ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

26 ก.พ. 2569 15:10 น.

ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก 8 เดือน บิดานักเคลื่อนไหว เซ่นกฎหมายความมั่นคง มาตรา 23

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุกบิดาวัย 69 ปี ของ “แอนนา กว็อก” นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ เป็นเวลา 8 เดือน ฐานพยายามถอนเงินประกันให้ลูกสาว ถือเป็นกรณีแรกที่มีการลงโทษสมาชิกครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่มีหมายจับในต่างประเทศ ภายใต้มาตรา 23 ของกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ 

ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ให้จำคุกนายกว็อก ยินซาง  วัย 69 ปี เป็นเวลา 8 เดือน ในข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบุคคลในครอบครัวของนักเคลื่อนไหวที่ทางการฮ่องกงต้องการตัวและพำนักอยู่ในต่างประเทศ

นายกว็อก ยินซาง ถูกกล่าวหาว่าพยายามจัดการทรัพย์สินทางการเงินของ “แอนนา กว็อก” ลูกสาวของเขาซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2020 โดยเขาถูกตัดสินความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคง มาตรา 23  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขยายขอบเขตจากกฎหมายความมั่นคงฉบับที่รัฐบาลจีนเป็นผู้บังคับใช้

อัยการระบุว่านายกว็อกได้พยายามถอนเงินประมาณ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.41 แสนบาท) จากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เขาซื้อให้ลูกสาวไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แม้ฝ่ายจำเลยจะโต้แย้งว่ากรมธรรม์ดังกล่าวยังเป็นชื่อของบิดาและถือเป็นทรัพย์สินของเขา แต่อัยการแย้งว่าเมื่อแอนนาบรรลุนิติภาวะ กรมธรรม์จะกลายเป็นของเธอโดยอัตโนมัติ

เจิ้ง หลิมฉี รักษาการหัวหน้าผู้พิพากษา ระบุว่าแม้จำเลยจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธข้อครหาที่ว่าการตัดสินครั้งนี้คือการลงโทษแบบเหมารวมต่อครอบครัวนักเคลื่อนไหว หรือการที่นายกว็อกถูกพุ่งเป้าเพียงเพราะเป็นญาติ

ด้านแอนนา กว็อก วัย 29 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม Hong Kong Democracy Council ในสหรัฐฯ เธอเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหว 34 คนที่ตำรวจความมั่นคงฮ่องกงต้องการตัวในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ โดยมีค่าหัวนำจับสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 3.96 ล้านบาท)

แอนนา กว็อก ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เธอไม่เคยควบคุมเรื่องประกันภัย พร้อมเสริมว่าคดีนี้เป็น “ความผิดติดตัวทางสายเลือด” และ “การกดขี่ข้ามชาติ” และกล่าวต่อว่า “การตัดสินลงโทษพ่อของฉันซึ่งอายุ 69 ปี โดยอ้างว่าการกระทำของเขาลดโอกาสที่ฉันจะกลับมาขึ้นศาลนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม มันเป็นเพียงเรื่องตลกทางกฎหมาย”

เธอกล่าวว่า “กรณีของพ่อฉันแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพทางการเมืองในฮ่องกงกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ และรัฐบาลฮ่องกงกำลังเรียนรู้วิธีการจากจีนในการปราบปรามการรณรงค์ใดๆ ก็ตามที่ชาวฮ่องกงกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำ”

ขณะที่ทางการและตำรวจฮ่องกงยืนยันกับสื่อว่า การดำเนินการครั้งนี้ “เป็นไปตามกฎหมาย” และระบุในแถลงการณ์ว่าการบังคับใช้กฎหมายต่อบุคคลใดก็ตามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจุดยืนทางการเมือง ภูมิหลัง หรืออาชีพ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องติดตามตัวผู้ต้องสงสัยที่กระทำผิดด้านความมั่นคง แม้ผู้นั้นจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ ทางการฮ่องกงประกาศว่าจะติดตามจับกุมนักเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามความมั่นคงของชาติ และได้ตั้งค่าหัวผู้ต้องหาไปแล้ว 34 คน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปราบปรามข้ามชาติ

ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมด้านความมั่นคงของชาติหลายคดีรวม 386 คน โดย 176 คนถูกตัดสินลงโทษแล้ว.

ที่มา AFP / BBC

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

26 ก.พ. 2569 13:12 น.

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

ตำรวจแอฟริกาใต้เข้าควบคุมตัวและสอบปากคำชาย 11 คนทันทีหลังเดินทางกลับถึงสนามบินเดอร์บัน หลังถูกล่อลวงด้วยค่าตอบแทนสูงให้ไปรบในฐานะทหารรับจ้างฝ่ายรัสเซียในสงครามยูเครน พบมีการขยายผลสอบสวนลูกสาวอดีตประธานาธิบดี “จาค็อบ ซูมา” ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัคร

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 ก.พ.) กลุ่มชาวแอฟริกาใต้จำนวน 11 คน ที่อ้างว่าถูกล่อลวงให้เข้าร่วมกองกำลังรัสเซียเพื่อสู้รบในสงครามยูเครน ได้เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติคิง ชากา ที่เมืองเดอร์บัน ท่ามกลางการอารักขาของเจ้าหน้าที่ที่นำตัวพวกเขาไปยังสถานีตำรวจในสนามบินเพื่อสอบปากคำถึงเบื้องหลังการไปปรากฏตัวในพื้นที่แนวหน้าของสงคราม

รายงานระบุว่า หนึ่งในชายกลุ่มนี้ต้องนั่งรถเข็นออกจากเครื่องบิน ขณะที่คนอื่นๆ สะพายกระเป๋าสัมภาระที่มีลักษณะคล้ายกระเป๋าทางทหาร การกลับมาครั้งนี้ทำให้ยอดรวมพลเมืองแอฟริกาใต้ที่ได้รับความช่วยเหลือกลับประเทศเพิ่มเป็น 15 ราย โดยยังมีอีก 2 รายที่ยังติดค้างอยู่ในรัสเซีย ซึ่งประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เปิดเผยว่าหนึ่งในนั้นยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนอีกรายกำลังอยู่ระหว่างรอเอกสารการเดินทางให้เรียบร้อย

โฆษกตำรวจระบุว่า ได้มีการเปิดฉากสอบสวนในคดีนี้ เนื่องจากกฎหมายของแอฟริกาใต้สั่งห้ามพลเมืองเข้าร่วมในความขัดแย้งของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนบุคคลอย่างน้อย 5 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสมัครชายกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงนางดูดูซิเล ซูมา-ซัมบุดลา บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา

แม้เธอจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ล่าสุดเธอได้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาแล้วหลังถูกพาดพิง มีรายงานว่าชายบางส่วนในกลุ่มนี้เป็นสมาชิกในครอบครัวของซูมาที่ถูกนางดูดูซิเลรับสมัครโดยตรง ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำหนดจะขึ้นศาลในเดือนเมษายนนี้ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์คนไปรบ

รัฐบาลแอฟริกาใต้ระบุว่า ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากชายกลุ่มนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยระบุว่าพวกเขาติดอยู่ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบรุนแรง ชายกลุ่มนี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี อ้างว่าพวกเขาหลงเชื่อทำสัญญาจ้างงานที่อ้างว่ามีค่าตอบแทนสูง ก่อนจะพบว่าถูกส่งตัวไปเป็นทหารรับจ้าง

กรณีที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้มีความสอดคล้องกับรายงานการรับสมัครชายชาวแอฟริกันไปรบในยูเครนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยรายงานข่าวกรองที่เสนอต่อรัฐสภาเคนยาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่ามีชาวเคนยามากกว่า 1,000 คนที่ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้เช่นเดียวกัน.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา "จิมมี่ ไหล" ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

26 ก.พ. 2569 12:12 น.

ศาลฮ่องกงกลับคำพิพากษา “จิมมี่ ไหล” ชนะอุทธรณ์คดีฉ้อโกง แต่ยังต้องติดคุกอีก 20 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงกลับคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงการเช่าที่ดินสำนักงาน ของ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย หลังถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีไปเมื่อปี 2022 อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้แทบไม่ส่งผลต่ออิสรภาพของเขา เนื่องจากเขายังต้องจำคุก 20 ปี ในคดีความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางความกังวลเรื่องสุขภาพที่ทรุดโทรมลงอย่างหนักในวัย 78 ปี

ศาลอุทธรณ์ฮ่องกงได้มีคำพิพากษากลับตัดสินในข้อหาฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานของนายจิมมี่ ไหล มหาเศรษฐีสื่อผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และจำเลยร่วมอีกหนึ่งคน ซึ่งเดิมเขาถูกตัดสินจำคุกเกือบ 6 ปีในคดีนี้เมื่อปี 2022

คดีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ “แอปเปิล เดลี” โดยอัยการกล่าวหาว่านายไหลละเมิดเงื่อนไขการเช่าที่ดินของรัฐ ด้วยการอนุญาตให้บริษัทที่ปรึกษาส่วนตัวของเขาเข้ามาใช้พื้นที่สำนักงานที่แอปเปิล เดลี เช่าอยู่ ซึ่งในคดีเดียวกันนี้ นายหว่อง ไหว่-เกียง อดีตผู้บริหารในเครือเน็กซ์ ดิจิทัล ก็ได้รับการยกฟ้องด้วยเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ถูกตัดสินจำคุก 21 เดือน

แม้จะชนะคดีฉ้อโกง แต่นายจิมมี่ ไหล ในวัย 78 ปี จะยังคงต้องถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป เนื่องจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เขาเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่บังคับใช้โดยรัฐบาลจีน

เคลาน์ฟีออน กัลลาเกอร์ หัวหน้าทีมกฎหมายระหว่างประเทศของนายไหล ระบุว่าคำตัดสินในวันนี้ “ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย” และเตือนว่านายไหลมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในเรือนจำเนื่องจากปัญหาสุขภาพ “ไม่ควรมีใครถูกหลอกให้เชื่อว่าชัยชนะในชั้นอุทธรณ์ครั้งนี้ หมายความว่าระบบของฮ่องกงยังคงมีความยุติธรรมหรือทำงานอย่างเที่ยงธรรม” 

จิมมี่ ไหล ซึ่งถือสัญชาติอังกฤษ เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2020 หลังจากหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ถูกสั่งปิดถาวร ซึ่งบรรดานักวิจารณ์มองว่าการดำเนินคดีต่อเขาคือหลักฐานของการถดถอยของสิทธิเสรีภาพในฮ่องกง

รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ออกมากล่าวหาว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกนำมาใช้เพื่อ “ปิดปาก” นักเคลื่อนไหว ขณะที่ทางการจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและไม่ได้ทำลายสิทธิปกครองตนเอง

นอกจากเรื่องคดีความ ครอบครัวของนายไหลยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสุขภาพที่ย่ำแย่ลง โดยบุตรสาวของเขาเปิดเผยว่า ฟันของเขาเริ่มผุและเล็บมือหลุดออกมาบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยืนยันว่านายไหลยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

กลุ่มผู้สนับสนุนมองว่า ชัยชนะทางกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงความยุติธรรมที่มาล่าช้าเกินไป โดยหนึ่งในผู้ติดตามคดีกล่าวว่า “ต่อให้เขาได้รับการปล่อยตัวตอนอายุ 96 แทนที่จะเป็น 98 มันก็แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยสำหรับคนในวัยนี้”.

ที่มา BBC

“ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

"ฮุน มาเนต" ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

26 ก.พ. 2569 11:35 น.

“ฮุน มาเนต” ยอมรับแก๊งสแกมเมอร์ทำลายเศรษฐกิจประเทศ ปฏิเสธกัมพูชาเอี่ยวผลประโยชน์

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว AFP ยอมรับเครือข่ายการหลอกลวงออนไลน์หรือ “เศรษฐกิจสีดำ” คือตัวการทำลายภาพลักษณ์ประเทศ กระทบการท่องเที่ยวและการลงทุนอย่างหนัก ยันเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่องพร้อมส่งตัว “เจ้าพ่ออาณาจักรไซเบอร์” อดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดให้ทางการจีนดำเนินคดี ปฏิเสธข้อหาจีดีพีกัมพูชาพึ่งพาเงินสีเทา

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียงในระดับสากล พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้

“เครือข่ายต้มตุ๋น หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจสีดำ กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันสร้างชื่อเสียงที่ไม่ดีให้กับกัมพูชา” ฮุน มาเนต กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษ โดยเขาย้ำว่านี่คือเหตุผลหลักที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “กวาดล้าง” ขบวนการเหล่านี้ให้หมดไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่ามีผู้คนราว 100,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ และรายงานจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ในปี 2024 ระบุว่ารายได้จากอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชาอาจสูงถึง 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 388,500 ล้านบาท) หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ แต่นายกฯ ฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้พึ่งพาเงินเหล่านี้

ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า “หลายคนบอกว่าจีดีพีของกัมพูชาพึ่งพาการต้มตุ๋น ซึ่งมันไม่จริง เราพึ่งพาเศรษฐกิจพื้นฐานทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว การผลิต และอุตสาหกรรมอื่นๆ” พร้อมยอมรับว่าแม้ธุรกิจเหล่านี้อาจมีการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หรือการจ้างงานทางอ้อมบ้าง แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าสู่กระเป๋าของรัฐบาล

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการจับกุมและส่งตัว นายเฉิน จื้อ นักธุรกิจมหาเศรษฐีเชื้อสายจีนเจ้าของอาณาจักร Prince Group ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของทั้งนายฮุน มาเนต และอดีตนายกฯ ฮุน เซน ให้กับทางการจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกทางการสหรัฐฯ ฟ้องร้องฐานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่แฝงมาในคราบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาชีพที่ถูกกฎหมาย

ฮุน มาเนต เผยว่า ในขณะนั้นรัฐบาล “ไม่ทราบเลยว่าเขาคือตัวการใหญ่” เนื่องจากการตรวจสอบประวัติในขณะนั้นไม่พบความผิดปกติใดๆ และบริษัทของเขาก็มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษด้วย

“ก่อนจะมีข้อกล่าวหาปรากฏขึ้น สำหรับพนมเปญ เขาเป็นเพียงนักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กิจกรรมอื่นๆ (ที่ผิดกฎหมาย) เราไม่รู้เรื่องเลย” ฮุน มาเนต กล่าวเสริมว่ารัฐบาลสั่งดำเนินการทันทีเมื่อทราบเบาะแสความผิด

ส่วนประเด็นที่กัมพูชาเลือกส่งตัวนายเฉิน จื้อ ให้กับจีนแทนที่จะเป็นสหรัฐฯ นายกฯ ฮุน มาเนต อธิบายว่า เป็นเพราะตรวจพบว่านายเฉิน จื้อ ใช้เอกสารปลอมในการขอสัญชาติกัมพูชา จึงได้มีการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาของเขาออกไป ส่งผลให้เขามีเพียง “สัญชาติจีน” เท่านั้น ทางการกัมพูชาจึงจำเป็นต้องส่งตัวเขากลับไปยังประเทศบ้านเกิดตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เครือข่ายต้มตุ๋นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ขยายวงกว้างจากการหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน ไปสู่เหยื่อทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scams) และการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีปลอม โดยใช้แรงงานทาสที่ถูกหลอกมาทำงานภายใต้การทารุณกรรม ซึ่งฮุน มาเนต ยืนยันว่ากัมพูชาจะยังคงร่วมมือกับนานาชาติเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา AFP

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

26 ก.พ. 2569 11:22 น.

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง (El Niño Costero) จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพื้นที่ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำอเมซอน เกือบครึ่งหนึ่งของเขตการปกครองทั้งประเทศ

โดยคำสั่งนี้ลงนามโดยประธานาธิบดีรักษาการโฮเซ่ มาเรีย บาลคาซาร์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีเป้าหมายเร่งจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาค เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งสะพาน ถนน ระบบน้ำ และไฟฟ้า พร้อมคุ้มครองชีวิตและสุขภาพประชาชน

ด้านกระทรวงคมนาคมเปรูระบุว่า ถนนทั่วประเทศเสียหายแล้วราว 931 กิโลเมตร โดยเฉพาะใน 4 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนัก เส้นทางเหล่านี้รองรับประชาชนกว่า 500,000 คนต่อสัปดาห์

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตั้งแต่เดือนธันวาคมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 68 ศพ รายล่าสุดรวมถึงพ่อและลูกชายที่ถูกดินถล่มพัดหายในแคว้นอาเรกีปา และตำรวจนายหนึ่งในกรุงลิมาที่จมน้ำในแม่น้ำรีมัก ขณะพยายามช่วยสุนัขที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว.

ที่มา AP 

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

26 ก.พ. 2569 10:45 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมารุกหนัก ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มตลาดในรัฐยะไข่ พลเรือนดับ 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ ขณะที่สถานการณ์สู้รบหนักหน่วงเพื่อช่วงชิง 14 เมือง จากทั้งหมด 17 เมืองกลับคืน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าวอิสระวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินบรรทุกระเบิดไปโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์อาระกัน หรือ เอเอ ในเมืองพอนนาจุน รัฐยะไข่ แต่กลับไปทิ้งระเบิดลงกลางตลาด ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 18 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 ศพ อายุระหว่าง 6-15 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กอายุ 4-7 ปี จำนวน 3 คน

โดยกลุ่มเอเอ และสมาคมเยาวชนพอนนาจุน หรือพีวายเอ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบได้ทิ้งระเบิด 300 ปอนด์ จำนวน 2 ลูกลงที่ตลาดของหมู่บ้านยออู เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.  

นายโก เพียว เนียง ประธานกลุ่มพีวายเอ เปิดเผยว่า ระบอบเผด็จการได้พุ่งเป้าสังหารพลเรือน เพราะไม่เคยรู้รบชนะเลย พร้อมขอประณามการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติแบบนี้ 

สถานการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมาตึงเครียดหนัก หลังรัฐบาลทหารเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสูญเสียพื้นที่ 14 จาก 17 เมืองให้กับกองทัพชาติพันธุ์อาระกัน  

ทางด้านนายอู ไว ฮุน อ่อง นักเขียนชาวยะไข่ซึ่งจัดระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย เปิดเผยว่า เมื่อเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าบ้านเรือนรอบตลาดอย่างน้อย 13 หลังถูกทำลาย และอีกหลายหลังได้รับความเสียหายหนัก

ขณะเดียวกันกองทัพอาระกัน ระบุว่า เกือบตลอดปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 3 มกราคม ถึง 28 พฤศจิกายน รัฐบาลทหารได้โจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนในรัฐยะไข่ถึง 92 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 192 ศพ และบาดเจ็บกว่า 500 ราย ส่วนระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม ถึง 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนทั่วประเทศอย่างน้อย 15 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 71 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ทั้งนี้ รัฐยะไข่เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลในเขตมรัคอู ถูกโจมตี คร่าชีวิตคนไข้ ญาติ และเจ้าหน้าที่รวม 33 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงน่าวิตก ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความสูญเสียท่ามกลางการสู้รบที่ยืดเยื้อ.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

26 ก.พ. 2569 10:23 น.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

กระแสไวรัล “พันช์คุง” ลูกลิงน้อยขวัญใจโซเชียล จุดชนวนดราม่าร้อนแรง เมื่อองค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับโลกอย่าง PETA ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของลูกลิงในสวนสัตว์ญี่ปุ่นอย่างเผ็ดร้อน

องค์กรพิทักษ์สัตว์ พีต้า (PETA) ออกแถลงการณ์วิจารณ์สวนสัตว์อิชิกาวะของญี่ปุ่น จากกรณี ที่ได้เห็นพันช์คุง ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคอนกรีต ไม่ใช้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในกรงขัง พร้อมย้ำว่าสวนสัตว์ไม่ใช่สถานพักพิง แต่เป็นสถานที่กักขังสัตว์ ทำให้พวกมันถูกจำกัดอิสรภาพ และถูกพรากจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและชีวิตทางสังคมที่ควรมี

โดยกรณีของพันช์คุง พีต้ามองว่านี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความเครียด ความโดดเดี่ยว และการสูญเสียของลูกลิงหิมะ ซึ่งตามธรรมชาติควรเติบโตในฝูงครอบครัวที่เหนียวแน่น เรียนรู้ทักษะทางสังคม และใช้ชีวิตในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่หาความสบายใจจากตุ๊กตาในพื้นที่ปิดทึบ

พีต้ายังยกตัวอย่างกรณี “หมูเด้ง” ฮิปโปโปเตมัสแคระที่เคยเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ซึ่งกระแสความสนใจจากสาธารณชนลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตัวสัตว์ยังคงต้องใช้ชีวิตในกรงต่อไปตลอดชีวิต

องค์กรระบุว่าชื่อเสียงในโลกออนไลน์ไม่ได้เปลี่ยนความจริงของการถูกกักขัง และยังอาจยิ่งกระตุ้นให้สถานที่เลี้ยงสัตว์เพาะพันธุ์ลูกสัตว์ออกมาโชว์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มยอดขายบัตรเข้าชม ขณะที่สัตว์ต้องรับภาระผลกระทบระยะยาว

ในแถลงการณ์พีต้าได้เรียกร้องให้สวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ดำเนินการย้ายพันช์คุงไปยังสถานพักพิงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง เป็นธรรมชาติมากกว่า มีความเป็นส่วนตัว และเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับสายพันธุ์

องค์กรย้ำว่า ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติต่อสัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ในฐานะ “สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว” เรื่องราวเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า.

ที่มา : PETA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พันช์คุง

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

"คิม จองอึน" ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

26 ก.พ. 2569 09:19 น.

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือเปิดช่องฟื้นสัมพันธ์สหรัฐฯ พร้อมเจรจาหากเลิกนโยบายเป็นศัตรู แต่ย้ำเกาหลีใต้เป็น ศัตรูถาวร พร้อมเดินหน้าพัฒนาด้านนิวเคลียร์ต่อ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระบุว่า เกาหลีเหนือไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่อยู่ร่วมกับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ยอมเคารพสถานะของเกาหลีเหนือและยุตินโยบายเป็นปรปักษ์ต่อกัน

คำกล่าวของผู้นำเกาหลีเหนือมีขึ้นระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายในที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายคิมระบุว่า ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ–สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ เป็นหลัก พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังคงจุดยืนเผชิญหน้าก็จะได้รับการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ 

ขณะที่ถ้อยแถลงนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสำหรับการเจรจากับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอาจเป็นโอกาสฟื้นการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า ท่าทีล่าสุดสะท้อนยุทธศาสตร์สองทางของเกาหลีเหนือ ที่เปิดช่องต่อรองกับสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันิก็เดินหน้ากดดันเกาหลีใต้ควบคู่ไปกับการเสริมกำลังทางทหาร.

ที่มา Yonhab

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

26 ก.พ. 2569 08:52 น.

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

เกิดเหตุสุดช็อกที่รัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงต่อหน้าต่อตาผู้ใช้ถนน สร้างความแตกตื่นไปทั่วบริเวณ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริเวณสี่แยกในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาของสหรัฐฯ  เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนขับรถทั้งสองรายสามารถปีนออกจากตัวรถและออกจากหลุมยุบได้ด้วยตนเอง ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงที่เกิดเหตุ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถลากนำรถทั้งสองคันขึ้นจากหลุม พร้อมเริ่มรื้อแผ่นคอนกรีตบริเวณปากหลุมเพื่อตรวจสอบความเสียหายและประเมินความมั่นคงของโครงสร้างถนน ขณะเดียวกันทางการเตือนว่าถนนช่วงดังกล่าวอาจต้องปิดการจราจรเป็นเวลาหลายวันเพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมเตือนผู้ขับขี่ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่หลุมยุบจะขยายตัวเพิ่ม หากโครงสร้างใต้ดินยังไม่มั่นคง โดยจะประเมินความปลอดภัยก่อนเปิดถนนอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาอธิบายว่า หลุมยุบ มักเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินที่ชะล้างชั้นดินหรือหินปูนด้านล่าง จนเกิดโพรงขนาดใหญ่ เมื่อพื้นผิวด้านบนรับน้ำหนักไม่ไหวจึงทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักหรือท่อสาธารณูปโภคใต้ดินแตกรั่ว ก็อาจเร่งให้เกิดการยุบตัวได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองของสหรัฐฯ ที่มีระบบท่อเก่าและเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะให้เมืองต่าง ๆ เร่งตรวจสอบโครงสร้างใต้ดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรงในอนาคต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

26 ก.พ. 2569 05:46 น.

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

คิวบาอ้างว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปะทะกับคนบนเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลคิวบาเปิดเผยว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปืนเข้าใส่เรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่ง ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า เรือที่จดทะเบียนในรัฐฟลอริดา หมายเลขทะเบียน FL7726SH ถูกตรวจพบใกล้กับเกาะ กาโย ฟัลโกเนส ของจังหวัดบียากลารา ตอนกลางของประเทศ เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา

เมื่อเรือของคิวบาที่มีเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง 5 นายพยายามเข้าประชิดเรือลำดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ คนบนเรือสปีดโบ๊ทกลับเปิดฉากยิง จนทำให้ผู้บัญชาการของฝ่ายคิวบาได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เจ้าหน้าที่คิวบาจึงเปิดฉากยิงตอบโต้ จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 6 รายดังกล่าว

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายและส่งตัวไปรับความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้ว โดยที่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้โดยสารบนเรือสปีดโบ๊ทเป็นใคร รวมถึงจุดประสงค์ที่เรือลำนี้เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อไขข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ด้าน นายคาร์ลอส กิเมเนซ สมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองไมอามี กล่าวว่าเขาจะเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์นี้ ซึ่งเขากล่าวหาว่าเป็นการ “สังหารหมู่” และย้ำว่า ทางการสหรัฐฯ “ต้องระบุให้ได้ว่ามีเหยื่อรายใดที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ที่พำนักในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบา โดยในขณะนี้ คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขัดขวางการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของคิวบามาอย่างยาวนาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc