วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

วิกฤต "ดีเซล" ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

4 เม.ย. 2569 22:56 น.

วิกฤต “ดีเซล” ทะลุ 50 บาท! กบน. ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท เซ่นพิษกองทุนน้ำมันติดลบหนัก

สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติครั้งสำคัญในการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาดีเซลทะลุแนวต้านสำคัญที่ 50.54 บาทต่อลิตร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

สาเหตุหลัก: ทำไมดีเซลถึงต้องขึ้นราคา?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน. ตัดสินใจปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงดังนี้ 

ความผันผวนของตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับวิกฤต

หนี้กองทุนน้ำมันฯ พุ่ง: ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับหนี้สะสมกว่า 50,000 ล้านบาท

รักษาสภาพคล่อง: การปรับขึ้นครั้งนี้จะช่วยลดรายจ่ายของกองทุนฯ ลงได้ประมาณ 212.03 ล้านบาทต่อวัน

สรุปราคาขายปลีกใหม่ (มีผล 5 เม.ย. 2569)

ประเภทน้ำมันราคาเดิม (บาท/ลิตร)ราคาใหม่ (บาท/ลิตร)ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น
ดีเซล B747.7450.54+ 2.80
ดีเซล B2042.7545.54+ 2.80

เปิดสถิติ: ดีเซลขึ้นมาแล้วกี่รอบ? มีนาคม – เมษายน 2569

หากย้อนดูข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากภาครัฐเริ่มลดการตรึงราคา จะพบว่าราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนี้

สรุปยอดการปรับขึ้นน้ำมันดีเซล

เดือนมีนาคม 2569: ปรับขึ้นรวม 5 ครั้ง รวมระยะทางราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 9.00 บาท

ต้นเดือนเมษายน 2569: ปรับขึ้นครั้งใหญ่ 2 ครั้ง (3.50 บาท และ 2.80 บาท)

Timeline การปรับราคาสู่จุดวิกฤต

ช่วงต้นเดือนมีนาคม: ราคาถูกตรึงไว้ที่ 29.94 บาท

ตลอดเดือนมีนาคม: มีการขยับขึ้นต่อเนื่อง 5 รอบ จนไปแตะที่ประมาณ 38.94 – 40.74 บาท ในช่วงสิ้นเดือน

3 เมษายน 2569: ปรับขึ้นแรง 3.50 บาท ดันราคาไปที่ 47.74 บาท

5 เมษายน 2569 (ล่าสุดตามภาพ): ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท ทะลุสู่ 50.54 บาท

ดีเซล ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วกว่า 20.60 บาทต่อลิตร ถือเป็นสถิติการปรับขึ้นที่รุนแรงที่สุดรอบหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เพื่อกอบกู้สถานะกองทุนน้ำมันที่กำลังเผชิญกับภาวะติดลบมหาศาล

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

4 เม.ย. 2569 22:49 น.

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงานในบังกลาเทศเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2024-2026 โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนี้ครับ


บังกลาเทศ สาเหตุหลักของวิกฤตพลังงาน

  • การพึ่งพาการนำเข้าสูง (Import Dependency): บังกลาเทศพึ่งพาพลังงานจากการนำเข้ากว่า 40-65% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมัน เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวน ประเทศจึงได้รับผลกระทบโดยตรง
  • การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ: วิกฤตทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Dollar Crisis) ทำให้รัฐบาลขาดสภาพคล่องในการจ่ายค่านำเข้าเชื้อเพลิงและจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง
  • ก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง: แหล่งก๊าซธรรมชาติในบังกลาเทศเองมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องหันไปนำเข้า LNG จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า

ผลกระทบจาก “สงครามอิหร่าน” ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดหรือสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อบังกลาเทศในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง:

  • เส้นทางการค้าช่องแคบฮอร์มุซ: ประมาณ 2 ใน 3 ของ LNG ที่บังกลาเทศนำเข้า (หลักๆ จากกาตาร์และโอมาน) ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงักจากสงคราม จะทำให้บังกลาเทศขาดแคลนก๊าซทันที
  • ราคาพลังงานพุ่งสูง: สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น (Energy Shock) บังกลาเทศที่งบประมาณจำกัดอยู่แล้วจึงไม่สามารถสู้ราคาเพื่อซื้อก๊าซในตลาดจร (Spot Market) ได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: เมื่อซัพพลายลดลง รัฐบาลต้องประกาศตัดไฟเป็นระยะ (Load-shedding) และควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าแบรนด์ดัง

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (Ready-Made Garments – RMG) ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 80% ของการส่งออกของประเทศ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด:

  • การผลิตหยุดชะงัก: โรงงานหลายแห่งเผชิญกับการตัดไฟบ่อยครั้งและแรงดันก๊าซที่ต่ำเกินไป ทำให้เครื่องจักรทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ มีข้อมูลระบุว่ากำลังการผลิตอาจลดลงถึง 30-50% ในบางช่วง
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: เพื่อให้ผลิตทันกำหนดส่ง โรงงานต้องใช้เครื่องปั่นไฟ (Generators) ที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซมาก ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลปรับขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดภาระการอุดหนุน
  • ความเชื่อมั่นของแบรนด์ระดับโลก: แบรนด์ดังระดับโลก (เช่น H&M, Zara, Adidas) ที่สั่งผลิตจากบังกลาเทศเริ่มกังวลเรื่องความล่าช้าในการส่งมอบ (Lead time) หากวิกฤตยืดเยื้อ แบรนด์เหล่านี้อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหรือโยกย้ายออเดอร์ไปยังประเทศอื่นที่มีพลังงานเสถียรกว่า เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย

รัฐบาลบังกลาเทศกำลังพยายามแก้ไขโดย

  1. ปรับโครงสร้างราคา: ขึ้นค่าไฟและก๊าซเพื่อลดภาระหนี้ภาครัฐ
  2. แสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่: พยายามทำสัญญาระยะยาวกับประเทศอื่นนอกเหนือจากโซนความขัดแย้ง และขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย
  3. ผลักดันพลังงานหมุนเวียน: แม้จะยังทำได้ช้า (ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2-4%) แต่เริ่มมีการรณรงค์ให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อช่วยประหยัดไฟในช่วงกลางวัน

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

4 เม.ย. 2569 22:01 น.

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

ขีปนาวุธตกใส่อาคารใกล้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่บริษัทพลังงานของรัสเซียระบุว่า อพยพพนักงานกว่า 200 คนออกจากโรงงานแห่งนี้แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. 2569 มีขีปนาวุธตกใส่บริเวณรอบนอกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) ในอิหร่าน สร้างความเสียหายแก่อาคารหลังหนึ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 1 ศพ

ขณะที่หน่วยงานเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (IAEA) เปิดเผยว่า ยังไม่มีรายงานระดับรังสีที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ได้ออกมาเตือนถึงการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องให้มี “การใช้กำลังทหารอย่างอดกลั้นถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์”

ด้าน โรซาตอม (Rosatom) บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซีย เปิดเผยในวันนี้ว่ากำลังดำเนินการอพยพพนักงาน 198 คน ออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร แต่ไม่ได้ระบุว่ามีรังสีรั่วไหลแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของอิหร่านที่ยังเปิดใช้งานอยู่

ทางด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างดุเดือดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเตือนว่าหากมีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา มันอาจจะ “ทำลายชีวิตผู้คนในเมืองหลวงแถบอ่าวเปอร์เซีย ไม่ใช่แค่ในเตหะราน”

นายอารักชียังย้ำเตือนให้ชาติตะวันตกนึกถึง “ความโกรธแค้น” ที่พวกเขาเคยมีต่อกรณีที่รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียในยูเครนในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

4 เม.ย. 2569 18:50 น.

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน สะเทือนหลายประเทศ บ้านพังในกรุงคาบูล คร่าชีวิต ประชาชน 12 ศพ

วันที่ 4 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และมีผู้บาดเจ็บหลายราย หลังจากที่บ้านหลังหนึ่งพังถล่มในกรุงคาบูล

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอัฟกานิสถานระบุว่า เหตุการณ์บ้านพังถล่มเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีความลึกประมาณ 177 กิโลเมตร โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยธรณีวิทยาเยอรมนี ระบุว่าแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน กรุงคาบูล และกรุงนิวเดลี ของอินเดีย.

ที่มา Reuters

นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

4 เม.ย. 2569 11:46 น.

นายกฯ สิงคโปร์แถลงมาตรการเชิงรุก เสริมความมั่นคงพลังงาน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายกฯ สิงคโปร์แถลง  รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เตือนผลกระทบรุนแรง เร่งหาซัพพลายใหม่-ลดผลกระทบประชาชน

วันที่ 4 เมษายน 2569 นายลอว์เรนส์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แถลงว่า หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งสำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

ผู้นำสิงคโปร์ยังกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้เริ่มปรับตัว โดยโรงกลั่นน้ำมันและบริษัทปิโตรเคมีลดกำลังการผลิตและหันไปจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวก็กำลังหาซัพพลายจากผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก นอกจากนี้ระบุว่า รัฐบาลยังมีมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น เพื่อช่วยลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้ง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อราคาพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

4 เม.ย. 2569 05:15 น.

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากลูกเรือ Artemis II ระหว่างมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์

นาซาเผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูงครั้งแรก จากยาน Orion ระหว่างลูกเรือ Artemis II เดินทาง 320,000 กิโลเมตรไปยังดวงจันทร์ โดยวางแผนโคจรอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ก่อนเดินทางกลับโลก

วันที่ 3 เมษายน 2569 องค์การนาซา สหรัฐฯ เผยภาพถ่ายโลกความละเอียดสูง บันทึกโดยลูกเรือภารกิจ Artemis II ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ นับเป็นภาพชุดแรกจากภารกิจนี้ โดยภาพถ่ายถูกบันทึกโดยรี้ด ไวส์แมน นักบินอวกาศผู้บัญชาการภารกิจ Artemis II หลังจากยาน Orion ทำการจุดเครื่องยนต์ครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่วงโคจรไปยังดวงจันทร์สำเร็จ

หนึ่งในภาพสำคัญที่ถูกตั้งชื่อว่า “Hello, World” แสดงให้เห็นมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นพื้นหลัง พร้อมชั้นบรรยากาศบาง ๆ ของโลก และแสงออโรราบริเวณขั้วโลก ขณะโลกบดบังแสงอาทิตย์ โดยในภาพนี้ โลกปรากฏในลักษณะกลับด้าน โดยมองเห็นทะเลทรายซาฮาราตะวันตกและคาบสมุทรไอบีเรียทางด้านซ้าย ส่วนทวีปอเมริกาใต้ฝั่งตะวันออกอยู่ทางขวา ขณะที่ด้านล่างของภาพยังปรากฏดาวศุกร์ส่องสว่าง

ทั้งนี้ ภารกิจ Artemis II ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515  ที่มนุษย์เดินทางออกนอกวงโคจรของโลกอีกครั้ง หลังยุคโครงการ Apollo โดยยานได้ออกจากวงโคจรโลกหลังการจุดเครื่องยนต์และกำลังเดินทางระยะทางกว่า 320,000 กิโลเมตรไปยังดวงจันทร์ โดยวางแผนโคจรอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ก่อนเดินทางกลับโลก ซึ่งลูกเรือมีกำหนดโคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ในวันที่ 6 เมษายน และกลับถึงโลกในวันที่ 10 เมษายน.

ที่มา BBC

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

4 เม.ย. 2569 03:24 น.

รัฐสภากัมพูชา ไฟเขียวกฎหมายยฉบับแรกที่มุ่งปราบศูนย์สแกมเมอร์ เพิ่มโทษจำคุกหนักสุด 20 ปี

รัฐสภากัมพูชาลงมติผ่านกฎหมายปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ เพิ่มโทษจำคุก-ปรับสูงสุดหลายแสนดอลลาร์ มุ่งสกัดเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายเกิต ริธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชา ระบุว่า รัฐสภามีมติลงมติผ่านกฎหมายปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความเข้มข้นของการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ทั่วประเทศ และป้องกันไม่ให้กลับมาดำเนินการอีก

นายริธเปรียบกฎหมายฉบับนี้ว่า เข้มงวดเหมือนตาข่ายเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาอีก พร้อมชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดโทษจำคุก 2-5 ปี และปรับสูงสุด 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) สำหรับผู้กระทำผิดทั่วไป หากเป็นการกระทำเป็นขบวนการหรือมีเหยื่อจำนวนมาก โทษอาจเพิ่มเป็นจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับถึง 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9 ล้านบาท ขณะที่หัวหน้าขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ กักขัง หรือทรมานเหยื่อ อาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18 ล้านบาท)

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน การรวบรวมข้อมูลเหยื่อ และการชักชวนบุคคลเข้าสู่เครือข่ายสแกมเมอร์ โดยหลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา กฎหมายจะถูกส่งต่อให้กษัตริย์กัมพูชาลงพระปรมาภิไธยก่อนมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ กัมพูชายังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับจัดการสแกมออนไลน์ โดยใช้กฎหมายอื่นดำเนินคดีแทน เช่น การฉ้อโกงและการฟอกเงิน. 

ที่มา Freshnews

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

3 เม.ย. 2569 22:52 น.

อิหร่านอ้าง สอย F-15 สหรัฐฯ ร่วง สั่งค้นหา-จับเป็นนักบิน

สื่อหลายสำนักของทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ รายงานว่า เครื่องบินรบ F-15 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในภาคใต้ของอิหร่าน ซึ่งทางการท้องถิ่นสั่งให้ค้นหาตัวและจับเป็นนักบินของเครื่องบินลำนี้แล้ว

สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่านรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. 2569 ว่า เครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงตกในภาคใต้ของอิหร่านเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา และตอนนี้กองทัพเริ่มปฏิบัติการค้นหานักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวแล้ว

สื่อหลักของสหรัฐฯ หลายแห่งได้รายงานถึงเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดย New York Times ได้อ้างอิงคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลที่ยืนยันว่า อิหร่านได้ยิงเครื่องบินขับไล่ตกจริง

ขณะที่สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ของสหรัฐฯ รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 คน ว่า ขณะนี้กำลังมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีนักบินกี่นาย และชะตากรรมของพวกเขาเป็นอย่างไร

ซีบีเอส นิวส์ อ้างด้วยว่า มีภาพเผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นเครื่องบินเติมน้ำมันหนึ่งลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำบินในระดับต่ำเหนือจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดโคกีลูเยห์และโบเยอร์-อาห์มัด ทางตอนใต้ของอิหร่าน กล่าวว่า ตอนนี้การ “จับกุม” นักบินชาวอเมริกาให้ได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ คือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุด

“ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการจับกุมหรือสังหารกองกำลังศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ จะได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจากสำนักงานผู้ว่าราชการจังหวัด” เขากล่าวเสริม ตามรายงานของสำนักข่าว ISNA ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน สื่อต่าง ๆ ของอิหร่านรายงานว่า กลุ่มพ่อค้าในจังหวัดได้ตั้งรางวัลนำจับจำนวน 1 หมื่นล้านโตมาน (ราว 2.1 ล้านบาท) ให้กับใครก็ตามที่พบตัว “ผู้บุกรุก” ชาวอเมริกันรายนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 22:12 น.

ทำเนียบขาวเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 70 ราว 40% พร้อมลดงบในประเทศ หลังค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 ราว 40% พร้อมลดงบภายในประเทศบางส่วน เหตุค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงเพิ่มจากสงครามอิหร่าน

วันที่ 3 เมษายน 2569 ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนงบประมาณปีงบประมาณ 2570 โดยขอเพิ่มงบกลาโหมเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นราว 40% จากงบกลาโหมในปีปัจจุบัน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรองรับค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน

ในแผนงบประมาณเดียวกัน รัฐบาลเสนอให้ลดงบประมาณภายในประเทศประมาณ 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท ครอบคลุมบางโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และที่อยู่อาศัย รวมถึงงบสนับสนุนพลังงานสะอาดบางส่วน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเสนอเพิ่มงบในด้านความมั่นคงชายแดน และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะงบของกระทรวงยุติธรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนองบประมาณนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรสก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ โดยสมาชิกสภาทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนแสดงความกังวลต่อการเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากการลดงบในโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้ภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในระยะยาว และกลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วงต่อไป

ที่มา AFP

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

3 เม.ย. 2569 14:56 น.

นายกฯ สิงคโปร์ แถลงเตือนประชาชนถึง “วิกฤตพลังงาน”

นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์เตือนประชาชนเตรียมรับมือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจส่งผลกระทบรุนแรงทำให้เกิดวิกฤตพลังงาน สถานการณ์คาดเดาได้ยาก เรียกประชุมหาแนวทางรับมือ เตรียมแผนรับมือ 3 ข้อ พร้อมเน้นย้ำความสามัคคีของคนในชาติในการประหยัดพลังงานเพื่อร่วมกันฟันฝ่าความไม่แน่นอนครั้งนี้

นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกฯ สิงคโปร์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแถลงการณ์ถึงประชาชนชาวสิงคโปร์ โดยอธิบายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเตือนถึง “ผลกระทบที่รุนแรง” จากวิกฤตพลังงาน และเรียกประชุมเพื่อวางแผนการรับมือ โดยมีใจความดังนี้

“พี่น้องชาวสิงคโปร์ที่เคารพ

เราทุกคนต่างมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง ผลกระทบที่ตามมานั้นรุนแรงมาก ไม่ใช่เพียงแต่ต่อภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ความขัดแย้งนี้กำลังขยายตัวในหลายมิติ ด้านหนึ่งคือตัวสงครามเอง ซึ่งเป็นการสู้รบทางทหารที่รุนแรงขึ้น มีการโจมตีและโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง อีกด้านหนึ่งคือการแย่งชิงการควบคุมเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

ในปัจจุบัน อิหร่านได้ขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือโดยรวมลดลงอย่างรวดเร็ว การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบนี้ลดน้อยลงอย่างมาก สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ รวมถึงปุ๋ยและฮีเลียม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งส่งผลเสียเป็นวงกว้าง รวมถึงความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารทั่วโลก

เราเริ่มสัมผัสถึงผลกระทบเหล่านี้แล้ว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ห่วงโซ่อุปทานกำลังเผชิญกับความตึงเครียด และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง เนื่องจากพลังงานส่วนใหญ่ที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีจุดหมายปลายทางมายังภูมิภาคของเรา รวมถึงสิงคโปร์ด้วย

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความพยายามทางการทูต แต่ความแตกต่างระหว่างคู่ขัดแย้งยังคงมีอยู่มาก สหรัฐอเมริการะบุว่ามีแผนจะยุติสงครามในเร็ว ๆ นี้ แม้จะยังไม่มีข้อตกลงที่มาจากการเจรจาก็ตาม และหากไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้น สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีทางทหารอย่างรุนแรงก่อนที่จะถอนตัวออกไป

เราหวังว่าการเจรจาเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้จะสำเร็จและมีการประกาศหยุดยิงในวันพรุ่งนี้ เราก็ต้องคาดการณ์ไว้ว่าผลกระทบจากความขัดแย้งจะยังคงอยู่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและการกระจายพลังงานได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นฟูกำลังการผลิตให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ดังนั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการยกระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า ยังคงมีความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน จะเข้าร่วมในการสู้รบ ซึ่งจะทำให้เกิดแนวรบใหม่และขยายขอบเขตของความขัดแย้งให้กว้างขึ้น

ในระยะยาว แม้ว่าท้ายที่สุดสหรัฐฯ จะยุติภารกิจทางทหาร แต่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคงในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักจะมีสูงขึ้นมาก และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเส้นทางเดินเรือหลักอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ทะเลแดง จะถูกปิดเป็นเวลานาน

อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกได้เริ่มนำเชื้อเพลิงสำรองออกมาใช้และหันไปหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ แล้ว แต่นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการขาดแคลนที่ยืดเยื้อได้ทั้งหมด

หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งที่สำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาจะรุนแรงมหาศาล มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่เราอาจต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งจะขัดขวางการดำเนินชีวิตประจำวันและกิจกรรมการผลิต และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ผลผลิตจะลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ราคายังคงพุ่งสูงขึ้น หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า สภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งหากสภาวะนี้เกิดขึ้นแล้ว จะสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งและยากที่จะควบคุมได้

เพื่อประสานงานการตอบโต้ในระดับชาติ ผมได้จัดตั้ง คณะกรรมการรัฐมนตรีเพื่อวิกฤตการณ์ภายในประเทศ (Homefront Crisis Ministerial Committee) โดยมีนายเค ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน และมีนายกัน กิม ยอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา ทีมงานได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว โดยกำลังปรับปรุงแผนเผชิญเหตุเดิมและพัฒนาแผนการใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

ประการแรก เรากำลังดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ในขณะนี้เรายังสามารถจัดการกับการหยุดชะงักในเบื้องต้นได้ โรงกลั่นและบริษัทเคมีภัณฑ์ของเรากำลังปรับตัวด้วยการลดกำลังการผลิต และจัดหาน้ำมันดิบรวมถึงวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง ผู้นำเข้าก๊าซ LNG ของเรากำลังจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากผู้ผลิตทั่วโลก

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว เรากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ โดยเฉพาะออสเตรเลียซึ่งเป็นผู้จัดส่งก๊าซ LNG รายใหญ่ (คิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของปริมาณที่เราใช้) และเราจะกระชับความร่วมมือนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนนิวซีแลนด์ เรากำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางการขนส่งสินค้าจำเป็นและอาหารจะยังคงเปิดอยู่แม้ในช่วงวิกฤต พันธมิตรเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงในระยะยาวของเรา ผมเพิ่งได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเพื่อเสริมสร้างการประสานงานและรับประกันว่าข้อตกลงเหล่านี้จะยังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง

ประการที่สอง เราจะบรรเทาผลกระทบโดยตรงต่อครัวเรือนและธุรกิจ มาตรการช่วยเหลือที่ประกาศในงบประมาณปีนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรวมถึงเงินคืนค่าสาธารณูปโภค (U-Save rebates) เพิ่มเติมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

เมื่อพิจารณาจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลจะดำเนินการเพิ่มเติม เราจะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเดิมและเลื่อนการช่วยเหลือบางส่วนให้เร็วขึ้นเพื่อบรรเทาทุกข์โดยเร่งด่วน นอกจากนี้ เราจะให้การสนับสนุนเฉพาะจุดสำหรับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า ซึ่งบรรดารัฐมนตรีจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในรัฐสภาสัปดาห์หน้า

ประการที่สามและสำคัญที่สุด เราต้องยืนหยัดร่วมกัน ในเวลาเช่นนี้ ความเข้มแข็งของเราอยู่ที่ความสามัคคี การสนับสนุนจากภาครัฐนั้นสำคัญ แต่ความเด็ดเดี่ยวของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในการดูแลซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ และการร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในสังคม

ความเข้มแข็งของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเราทุกคน ผมจึงขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนช่วยกันดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อประหยัดพลังงาน ลดการบริโภคและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น สำหรับธุรกิจ หมายถึงการทบทวนกระบวนการทำงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สำหรับครัวเรือน หมายถึงการตระหนักถึงการใช้พลังงานในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากทำร่วมกันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลจะสนับสนุนท่าน แต่พลังในการตอบโต้ของเราจะแข็งแกร่งกว่ามากหากพวกเราทุกคนต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเอง

พี่น้องชาวสิงคโปร์ครับ ที่ผมแจ้งข้อมูลทั้งหมดนี้แก่ท่าน ก็เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สถานการณ์ในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงและเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร แต่ความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง และช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึง

สิงคโปร์ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของโลกได้ ไม่มีประเทศใดทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กอย่างเรา แต่ผมขอให้ท่านมั่นใจว่า เรามีแผนการ มีขีดความสามารถ และมีความเข้มแข็งที่จะฟันฝ่าเรื่องนี้ไปด้วยกัน

เราเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย โรคซาร์ส วิกฤตการณ์การเงินโลก และล่าสุดคือการระบาดของโควิด-19 ในทุก ๆ ครั้ง เราผ่านมาได้เพราะเรายืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยว และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

และในครั้งนี้ เราจะทำเช่นนั้นได้อีกครั้ง

เราได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งไว้แล้ว ทั้งสถานะทางการเงินที่มั่นคง ห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ความสัมพันธ์ไตรภาคีที่เข้มแข็ง และสังคมที่กลมเกลียว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มันคือสิ่งที่จะพาเราให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ดังนั้น ขอให้เรามีระเบียบวินัย มีสมาธิ และรักษาความไว้วางใจซึ่งกันและกันเอาไว้

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เราจะเผชิญหน้ากับมันในฐานะประชาชนหนึ่งเดียว ชาติหนึ่งเดียว และเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้… ด้วยกัน”

ที่มา  Prime Minister’s Office Singapore