“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

6 เม.ย. 2569 11:19 น.

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด ช่วยค่าไฟฟ้าผู้มีรายได้น้อย 200 หน่วยแรก

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว

บทความโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง

1. ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก

เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”

มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า

  • ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย 
  • ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส: กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน
  • สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส: เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง
  • จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management): ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต
  • จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า  
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์

  • สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management): สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง
  • แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง: เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า
  • อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก: อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ
  • ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ “คนละครึ่ง”: นำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร
  • ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH): ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6

2. ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า

  • ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel): ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน
  • บูรณาการแผนพลังงาน: เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ          
  • ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม solar rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า  
  • เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform): เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)  
  • ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น: สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต
  • สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR): สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม  
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน

การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์

  • อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6: ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี
  • อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร: สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์
  • ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า: ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า  
  • สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport): วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ: กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์

บทสรุป

ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก  

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม  

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

6 เม.ย. 2569 11:10 น.

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นักลงทุนต่างจับตามองสถานการณ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นในเอเชียที่เปิดทำการส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

โดยดัชนี นิกเคอิ 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 1.1% ปิดที่ 53,692.42 จุดในช่วงเช้า ขณะที่ คอสปี ของเกาหลีใต้ขึ้น 1.5% ปิดที่ 5,460.24 จุด ขณะที่การซื้อขายในออสเตรเลียปิดทำการเนื่องในวันอีสเตอร์ ส่วนการซื้อขายในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ปิดเนื่องในวันหยุดเทศกาลจีน

ทั้งนี้ ทั่วโลกต่างจับตา เส้นตายของทรัมป์ในวันอังคารนี้ซึ่งใกล้เข้ามา ที่ให้ อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีความกังวลว่าอาจเกิดการยกระดับความรุนแรงของสงครามหลังจากนั้น ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่อิหร่านเพิ่มเติม ท่ามกลางการทิ้งระเบิดในภูมิภาค ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือทหารนักบิน 2 นายที่เครื่องบินขับไล่ของพวกเขาถูกยิงตกโดยอิหร่าน

จุดที่นักลงทุนให้ความสนใจยังคงเป็น ราคาน้ำมัน ที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 38 เซนต์ มาอยู่ที่ 111.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ เพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 110.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดพลังงานปิดทำการในวันศุกร์ แต่ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงจากความกังวลว่า สงครามอิหร่าน อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้

แม้ว่าสหรัฐฯ จะนำเข้าน้ำมันจากช่องแคบเปอร์เซียในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ราคาน้ำมันเป็นสินค้าในตลาดโลก และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากร เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ยังคงพึ่งพาการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก

เจย์ วูดส์ นักวิเคราะห์จาก Freedom Capital Markets ใน นิวยอร์ก กล่าวถึงสถานการณ์ในตอนนี้ว่า “เมื่อเริ่มต้นสัปดาห์การซื้อขายเต็มรูปแบบของเดือนเมษายน คำว่าความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เด่นชัด ในปีที่แล้วเรากังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากภาษีวันปลดปล่อย แต่ปีนี้คือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันศุกร์ที่ผ่านมา และจะเปิดทำการในวันจันทร์ ส่วนตลาดบางแห่งในยุโรปก็ไม่ได้ทำการซื้อขายในวันศุกร์เช่นกัน

ในตลาดสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 159.65 เยน จาก 159.63 เยน ในขณะที่ค่าเงินยูโรลดลงเหลือ 1.1509 ดอลลาร์ จาก 1.1517 ดอลลาร์.

ที่มา : AP

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

6 เม.ย. 2569 11:06 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ พร้อมสมาชิกราชวงศ์ เสด็จร่วมพิธีอีสเตอร์ที่พระราชวังวินด์เซอร์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เสด็จร่วมประกอบพิธีอีสเตอร์ ที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ในพระราชวังวินด์เซอร์ โดยเจ้าหญิงแห่งเวลส์ปรากฏพระองค์ครั้งแรกหลังการประชวร

วันที่ 5 เมษายน 2569 กษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 พร้อมด้วย พระราินีคามิลา และสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เสด็จเข้าร่วมพิธีอีสเตอร์ จัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ภายในพระราชวังวินด์เซอร์ โดยพิธีครั้งนี้มีสมาชิกพระราชวงศ์เข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า รวมถึงดยุกแห่งเวลสื เจ้าชายวิลเลียม ์มกุฎราชกุมาร และเจ้าหญิงแคเธอรีน แห่งเวลส์ พร้อมพระโอรสและพระธิดา

การปรากฏพระองค์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระองค์เข้าร่วมพิธีอีสเตอร์ประจำปี หลังจากเปิดเผยการวินิจฉัยโรคมะเร็งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ พิธีจัดขึ้นที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์อังกฤษ อย่างไรก็ตามเจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงยูจีน ไม่ได้เข้าร่วมพิธีในปีนี้ โดยไม่มีการเปิดเผยเหตุผลเพิ่มเติม.

ที่มา AFP

“โป๊ปเลโอที่ 14” ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

"โป๊ปเลโอที่ 14" ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

6 เม.ย. 2569 11:04 น.

“โป๊ปเลโอที่ 14” ประทานพรวันอีสเตอร์ครั้งแรก เรียกร้องผู้นำโลกวางอาวุธ

คริสตศาสนิกชนนับหมื่นหลั่งไหลสู่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ รับฟังพระดำรัสวันอีสเตอร์ครั้งแรกของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ที่ทรงเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเลือกเส้นทางสันติภาพ แทนการทำสงครามที่กัดกินโลก 

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาเนื่องในวันอีสเตอร์เป็นครั้งแรกในฐานะประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ท่ามกลางบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิบานสะพรั่ง และคริสตศาสนิกชนกว่า 50,000 คนที่มารวมตัวกัน ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์

ในการประทานพร “Urbi et Orbi” หรือการประทานพรแก่โรมและโลกจากระเบียงมหาวิหาร พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงข้อความแห่งความหวังและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู โดยทรงมีพระดำรัสวิงวอนอย่างกินใจถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองว่า “ในวันแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ขอให้เราละทิ้งความปรารถนาในความขัดแย้ง การครอบงำ และอำนาจ ขอให้ผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือวางมันลง และขอให้ผู้ที่มีอำนาจในการจุดชนวนสงคราม จงเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ”

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระดับโลก ทั้งสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง และวิกฤตในยูเครน โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงแสดงความเป็นห่วงว่ามนุษยย์กำลังตกอยู่ในภาวะ “เมินเฉย” ต่อความสูญเสีย

“เรากำลังคุ้นชินกับความรุนแรง ยอมจำนนต่อมัน และกลายเป็นผู้ที่เพิกเฉยต่อความตายของผู้คนนับพัน” พระองค์ทรงระบุ พร้อมชี้ว่าความตายแฝงตัวอยู่ในการกดขี่ผู้ที่อ่อนแอที่สุด การบูชาผลกำไรที่ผลาญทรัพยากรโลก และความรุนแรงของสงคราม

พระสันตะปาปาเลโอยังทรงสร้างความประทับใจด้วยการรื้อฟื้นธรรมเนียมการกล่าวทักทายคริสตศาสนิกชนใน 10 ภาษา รวมถึงภาษาอาหรับและจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสผู้ล่วงลับเคยยุติไป นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงระลึกถึงโป๊ปฟรานซิสที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อวันอีสเตอร์ปีที่แล้ว โดยทรงยกคำสอนเรื่อง “ความกระหายในการฆ่าฟัน” มาเตือนสติผู้ศรัทธา

ตลอดช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมา โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจหลายอย่าง ทั้งการกลับมาใช้ธรรมเนียมล้างเท้าบาทหลวงในวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์ และการเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกในรอบกว่า 60 ปี ที่ทรงแบกไม้กางเขนด้วยพระองค์เองครบทั้ง 14 สถานีในวันศุกร์ประเสริฐ

ก่อนจบพิธี พระองค์ได้ประทับรถ “โป๊ปโมบิล” เคลื่อนผ่านฝูงชนที่ส่งเสียงเชียร์กึกก้องไปตามถนนที่มุ่งหน้าสู่แม่น้ำไทเบอร์ พร้อมประกาศนัดหมายคริสตศาสนิกชนอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายนนี้ เพื่อร่วมพิธีสวดภาวนาวิงวอนขอสันติภาพให้แก่โลก ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์.

ที่มา BBC

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

6 เม.ย. 2569 10:20 น.

ช็อก! เด็กน้อยถูกหมาป่ากัดมือที่สวนสัตว์สหรัฐฯ หลังแอบยื่นมือเข้ากรง

เกิดเหตุระทึกเด็กน้อยวัยหัดเดิน ยื่นมือเข้าไปในกรงหมาป่าที่สวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์คของสหรัฐฯ จนถูกหมาป่ากัดบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ย้ำผู้ปกครองต้องดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ อย่างใกล้ชิด

เกิดเหตุระทึกในสวนสัตว์ ZooAmerica North American Wildlife Park  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์ค ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ เมื่อเด็กน้อยวัยเตาะแตะรายหนึ่งแอบยื่นมือเข้าไปในกรงหมาป่า จนถูกหมาป่ากัดมือบาดเจ็บเล็กน้อย 

โดยตามรายงาน พบว่าเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง ทำให้เล่นซนคลานไปถึงรั้วเหล็กที่ล้อมกรงหมาป่าในเช้าวันเสาร์ และยื่นมือเข้าไป หมาป่าตัวหนึ่งจึงเข้ามางับมือเด็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าการกัดครั้งนี้เป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ ไม่ใช่ความก้าวร้าว

ด้านสวนสัตว์ชี้แจงว่า “ทางสวนสัตว์มีหลายชั้นของการป้องกัน ป้ายเตือนชัดเจน และสิ่งกีดขวางครบถ้วน เพื่อให้ผู้เข้าชมชมสัตว์ได้อย่างปลอดภัย แต่ผู้เข้าชมต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดและควบคุมเด็กอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา”

โดยมีรายงานว่า สวนสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สวนสนุกเฮอร์ชีย์พาร์คแห่งนี้ มีหมาป่าสีเทาอยู่ในความดูแล 3 ตัว

สวนสนุกแห่งนี้เคยเป็นข่าวฮือฮาเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว หลังเด็กชายหลงทางปีนขึ้นไปเดินบนเส้นทางโมโนเรลเหนือฝูงชน โชคดีที่นักท่องเที่ยวพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ จึงปีนขึ้นไปช่วย ก่อนจะส่งเด็กกลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย.

ที่มา : AP

ทีวีอิหร่านเผยแพร่ภาพซากเครื่องบินรบสหรัฐฯที่ถูกยิงตก ขณะที่สหรัฐฯช่วยนักบินสูญหายคนสุดท้ายได้แล้ว

ทีวีอิหร่านเผยแพร่ภาพซากเครื่องบินรบสหรัฐฯที่ถูกยิงตก ขณะที่สหรัฐฯช่วยนักบินสูญหายคนสุดท้ายได้แล้ว

6 เม.ย. 2569 10:03 น.

ทีวีอิหร่านเผยแพร่ภาพซากเครื่องบินรบสหรัฐฯที่ถูกยิงตก ขณะที่สหรัฐฯช่วยนักบินสูญหายคนสุดท้ายได้แล้ว

ทีวีอิหร่านเผยแพร่ภาพซากชิ้นส่วนเครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันช่วยนักบินสูญหายคนสุดท้ายได้อย่างปลอดภัยแล้ว

วันที่ 6 เมษายน 2569 สื่อโทรทัศน์ของอิหร่านเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอซากชิ้นส่วนเครื่องบินรบแบบขับไล่ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกพร้อมเฮลิคอปเตอร์อีก 2 ลำ ซึ่งเข้ามาปฏิบัติภารกิจกู้ภัย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากทางฝั่งอิหร่านนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากฝั่งสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ข่าวกรองในภูมิภาคซึ่งรับทราบภารกิจ เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า เครื่องบินขนส่งของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำถูกทำลายโดยกองทัพสหรัฐฯ เอง เนื่องจากเกิดความขัดข้องทางเทคนิค ทำให้ต้องส่งอากาศยานเพิ่มเติมเข้าปฏิบัติภารกิจกู้ภัย

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการช่วยเหลือมีอาการบาดเจ็บ แต่ปลอดภัย และยืนยันว่าปฏิบัติการกู้ภัยใช้เครื่องบินจำนวนมาก พร้อมติดตามตำแหน่งของนักบินล่วงหน้า

รายงานระบุว่า ภารกิจกู้ภัยเกิดขึ้นหลังเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐฯ ตกในอิหร่านเมื่อวันที่ 4 เมษายน โดยสหรัฐฯ สามารถช่วยลูกเรือได้ครบแล้ว 2 ราย ขณะที่อิหร่านก่อนหน้านี้ประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่พบตัวนักบินฝ่ายตรงข้าม.

ที่มา AFP

สนามบินอิตาลีจำกัดการใช้น้ำมันอากาศยาน หลังวิกฤตพลังงานโลกตึงตัว

สนามบินอิตาลีจำกัดการใช้น้ำมันอากาศยาน หลังวิกฤตพลังงานโลกตึงตัว

6 เม.ย. 2569 09:52 น.

สนามบินอิตาลีจำกัดการใช้น้ำมันอากาศยาน หลังวิกฤตพลังงานโลกตึงตัว

สื่อท้องถิ่นของอิตาลีรายงานมาตรการจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้เริ่มมีผลบังคับใช้ที่สนามบินโบโลญญา สนามบินมิลาน ลินาเต สนามบินเตรวิโซ และสนามบินเวนิสแล้ว หลังเผชิญวิกฤติพลังงาน

รายงานระบุว่า แอร์ บีพี สาขาอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดหาน้ำมันอากาศยานรายใหญ่ของโลก ได้ออกประกาศแจ้งเตือนไปยังสายการบิน (NOTAM) เพื่อแจ้งว่าจะมีการจัดสรรเชื้อเพลิงแบบจำกัดไปจนถึงวันที่ 9 เมษายน โดยจะให้ความสำคัญในการเติมเชื้อเพลิงแก่เที่ยวบินพยาบาลทางอากาศ เที่ยวบินของรัฐ และเที่ยวบินที่ใช้ระยะเวลาบินมากกว่า 3 ชั่วโมงเป็นลำดับแรก โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ที่สนามบินโบโลญญา สนามบินมิลาน ลินาเต สนามบินเตรวิโซ และสนามบินเวนิส

มาตรการนี้มีขึ้น หลังจากอิหร่านปิดกั้นการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20% ของโลก การดำเนินการดังกล่าวมีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานเป็นเวลาหลายเดือน

ด้านแดน ยอร์เกนเซน กรรมาธิการพลังงานของสหภาพยุโรป เตือนในสัปดาห์นี้ว่า การหยุดชะงักจากการปิดเส้นทางดังกล่าว อาจทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในอนาคตอันใกล้.

ที่มา : Euroweekly

บังกลาเทศรับมือวิกฤตพลังงาน รัฐลดเวลาเปิดทำการ-ปิดห้างเร็ว ประชาชนแห่เติมน้ำมัน

บังกลาเทศรับมือวิกฤตพลังงาน รัฐลดเวลาเปิดทำการ-ปิดห้างเร็ว ประชาชนแห่เติมน้ำมัน

6 เม.ย. 2569 09:24 น.

บังกลาเทศรับมือวิกฤตพลังงาน รัฐลดเวลาเปิดทำการ-ปิดห้างเร็ว ประชาชนแห่เติมน้ำมัน

บังกลาเทศเร่งหาทางรับมือวิกฤตพลังงานจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง รัฐสั่งลดชั่วโมงทำงาน ปิดห้างเร็ว ขณะประชาชนต่อคิวเติมน้ำมันยาวหลายชั่วโมง

ที่กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ รัฐบาลเริ่มบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อลดการใช้พลังงาน หลังเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดชั่วโมงทำงานของหน่วยงานรัฐ และสั่งให้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปิดให้บริการเร็วขึ้น

บรรยากาศที่ศูนย์กลางการบริหารของรัฐบาล มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทยอยเข้าประชุม ท่ามกลางมาตรการควบคุมการใช้พลังงาน ขณะที่รัฐบาลมีคำสั่งลดการใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและไฟฟ้าในหน่วยงานรัฐลง 30% พร้อมระงับการฝึกอบรมบางส่วน และชะลอการจัดซื้อยานพาหนะใหม่ ทั้งรถยนต์ เรือ และอากาศยาน

นอกจากนี้ ยังห้ามใช้ไฟประดับในงานเฉลิมฉลอง เพื่อลดภาระการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ

ในภาคประชาชน สถานการณ์พลังงานส่งผลกระทบอย่างชัดเจน โดยพบว่าปั๊มน้ำมันหลายแห่งในกรุงธากามีประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันเป็นจำนวนมาก บางรายต้องใช้เวลารอนานหลายชั่วโมง เนื่องจากน้ำมันมีจำกัดและกระจายไม่ทั่วถึง

ประชาชนรายหนึ่งระบุว่า ต้องขับรถตระเวนหาปั๊มน้ำมันหลายแห่ง ก่อนจะพบสถานีที่มีน้ำมันจำหน่าย และยังต้องรอคิวนานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีกหลายชั่วโมงกว่าจะได้เติม

ขณะเดียวกัน มาตรการปิดห้างเร็วก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประจำ ซึ่งมีเวลาจำกัดในการออกมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็น หลายร้านค้าจำเป็นต้องเร่งปิดบริการตามเวลาที่กำหนด ส่งผลให้บรรยากาศในศูนย์การค้าค่อนข้างเร่งรีบ และมีประชาชนทยอยออกจากพื้นที่ก่อนเวลาปกติ

ครูโรงเรียนรายหนึ่งสะท้อนว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะสร้างความลำบากในชีวิตประจำวัน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นปัญหาระดับโลก และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว

ทั้งนี้ บังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรกว่า 170 ล้านคน กำลังเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก และต้องการเงินสนับสนุนจากต่างประเทศราว 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการนำเข้าเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าถึง 95% ของความต้องการทั้งหมด.

ที่มา : AP

นักบินอวกาศ “Artemis 2” เตรียมเข้าสู่แรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ จ่อทำสถิติมนุษย์ที่อยู่ไกลโลกมากที่สุด

นักบินอวกาศ "Artemis 2" เตรียมเข้าสู่แรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ จ่อทำสถิติมนุษย์ที่อยู่ไกลโลกมากที่สุด

6 เม.ย. 2569 09:07 น.

นักบินอวกาศ “Artemis 2” เตรียมเข้าสู่แรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ จ่อทำสถิติมนุษย์ที่อยู่ไกลโลกมากที่สุด

นาซาเผย นักบินอวกาศ “Artemis 2” กำลังเตรียมเข้าสู่แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ในวันที่ 5 ของภารกิจ และเข้าใกล้การทำสถิติมนุษย์ที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุด

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ของสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดเผยความคืบหน้าภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis 2) ในวันที่ 5 ของภารกิจ ซึ่งนับเป็นช่วงสำคัญก่อนการบินอ้อมดวงจันทร์ โดยระบุว่า นักบินอวกาศทั้ง 4 คนกำลังเตรียมเข้าสู่ “ขอบเขตแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์” (lunar sphere of influence) ซึ่งข้อมูลล่าสุดระบุว่า ยาน โอไรออน (Orion) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 346,000 กิโลเมตร และห่างจากดวงจันทร์ราว 65,000 กิโลเมตร 

ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายล่าสุดจากภารกิจเผยให้เห็นแอ่งโอเรียนทาเล (Orientale basin) บนดวงจันทร์อย่างชัดเจน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นพื้นที่ทั้งหมดด้วยสายตาโดยตรง และนักบินอวกาศได้สังเกตพื้นผิวดวงจันทร์ในมุมมองที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน

นักวิทยาศาสตร์ของโครงการระบุว่า การบินอ้อมดวงจันทร์ รวมถึงการถ่ายภาพและสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในครั้งนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจข้อมูลใหม่เกี่ยวกับดวงจันทร์ และยานอวกาศ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เดินทางด้วยยานโอไรออน นอกจากนี้ นักบินอวกาศทั้ง 4 คนได้แก่ “รี้ด ไวส์แมน” “คริสตินา คอช” “วิคเตอร์ โกลเวอร์” และ “เจเรมี แฮนเซน” ยังได้ทดสอบชุดอวกาศฉุกเฉิน เพื่อประเมินความพร้อมในกรณีเกิดเหตุ อาทิน การสูญเสียความดันในห้องโดยสาร

นาซาระบุว่า หากภารกิจเป็นไปตามแผน นักบินอวกาศจะเดินทางไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ และอาจทำสถิติเป็นมนุษย์ที่เดินทางไกลจากโลกมากที่สุด ขณะเดียวกันข้อมูลจากภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญต่อการเตรียมภารกิจในอนาคต โดยเฉพาะ อาร์เทมิส 3 ในปี 2570 และ อาร์เทมิส 4 ในปี 2571 ซึ่งมีเป้าหมายส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้ง.

ที่มา AFP

เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

6 เม.ย. 2569 05:58 น.

เปิดภารกิจช่วยชีวิตนักบิน F-15 สหรัฐฯ หลังถูกยิงตกในอิหร่าน

สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือนักบินที่สูญหายคนสุดท้ายของเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ซึ่งถูกยิงตกทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.)

ตามรายงานของสำนักข่าว BBC ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันข่าวการช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเช้าวันอาทิตย์โดยระบุว่า “กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติหนึ่งในภารกิจค้นหาและกู้ภัยที่กล้าหาญที่สุดในประวัติศาสตร์” และเสริมว่า ตอนนี้นายทหารคนดังกล่าว “ปลอดภัยดีแล้ว!” แม้ว่าในโพสต์ต่อมา ทรัมป์จะระบุว่าเขา “ได้รับบาดเจ็บสาหัส” ก็ตาม

เจ้าหน้าที่อิหร่านอ้างว่า เครื่องบินรบลำนี้ถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของตน แต่พิกัดที่เครื่องตกนั้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยสื่อของอิหร่านได้ระบุถึงจังหวัดที่เป็นไปได้สองแห่ง คือ จังหวัดโคกิลูเยห์และบูเยอร์-อาห์มัด และ จังหวัดคูเซสถาน

อย่างไรก็ดี บนเครื่องบินลำดังกล่าวมีนักบินทั้งหมด 2 นาย และทั้งคู่ดีดตัวออกจากเครื่องได้สำเร็จ โดยหนึ่งในนั้นได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ส่วนอีกนายได้รับความช่วยเหลือในอีก 2 วันต่อมา

เจ้าหน้าที่คนนี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างไร?

นักบินคนแรกได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยมีรายงานว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเครื่องบินโจมตี A-10 Warthog เข้าร่วมด้วย แต่เครื่องลำนั้นก็ถูกยิงเหนือน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้นักบินต้องดีดตัวออกก่อนจะได้รับความช่วยเหลือในเวลาต่อมา

ส่วนนักบินรายที่ 2 สหรัฐฯ และอิหร่านต่างฝ่ายต่างแข่งขันกับเวลาเพื่อระบุตำแหน่งของเขา โดยทางการอิหร่านถึงกับตั้งรางวัลให้ใครก็ตามที่จับเป็นนักบินรายนี้

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการช่วยเหลือออกมาอย่างเป็นทางการ แต่บุคคลที่มีส่วนรู้เห็นในปฏิบัติการนี้อธิบายว่า มันคือภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ (CSAR) “ครั้งใหญ่” ในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน

สำนักข่าว CBS ซึ่งเป็นพันธมิตรของ BBC ในสหรัฐฯ รายงานว่า ทรัมป์ได้สั่งระงับปฏิบัติการอื่นๆ ในอิหร่านไว้ชั่วคราวเพื่อมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือ โดยส่งเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษหลายสิบนายเข้าร่วมในภารกิจนี้

“การจู่โจมในลักษณะนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ เพราะอันตรายต่อทั้ง ‘คนและยุทโธปกรณ์’ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้น!” ประธานาธิบดีระบุผ่านโซเชียลมีเดีย

ภารกิจ CSAR ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ซับซ้อนและแข่งกับเวลามากที่สุด โดยปกติภารกิจเหล่านี้มักดำเนินการโดยเฮลิคอปเตอร์ที่บินในระดับต่ำเหนือน่านฟ้าศัตรู พร้อมกับเครื่องบินทหารลำอื่นๆ ที่คอยทำการโจมตีและลาดตระเวนในพื้นที่

วิลเลียม ฟอลลอน พลเรือเอกเกษียณอายุของกองทัพเรือสหรัฐฯ บอกกับ BBC ว่า ช่วงเวลาของวันน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อภารกิจ “ความมืดเป็นเรื่องดีสำหรับคนของเรา เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตอนกลางคืน”

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า นักบินคนดังกล่าว ซึ่งมียศพันเอก “ติดอยู่หลังแนวรบข้าศึกท่ามกลางเทือกเขาอันตรายของอิหร่าน และกำลังถูกศัตรูตามล่า โดยขยับเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกชั่วโมง”

เศษชิ้นส่วนที่สื่ออิหร่านอ้างว่า มาจากเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก
เศษชิ้นส่วนที่สื่ออิหร่านอ้างว่า มาจากเครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตก

ไมกี เคย์ นักวิเคราะห์ทางการทหารและพิธีกรรายการ Security Brief ของ BBC News กล่าวว่า การดีดตัวออกจากเครื่องบินนั้นเป็น “กระบวนการที่รุนแรงมาก” และ “สามารถสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อร่างกายได้”

เคย์ระบุว่า ทันทีที่นักบินลงสู่พื้นดิน เขาน่าจะรีบเก็บร่มชูชีพและพรางมันไว้ทันที โดยเขาจะได้รับการฝึกฝนให้เปิดอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง (Beacon) เดินขึ้นสู่ที่สูง พรางตัว และพยายามติดต่อสื่อสารกับหน่วยเหนือ

เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลกับสื่อสหรัฐฯ ว่า ลูกเรือรายนี้ใช้เวลากว่า 24 ชั่วโมงอยู่ตามลำพัง โดยซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและเดินเท้าไต่ขึ้นไปบนสันเขาที่ความสูงถึง 7,000 ฟุต (ประมาณ 2,100 เมตร)

ทรัมป์ระบุเสริมว่า ตำแหน่งของนักบินถูกจับตาดู “ตลอด 24 ชั่วโมง” โดยเจ้าหน้าที่ที่กำลังวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือ และยืนยันว่า สหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินหลายสิบลำเข้าไปในอิหร่านเพื่อช่วยเหลือนักบินรายนี้ โดยภารกิจสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีความสูญเสียใดๆ

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เครื่องบินขนส่ง 2 ลำที่มีกำหนดจะพาทีมกู้ภัยบินออกไปนั้น ไม่สามารถทะยานขึ้นจากฐานทัพลับในอิหร่านได้ จึงถูกทำลายทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้ยุทโธปกรณ์ตกไปอยู่ในมือของศัตรู หลังจากนั้น หน่วยคอมมานโดจึงถอนตัวออกมาได้สำเร็จหลังจากมีการส่งเครื่องบินเสริมเข้าไปอีก 3 ลำ

สื่อสหรัฐฯ รายงานอีกว่า มีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งที่บรรทุกนักบินที่ได้รับความช่วยเหลือจากเครื่อง F-15E ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเล็ก ส่งผลให้ลูกเรือบนเครื่องได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวเครื่องสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

หลังจากที่นักบินได้รับการช่วยเหลือแล้ว เขาถูกส่งตัวไปยังประเทศคูเวตเพื่อรับการรักษาอาการบาดเจ็บ ตามรายงานของ CBS ที่อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ

เจนนิเฟอร์ คาวานาห์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ทางการทหารจากสถาบัน Defense Priorities บอกกับ BBC ว่า นักบินของเครื่องบินรบได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ เครื่องถูกยิงตก โดยพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการเอาชีวิตรอดและหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมเป็นอันดับแรก

“พวกเขาถูกฝึกมาให้… พยายามหนีออกจากจุดที่ดีดตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และรู้จักการพรางตัวเพื่อให้ตนเองปลอดภัย” คาวานาห์กล่าว และเสริมว่า พวกเขายังได้รับการฝึกเทคนิคการเอาตัวรอดเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้โดยไม่มีอาหารหรือน้ำ หรือรู้จักหาทรัพยากรจากสภาพภูมิประเทศในท้องถิ่น เพื่อประทังชีวิตให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc