อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 11:04 น.

อิหร่านเอาคืนสหรัฐฯ ถล่มฐานทัพ-พันธมิตรทั่วตะวันออกกลาง หลังระเบิดตกใส่งานแต่งดับ 4 ศพ

อิหร่านเดินหน้าโจมตีผลประโยชน์และฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน อิรัก และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงเผย สะเก็ดระเบิดสหรัฐฯ ตกใส่งานแต่งงานในอิหร่าน ดับ 4 เจ็บครึ่งร้อย ขณะที่ “ทรัมป์” เตือนหากตอบโต้เจอสวนกลับหนักกว่าเดิม

กองทัพอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้ทางหารด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายที่เป็นฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงชาติพันธมิตรทั่วภูมิภาคตลอดช่วงวันพุธที่ผ่านมา เพื่อแก้แค้นเหตุโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างอิงสื่อท้องถิ่นและสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (1 ก.ย.) ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยเฉพาะในเมืองซีริก หรือ คูเฮสตัก ซึ่งมีสะเก็ดระเบิดตกใส่บ้านหลังหนึ่งที่กำลังจัดงานแต่งงาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย รวมถึงเด็ก 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 50 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงระเบิดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เกาะเกชม์, เมืองท่าบันดาร์อับบาส และสนามบินในจังหวัดเคอร์มาน

โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC และกองบัญชาการกลางคาทาม-อัล อันบิยา ออกแถลงการณ์เตือนอย่างดุดันว่า สหรัฐฯ จะต้อง “เสียใจ” ต่อการกระทำดังกล่าว และการลงโทษอย่างหนักกำลังรอผู้รุกรานอยู่ พร้อมขู่ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงและกว้างขวางยิ่งขึ้น

รายงานระบุว่า การตอบโต้ของอิหร่านกระจายตัวในหลายจุดสำคัญของตะวันออกกลาง โดยที่จอร์แดน อิหร่านยิงขีปนาวุธมุ่งเป้าฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเมืองอากาบา โดยกองทัพจอร์แดนยืนยันว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ 10-13 ลูก และมีบางส่วนตกในพื้นที่ห่างไกล โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ส่วนที่อิรัก กองทัพ IRGC อ้างว่าได้ส่งขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน ทำลายศูนย์ซ่อมบำรุง คลังสินค้า และอุปกรณ์ทางการทหาร ขณะที่ในบาห์เรนและคูเวต มีรายงานเสียงไซเรนเตือนภัยการโจมตีทางอากาศดังก้องในบาห์เรน โดยอิหร่านอ้างว่าส่งโดรนโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพคูเวตระบุว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังเร่งรับมือกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านเช่นกัน

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า ปฏิบัติการทางอากาศระลอกใหม่เป็นไปเพื่อตอบโต้การที่กองทัพอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดและโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการโจมตีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ โดย นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษก CENTCOM ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการสังหารพลเรือน โดยยืนยันว่า “กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน ซึ่งต่างจากกองทัพ IRGC ของอิหร่าน”

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ว่า หากอิหร่านคิดจะตอบโต้ สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะโจมตีกลับในระดับที่ “หนักหน่วงและสูงกว่าเดิม” พร้อมระบุว่าเขาไม่ได้พยายามดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา และตั้งคำถามว่าเมื่อใดประชาชนชาวอิหร่านจะลุกขึ้นสู้อีกด้วย

การปะทะระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากความตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสองฝ่ายสิ้นสุดลง ส่งผลให้ศึกที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือนกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ทั้งปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ 1 ใน 5 ของโลก การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของเอกชน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่จากวอชิงตัน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจโลกในขณะนี้.

ที่มา BBC / AFP

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

"สี จิ้นผิง" เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

2 ก.ย. 2569 10:26 น.

“สี จิ้นผิง” เยือนไคโร อียิปต์ เป็นการเยือนตะวันออกกลางครั้่งแรกนับตั้งแต่เกิดสสงครามความขัดแย้ง

“สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนกรุงไคโร ของอียิปต์ นับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามความขัดแย้ง

วันที่ 2 กันยายน 2569 นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยสุภาพสตรีหมายเลข 1 เดินทางถึงกรุงไคโร ของอียิปต์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล ซิสซี ที่ท่าอากาศยานนานาชาติไคโร ซึ่งนับเป็นการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามการสู้รบยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอลและอิหร่าน 

โดยทางการอียิปต์เปิดเผยว่า คาดว่าระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผู้นำจีนและอียิปต์จะหารือกันในประเด็นเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในฐานะประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีทีผ่านมา แม้อียิปต์จะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังสานสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมและเศรษฐกิจกับจีน อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระจายฐานพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เยือนอียิปต์หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ครั้งที่ 26 เป็นเวลา 2 วัน ในกรุงบิชเค็ก ของคีร์กิซสถาน ซึ่งเวทีการประชุมแห่งนี้มีรัสเซีย อินเดีย ปากีสถาน และอิหร่านเข้าร่วมด้วย. 

ที่มา AP 

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

2 ก.ย. 2569 09:07 น.

Apple Maps เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ เป็น “Lake America” ตามคำสั่งทรัมป์

Apple Maps เปลี่ยนชื่อ “Lake Ontario” เป็น “Lake America” สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ตามคำสั่งของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ผู้ใช้งานในแคนาดายังคงเห็นชื่อเดิม ท่ามกลางข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ

บริษัท Apple ปรับชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ หรือ Lake Ontario เป็น “Lake America” บนบริการแผนที่ Apple Maps เวอร์ชันเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

การเปลี่ยนชื่อของ Apple มีขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ตามหลังบริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ที่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America” บน Google Maps สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้

Apple ยืนยันว่า ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” หลังมีการเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำแห่งนี้ในระบบข้อมูลชื่อภูมิศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Geographic Names Information System (GNIS)

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” ตามเดิม ส่วนผู้ใช้งานในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะเห็นชื่อทั้งสองแบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ Apple เคยใช้หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America”

การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น โดยรัฐบาลทรัมป์กดดันให้บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตามคำสั่งฝ่ายบริหาร แม้คำสั่งดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับจากแคนาดาและองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง

คำสั่งของทรัมป์เกี่ยวกับทะเลสาบออนแทรีโอมีผลต่อการใช้ชื่อในหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจกำหนดว่าแคนาดา องค์กรระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานอื่นๆ จะต้องเรียกชื่อทะเลสาบแห่งนี้ว่าอย่างไร

ด้านผลสำรวจความคิดเห็นของ Reuters/Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของทรัมป์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา และคำสั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America”

หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งได้ไม่นาน นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และนางแคธี โฮคุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจากพรรคเดโมแครต ต่างระบุว่าจะไม่เปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งมีประวัติการใช้ชื่อมายาวนานกว่า 400 ปี โดยรัฐนิวยอร์กเป็นพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่มีพรมแดนติดกับทะเลสาบออนแทรีโอ

ทะเลสาบออนแทรีโอเป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ (Great Lakes) ของทวีปอเมริกาเหนือ และมีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 52% อยู่ในแคนาดา ส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2025 ทรัมป์ยังเคยพูดถึงแนวคิดให้แคนาดาเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่ผู้นำแคนาดาปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้สั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “Gulf of America” และทั้ง Google และ Apple ต่างปรับชื่อบนแอปพลิเคชันแผนที่สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

"โจชัว หว่อง" ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

2 ก.ย. 2569 09:01 น.

“โจชัว หว่อง” ให้การรับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง เตรียมรับสารภาพในคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าสมคบต่างชาติ ซึ่งอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชื่อดังของฮ่องกง วัย 29 ปี ได้ให้การรับสารภาพในคดีความมั่นคงแห่งชาติที่กล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติ โดยเขาได้ถูกนำตัวไปขึ้นศาลในวันนี้ โดยที่ผ่านมาเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งถูกทางการปราบปรามจนแทบหมดสิ้น เขาถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้ในฮ่องกงเมื่อปี 2563 และถูกดำเนินคดีในปี 2568

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันนายหว่องกำลังรับโทษจำคุกเกือบ 5 ปีจากความผิดฐานโค่นล้มอำนาจรัฐ และเดิมมีกำหนดได้รับการปล่อยตัวในปี 2569 เขาเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวหลายสิบคนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีความมั่นคงแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงจากการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 2563 ในขณะที่คดีใหม่ที่หว่องเผชิญมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าการตั้งข้อหาเพิ่มเติมอาจเป็นความพยายามของทางการในการทำให้เขาต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปให้นานที่สุด 

ทั้งนี้ อัยการกล่าวหาว่า ในปี 2563 หลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ นายหว่องพยายามขอให้รัฐบาลต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันจากต่างประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าสมคบกับนายนาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศและบุคคลอื่น เพื่อขอให้หน่วยงานหรือบุคคลต่างชาติขัดขวางอย่างรุนแรงต่อการกำหนดและบังคับใช้กฎหมายหรือนโยบายในฮ่องกงและจีน.

ที่มา The Straitstimes

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

2 ก.ย. 2569 08:44 น.

รักแท้ไม่แพ้น้ำท่วม บ่าวสาวฟิลิปปินส์ลุยน้ำเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์ แม้ระดับน้ำสูงเกือบถึงเอว

คู่รักชาวฟิลิปปินส์ตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม โดยยอมลุยน้ำสูงเท่าเอว เข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์คาทอลิกที่มีน้ำท่วมสูง ท่ามกลางคนใกล้ชิดที่ยอมลุยน้ำมาเป็นสักขีพยานเช่นกัน

คู่บ่าวสาวชาวฟิลิปปินส์พิสูจน์รักแท้ ท่ามกลางภัยธรรมชาติ ยอมลุยน้ำท่วมสูงเท่าเอว เพื่อเข้าพิธีวิวาห์ภายในโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ในเมืองฮาโกนอย ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางญาติสนิทคนใกล้ชิด 15 คน ที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

โดยเพจเฟซบุ๊กของโบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบปทิสต์ ได้ลงภาพถ่ายของ เลียน ลีซา กาลัง เจ้าสาวในชุดแต่งงานสีขาวแบบเปิดไหล่ ถือช่อดอกไม้สีขาว ค่อยๆ เดินลุยน้ำสีน้ำตาลขุ่นเข้าไปภายในโบสถ์ เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับ กิลเบิร์ต ชิโก เจ้าบ่าว 

พิธีแต่งงานจัดขึ้นในช่วงสาย โดยบาทหลวงประกอบพิธีแบบย่อ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยช่างภาพงานแต่งงาน มิกโก เรย์ อัลฟอนโซ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการจัดงานแต่งงานภายในโบสถ์ที่ถูกน้ำท่วม

ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพจาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

อัลฟอนโซ กล่าวว่า ทางโบสถ์ได้แนะนำให้คู่บ่าวสาวเลื่อนพิธีออกไป เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ แต่ทั้งคู่ตัดสินใจเดินหน้าจัดงานต่อ และในเมื่อพวกเขาต้องการทำให้พิธีผ่านไปให้ได้ ดังนั้นพวกเราซึ่งเป็นผู้ช่วยของโบสถ์จึงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับพวกเขา

ภาพจากพิธีเผยให้เห็นเจ้าสาวเดินลุยน้ำท่วมภายในโบสถ์ ท่ามกลางแขกที่มีเพียงไม่กี่คน โดยเจ้าสาวถูกพ่อแม่เข้าสวมกอดบริเวณด้านหน้าม้านั่งภายในโบสถ์ ซึ่งประดับด้วยช่อดอกไม้พลาสติก

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความสนใจ คือภาพเด็กชายคนหนึ่งทำหน้าที่ถือแหวนแต่งงานเดินไปตามทางเดินภายในโบสถ์ โดยระดับน้ำท่วมสูงจนถึงเอวของเด็ก

ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy
ภาพเด็กถือแหวนลุยน้ำท่วม จาก FB St. John the Baptist Parish Hagonoy

ก่อนเข้าสู่พิธี เจ้าสาวเดินทางมายังโบสถ์ด้วยรถสามล้อเครื่องที่มีการยกระดับตัวรถ เพื่อช่วยให้ชุดแต่งงานของเธอยังคงสะอาดและไม่เปียก ก่อนลงจากรถบริเวณลานหน้าโบสถ์ โดยมีการเปิดเผยว่าชุดแต่งงานของเธอต้องถูกนำไปแก้ไข โดยตัดชายกระโปรงส่วนท้ายให้สั้นลง เพื่อให้เจ้าสาวสามารถเดินลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย 

สำหรับสถานการณ์ฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือราวหนึ่งในสามของประเทศเผชิญฝนมรสุมที่ตกหนักกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ราย.

ที่มา : channelnewsasia

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ "คิม จอง อึน" แบบไร้เงื่อนไข

2 ก.ย. 2569 08:37 น.

ทำเนียบขาวย้ำ สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนนโยบายเกาหลีเหนือ พร้อมหารือ “คิม จอง อึน” แบบไร้เงื่อนไข

ทำเนียบขาวยืนยัน นโยบายสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือยังไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทางเจรจา “คิม จอง อึน” แบบไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 2 กันยายน 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงเหมือนเดิม พร้อมย้ำว่าทรัมป์ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า ทั้งสองฝ่ายอาจกลับมาเปิดการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยังพร้อมพูดคุยกับคิม จอง อึนแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมชี้ว่าในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์เคยพบหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ซึ่งช่วยทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเป้าหมายเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกลับมาเป็นที่จับตา หลังทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนสิงหาคมว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก แต่ไม่ได้ตอบชัดเจนว่า หากกลับมาเจรจากับคิมอีกครั้ง เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังคงเป็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทั้งหมดหรือไม่

ทั้งนี้ ในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ทรัมป์พบผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 ครั้งที่สองที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สามที่หมู่บ้านปันมุนจอมบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yonhap

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

2 ก.ย. 2569 06:32 น.

อารีอานา กรานเด ปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต จ่อพักงาน-ใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมพักงานและถอนตัวจากชีวิตสาธารณะ เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว หลังจากที่ผ่านมาเป็นที่จับจ้องและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังชาวอเมริกัน ปิดฉากการทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine แล้ว และเตรียมถอนตัวออกจากชีวิตสาธารณะตามที่ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเธอได้กล่าวลาแฟนๆ ด้วยความซาบซึ้งหลังจบคอนเสิร์ตด้วย

นักร้องสาวเกือบจะหลั่งน้ำตาอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลง One Last Time ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษในฐานะบทเพลงตอกย้ำความหวังสำหรับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่แมนเชสเตอร์เมื่อปี 2560

“ลอนดอน ช่วยฉันร้องเพลงนี้หน่อยนะคะ” เธอกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ชมตลอดการแสดง

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อารีอานา กรานเด ประกาศจะพักงานและหยุดปรากฏตัวต่อสาธารณะทั้งหมดหลังจบทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการคาดเดาไปต่างๆ นานา นานหลายเดือนเกี่ยวกับสุขภาพและรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอ

การพักงานครั้งนี้ จะรวมถึงการถอนตัวจากละครเวทีเรื่อง Sunday in the Park with George ของสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ที่ศูนย์ศิลปะบาร์บิแคนในกรุงลอนดอนในช่วงฤดูร้อนปีหน้าด้วย

เดิมทีเธอมีกำหนดจะแสดงร่วมกับ โจนาธาน เบลีย์ ที่เคยแสดงร่วมกันในภาพยนตร์เรื่อง Wicked ซึ่งในวันอังคาร ตัวเขาก็ได้ถอนตัวออกจากละครเวทีเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

บนเวทีในกรุงลอนดอน กรานเดไม่ได้แสดงสัญญาณของความอ่อนแอหรือสุขภาพไม่ดีแต่อย่างใด เว้นแต่การบาดเจ็บที่เท้าซึ่งทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากรองเท้าส้นเข็มอันเป็นเอกลักษณ์ มาเป็นรองเท้าบูทแพลตฟอร์มสูงถึงเข่าแทน

ถึงกระนั้น เธอยังคงเต้นและเคลื่อนไหวบนเวทีอย่างพร้อมเพรียงกับแดนเซอร์ โดยมักจะเขย่งปลายเท้าเพื่อชดเชยความสูงที่หายไปจากส้นสูง

อย่างไรก็ตาม เธอเริ่มหลุดอาการสะเทือนอารมณ์ในระหว่างเพลง Nowhere, Nobody ขณะที่ร้องท่อนที่ว่า “ยากที่จะเชื่อในตอนจบที่สมบูรณ์แบบ”

แต่ช่วงเวลานั้นก็เกิดขึ้นเพียงสั้นๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มเปี่ยม กรานเดยังคงสะกดสายตาผู้ชมบนเวทีได้อย่างงดงามไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงท้ายของโชว์ นักร้องสาวได้กล่าวขอบคุณแฟนๆ สำหรับการสนับสนุน “นี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่งดงามและวิเศษที่สุดในชีวิตของฉัน และฉันแค่อยากจะแสดงความรู้สึกขอบคุณโดยที่ไม่ร้องไห้ออกมา … ฉันจะเก็บรักษาประสบการณ์นี้ไว้เสมอ ฉันมีแฟนคลับที่ดีที่สุดในโลก และเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด ขอบคุณสำหรับทุกความทุ่มเทและการทำให้อะไรๆ พิเศษแบบนี้เรื่อยมานะคะ”

“ฉันรักทุกนาทีของการได้อยู่ร่วมกับพวกคุณทุกคน และแค่อยากมั่นใจว่าฉันได้บอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันรู้สึกซาบซึ้งใจแค่ไหน” กรานเดกล่าวบนเวที

ทั้งนี้ กรานเดประกาศพักงานไม่นานหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอซิงเกิลล่าสุดของเธออย่าง Petal ซึ่งทำให้แฟนๆ บางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักตัวของเธอ และสองวันต่อมา ประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของกรานเดได้ประกาศว่าเธอจะ “ถอยจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะ” เนื่องจาก “การจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนที่ไม่จบไม่สิ้น”

ตัวกรานเดเองก็ได้ออกมาปลอบประโลมแฟนๆ ในคืนถัดมา โดยกล่าวว่าการตัดสินใจของเธอมาจาก “การไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนและเป็นการตัดสินใจของเธอเอง” อีกทั้งยังถูกวางแผนไว้ “นานแล้ว”

“ฉันได้ยินมาว่าแฟนๆ กังวลว่ากระแสลบจะมาทำลายช่วงเวลาดีๆ ของฉัน แต่… เรื่องมันตรงกันข้ามเลยค่ะ” เธอกล่าวบนเวทีในชิคาโก “แต่ต้องมีการกำหนดขอบเขตกันบ้าง มนุษย์เราก็จำเป็นต้องพักผ่อนบ้างในบางครั้ง”

อนึ่ง การแสดงคอนเสิร์ต 10 รอบของกรานเดที่ O2 Arena ในกรุงลอนดอน ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของแฟนๆ จะได้เห็นเธอในคอนเสิร์ต ส่งผลให้แฟนเพลงต่างบินมาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากจีน ออสเตรเลีย และเมืองต่างๆ ทั่วเมืองยุโรป โดยมีผู้เข้าร่วมชมเฉพาะรอบในลอนดอนสูงถึง 200,000 คน

ในการแสดงรอบสุดท้าย กรานเดไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากบาดแผลที่เท้าของเธอ แต่นักร้องสาวโพสต์บนอินสตาแกรมยืนยันกับแฟนๆ ว่าอาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรง โดยยืนยันว่าเธอ “กำลังรักษาตัว” และจะเล่นคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายให้จบ “แม้ว่าฉันจะเตี้ยลงกว่าปกติสัก 2-3 นิ้วก็ตาม”

เธอทำตามสัญญาด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า เปล่งเสียงลากโน้ตสูงในเพลง Dangerous Woman และวิ่งสปริ้นท์ไปทั่วเวทีระหว่างเพลง Break Free ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงไฮไลต์ที่มีจังหวะสนุกสนานมากมาย

กรานเดจบการแสดงลงเช่นเดียวกับทุกครั้ง สวมสลิงลอยตัวขึ้นสู่เพดานของ O2 Arena แล้วค่อยๆ หายลับไป ทิ้งให้แฟนๆ ได้แต่เฝ้ารอและตั้งคำถามว่า พวกเขาจะได้เห็นเธอขึ้นแสดงอีกครั้งเมื่อใด หรือจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 05:26 น.

อิสราเอลจับกุม หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงฮามาส โจมตีในกาซาคร่า 4 ศพ

ผู้นำอิสราเอลเผย กองกำลังพิเศษบุกเข้าจับกุมตัวหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ขณะที่ปาเลสไตน์เผยว่า การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเปิดเผยว่า กองกำลังพิเศษของอิสราเอลทำการจับกุมหัวหน้าสำนักงานความมั่นคงภายในของกลุ่มฮามาส ระหว่างปฏิบัติการภาคพื้นดินในกาซา โดยอ้างว่าชายคนนี้มีส่วนร่วมในความพยายามฟื้นฟูการปกครองของฮามาสในกาซา และหลอกลวงเกี่ยวกับการปลดอาวุธ

“เขาเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงที่สุดของฮามาส และส่วนรับผิดชอบต่อการซ่อนและขนย้ายตัวประกันของเรา การให้ที่หลบซ่อนแก่บุคคลระดับสูงของฮามาส ตลอดจนการสะสมกำลังทางทหารและการพยายามฟื้นฟูขีดความสามารถขององค์กรก่อการร้าย” เนทันยาฮูกล่าวเสริม

ด้านกองทัพอิสราเอลและสำนักงานความมั่นคงชินเบท (Shin Bet) เปิดเผยว่า หน่วยกองกำลังพิเศษได้เข้าไปในสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองกาซาซิตี้ เมื่อวันอังคาร และจับกุมหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงภายในของฮามาสในฉนวนกาซา ก่อนนำตัวไปยังอิสราเอลเพื่อสอบปากคำ

ขณะที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ในกาซาระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลระหว่างการบุกรุกทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็ก 2 รายและผู้หญิง 1 ราย ขณะที่กลุ่มฮามาสออกมาประณามการกระทำของอิสราเอลว่าเป็น “อาชญากรรมร้ายแรง” และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อเช้าวันอังคาร ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่คาติบา ทางตะวันตกของเมืองกาซาสิตี รายงานว่าเกิดการทิ้งระเบิดอย่างหนักจากฝั่งอิสราเอล โดยมียานพาหนะ 2 คันถูกโจมตีจนพังยับเยิน ขณะที่คลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพความวุ่นวาย พร้อมเสียงปืนและร่องรอยความเสียหายหลังการโจมตี

ส่วนสื่อปาเลสไตน์รายงานว่า กองกำลังพิเศษของอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิสราเอลซึ่งต่อต้านกลุ่มฮามาส บุกเข้ามาในพื้นที่ แต่ตำแหน่งของพวกเขาถูกค้นพบ ขณะที่สื่ออิสราเอลบางสำนักระบุว่า มีเพียงกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นเท่านั้นที่ปฏิบัติการภาคพื้นดิน

แหล่งข่าวความมั่นคงของปาเลสไตน์เปิดเผยกับ BBC ว่า เป้าหมายของปฏิบัติการอิสราเอลคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานความมั่นคงภายในของฮามาส

นาย อิสมาอิล อัล-ธาวับตา โฆษกสำนักข่าวสารรัฐบาลกาซาซึ่งบริหารโดยฮามาส กล่าวว่า “หน่วยกองกำลังพิเศษอิสราเอลพยายามทำปฏิบัติการทางความมั่นคงในเมืองกาซาซิตี้ แต่หน่วยดังกล่าวถูกเปิดโปงขณะปฏิบัติภารกิจ”

เขากล่าวเสริมว่า การโจมตีของอิสราเอลที่ตามมา “ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รวมถึงการเสียชีวิตของสมาชิกหน่วยกองกำลังพิเศษหลายนาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

2 ก.ย. 2569 04:32 น.

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีก เตหะรานอ้างโดนงานแต่งดับ 4 ศพ

สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านอีกครั้งในวันอังคาร โดยระบุว่าโจมตีเข้าใส่กองทัพอิหร่าน ขณะที่ฝ่ายเตหะรานบอกว่า การโจมตีโดนงานแต่งงานจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่ดินแดนของอิหร่านอีกครั้งในวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชน และเสี่ยงที่จะทำให้ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือนกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง

สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานว่า สะเก็ดระเบิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของสหรัฐฯ ตกใส่บ้านพักอาศัยในเมืองคูเฮสทัค (Kuhestak) ในเขตซีริค (Sirik) ซึ่งกำลังมีพิธีฉลองงานแต่งงาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กเล็ก 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 คน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) อ้างว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เพื่อตอบโต้ที่ IRGC พยายามโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน มีรายงานเสียงระเบิดในหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ได้แก่ เกาะเกชม์ (Qeshm), เมืองท่าบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas), ชาบาฮาร์ (Chabahar), จาสก์ (Jask), ซีริค (Sirik) รวมถึงสนามบินพลเรือนในเมืองจีรอฟต์ (Jiroft)

การโจมตีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ผ่านโซเชียลมีเดียหลังการโจมตีเข้าใส่กันเมื่อวันอาทิตย์ว่า หากอิหร่านตอบโต้ สหรัฐฯ จะโจมตีสวนกลับอย่างหนักหน่วง ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ส่วน IRGC ของอิหร่านเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเสียใจกับการโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ประธานรัฐสภาอิหร่านประกาศชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ ไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ก็จะไม่มีประเทศใดสามารถส่งออกน้ำมันได้เช่นกัน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกาตาร์ ประกาศเตือนชาวอเมริกันในตะวันออกกลางให้ยกระดับความระมัดระวังสูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับการยกเลิกเที่ยวบินและการปิดน่านฟ้า

ทั้งนี้ สงครามกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก (Larak Island) และอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ประกอบกับเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบและดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

2 ก.ย. 2569 03:46 น.

เยอรมนีชี้ รัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิก

ทางการเยอรมนีออกมากล่าวหารัสเซียว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีที่สนามบินไลป์ซิกเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเป็นการตอบโต้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2569 เยอรมนีระบุว่ารัสเซียคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีด้วยโดรนที่สนามบินไลป์ซิก/ฮัลเล (Leipzig/Halle) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยตรวจพบโดรนติดวัตถุระเบิดใกล้อากาศยานขนส่งสินค้าของยูเครน แต่ระเบิดไม่ทำงานเนื่องจากชนวนมีปัญหา นอกจากนี้ยังพบโดรนอีก 2 ลำในบริเวณใกล้เคียงในเวลาต่อมาด้วย

เพื่อเป็นการตอบโต้ ทางการเยอรมนีสั่งปิดกงสุลรัสเซีย ณ เมืองบอนน์, ยุติสัญญาเช่าบ้านของชาวรัสเซียในกรุงเบอร์ลิน ที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งจารกรรมและปล่อยข่าวชวนเชื่อ และเรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบ

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่เยอรมนียังยกระดับการตรวจคุมเข้มการเข้าเมืองของชาวรัสเซีย และเพิ่มแรงกดดันต่อ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ที่รัสเซียใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปด้วย

ด้านนางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้เยอรมนีในลักษณะเดียวกัน พร้อมกล่าวหาเยอรมนีว่าสนับสนุนการก่อการร้ายจากการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครน

ส่วนมาร์ก รุตเตอ ผู้นำนาโต และเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมแสดงจุดยืนเคียงข้างเยอรมนี โดย EU กำลังเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม

ขณะที่นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ ของโปแลนด์ และนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ของสหราชอาณาจักร ประณามพฤติกรรมของรัสเซียว่าเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค

ทั้งนี้ สนามบินไลป์ซิกถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้โดยกองทัพเยอรมนี นาโต และเป็นฐานการขนส่งสินค้าทางอากาศของสายการบิน Antonov Airlines จากยูเครน

รัฐบาลเยอรมนีกำลังพิจารณาเพิ่มอำนาจให้แก่หน่วยข่าวกรองเพื่อรับมือกับสงครามไฮบริด (Hybrid warfare) ซึ่งคือยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่รวมเอาการรบรูปแบบดั้งเดิม (ใช้อาวุธและกำลังทหาร) เข้ากับการรบนอกกรอบดั้งเดิม เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การสงครามข่าวสาร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เข้าไว้ด้วยกันเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของเป้าหมาย โดยไม่ประกาศสงครามตรงๆ

ความเคลื่อนไหวของเยอรมนีครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านขวาจัดอย่าง AfD ที่มีนโยบายคัดค้านการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนและต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย มีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc