รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

2 ก.ย. 2569 01:35 น.

รองประธาน แบงก์ ออฟ อเมริกา ถูกแทงเสียชีวิตกลางไทม์สแควร์

รองประธานของธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา เสียชีวิตในเหตุคนร้ายแทงคนที่จัตุรัสไทม์สแควร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดแทงผู้คนที่จัตุรัสไทม์สแควร์ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2569) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยมีการยืนยันในเวลาต่อมาว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส. เอริน เพียเซนตี (Erin Piacenti) วัย 32 ปี รองประธานบริหารของ แบงก์ ออฟ อเมริกา

เพียเซนตี ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายคัดเลือกธุรกิจและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Business Selection and Conflicts Unit) ของ แบงก์ ออฟ อเมริกา ตามข้อมูลในโปรไฟล์ LinkedIn ของเธอ ด้านสำนักงานตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงที่มีประวัติป่วยทางจิต

“เราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อการสูญเสียเพื่อนร่วมงานอย่างน่าสลดใจ เธอเป็นเพื่อนร่วมทีมที่มีคุณค่าและจะเป็นที่คิดถึงอย่างมาก หัวใจของเราอยู่กับครอบครัวและคนที่เธอรักทุกคน” ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึงรอยเตอร์ทางอีเมลเมื่อวันอังคาร

ด้านนาย โซห์รัน มัมดานิ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า หญิงคนหนึ่งซึ่งพกมีดขนาดใหญ่หลายเล่ม ได้ก่อเหตุแทงประชาชน 2 คนในไทม์สแควร์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้อาวุธไฟฟ้า (Taser) และยิงปืนใส่ผู้ก่อเหตุ ทั้ง 3 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ผู้บาดเจ็บ 1 รายกับผู้ต้องสงสัย จะถูกประกาศว่าเสียชีวิต

สำนักงานของ แบงก์ ออฟ อเมริกา ในแมนฮัตตัน ตั้งอยู่ใกล้กับไทม์สแควร์เพียงไม่กี่ก้าว ที่อาคาร วัน ไบรอันท์ พาร์ก (One Bryant Park) โดยธนาคารยังมีศูนย์การเงินอื่นๆ กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินอเมริกัน

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยคือ พาเมลา ซิสเนรอส (Pamela Cisneros) หญิงวัย 49 ปี โดยเหตุโจมตีนี้เหมือนเป็นการโจมตีแบบสุ่มและไม่มีการยั่วยุใดๆ ส่งผลให้เพียเซนตีได้รับบาดเจ็บจากแผลถูกแทงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้รับเคราะห์อีกรายเป็นชายวัย 68 ปี ซึ่งถูกแทงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่อาการทรงตัวแล้ว

อนึ่ง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นตามหลังเหตุยิงบริหารระดับสูงของบริษัท แบล็กสโตน (Blackstone) จนเสียชีวิตเมื่อปีก่อน โดยคนร้ายพกปืนไรเฟิลจู่โจมเดินเข้าไปในโถงอาคารสำนักงานย่านมิดทาวน์ แมนฮัตตัน และเปิดฉากยิง

นอกจากนี้ในปี 2565 พนักงานของ โกลด์แมน แซคส์ วัย 48 ปี ก็ถูกยิงเสียชีวิตจากการถูกโจมตีแบบสุ่มโดยไร้การยั่วยุ ขณะนั่งรถไฟจากบรูคลินไปยังแมนฮัตตันตอนใต้

ทั้งนี้ อัตราอาชญากรรมในนครนิวยอร์กเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมานานหลายปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว NYPD เปิดเผยว่า นิวยอร์กมีสถิติเหตุการณ์ยิงกัน, เหยื่อจากเหตุยิงกัน และเหตุฆาตกรรมที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือนแรกของปี รวมถึงในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

2 ก.ย. 2569 00:11 น.

อิหร่านจี้สหรัฐฯ ทำตามข้อตกลง หลังทรัมป์ขู่โจมตีเพิ่มอีก

ประธานาธิบดีอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงที่บรรลุร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม และหลังจากทั้งสองฝ่ายยิงตอบโต้กันครั้งแรกในรอบ 1 เดือน

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 ประธานาธิบดีอิหร่านออกมาระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะทำแบบเดียวกัน หากสหรัฐฯ ยอมปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีเตหะรานเพิ่มเติม

“ผมขอประกาศอย่างชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ กลับมาปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านก็พร้อมที่จะปฏิบัติตอบในลักษณะเดียวกันทันที” นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวที่กรุงบิชเคก เมืองหลวงของประเทศคีร์กีซสถาน ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO)

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีใส่เกาะลารัก (Larak Island) ของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามคืนใส่ฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน

การโจมตีดังกล่าวตามมาด้วยรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ถูกโจมตีขณะแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เตหะรานย้ำมาโดยตลอดว่าจะยินยอมให้มีการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็ต่อเมื่อวอชิงตันปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงพังทลายลงอย่างรวดเร็ว

นักข่าวจากฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) อ้างคำพูดของทรัมป์ที่ให้สัมภาษณ์กับทางสถานีเมื่อวันจันทร์ว่า “เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก… และจะมีการตอบโต้อย่างแน่นอน” แม้ว่าประธานาธิบดีจะกล่าวแยกต่างหากกับผู้สื่อข่าวว่า การโจมตีระลอกใหม่นี้ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบก็ตาม

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า การยิงปะทะกันดังกล่าวเป็นการ “เผชิญหน้าในวงจำกัดและอยู่ภายใต้การควบคุม” แต่ระบุว่าเตหะรานจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตีอีกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

1 ก.ย. 2569 23:09 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืน เรื่องหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งกำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา โดยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เขาอาจใช้เพื่อกดดันอังกฤษ

เมื่อวันอังคารที่ 1 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ที่มีต่อหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็น “หนึ่งในหลายเรื่อง” ที่กำลังอยู่ระหว่างการทบทวน ในขณะที่เขาพยายามกดดันให้สหราชอาณาจักรเพิ่มงบประมาณทางทหาร

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหราชอาณาจักร “มีปัญหาบางอย่าง แต่ก็คงจะได้รับการแก้ไข” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ หลังเขาตอบคำถามเกี่ยวกับหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph รายงานว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐฯ กำลังร่างข้อเสนอเพื่อจูงใจให้พันธมิตรนาโต (Nato) บรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณตามที่สัญญาไว้ โดยหนึ่งในตัวเลือกที่เป็นไปได้คือ การขู่ว่าจะคัดค้านอธิปไตยของสหราชอาณาจักรเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรตอบโต้โดยระบุว่า ชาวหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ “เป็นคนอังกฤษที่มีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง” และ “ชาวหมู่เกาะได้แสดงเจตจำนงครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะคงสถานะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ และความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อพวกเขานั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ยังคงเป็นชนวนข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินา

อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หลังจากเกาะแห่งนี้ได้รับเอกราชจากสเปน ส่วนอังกฤษเข้าควบคุมและปกครองต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2525 ผู้นำทหารอาร์เจนตินานำกองกำลังบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ โดยคิดว่าอังกฤษจะไม่ตอบโต้ทางทหาร

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น ส่งกองเรือรบข้ามมหาสมุทรเพื่อทวงคืนพื้นที่จนเกิดเป็นสงครามที่กินเวลา 74 วัน จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ซึ่งขับไล่ทหารอาร์เจนตินาออกไปได้ โดยสงครามครั้งนี้ทำให้ทหารอังกฤษเสียชีวิต 255 นาย ชาวหมู่เกาะเสียชีวิต 3 ราย และทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 649 นาย

รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนๆ ได้รับรองการปกครองโดยพฤตินัยของสหราชอาณาจักรเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์มาตลอด แต่ไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องอธิปไตย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

1 ก.ย. 2569 21:56 น.

เรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำถูกระเบิดปริศนาโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งกำลังขนน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ถูกระเบิดไม่ทราบชนิดโจมตีขณะกำลังเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซในเวลาใกล้เคียงกัน ตอกย้ำความเสี่ยงในการเดินทางผ่านเส้นทางน้ำสายนี้

บริษัทข่าวกรองและการติดตามการขนส่งทางเรือ Marisks และ Kpler รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 2 ลำ ซึ่งกำลังบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะกำลังเดินเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซเมื่อช่วงดึกวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค. 2569)

Marisks ระบุว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆ กันนี้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอีกขั้นภายในเส้นทางเดินเรือนอกชายฝั่งโอมานแห่งนี้”

ข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมันแต่ละลำได้ทำการโหลดน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ล้านบาร์เรลที่ท่าเรือจูอายมาห์ (Juaymah) ของซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากบริษัท ซาอุดี อารัมโค (Saudi Aramco) เพิ่งกลับมาดำเนินการโหลดและขนส่งน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในเดือนสิงหาคม

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในวันอังคาร หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้มาตรการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม สืบเนื่องจากการยิงปะทะกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

สำหรับเหตุโจมตีเรือขนส่งล่าสุด Marisks เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ชื่อ “ซิดร์” (Sidr) ซึ่งชักธงชาติซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองคาซาบ (Khasab) ประเทศโอมาน ห่างออกไปประมาณ 16.6 ไมล์ทะเล เมื่อเวลาประมาณ 19.52 น. ตามเวลา UTC

เพียงไม่กี่นาทีต่อมา มีรายงานว่าเรือ VLCC ชื่อ “เซเนกัล พรอสเพอริตี” (Senegal Prosperity) ซึ่งติดธงชาติไลบีเรีย ถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูก บริเวณทางตะวันออกของเมืองคาซาบ ห่างออกไปประมาณ 17 ไมล์ทะเล โดย Marisks เสริมว่าลูกเรือทั้งหมดบนเรือได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย

ด้านสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า มีวัตถุระเบิด 3 ลูกชนเรือบรรทุกน้ำมันในพิกัดดังกล่าว ขณะเรือกำลังแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร สื่ออิหร่านรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลำหนึ่งถูกสกัดให้หยุดเคลื่อนที่ขณะแล่นผ่านระเบียงทางเดินเรือฝั่งใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรือลำเดียวกันหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ภรรยา “เนทันยาฮู” เผยทฤษฎีสมคบคิด อ้างฝ่ายค้านรู้แผนฮามาสโจมตี 7 ต.ค. ล่วงหน้า

ภรรยา "เนทันยาฮู" เผยทฤษฎีสมคบคิด อ้างฝ่ายค้านรู้แผนฮามาสโจมตี 7 ต.ค. ล่วงหน้า

1 ก.ย. 2569 16:28 น.

ภรรยา “เนทันยาฮู” เผยทฤษฎีสมคบคิด อ้างฝ่ายค้านรู้แผนฮามาสโจมตี 7 ต.ค. ล่วงหน้า

“ซารา เนทันยาฮู” ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่านายยาอีร์ โกลัน นักการเมืองฝ่ายค้านและอดีตรองเสนาธิการกองทัพอิสราเอล อาจรู้ล่วงหน้าถึงแผนโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ก่อนเดินทางไปช่วยผู้ประสบภัย ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดและการแบ่งขั้วอย่างรุนแรงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคมนี้

ซารา เนทันยาฮู ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Channel 14 ซึ่งเป็นสื่อสนับสนุนรัฐบาล โดยตั้งข้อสงสัยต่อการเคลื่อนไหวของนายยาอีร์ โกลัน ในเช้าวันวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ว่า เขาสามารถ “แต่งตัวเตรียมพร้อม” และเดินทางไปถึงพื้นที่ทันทีในเวลาที่เร็วมาก ในขณะที่คนอื่นรวมถึงนายกรัฐมนตรีกลับไม่รู้อะไรเลย ซึ่งเธอตั้งคำถามในเชิงชี้นำว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีถึงไม่ได้รับแจ้งเตือนว่าสงครามกำลังจะเกิดขึ้น

แต่ในความเป็นจริงนายโกลัน ซึ่งเคยได้รับคำชมเชยอย่างกว้างขวางจากการขับรถไปยังพื้นที่สังหารหมู่ในเทศกาลดนตรีโนวาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยตนเอง ได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าเขามุ่งหน้าไปทางใต้ในเวลาประมาณ 08.00 น. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่การโจมตีเปิดฉากขึ้นไปแล้วราว 1 ชั่วโมงครึ่ง

คำกล่าวอ้างดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทันที โดยนายโกลัน ออกมายืนยันว่าจะยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อภรรยาของนายกรัฐมนตรีในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากเธอไม่ได้คุ้มกันโดยเอกสิทธิ์ทางกฎหมาย 

ขณะที่พรรคเดโมแครตของโกลันออกแถลงการณ์ประณามคำพูดของซารา เนทันยาฮูอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเป็นคำพูดที่ใส่ร้ายและเป็นเท็จ พร้อมระบุว่าการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดต่อโกลัน และการทำลายภาพลักษณ์ความกล้าหาญของเขาในวันที่ 7 ตุลาคม เป็นการ “ข้ามเส้นแดงที่ใกล้เคียงกับความวิกลจริต” พร้อมระบุว่าในขณะที่เนทันยาฮูมัวแต่แต่งหน้าและหาข้อแก้ตัว แต่นายโกลันกลับเดินหน้าไปช่วยชีวิตผู้คน

ด้าน กาดี ไอเซนคอต อดีตผู้บัญชาการทหารและคู่แข่งคนสำคัญในการเลือกตั้ง และ นัฟตาลี เบนเนตต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างออกมาประณามตระกูลเนทันยาฮูว่า กำลังใช้ทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นเท็จและอันตรายเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง ปัดความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ และพยายามรักษาอำนาจทางการเมืองไว้

ข้อกล่าวหาของซารา เนทันยาฮูเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงทางการเมืองของอิสราเอลเกี่ยวกับสาเหตุที่ประเทศไม่สามารถป้องกันการโจมตีครั้งใหญ่ของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ได้ โดยทฤษฎีที่กล่าวโทษว่าเกิด “การทรยศจากคนใน” ได้แพร่กระจายในกลุ่มการเมืองบางส่วนของอิสราเอล ผลสำรวจที่จัดทำให้สถานี Channel 13 เมื่อเดือนสิงหาคมพบว่า ชาวอิสราเอล 40% และผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายขวา 63% เชื่อว่าการทรยศจากภายในมีส่วนทำให้เกิดเหตุโจมตีครั้งนั้น ซึ่งถือเป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล

ก่อนหน้านี้ ยาอีร์ เนทันยาฮู บุตรชายของนายกรัฐมนตรี ก็เคยเสนอแนวคิดว่ามีการทรยศเกิดขึ้นก่อนการโจมตี อย่างไรก็ตาม เบนจามิน เนทันยาฮูเคยกล่าวต่อสมาชิกสภาว่า แม้จะเกิด “ความล้มเหลวด้านข่าวกรองอย่างร้ายแรง” ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม แต่ “ไม่มีการทรยศ”

เมื่อถูกถามถึงทฤษฎีดังกล่าวโดยตรงระหว่างการสัมภาษณ์กับสถานีฯ Channel 14 ซารา เนทันยาฮูไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยกล่าวเพียงว่าไม่ต้องการพูดเรื่องดังกล่าวและเห็นว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่แท้จริง

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลอิสราเอลยังไม่ได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนระดับรัฐเพื่อตรวจสอบความล้มเหลวต่าง ๆ ที่นำไปสู่เหตุโจมตี แม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 3 ปีแล้ว และได้ทำให้สังคมอิสราเอลเกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง และการกล่าวหากันเรื่องความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตี 7 ตุลาคม กลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 27 ตุลาคม โดยเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเนทันยาฮูกับฝ่ายค้านที่ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลดังกล่าวนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนราว 1,221 ราย และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน 251 ราย ขณะที่การตอบโต้ทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 73,454 ราย ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา ซึ่งได้รับการยอมรับข้อมูลโดยองค์การสหประชาชาติ.

ที่มา Times of Israel / AFP

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมจีน-เนปาลทะลุ 1,000 ศพ เร่งช่วยคนนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมจีน-เนปาลทะลุ 1,000 ศพ เร่งช่วยคนนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

1 ก.ย. 2569 15:15 น.

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมจีน-เนปาลทะลุ 1,000 ศพ เร่งช่วยคนนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมฉับพลันครั้งรุนแรงในพื้นที่หิมาลัยของเนปาลและทิเบตของจีน พุ่งเกิน 1,000 ราย ขณะที่ผู้สูญหายกว่า 4,400 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต โดยเฉพาะคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายร้อยคนที่เชื่อว่ายังคงติดอยู่ภายในอุโมงค์ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและเศษซากต่างๆ

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนเนปาลกับเขตทิเบตของจีนเพิ่มขึ้นเกิน 1,000 รายแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต โดยเฉพาะคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนหลายร้อยคนที่คาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์หลายแห่งตามแนวแม่น้ำตรีศูลีของเนปาล

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังการพังถล่มของธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงทำให้มวลน้ำเย็นจัด พร้อมก้อนหิน โคลน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามลำน้ำ กวาดชุมชนหลายแห่งเสียหายอย่างหนัก และทิ้งเส้นทางแห่งความพินาศเป็นวงกว้างในพื้นที่ภูเขาของเนปาล

ข้อมูลจากทางการเนปาลระบุว่า มีผู้สูญหายเกือบ 3,916 คน ขณะที่จีนรายงานผู้สูญหายในพื้นที่ทิเบตอีก 546 คน รวมผู้สูญหายทั้งสองประเทศ 4,462 คน

ทางการเนปาลเปิดเผยว่า สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 987 ราย ขณะที่สื่อทางการจีนรายงานผู้เสียชีวิตในทิเบต 16 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 1,003 ราย

ปฏิบัติการกู้ภัยมุ่งไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำตามแนวแม่น้ำตรีศูลี ซึ่งมีคนงานจำนวนมากติดอยู่ภายในอุโมงค์ที่ถูกโคลนและเศษซากปิดกั้น ทีมกู้ภัยของเนปาลใช้ทั้งการขุด เจาะ และระเบิดก้อนหิน เพื่อเปิดทางเข้าไปยังอุโมงค์ ขณะที่วิศวกรสูบอากาศเข้าไปภายใน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ติดอยู่ใต้ดินสามารถมีชีวิตรอด

ทีมกู้ภัยสามารถเข้าไปถึงอุโมงค์แห่งหนึ่งที่เชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้เมื่อวันจันทร์ แต่ต้องถอนกำลังออกมา หลังไม่พบผู้รอดชีวิตภายใน นายราชา ราม บาสเนต โฆษกกองทัพเนปาล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงมุ่งเน้นปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในบริเวณอุโมงค์ พร้อมส่งกำลังทหารไปเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นายกรัฐมนตรีบาเลนทรา ชาห์ ของเนปาล ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้แล้ว 279 คน แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ และการปฏิบัติการกู้ภัยจำเป็นต้องเร่งให้มากขึ้น

อาร์โนลด์ ดิกซ์ วิศวกรชาวออสเตรเลีย ซึ่งให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่เนปาลเกี่ยวกับปฏิบัติการค้นหาใต้ดิน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ประสบปัญหาอย่างมากในการระบุตำแหน่งอุโมงค์ เนื่องจากภูมิประเทศถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากกระแสน้ำและเศษซาก เขาเปรียบสภาพพื้นที่ว่าเหมือน “ภูมิประเทศบนดวงจันทร์” เพราะแทบไม่เหลือร่องรอยของโครงสร้างเดิม

ดิกซ์ระบุว่า เมื่อสามารถระบุตำแหน่งโรงไฟฟ้าได้แล้ว เจ้าหน้าที่จะสามารถวางแผนเลือกวิธีเข้าถึงอุโมงค์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งการขุดและการระเบิดก้อนหินขนาดใหญ่ เขาบอกว่า มีก้อนหินบางก้อนใหญ่กว่าบ้าน และไม่เคยพบเห็นปฏิบัติการในลักษณะนี้มาก่อน พร้อมระบุว่ายังคงมีความหวังสำหรับผู้ที่ติดอยู่ใต้ดิน เพราะโครงสร้างใต้ดินอาจช่วยปกป้องพวกเขาจากมวลน้ำที่ไหลถล่มอยู่ด้านบนได้

ความเสียหายจากน้ำท่วมทำให้ระบบรองรับศพในเนปาลเกินขีดความสามารถ เจ้าหน้าที่จึงเริ่มนำศพที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนไปฝังชั่วคราว หลังจากเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอไว้สำหรับการตรวจพิสูจน์ในภายหลัง กระทรวงสาธารณสุขเนปาลระบุว่า จากศพที่พบประมาณ 900 ราย มีเพียง 4% ที่สามารถระบุตัวตนได้แล้ว

ในเขตชิตวัน ซึ่งอยู่ปลายน้ำห่างจากจุดที่น้ำท่วมเข้าถล่มครั้งแรก เจ้าหน้าที่พบศพเกือบ 300 รายถูกกระแสน้ำพัดพามาตามแม่น้ำ ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันส่วนบุคคลและหน้ากากลำเลียงศพที่ไม่สามารถระบุตัวตนขึ้นรถ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครช่วยกันเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากร่างผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ยังพบศพอย่างน้อย 17 รายถูกกระแสน้ำพัดไปไกลถึงพื้นที่ตอนล่างในประเทศอินเดีย

ที่กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อค้นหาญาติที่สูญหาย โดยมีการนำภาพถ่ายของบุคคลที่ยังไม่พบตัวไปติดบนกำแพงขนาดใหญ่ หวังว่าจะได้รับเบาะแสหรือพบว่าคนในครอบครัวยังมีชีวิตอยู่

ในพื้นที่ชิตวัน ญาติของผู้เสียชีวิตบางส่วนเริ่มประกอบพิธีฌาปนกิจ ขณะที่ทหารนำร่างผู้ประสบภัยออกจากเฮลิคอปเตอร์ในเขตนูวากอตและราสุวา

ความต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ชุมชนทั้งชุมชนถูกกระแสน้ำกวาดหาย ครอบครัวจำนวนมากกลายเป็นคนไร้บ้านและต้องอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราว ท่ามกลางฝนที่ยังคงตกลงมาอย่างหนัก ถนนและสะพานหลายสิบแห่งถูกกระแสน้ำทำลาย รวมถึงโรงไฟฟ้าหลายแห่งได้รับความเสียหาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตนูวากอต ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคจำนวนมากในการเข้าถึงพื้นที่และช่วยเหลือประชาชน ภาพจากนูวากอตยังเผยให้เห็นชาวบ้านขุดค้นกองโคลนและซากบ้านเรือน เพื่อค้นหาสิ่งของที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ได้ หลายครอบครัวพยายามเก็บกวาดดินโคลนและขึงผ้าใบพลาสติกเพื่อสร้างที่พักชั่วคราวท่ามกลางซากปรักหักพัง

รายชื่อผู้สูญหายยังรวมถึงชาวต่างชาติจากมากกว่า 30 ประเทศ โดยมีผู้สูญหายในเนปาล 583 คน และในจีน 261 คน ในกลุ่มดังกล่าวมีทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเทือกเขาหิมาลัยเพื่อเดินป่า และผู้แสวงบุญชาวฮินดูที่เดินทางไปยังเขาไกรลาส ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเขตทิเบต

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังละลายเร็วขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เนปาลมีทรัพยากรจำกัดในการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่เช่นนี้ และรัฐบาลเตือนว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูประเทศอาจสูงถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในฝั่งทิเบตของจีน สื่อของทางการรายงานผู้เสียชีวิต 16 ราย และผู้สูญหาย 546 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย ทหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนร่วมกันจัดพิธีรำลึกถึงผู้เสียชีวิต สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ผู้ช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต โดยมีผู้เข้าร่วมปฏิบัติการกู้ภัยมากกว่า 2,000 คน ทีมกู้ภัยทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ซ่อมแซมถนน จัดตั้งสถานีสื่อสารชั่วคราว และฟื้นฟูระบบส่งไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทิเบตส่วนใหญ่ไม่เปิดให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าถึง ทำให้ข้อมูลจากทางการจีนเป็นแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการหลักเกี่ยวกับสถานการณ์

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวทิเบตในต่างประเทศตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเลขความเสียหายที่จีนรายงาน โดยเตือนว่าข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตอาจยังไม่ครบถ้วน ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าปกปิดจำนวนผู้เสียชีวิต โดยยืนยันว่าการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปอย่างเปิดเผย โปร่งใส และทันท่วงที.

ที่มา AFP / BBC

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ "ทำงานโอที" ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม "บ้างาน"

1 ก.ย. 2569 14:38 น.

ญี่ปุ่นผ่อนคลายกฎ “ทำงานโอที” ท่ามกลางเสียงเตือนหวนคืนวัฒนธรรม “บ้างาน”

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่สหภาพแรงงานและกลุ่มตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการทำงานหนักเตือนว่า นโยบายนี้อาจย้อนกลับความพยายามปฏิรูปวัฒนธรรม “บ้างาน” และเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

ญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการบังคับใช้แนวทางจำกัดการทำงานล่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน โดยสำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานจะไม่กดดันให้นายจ้างทั่วประเทศจำกัดการทำงานล่วงเวลาของลูกจ้างไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือนอีกต่อไป แม้รัฐบาลยืนยันว่าจะยังติดตามมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นคน “บ้างาน” อนุมัติยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเรียกร้องให้ทบทวนการกำกับดูแลชั่วโมงการทำงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อมูลกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า ราว 40% ของบริษัทในประเทศอยู่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่เปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงต่อเดือนในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานยังคงแนะนำให้บริษัทเหล่านี้พยายามจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้ที่ 45 ชั่วโมงต่อเดือน และถือว่าแนวทางดังกล่าวมีน้ำหนักใกล้เคียงกับข้อกำหนดตามกฎหมาย เหตุผลสำคัญคือ การทำงานเกินระดับดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

การผ่อนคลายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม เรียกร้องให้รัฐบาลปรับกฎการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับช่วงที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันหรือเป็นฤดูกาล

หอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น หรือ JCCI ซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เปิดเผยผลสำรวจบริษัทสมาชิก 1,724 แห่งทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคม พบว่ามากกว่า 70% ต้องการกฎที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงได้

ผลสำรวจยังพบว่า บริษัทในอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนักได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว เช่น ธุรกิจก่อสร้าง การขนส่ง และธุรกิจโรงแรมและบริการ

ผู้ประกอบการด้านบริการบางรายระบุว่า การจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงหน้าส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า ขณะที่บริษัทขนส่งบางแห่งบอกว่าต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ส่วนภาคการผลิตระบุว่าข้อจำกัดทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบสินค้า และบางกรณีนำไปสู่การสูญเสียคำสั่งซื้อ

ผลสำรวจของ JCCI ยังพบว่า การบังคับใช้แนวทางจำกัด 45 ชั่วโมงต่อเดือนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางประมาณ 20% โดยเฉพาะธุรกิจที่มีปัญหาขาดแคลนบุคลากร

แม้รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความยืดหยุ่นและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายแรงงานและกลุ่มที่ต่อสู้เรื่องปัญหาการทำงานหนัก ด้านสภาสหภาพแรงงานแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือเซ็นโรเร็น (Zenroren) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการถอยออกจากนโยบายที่เคยผลักดันให้บริษัทลดชั่วโมงการทำงาน และถือว่าเป็นการยกเลิกแนวทางสำคัญในการลดเวลาทำงาน

กลุ่มทนายความที่เป็นตัวแทนผู้เสียชีวิตจาก “คาโรชิ” ก็ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยชี้ว่า การผ่อนคลายกฎเป็นการบ่อนทำลายการปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานผลักดันมาเป็นเวลาหลายปี

กลุ่มดังกล่าวอ้างข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ซึ่งพบว่า ในปีงบประมาณ 2025 จำนวนคำร้องขอชดเชยกรณีการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 6,212 ราย เพิ่มขึ้น 1,402 รายจากปีก่อนหน้า พร้อมเตือนว่า การทำงานหนักและความเครียดในสถานที่ทำงานของญี่ปุ่นยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจคร่าชีวิตแรงงาน

ญี่ปุ่นเคยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรม “มนุษย์เงินเดือน” ซึ่งทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับบริษัท และการทำงานเป็นเวลานานเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ รวมถึงเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ในปี 2015 เมื่อพนักงานหญิงวัย 24 ปีของบริษัทโฆษณาชื่อดังฆ่าตัวตายหลังเผชิญภาวะทำงานหนักและความเครียด

ญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานในปี 2018 ซึ่งเริ่มมีผลในปี 2019 โดยกำหนดหลักการให้การทำงานล่วงเวลาอยู่ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน และ 360 ชั่วโมงต่อปี ภายใต้ข้อตกลงแรงงานและนายจ้างที่เรียกว่า “ข้อตกลง 36”

ก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผล ญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาอย่างชัดเจน หากนายจ้างและลูกจ้างมีข้อตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม หากมีการกำหนด “ข้อกำหนดพิเศษ” ไว้ในข้อตกลง 36 กฎหมายยังเปิดช่องให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงในเดือนใดเดือนหนึ่ง เฉลี่ยไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วง 2-6 เดือน และไม่เกิน 720 ชั่วโมงต่อปี

ข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ระบุว่า ญี่ปุ่นมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ย 1,651 ชั่วโมงต่อปีในปี 2021 ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 1,773 ชั่วโมง และใกล้เคียงสหราชอาณาจักรที่ 1,625 ชั่วโมง แต่ยังสูงกว่าฝรั่งเศสที่ 1,401 ชั่วโมง และเยอรมนีที่ 1,295 ชั่วโมง

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต่าง ๆ สามารถบังคับให้ลูกจ้างทำงานหนักโดยไม่มีข้อจำกัด

คุนิฮิโระ นิชิอุมิ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบของสำนักมาตรฐานแรงงาน กระทรวงแรงงานญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้บริษัทจะอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน เจ้าหน้าที่ก็ยังตรวจสอบว่าบริษัทมีมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากการทำงานหนักหรือไม่

กระทรวงจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบริษัทที่ใช้ข้อกำหนดพิเศษในข้อตกลง 36 โดยนายจ้างต้องกำหนดมาตรการดูแลสุขภาพร่วมกับตัวแทนแรงงานและรายงานต่อสำนักงานแรงงาน และต้องเลือกดำเนินการอย่างน้อย 1 ใน 10 มาตรการที่กำหนด

มาตรการเหล่านี้รวมถึงการให้ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างกะการทำงาน และการจัดให้ลูกจ้างที่ทำงานล่วงเวลาเกินระดับที่กำหนดเข้าพบแพทย์

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายที่รับรอง “สิทธิในการตัดการติดต่อจากงาน” หรือ Right to Disconnect แบบที่มีในบางประเทศยุโรป ขณะที่แนวคิดเรื่องระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแต่ละกะยังไม่แพร่หลาย

กฎหมายปฏิรูปวิถีการทำงานปี 2018 กำหนดให้บริษัท “พยายามอย่างเต็มที่” ในการจัดให้มีช่วงเวลาพักระหว่างงาน แต่ไม่มีบทลงโทษหากบริษัทไม่ดำเนินการ

ผลสำรวจของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นในปี 2025 ซึ่งสอบถามบริษัท 3,820 แห่ง พบว่า มีเพียง 6.9% ที่ระบุว่ามีระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานแล้ว ขณะที่ 78.7% ระบุว่ายังไม่มีแผนหรือไม่ได้พิจารณานำระบบดังกล่าวมาใช้ อย่างไรก็ตาม 15.7% ของบริษัทที่สำรวจระบุว่าไม่ทราบว่าระบบกำหนดช่วงเวลาพักระหว่างการทำงานคืออะไร เพิ่มขึ้นจาก 14.7% ในปีก่อนหน้า.

ที่มา AFP / THE JAPAN TIMES

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

1 ก.ย. 2569 12:53 น.

เกาหลีใต้ชี้ประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พบสัญญาณสองฝ่ายเริ่มสื่อสารกัน

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจเริ่มมีการติดต่อพูดคุยกัน แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความหวังว่าจะได้พบผู้นำคิม จอง อึน อีกครั้งในปีนี้

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ “ทุกเมื่อ” หลังพบสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ

ยุน กอน-ยอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร โดยอ้างข้อมูลจากการบรรยายสรุปแบบปิดของ NIS ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา นายยุนกล่าวว่า NIS ประเมินว่า “สำหรับการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ควรมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างสองฝ่าย แต่พบ “สัญญาณของการพูดคุย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง โดยทรัมป์แสดงความหวังว่าจะได้พบกันภายในปีนี้ และระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง “เข้ากันได้” กับผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากเกาหลีเหนือต่อข้อเสนอของทรัมป์ยังค่อนข้างเงียบ โดยเกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนออย่างชัดเจน แม้จะระบุผ่านสื่อของรัฐว่า คิม จอง อึน มี “ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี” ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงยอดเยี่ยม

ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยการประชุมสุดยอดเหล่านั้นมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันข้อตกลงให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมได้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงความสัมพันธ์กับคิมอย่างโดดเด่น โดยถึงขั้นบอกว่าทั้งสอง “รักกัน” ขณะเดียวกัน ในเดือนตุลาคม 2025 เขายังแหวกแนวนโยบายสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานด้วยการกล่าวว่า เกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง และย้ำว่าเขาเปิดกว้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อการพบคิมอีกครั้ง แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับจากเกาหลีเหนือ

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นพร้อมกับการที่สหรัฐฯ ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย และนำไปสู่การคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจต้องการสร้างผลงานด้านนโยบายต่างประเทศในช่วงที่สงครามอิหร่านเผชิญภาวะชะงักงัน

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์กล่าวว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้มากกว่า 10 ลูกจากพื้นที่กรุงเปียงยาง ต่อมา คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ถือเป็น “ผลกรรมที่เกาหลีใต้สมควรได้รับ”

นอกจากนี้ การซ้อมรบทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มวันที่ 7 กันยายน ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกาหลีเหนือเช่นกัน

ยัง มู-จิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยการศึกษาเกาหลีเหนือ มองว่า เกาหลีเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย มีแรงจูงใจไม่มากนักที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ เขาระบุว่า จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ประเทศกำลังเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สำคัญจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่อีกฝ่ายประกอบด้วยเกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ดังนั้นจึงยังมีแรงจูงใจไม่มากนักสำหรับเปียงยางที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้  มีนโยบายที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือ แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวกว่า ล่าสุดเขาสนอให้สองเกาหลีเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดย NIS ระบุว่า หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ติดต่อกับเกาหลีเหนือในประเด็นดังกล่าว

ในทางเทคนิค เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอจากรัฐบาลเกาหลีใต้ และเรียกเกาหลีใต้ว่าเป็น “ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด” พร้อมประกาศว่าตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่สถานะดังกล่าว “ไม่สามารถย้อนกลับได้”

ในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา NIS ยังประเมินว่า คิม จู-แอ บุตรสาวของคิม จอง อึน อาจอยู่ในขั้นตอนของการได้รับการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ หลังปรากฏตัวต่อสื่อของรัฐเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง และร่วมงานสำคัญกับบิดาอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกสภาฯ ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุประบุว่า NIS เชื่อว่า การให้คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้ง อาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเธอให้ประชาชนเกาหลีเหนือคุ้นเคยในฐานะผู้นำในอนาคต โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือเคยเผยแพร่ภาพคิม จู-แอ เดินทางร่วมกับบิดาในงานสำคัญหลายครั้ง รวมถึงพิธีรำลึกครบรอบ 73 ปีการลงนามข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี

NIS ยังเปิดเผยต่อสมาชิกสภาฯ ว่า หน่วยงานสามารถรวบรวมและกำลังวิเคราะห์ “เอกสารภายใน” ของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ รวมถึง “แบบแปลนขีปนาวุธ” ซึ่งอาจช่วยให้เกาหลีใต้ประเมินความเคลื่อนไหวและขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางได้ละเอียดมากขึ้น.

ที่มา Yonhap / AFP

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง "พีต เฮกเซธ" รมว.กลาโหม

1 ก.ย. 2569 12:24 น.

รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ลาออก ปมขัดแย้ง “พีต เฮกเซธ” รมว.กลาโหม

แดน ดริสคอลล์ รัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ยื่นหนังสือลาออกหลังดำรงตำแหน่งราว 18 เดือน ท่ามกลางความขัดแย้งกับนายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ แหล่งข่าวเผย ดริสคอลล์มีความเห็นต่างเรื่องการปรับโครงสร้างและเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพ โดยเฉพาะการปลดนายทหารระดับสูง

แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทำเนียบขาวยอมรับการลาออกของดริสคอลล์แล้วหรือไม่ ขณะที่กองทัพบกสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว ซึ่งมีรายงานครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล 

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ชื่นชมผลงานของดริสคอลล์ โดยระบุว่า เขามีประสิทธิภาพอย่างสูงในการผลักดันวาระของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แนวคิด “Make America Strong Again” หรือ “ทำให้อเมริกาแข็งแกร่งอีกครั้ง” รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญ การเพิ่มความพร้อมรบและศักยภาพในการทำลายล้างของกองทัพ ตลอดจนช่วยเหลือการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ดริสคอลล์ วัย 41 ปี ถือเป็นรัฐมนตรีทบวงทหารบกสหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับฉายาจากคนในแวดวงการเมืองว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” เนื่องจากให้ความสำคัญอย่างมากกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และระบบอากาศยานไร้คนขับสำหรับการรบ

แหล่งข่าวระบุว่า ดริสคอลล์ได้แสดงความกังวลต่อฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผน ปรับโครงสร้างกองทัพบกและการยกระดับความพร้อมรบ โดยเฉพาะความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ขณะที่เขามองว่าเฮกเซธขัดขวางความพยายามดังกล่าว ด้วยการปลดนายทหารระดับสูงที่รับผิดชอบโครงการเหล่านี้

ดริสคอลล์ผลักดันให้กองทัพบกมีความคล่องตัวมากขึ้นในการจัดหาอาวุธราคาถูกและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ ว่าเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินความเหมาะสม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า เฮกเซธมองดริสคอลล์เป็นภัยคุกคามภายในระบบราชการกลาโหม และต้องการปลดเขาออกจากตำแหน่งมานานแล้ว แต่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างดริสคอลล์กับ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้การดำเนินการดังกล่าวทำได้ยาก

ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้นหลังเฮกเซธปลด พลเอกแรนดี จอร์จ ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยดริสคอลล์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจอร์จ และมีรายงานว่าเฮกเซธเคยกดดันให้จอร์จลาออก แหล่งข่าวระบุว่า การปลดจอร์จสร้างความประหลาดใจให้ดริสคอลล์ และทำให้ความไม่พอใจต่อเฮกเซธเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การลาออกของดริสคอลล์เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับสูงในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เฮกเซธเข้ารับตำแหน่ง โดยเฮกเซธปลดหรือผลักดันให้นายทหารระดับสูงมากกว่าสิบคนพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงผู้บัญชาการปฏิบัติการทางเรือของสหรัฐฯ และรองเสนาธิการกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ จอห์น เฟแลน รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ก็ลาออกอย่างกะทันหันเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่บุคคลสำคัญในกองทัพบกอีกหลายราย เช่น พลเอกแรนดี จอร์จ พลเอกเดวิด ฮอดเน และพลตรีวิลเลียม กรีน ต่างพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน เฮกเซธยังผลักดันให้ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในยุโรปพ้นจากตำแหน่ง และมีรายงานว่าเขาเข้าไปขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของนายทหารระดับสูงในกองทัพบกด้วย

ดริสคอลล์เคยรับราชการในกองทัพบกสหรัฐฯ โดยเข้าประจำการในปี 2007 ก่อนทำหน้าที่ผู้บังคับหมวดทหารม้า และถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในอิรักเป็นเวลาหลายเดือนในปี 2009

เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทบวงกองทัพบก และได้รับการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยตำแหน่งนี้ถือเป็น ผู้นำฝ่ายพลเรือนสูงสุดของกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน้าที่กำกับดูแลทหารประจำการ รวมถึงกองกำลังพิทักษ์ชาติและกองหนุน ตลอดจนรับผิดชอบด้านการฝึกและจัดหาอุปกรณ์ให้กำลังพล

ระหว่างดำรงตำแหน่ง ดริสคอลล์มีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่กองทัพ โดยเฉพาะโดรนและอาวุธต้นทุนต่ำ จนได้รับฉายาว่าเป็น “มนุษย์โดรนของทรัมป์” นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายจากทรัมป์ให้มีบทบาทในการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งถือเป็นภารกิจด้านการทูตที่ไม่ปกติสำหรับเลขาธิการกองทัพบก โดยดริสคอลล์เดินทางไปต่างประเทศและพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน

ดริสคอลล์ยังเป็นพันธมิตรและเพื่อนสนิทของรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ซึ่งทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัยเยล

ในช่วงดำรงตำแหน่ง เขายังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการส่งกำลังพลกองกำลังพิทักษ์ชาติไปประจำการในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ตามนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ และเคยทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และวัตถุระเบิด หรือ ATF ด้วย.

ที่มา Reuters / BBC

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

1 ก.ย. 2569 11:44 น.

ตร.เกาะเชจู ยอมรับเร่งรีบปิดคดีคนหายก่อนเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงคดีค้างที่จะทำให้ต้องรับผิดชอบเพิ่ม

ตำรวจเกาะเชจูเผย เจ้าหน้าที่ที่ถูกจับฐานปิดคดีคนหายโดยมิชอบ อ้างต้องการลดภาระงาน เพราะหากคดีค้างอยู่จะมีงานต้องรับผิดชอบเพิ่ม ขณะที่พบผู้สูญหายเสียชีวิต 2 ราย

วันที่ 1 กันยายน 2569 ตำรวจเกาะเชจูของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยศสิบตำรวจโท ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาปิดคดีคนหายโดยมิชอบ ยอมรับว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจปิดคดีก่อนเวลา เพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาระงานที่เพิ่มขึ้น โดยตัดสินใจปิดคดีโดยมิชอบเพื่อไม่ต้องรับภาระในการส่งต่อคดี เพราะหากคดียังคงเปิดอยู่จะมีขั้นตอนและงานที่ต้องดำเนินการอีกจำนวนมาก

ตำรวจจังหวัดเชจูระบุว่า เจ้าหน้าที่คนนี้ให้เหตุผลว่าเกิดความประมาทเลินเล่อ เนื่องจากมองว่าผู้สูญหายเป็นเพียงผู้ใหญ่ทั่วไป ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งตัวให้พนักงานอัยการดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปลอมแปลงเอกสาร

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาว่าปิดคดีหญิงสูญหายในเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงลบข้อมูลของเธอออกจากระบบประวัติบุคคลสูญหายของตำรวจ ก่อนพบศพของเธอบนเกาะเชจูเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่าเจ้าหน้าที่คนเดียวกันเคยปิดคดีผู้สูญหายอีกรายก่อนเวลาในเดือนกรกฎาคม โดยผู้สูญหายเป็นชายวัย 60 ปี และพบศพเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม

ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับตำรวจว่าได้ติดต่อผู้สูญหายแล้ว แต่ภายหลังยอมรับว่าโกหก เมื่อมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปิดคดี โดยคดีนี้นำไปสู่การตรวจสอบระบบติดตามผู้สูญหายของตำรวจเกาหลีใต้ หลังเกิดข้อกังวลว่าการปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้สูญหายอย่างเหมาะสม อาจทำให้การค้นหาล่าช้าและส่งผลร้ายแรงต่อผู้สูญหาย.

ที่มา Yonhap