่วนในกลุ่มนี้เป็นสมาชิกในครอบครัวของซูมาที่ถูกนางดูดูซิเลรับสมัครโดยตรง ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำหนดจะขึ้นศาลในเดือนเมษายนนี้ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์คนไปรบ

รัฐบาลแอฟริกาใต้ระบุว่า ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากชายกลุ่มนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยระบุว่าพวกเขาติดอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบรุนแรง ชายกลุ่มนี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี อ้างว่าพวกเขาหลงเชื่อทำสัญญาจ้างงานที่อ้างว่ามีค่าตอบแทนสูง ก่อนจะพบว่าถูกส่งตัวไปเป็นทหารรับจ้าง

กรณีที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้มีความสอดคล้องกับรายงานการรับสมัครชายชาวแอฟริกันไปรบในยูเครนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยรายงานข่าวกรองที่เสนอต่อรัฐสภาเคนยาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่ามีชาวเคนยามากกว่า 1,000 คนที่ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้เช่นเดียวกัน.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา "จิมมี่ ไหล" ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

26 ก.พ. 2569 12:12 น.

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงกลับคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงการเช่าที่ดินสำนักงาน ของ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย หลังถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีไปเมื่อปี 2022 อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้แทบไม่ส่งผลต่ออิสรภาพของเขา เนื่องจากเขายังต้องจำคุก 20 ปี ในคดีความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสุขภาพที่ทรุดโทรมลงอย่างหนักในวัย 78 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงได้มีคำพิพากษากลับตัดสินในข้อหาฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานของนายจิมมี่ ไหล มหาเศรษฐีสื่อผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และจำเลยร่วมอีกหนึ่งคน ซึ่งเดิมเขาถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีในคดีนี้เมื่อปี 2022

คดีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ “แอปเปิล เดลี” โดยอัยการกล่าวหาว่านายไหลละเมิดเงื่อนไขการเช่าที่ดินของรัฐ ด้วยการอนุญาตให้บริษัทที่ปรึกษาส่วนตัวของเขาเข้ามาใช้พื้นที่สำนักงานที่แอปเปิล เดลี เช่าอยู่ ซึ่งในคดีเดียวกันนี้ นายหว่อง ไหว่-เกียง อดีตผู้บริหารในเครือเน็กซ์ ดิจิทัล ก็ได้รับการยกฟ้องด้วยเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ถูกตัดสินจำคุก 21 เดือน

แม้จะชนะคดีฉ้อโกง แต่นายจิมมี่ ไหล ในวัย 78 ปี จะยังคงต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เขาเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่บังคับใช้โดยรัฐบาลจีน

เคลาน์ฟีออน กัลลาเกอร์ หัวหน้าทีมกฎหมายระหว่างประเทศของนายไหล ระบุว่าคำตัดสินในวันนี้ “ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย” และเตือนว่านายไหลมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในเรือนจำเนื่องจากปัญหาสุขภาพ “ไม่ควรมีใครถูกหลอกให้เชื่อว่าชัยชนะในชั้นอุทธรณ์ครั้งนี้ หมายความว่าระบบของฮ่องกงยังคงมีความยุติธรรมหรือทำงานอย่างเที่ยงธรรม” 

จิมมี่ ไหล ซึ่งถือสัญชาติอังกฤษ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2020 หลังจากหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ถูกสั่งปิดถาวร ซึ่งบรรดานักวิจารณ์มองว่าการดำเนินคดีต่อเขาคือหลักฐานของการถดถอยของสิทธิเสรีภาพในฮ่องกง

รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ออกมากล่าวหาว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกนำมาใช้เพื่อ “ปิดปาก” นักเคลื่อนไหว ขณะที่ทางการจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและไม่ได้ทำลายสิทธิปกครองตนเอง

นอกจากเรื่องคดีความ ครอบครัวของนายไหลยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ย่ำแย่ลง โดยบุตรสาวของเขาเปิดเผยว่า ฟันของเขาเริ่มผุและเล็บมือหลุดออกมาบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยืนยันว่านายไหลยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

กลุ่มผู้สนับสนุนมองว่า ชัยชนะทางกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงความยุติธรรมที่มาล่าช้าเกินไป โดยหนึ่งในผู้ติดตามคดีกล่าวว่า “ต่อให้เขาได้รับการปล่อยตัวตอนอายุ 96 แทนที่จะเป็น 98 มันก็แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยสำหรับคนในวัยนี้”.

ที่มา BBC