EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

2 ก.ย. 2569 23:11 น.

EU-นาโต ลั่น จะยกระดับกดดันรัสเซีย หลังส่งโดรนป่วนเยอรมนี

ผู้นำสหภาพยุโรปกับนาโตยืนยันว่า จะยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินในเยอรมนี และความพยายามก่อวินาศกรรมหลายครั้งในประเทศยุโรป

เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) และองค์การนาโต (NATO) ประกาศเตรียมยกระดับการกดดันรัสเซีย หลังเกิดความพยายามโจมตีด้วยโดรนที่ท่าอากาศยานไลป์ซิก ในประเทศเยอรมนี แม้ว่าการโจมตีดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว แต่ EU ถือว่านั่นเป็น “การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่”

ก่อนหน้านี้เยอรมนีชี้แจงว่า ผลการสืบสวนและข้อมูลข่าวกรองยืนยันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนติดวัตถุระเบิดพยายามโจมตีเครื่องบินขนส่งสินค้าของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อ 4 ส.ค. โดยพบหลักฐานชิ้นส่วนและระเบิดลักษณะเดียวกับที่รัสเซียเคยใช้ในปฏิบัติการไฮบริด (Hybrid operations) รวมถึงชี้ตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย

การค้นพบดังกล่าวทำให้เยอรมนีตอบโต้ด้วยการ สั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองบอนน์ และสั่งปิดสถาบันวัฒนธรรม Russian House ในเบอร์ลิน ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา และขู่จะตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ตัดโอกาสที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูต

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุที่ต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหลายจุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เช่น การโจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งไฟฟ้าในเยอรมนี กับเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตโดรนรบในโปแลนด์ ซึ่งผู้นำโปแลนด์ระบุว่าเป็นการวางเพลิงและก่อวินาศกรรมโดยเจตนา

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเตอร์ เลขาธิการองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการกระทำของรัสเซีย และจะร่วมมือกันตอบโต้ให้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

EU เตรียมพิจารณาออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม การจำกัดการเดินทางของผู้ถือพาสปอร์ตรัสเซีย และการรับมือกับ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ขณะเดียวกัน ยุโรปจะเดินหน้าสนับสนุนทางการเงินและอาวุธแก่ยูเครน รวมถึงโครงการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธร่วมกัน (Freyja) เพื่อกดดันให้รัสเซียยุติการโจมตียูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

2 ก.ย. 2569 21:49 น.

ไทเกอร์ วูดส์ ถูกห้ามขับรถ 5 ปี หลังยอมรับผิดขับรถประมาท

ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟชื่อดัง ถูกห้ามขับรถเป็นเวลา 5 ปี ตามข้อตกลงกับอัยการซึ่งให้เขายอมรับผิดข้อหาขับรถโดยประมาท แทนที่จะเป็นข้อหาขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า ไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟชื่อดังระดับโลก ตกลงที่จะไม่โต้แย้งข้อหาขับรถโดยประมาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงที่เขาทำไว้กับอัยการ เพื่อลดโทษจากข้อหาเดิมคือการขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด (DUI) หลังเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในรัฐฟลอริดา

โปรกอล์ฟชื่อดังยอมรับการถูกยึดใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) ตามข้อตกลงการรับสารภาพกับอัยการในมาร์ตินเคาน์ตี รัฐฟลอริดา

ทั้งนี้ วูดส์ถูกจับกุมหลังเกิดอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม โดยไม่มีผู้อื่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ นอกจากตัววูดส์ที่ต้องคลานออกมาทางประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อเอาชีวิตรอด

หลังเกิดเหตุ เขายอมเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดชนิดอื่นเพิ่มเติม

ในเดือนเดียวกัน เขาปฏิเสธข้อหาลหุโทษฐานขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด และข้อหาปฏิเสธการเข้ารับการตรวจ โดยวูดส์ในวัย 50 ปี อ้างว่าเขากำลังอยู่ระหว่างเข้ารับการบำบัดหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ต่อมาในเดือนเมษายน ตำรวจได้เผยแพร่ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ซึ่งบันทึกเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ โดยแสดงให้เห็นตำนานกอล์ฟรายนี้หลังจากรถของเขาเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและพลิกคว่ำ

ในวิดีโอ วูดส์ดูสงบนิ่ง เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งขณะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมก้มลงมองโทรศัพท์ แล้วจู่ๆ ก็ ตูม”

นายอำเภอ จอห์น บูเดนซีค แห่งมาร์ตินเคาน์ตี กล่าวในขณะนั้นว่า วูดส์ผ่านการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจ แต่ปฏิเสธที่จะตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดอื่น ๆ

วูดส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ในวันนั้น เมื่อถูกถามเกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่งจ่าย เขาตอบว่า “ผมกินอยู่สองสามตัว” และเสริมว่าเขาเพิ่งกินไปเมื่อเช้าตรู่วันนั้น จากนั้นเขาได้ไล่เรียงรายชื่อยาที่กิน แต่คลิปวิดีโอในส่วนนั้นถูกเซ็นเซอร์ไว้

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับวูดส์ว่า พวกเขาสงสัยว่า “สติสัมปชัญญะตามปกติ” ของเขาลดลงจาก “สารบางอย่างที่ไม่ทราบชนิด”

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่รายงานว่าพบยาเม็ดสีขาว 2 เม็ดในกระเป๋าของเขา ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นยาไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอปิออยด์ที่มักจ่ายตามใบสั่งแพทย์

วูดส์โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียหลังเกิดเหตุว่า “ผมรู้และเข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้”

“ผมจะขอเว้นช่วงไปสักระยะเพื่อเข้ารับการบำบัดและมุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผม นี่ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผมสามารถให้ความสำคัญกับสุขภาวะของตัวเองและพยายามฟื้นฟูร่างกายอย่างยั่งยืน”

อนึ่ง เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองที่วูดส์ถูกจับกุมในข้อหาสงสัยว่าขับรถขณะเมาสุราหรือสารเสพติด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

ยกระดับความปลอดภัย "ท่าเรือแหลมฉบัง" ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

2 ก.ย. 2569 20:47 น.

ยกระดับความปลอดภัย “ท่าเรือแหลมฉบัง” ตั้งจุดตรวจคัดกรองรถ-บุคคล เข้าออกพื้นที่

“ท่าเรือแหลมฉบัง” ยกระดับความปลอดภัย หลังเรือรบสหรัฐฯ จอดเทียบท่า บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แหลมฉบัง ตั้งจุดตรวจเข้ม คัดกรองยานพาหนะ บุคคล และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ

วันที่ 2 ก.ย. 2569 เวลา 19.00 น. นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประธานเปิดจุด รักษาความปลอดภัย โดยมีแผนกรักษาความปลอดภัยท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง บูรณาการกำลังตั้งจุดตรวจ บริเวณทางเข้า-ออกพื้นที่ท่าเรือ เพื่อตรวจสอบและคัดกรองยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออก รวมถึงเฝ้าระวังบุคคลและสิ่งของต้องสงสัยที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้รับกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ และเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง  เผยว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางด้านการรักษาความปลอดภัยของจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการหารือร่วมกันในการประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางเข้าพื้นที่ของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ และสร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติภารกิจจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด หากพบเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติให้รายงานผู้บังคับบัญชาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดช่วงที่เรือ USS Abraham Lincoln และกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

"มาซามิ คุรุมาดะ" ผู้เขียน "เซนต์เซย์ย่า" ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

2 ก.ย. 2569 17:09 น.

“มาซามิ คุรุมาดะ” ผู้เขียน “เซนต์เซย์ย่า” ฟ้องอดีตผู้จัดการ ยักยอกเงินบริษัท 960 ล้านบาท

อ.มาซามิ คุรุมาดะ ผู้เขียนมังงะชื่อดัง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและผู้เกี่ยวข้อง หลังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินจากบริษัท 3 แห่งที่ดูแลธุรกิจและลิขสิทธิ์ผลงานของเขารวมราว 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท โดยเงินประมาณ 1.8 พันล้านเยนได้รับการชำระคืนแล้ว และกำลังเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือราว 2.8 พันล้านเยน

อ.มาซามิ คุรุมาดะ นักเขียนมังงะชาวญี่ปุ่นวัย 72 ปี เจ้าของผลงานชื่อดังระดับโลกอย่าง “เซนต์เซย์ย่า” เปิดเผยวันนี้ (2 ก.ย.)ว่า เขาได้ยื่นฟ้องอดีตผู้จัดการและอดีตกรรมการบริษัท รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแขวงกรุงโตเกียว ในข้อหายักยอกและนำเงินของบริษัทไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมมูลค่าประมาณ 4.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 960 ล้านบาท

คุรุมาดะแถลงข่าวในกรุงโตเกียวว่า อดีตผู้จัดการซึ่งรับผิดชอบด้านบัญชีและการเงินของธุรกิจของเขา ถูกกล่าวหาว่าทยอยนำเงินออกจากบริษัทเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ “ผมไว้วางใจผู้ชายคนนี้ให้ดูแลเงินเข้าออกทั้งหมดของเรา แต่เขากลับยักยอกเงินจากบริษัทมานานกว่าทศวรรษ”

เขายอมรับว่า รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในวงการมังงะและแอนิเมชัน เขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน “เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับคดีแบบนี้อยู่เสมอ แต่ตลอดอาชีพกว่า 50 ปี ผมไม่เคยเจอคนไม่ดีแบบนี้ในโลกของอนิเมะและการ์ตูนมาก่อน ผมไม่อยากเชื่อเลย และได้แต่ถามตัวเองว่า ‘ทำไม?’”

ตามรายละเอียดของคดี บริษัทผู้ฟ้องประกอบด้วยบริษัท 3 แห่ง รวมถึง คุรุมาดะ โปรดักชัน ซึ่งทำหน้าที่บริหารลิขสิทธิ์และสิทธิในการนำผลงานของคุรุมาดะไปผลิตเป็นสินค้า

เอกสารฟ้องระบุว่า อดีตกรรมการและผู้เกี่ยวข้องถูกกล่าวหาว่า ระหว่างประมาณปี 2018 ถึง 2024 ได้โอนเงินของบริษัทไปยังบัญชีอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงสั่งให้ค่าลิขสิทธิ์ที่บริษัทควรได้รับจากคู่ค้าถูกโอนไปยังบัญชีที่ใช้ชื่อบริษัทอื่น

ยอดเงินที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 4.6 พันล้านเยน โดยมีการชำระคืนแล้วประมาณ 1.8 พันล้านเยน หรือราว 375 ล้านบาท ทำให้คุรุมาดะและบริษัทเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือประมาณ 2.8 พันล้านเยน 

อดีตกรรมการรายดังกล่าวเคยเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุรุมาดะ รับผิดชอบด้านบัญชี และมีส่วนร่วมในการก่อตั้งคุรุมาดะ โปรดักชัน ทั้งสองรู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 15 ปี ทำให้คุรุมาดะให้ความไว้วางใจเขาอย่างมาก

คุรุมาดะระบุว่า การยักยอกเงินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างรุนแรง จนถึงขั้นอาจทำให้ คุรุมาดะ โปรดักชันล้มละลาย โดยช่วงที่ตรวจพบความผิดปกติ บัญชีของบริษัทมีเงินเหลืออยู่จำกัด และอาจไม่สามารถชำระภาษีจำนวนมากได้

เขากล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ บริษัทอาจต้องปิดกิจการ และตัวเขาเองอาจไม่สามารถทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูนต่อไปได้

คุรุมาดะเริ่มตีพิมพ์มังงะ “เซนต์เซย์ย่า” ในปี 1986 ในนิตยสารรายสัปดาห์ Weekly Shonen Jump ซึ่งเป็นหนึ่งในนิตยสารมังงะที่ทรงอิทธิพลที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นแหล่งกำเนิดผลงานระดับโลกอีกหลายเรื่อง เช่น “วันพีซ” “ดราก้อนบอล” และ “นารูโตะ”

มังงะต้นฉบับ “เซนต์เซย์ย่า” ตีพิมพ์ระหว่างปี 1986–1990 และมียอดพิมพ์รวมประมาณ 35 ล้านเล่ม ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Mangazenkan ระบุว่า ผลงานชุดนี้มียอดจำหน่ายทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านเล่ม

เนื้อเรื่องได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเทพปกรณัมกรีก เล่าเรื่องของเหล่านักรบที่เรียกว่า “เซนต์” ซึ่งสวมชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์และต่อสู้เพื่อปกป้องเทพีอาธีนา ผลงานดังกล่าวได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์แอนิเมชัน ภาพยนตร์แอนิเมชัน วิดีโอเกม และการ์ดสะสมจำนวนมาก

“เซนต์เซย์ย่า” ยังได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงฉบับภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ “Saint Seiya: Knights of the Zodiac” และถูกนำไปสร้างเป็นแอนิเมชันคอมพิวเตอร์กราฟิกสำหรับเผยแพร่ทั่วโลกในปี 2019

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างภาพยนตร์คนแสดงฮอลลีวูดในชื่อ “Knights of the Zodiac” ซึ่งเข้าฉายในปี 2023

คุรุมาดะยังคงสร้างผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2026 ได้เปิดตัวมังงะชุดใหม่ “Saint Seiya Tenkai-hen” หรือ “เซนต์เซย์ย่า ภาคสวรรค์” ในนิตยสาร Weekly Shōnen Champion ของสำนักพิมพ์อากิตะ โชเต็น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม

คดีความล่าสุดจึงไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สินทางธุรกิจของคุรุมาดะเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับบริษัทที่เป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์ผลงานซึ่งสร้างชื่อเสียงและมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลให้กับผู้เขียนตลอดหลายทศวรรษ.

ที่มา THE MAINICHI NEWSPAPERS / Anime News Network / AFP

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

2 ก.ย. 2569 15:49 น.

คุก 15 ปี อดีตผอ.สถานดูแลผู้พิการเกาหลีใต้ ข่มขืน-ทำร้ายเหยื่อกว่า 10 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 15 ปี อดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางสติปัญญาขั้นรุนแรงในเมืองอินชอน หลังพบความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 รายต่อเนื่องนานกว่าทศวรรษ รวมถึงทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย ด้านศาลสั่งห้ามทำงานในสถานดูแลเด็ก เยาวชน และผู้พิการเป็นเวลา 10 ปี หลังพ้นโทษ พร้อมคุมประพฤติอีก 3 ปี

ศาลแขวงกลางกรุงโซลของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาวันนี้ (2 ก.ย.) ให้จำคุกอดีตผู้อำนวยการสถานดูแลผู้พิการทางพัฒนาการขั้นรุนแรงเป็นเวลา 15 ปี หลังพบว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศผู้พักอาศัย 3 ราย และทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัยภายในสถานดูแล

จำเลยซึ่งเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า คิม เป็นอดีตผู้อำนวยการสถานดูแล “แซกดงวอน” ในเขตคังฮวา เมืองอินชอน ทางตะวันตกของกรุงโซล โดยศาลพิพากษาว่ามีความผิดในเกือบทุกข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2012 ถึง 2025

นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งห้ามคิมทำงานในสถาบันหรือสถานประกอบการที่ให้บริการแก่ผู้พิการ เด็ก และเยาวชนเป็นเวลา 10 ปี และกำหนดให้มีการคุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปีหลังพ้นโทษ

ก่อนหน้านี้ อัยการขอให้ศาลลงโทษจำคุกคิมเป็นเวลา 20 ปี โดยคิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และต่อมาถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดี

คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า นายคิมอาศัยตำแหน่งหน้าที่และข้ออ้างเรื่องการดูแลและให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิต บังคับผู้พักอาศัยหญิง 4 รายให้มีเพศสัมพันธ์หรือทำกิจกรรมทางเพศในลักษณะเดียวกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสถานดูแล ทั้งห้องพัก ทางเดิน ห้องน้ำ และบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและเห็นว่าคำให้การของเหยื่อมีความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่า ผู้เสียหายสามารถบอกเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ ความรู้สึก และสถานการณ์ขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันในลักษณะที่ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้ประสบเหตุด้วยตนเองจะสามารถแต่งขึ้นได้

หนึ่งในเหยื่อสามารถเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบริเวณทางเดินใกล้ห้องอาหาร รวมถึงจังหวะที่คิมหยุดการกระทำหลังได้ยินเสียงพนักงานครัวเข้ามาทำงานในช่วงเช้า ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำให้การ

ศาลยังพิจารณาความเห็นทางการแพทย์เกี่ยวกับบาดแผลของผู้เสียหาย โดยแพทย์สูตินรีเวชให้ความเห็นว่าลักษณะบาดแผลสอดคล้องกับการบาดเจ็บและการถูกล่วงละเมิด ขณะที่ครูผู้ดูแลด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพบางราย รวมถึงฝ่ายจำเลยเอง ต่างเคยให้ข้อมูลว่าผู้เสียหายไม่สามารถร่วมกันแต่งเรื่องขึ้นมาได้

คิมปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคดี โดยอ้างว่าคำให้การของผู้เสียหายไม่น่าเชื่อถือ และไม่สามารถระบุวันและเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่รับฟังข้อโต้แย้งดังกล่าว

ศาลระบุว่า คิมเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานสวัสดิการสำหรับผู้พิการ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง สนับสนุน และป้องกันไม่ให้ผู้พิการตกเป็นเหยื่อการละเมิด แต่กลับใช้ประโยชน์จากผู้เสียหายที่มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับรู้หรือการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อสนองความต้องการทางเพศของตนเอง

ศาลเห็นว่า ลักษณะความผิดมีความร้ายแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นภายในสถานที่พักพิงซึ่งควรเป็นพื้นที่ที่ผู้พิการได้รับการคุ้มครองมากที่สุด และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อผู้เสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูจากผลกระทบของเหตุการณ์

นอกจากความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศแล้ว นายคิมยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย โดยในเหตุการณ์หนึ่ง เขาขว้างแก้วใส่ศีรษะของผู้เสียหายที่พยายามต่อต้านจนได้รับบาดเจ็บ และยังมีข้อกล่าวหาว่าใช้ไม้ตีกลองทำร้ายผู้พักอาศัยอีกราย

อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องข้อหาข่มขืนหนึ่งกระทง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้พักอาศัยอีกรายหนึ่ง แม้ศาลจะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความรุนแรงทางเพศและเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสวัสดิการผู้พิการ แต่เห็นว่าอัยการไม่สามารถพิสูจน์องค์ประกอบทางกฎหมายเรื่องการใช้กำลังหรือการข่มขู่ในระดับที่เพียงพอสำหรับความผิดฐานข่มขืนได้

ศาลอธิบายว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นความผิดฐานข่มขืนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจำเลยใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้

ในกรณีดังกล่าว ศาลเห็นว่าคิมมีพฤติกรรมทางเพศกับผู้เสียหายขณะที่เธอกำลังหลับโดยไม่ได้รับความยินยอม แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าคิมใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อกระทำการดังกล่าว

โค อึน-ยอง ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย กล่าวว่า คดีแซกดงวอนไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคดีอาชญากรรมทางเพศที่ก่อโดยบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนถึงการที่การละเมิดถูกปกปิดไว้ภายในโครงสร้างขององค์กร

เธอหวังว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะช่วยปลอบประโลมผู้เสียหายและครอบครัวได้อย่างน้อยบางส่วน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้สถานพักพิงและสถานดูแลผู้พิการในเกาหลีใต้มีความโปร่งใสและปลอดภัยมากขึ้น

ศาลยังระบุว่า ผู้เสียหายทั้งหมดที่สามารถแสดงเจตจำนงของตนเองได้ ต่างต้องการให้มีการลงโทษจำเลย และคิมไม่ได้แสดงความพยายามอย่างเพียงพอในการเยียวยาหรือฟื้นฟูความเสียหายของผู้เสียหาย แม้เหตุการณ์จะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

คดีนี้จึงได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้พิการซึ่งอาศัยอยู่ในสถานดูแลและต้องพึ่งพาผู้ดูแล อาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดจากผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องพวกเขาเอง.

ที่มา Yonhap / The Korea Herald / mk.co.kr

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

2 ก.ย. 2569 14:54 น.

นักเรียนอินโดนีเซียป่วย 566 คน คาดอาหารเป็นพิษจากโครงการอาหารฟรี

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำรวม 566 คน ในจังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ต้องเข้ารับการรักษาจากอาหารเป็นพิษ หลังรับประทานอาหารจากโครงการอาหารฟรี ขณะที่หัวหน้าหน่วยโภชนาการยอมรับว่าอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เพียง 4 ชั่วโมง ทางการเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการปนเปื้อน แม้โรงครัวดังกล่าวจะได้รับใบรับรองด้านสุขอนามัยแล้วก็ตาม

นักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจำนวน 566 คนในอำเภอซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาหลังมีอาการต้องสงสัยว่าอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานอาหารในโครงการ “อาหารมีคุณค่าทางโภชนาการฟรี” (MBG) เมื่อวานนี้ (1 ก.ย.)

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนักเรียนและนักเรียนโรงเรียนประจำจากสถานศึกษารวม 19 แห่ง โดยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเป็นนักเรียนของโรงเรียนประจำมันบาอุล ฮิกัม ในหมู่บ้านปูตัต เขตตังกูลังงิน ขณะที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่ก็รายงานว่ามีอาการผิดปกติในลักษณะเดียวกันหลังรับประทานอาหารกลางวันจากโครงการ MBG

ราฟลี ริดโฮ หัวหน้าหน่วยบริการเติมเต็มโภชนาการ หรือ SPPG กาลิเตงะห์ ซึ่งเป็นผู้จัดเตรียมอาหารสำหรับพื้นที่ดังกล่าว กล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าอาหารที่ปรุงโดยโรงครัวมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการเก็บรักษา โดยสามารถอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง

ราฟลีเปิดเผยว่า กระบวนการเตรียมอาหารเริ่มตั้งแต่เวลา 05.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังปรุงและบรรจุอาหารเสร็จ อาหารถูกจัดส่งไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ในเวลาประมาณ 11.00 น.

ตามขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน อาหารที่ส่งไปยังโรงเรียนจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส โดยผู้รับผิดชอบของแต่ละสถานศึกษาก่อนให้นักเรียนรับประทาน

ราฟลีระบุว่า หลังสอบถามผู้รับผิดชอบของโรงเรียน ได้รับคำยืนยันว่าอาหารผ่านการตรวจสอบและไม่มีความผิดปกติ จึงยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงเกิดกรณีอาหารเป็นพิษตามมา

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 566 คน จากสถานศึกษา 19 แห่ง และในจำนวนนี้ 88 คนยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ข้อมูลจากทางการท้องถิ่นระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาและทยอยออกจากโรงพยาบาลแล้ว

โดยอาหารที่แจกจ่ายในวันเกิดเหตุประกอบด้วย ข้าวสวย ไข่คน เทมเปปรุงรสบาหลี ผัดถั่วแขกกับข้าวโพดอ่อน และแอปเปิล

ทางการกำลังเร่งตรวจสอบตัวอย่างอาหารเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยตำรวจได้เก็บตัวอย่างอาหารจากมื้อดังกล่าวเพื่อนำไปตรวจสอบในกระบวนการสอบสวน ขณะที่สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลโครงการ MBG กำลังตรวจสอบว่าอาหารที่นักเรียนรับประทานเป็นต้นเหตุของอาการป่วยหรือไม่

เอมิล เอลีสเตียนโต ดาร์ดัก รองผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันออก และประธานคณะทำงานโครงการ MBG ประจำจังหวัด ยืนยันว่า โรงครัว SPPG กาลิเตงะห์มี ใบรับรองมาตรฐานสุขอนามัยและสุขาภิบาล หรือ SLHS อยู่แล้ว เอมิลกล่าวว่า ผลการประเมินก่อนหน้านี้ระบุว่า อาคารสถานที่และอุปกรณ์ของโรงครัวมีความเหมาะสม ขณะที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากผ่านการรับรองด้านการจัดการอาหาร และโรงครัวยังได้รับการรับรองฮาลาลด้วย

อย่างไรก็ตาม การมีใบรับรองไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนออกไปได้ทั้งหมด เพราะ SLHS เป็นการประเมินระบบและโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต เช่น วัตถุดิบที่มีปัญหาตั้งแต่ต้น หรือการจัดเตรียมและส่งมอบอาหารไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดในขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐาน

เอมิลจึงย้ำว่า จำเป็นต้องมีการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนให้แน่ชัด ก่อนสรุปสาเหตุของการเจ็บป่วยครั้งนี้

เหตุการณ์ในซิโดอาร์โจเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการปฏิรูปโครงการ MBG ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2025 โดยมีเป้าหมายจัดหาอาหารฟรีให้เด็กหลายสิบล้านคน เพื่อแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ

แต่โครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีอาหารเป็นพิษ ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และภาระด้านงบประมาณของรัฐบาล

ข้อมูลจากกลุ่มเฝ้าระวังภาคประชาสังคม Network for Education Watch ระบุว่า จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยอาหารเป็นพิษที่เชื่อมโยงกับโครงการ MBG แล้วประมาณ 37,600 ราย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาที่พบในหลายกรณีมักเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการจัดส่งอาหารปรุงสุกล่าช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนและการเสื่อมคุณภาพของอาหาร

สำนักงานโภชนาการแห่งชาติยังไม่ได้ออกความเห็นโดยทันทีเกี่ยวกับเหตุการณ์ป่วยหมู่ครั้งล่าสุดในซิโดอาร์โจ แต่ก่อนหน้านี้หน่วยงานได้สั่งปิดโรงครัวหลายร้อยแห่ง เนื่องจากพบปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ

หน่วยงานดังกล่าวยังผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนตัวหัวหน้าหน่วยงานในเดือนมิถุนายน หลังผู้บริหารคนดังกล่าวถูกจับกุมในข้อกล่าวหาทุจริต ขณะที่รัฐบาลได้ปรับลดขอบเขตของโครงการลงบางส่วน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนและผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของประเทศ

ผลสำรวจของสถาบัน Saiful Mujani Research and Consulting เมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า มีประชาชนเพียงประมาณ 1 ใน 3  ที่พึงพอใจกับโครงการอาหารฟรี โดยกรณีอาหารเป็นพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความนิยมของโครงการลดลง.

ที่มา Kompas.com / Reuters

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

2 ก.ย. 2569 14:17 น.

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยรายงานประเมินสถานการณ์ครั้งสำคัญ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปี แม้พลาดเป้าหมายของความตกลงปารีส แต่โลกยังสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเป้าหมายสำคัญในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศกำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2015

รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การหลีกเลี่ยงการทะลุระดับ 1.5 องศาฯ อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้อีกต่อไป โดยโจทย์สำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนจากการ “หลีกเลี่ยงการทะลุเป้า” ไปสู่การทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาฯ สั้นที่สุดและสูงเกินเป้าให้น้อยที่สุด พร้อมพยายามลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

รายงาน “Limiting Overshoot” เสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” (overshoot, peak and decline) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในการจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 องศาฯ โดยต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ควบคู่กับการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาฯ จะเพิ่มความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ขณะที่โลกได้อุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาฯ เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 หรือช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาฯ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการสูญเสียระบบนิเวศ การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและเมืองชายฝั่งพื้นที่ต่ำ รวมถึงความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ

รายงานยังเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่โลกจะผ่าน “จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับ” ก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การสูญเสียเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ การเสื่อมโทรมของป่าฝนอเมซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก

ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อุณหภูมิโลกอาจพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ก่อนจะลดลงในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์อื่น ๆ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่านั้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกและรวดเร็ว ไม่ใช่นำมาใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกำจัดคาร์บอนยังมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วน เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวว่า “ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี หากเรายังคงอยู่เหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส” พร้อมเตือนว่า คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า แม้โลกจะก้าวข้ามระดับ 1.5 องศาฯ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง กูเตอร์เรสย้ำว่า “การต่อสู้เพื่อ 1.5 องศา คือการต่อสู้เพื่อมนุษยชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5 องศาฯ สั้นและมีระดับอุณหภูมิเกินเป้าน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม รายงานของ UNEP ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกรงว่าการยอมรับว่าโลกกำลังจะทะลุ 1.5 องศาฯ อาจทำให้สังคมหมดกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

แจสเปอร์ อินเวนเตอร์ รองผู้อำนวยการโครงการของกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า แต่การทะลุเป้าไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 องศาฯ

ด้านบิล แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics วิจารณ์รายงานว่า อาจกลายเป็น “เสียงเรียกร้องให้ผู้คนเฉยชา” แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้เร่งดำเนินการ

ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มที่ปกป้องเป้าหมาย 1.5 องศาฯ อย่างแข็งขัน และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้เร็วและเข้มข้นที่สุด

UNEP ระบุด้วยว่า การลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยลดความร้อนในเมือง

ขณะเดียวกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง รวมถึงความเสียหายบางประเภทที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

รายงานเตือนว่า แม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้ แต่ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่อุณหภูมิทะลุเป้าจะไม่สามารถย้อนกลับได้ทั้งหมด ชุมชนบางแห่งอาจต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีพ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามด้านความเป็นธรรม อำนาจ และความชอบธรรมทางการเมือง

UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ “เจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเงินทุน” เป็นกลไกสำคัญในการรับมือ โดยประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าควรเป็นฝ่ายดำเนินการเร็วที่สุดและตั้งเป้าหมายให้ทะเยอทะยานที่สุด

รายงานสรุปว่า เส้นทาง “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” อาจเป็นพรมแดนใหม่ของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปจัดการได้ โลกจำเป็นต้องลงมือทันที เพราะยิ่งชะลอการดำเนินการมากเท่าใด โอกาสที่จะจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น.

ที่มา UN Environment Programme / AFP

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ "ดาต้าเซ็นเตอร์" เผยวิกฤต"อุปสงค์ผี"  สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

2 ก.ย. 2569 13:04 น.

เท็กซัสสั่งเบรกเชื่อมต่อไฟ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยวิกฤต”อุปสงค์ผี” สหรัฐฯ เสี่ยงแบกรับค่าไฟพุ่ง

ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกินจริงจนสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง เท็กซัสจึงกลายเป็นรัฐใหญ่แห่งแรกที่ระงับการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าโครงการใดมีอยู่จริง หลังพบคำขอใช้ไฟฟ้ารวมกันมากกว่า 700 กิกะวัตต์ สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศในปัจจุบันมากกว่า 10 เท่า

กระแสความตื่นตัวในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ค่ายเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทุ่มเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมกันมากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐฯ จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึง “อุปสงค์ผี” หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง

ผลการสำรวจข้อมูลจากระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจากผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล ในพื้นที่ตอนกลาง ฝั่งตะวันออก และทางตอนใต้ของสหรัฐฯ มีปริมาณรวมกันสูงกว่า 700 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนทุกหลังทั่วสหรัฐรวมกัน และสูงกว่าอุปสงค์การใช้ไฟฟ้าจริงของศูนย์ข้อมูลในปัจจุบันถึงกว่า 10 เท่า

ด้วยเหตุนี้ รัฐเท็กซัสจึงกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกที่ตัดสินใจ “สั่งระงับ” การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบแผนการดำเนินงานที่แท้จริง เนื่องจากตัวเลขคำขอใช้ไฟฟ้าในเท็กซัสพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 48 กิกะวัตต์ในปี 2023 ไปแตะระดับ 474 กิกะวัตต์ในปัจจุบัน

บรรดานักวิเคราะห์และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเตือนว่า คำขอจำนวนมากเป็นคำขอที่ซ้ำซ้อน หรือมาจากบริษัทที่ไม่มีทั้งเงินทุนและทักษะความเชี่ยวชาญในการสร้างโครงการจริง ซึ่งสร้างความผันผวนและส่งผลเสียต่อการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า หากรัฐมนตรีหรือผู้ให้บริการวางแผนสร้างระบบเพื่อรองรับตัวเลขลอยๆ เหล่านี้ ประชาชนคนธรรมดาอาจต้องกลายเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายผ่านบิลค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อรัฐต่างๆ เริ่มวางเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น การเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า หรือค่าธรรมเนียมการศึกษาการเชื่อมต่อระบบ ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยบริษัท Exelon ในชิคาโก ปรับลดประมาณการอุปสงค์ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นไปได้สูงลงถึง 40% เหลือเพียง 11 กิกะวัตต์ หลังเริ่มใช้มาตรการเรียกเก็บหลักประกันที่เข้มงวด ส่วนบริษัท AEP Ohio  ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลลดลงมากกว่าครึ่ง หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมศึกษาการเชื่อมต่อสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นายเกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ได้ออกคำสั่งคุมเข้มและตรวจสอบอย่างละเอียด โดยกำหนดให้ผู้เสนอโครงการศูนย์ข้อมูลต้องเปิดเผยรายชื่อ “เจ้าของที่แท้จริง”  รวมถึงรายละเอียดการใช้ทรัพยากรน้ำ การสร้างพลังงานในพื้นที่ และการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์มาบิดเบือนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

เช่นเดียวกับ นายจอร์จ ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อเพิ่มเงื่อนไขการขอใบอนุญาตสำหรับโครงการขนาด 25 เมกะวัตต์ขึ้นไป หลังพบว่าจากโครงการศูนย์ข้อมูลที่เสนอเข้ามามากกว่า 100 แห่ง มีเพียง 20 แห่งเท่านั้นที่ยื่นขอใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และส่วนใหญ่ยังไม่มีแม้กระทั่งแหล่งพลังงานหรือลูกค้ารองรับ

แม้หลายรัฐจะเริ่ม “ล้างน้ำเสีย” ออกจากระบบ แต่ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าเตือนว่า ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่ามีอยู่จริง ก็ยังคงสูงพอที่จะสร้างความเสี่ยงให้แก่ระบบไฟฟ้าที่กำลังขาดแคลนกำลังการผลิตใหม่ๆ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สหรัฐฯ ต้องเร่งรับมือในขณะนี้.

ที่มา Reuters

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

2 ก.ย. 2569 11:44 น.

นิการากัวผ่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สกัดฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง

สภาแห่งชาตินิการากัวลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ฝ่ายค้านจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 6 ปี เป็น 7 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านหวั่นเป็นการเปิดทางให้ตระกูลผู้นำประเทศสืบทอดอำนาจ

รัฐสภานิการากัวภายใต้การนำของฝ่ายรัฐบาลได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี รวมถึงผู้บัญชาการทหารและตำรวจ จากเดิม 6 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี โดยกุสตาโว ปอร์รัส ประธานสมัชชาแห่งชาติ เป็นผู้ประกาศผลการลงมติในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิหารเมืองเลออน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมานากัว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือก่อรัฐประหาร ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 6 ปีเป็น 7 ปี รวมถึงขยายวาระของประธานาธิบดีร่วม เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนผู้บัญชาการกองทัพและตำรวจ จาก 6 ปีเป็น 7 ปีเช่นกัน

การแก้ไขดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีร่วม ดาเนียล ออร์เตกา และโรซาริโอ มูริโญ ภรรยาของเขา ซึ่งปกครองประเทศร่วมกัน โดยออร์เตกา วัย 80 ปี ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2006 และเพิ่งกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า นิการากัวจะไม่มีการเลือกตั้งอีก เพื่อป้องกันฝ่ายค้านกลับมายึดอำนาจ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 พรรคฝ่ายรัฐบาลได้แก้รัฐธรรมนูญขยายวาระประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และยกระดับมูริโญ จากรองประธานาธิบดีขึ้นเป็นประธานาธิบดีร่วม พร้อมเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เดิมกำหนดจัดขึ้นในปีนี้ออกไปเป็นปลายปี 2027

สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นความพยายามวางระบบเพื่อให้ตระกูลออร์เตกา-มูริโญ สามารถสืบทอดอำนาจได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงมติรับรองอีกครั้งในการประชุมสภานิติบัญญัติสมัยที่สอง ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2027 ก่อนจะมีผลบังคับใช้

นิการากัวเผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2018 หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน บาดเจ็บหลายพันคน และประชาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่พื้นที่สำหรับฝ่ายค้านทางการเมืองภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters / AFP

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

2 ก.ย. 2569 11:06 น.

โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม

นักวิทย์เตือน ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัย ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของธารน้ำแข็ง แม้ยังไม่ชี้ชัดว่าน้ำท่วมในเนปาลเกิดจากโลกร้อนโดยตรง

เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลและพื้นที่ใกล้เคียงของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของชุมชนในเทือกเขาหิมาลัย หลังมวลน้ำ โคลน และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำหลายสาย คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ขณะที่บางส่วนคาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชั้นหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงพังถล่มลงมา ทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โลกร้อนทำหิมาลัยเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนภูเขาละลาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อดินถล่ม หิมะถล่ม และน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ในบางกรณี หิมะหรือน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจกีดขวางเส้นทางน้ำจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่น้ำจะทะลักออกมาอย่างฉับพลันกลายเป็นน้ำป่าหลาก ขณะที่ฝนตกหนักหลังเกิดภัยพิบัติครั้งแรกยังสามารถซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุโดยตรงว่าเหตุภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาลมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โอกาสเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าหลายพื้นที่ของโลก

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ในกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติซับซ้อน ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ

ธารน้ำแข็งละลายเร็ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม

เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยพาดผ่านพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา และจีน และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกเขตขั้วโลก

แม่น้ำสายสำคัญจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล่านี้ และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน

ข้อมูลจากนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ ยังอาจทำให้พื้นที่ลาดเขาอ่อนตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่ม

ภาพถ่ายดาวเทียมหลังเหตุการณ์ล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า มวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงสู่หุบเขา ก่อนผลักดันมวลน้ำและโคลนสูงหลายชั้นอาคารไหลลงไปยังชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร

ภัยพิบัติซ้ำซาก ชุมชนอาจไม่มีเวลาฟื้นตัว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ชุมชนในพื้นที่หิมาลัยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ เพราะยังไม่ทันฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งก่อน ก็ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่หิมาลัยเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วมเคดาร์นาถในอินเดียเมื่อปี 2013 เหตุธารน้ำแข็งถล่มที่จำโมลีในปี 2021 และน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 ซึ่งล้วนสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของเนปาลเตือนว่า ในบางพื้นที่ขีดจำกัดของการปรับตัว อาจถูกก้าวข้ามไปแล้ว จนการสร้างบ้าน ถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานกลับขึ้นมาใหม่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป และอาจจำเป็นต้องย้ายชุมชนไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

เตือนภัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

แม้เนปาลจะมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยประชาชนบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวหรือแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าใจภาษาเนปาล ขณะที่บางคนประเมินความรุนแรงของภัยต่ำเกินไป

ในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความเสี่ยงหลายด้านก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้าง และเพิ่มระบบติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค

เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย แต่รับผลกระทบหนัก

ขณะที่เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมาก โดยมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกน้อยกว่า 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของเนปาลชี้ว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโลกร้อนควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

โดยเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งล่าสุด ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของเนปาลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า เมื่อโลกยังคงร้อนขึ้น ภูมิภาคที่เปราะบางอย่างเทือกเขาหิมาลัยอาจต้องเผชิญกับ ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และซับซ้อนขึ้น จนการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งหนึ่งอาจไม่ทันก่อนที่ภัยพิบัติครั้งใหม่จะมาถึง.

ที่มา : AP