“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

"มิน อ่อง หล่าย" ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

3 เม.ย. 2569 13:27 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา หลังชนะคะแนนโหวตในสภาฯ

“พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาอย่างเป็นทางการ หลังชนะคะแนนโหวตในรัฐสภา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากตะวันตกว่าเป็นเพียงการสืบทอดอำนาจเผด็จการในคราบประชาธิปไตย

 พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการทำรัฐประหารเมียนมา ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเขาได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 293 เสียง จากทั้งหมด 584 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนด

ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นในสภาที่ถูกครอบงำโดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยกองทัพ ร่วมกับโควตาที่นั่งของทหารเดิม โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้เป็นการสานต่ออำนาจอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาเป็นหัวหอกในการยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางออง ซาน ซูจี เมื่อปี 2021

นักวิเคราะห์มองว่า ตำแหน่งประธานาธิบดีคือเป้าหมายที่ มิน อ่อง หล่าย ปรารถนามาโดยตลอด เพื่อสร้างความชอบธรรมในระดับสากล โดยก่อนหน้านี้เขาได้วางหมากตัวสำคัญด้วยการแต่งตั้งพลเอก “เย วิน อู” อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน เพื่อคุมบังเหียนกองทัพและปกป้องผลประโยชน์ของทหารที่ปกครองประเทศมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ออง จอ โซ นักวิเคราะห์อิสระ ระบุว่า “เขาเก็บงำความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนยศจากผู้บัญชาการทหารมาเป็นประธานาธิบดีมานาน และดูเหมือนว่าความฝันของเขาได้กลายเป็นความจริงแล้วในวันนี้”

แม้การเมืองในสภาจะดูราบรื่น แต่สถานการณ์ในสนามรบกลับตรงกันข้าม โดยในสัปดาห์นี้ กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกพรรคของนางซูจีและกองกำลังชาติพันธุ์ ได้ประกาศจัดตั้งแนวร่วมใหม่ในนาม “สภาอำนวยการเพื่อการอุบัติของสหพันธรัฐประชาธิปไตย”

ฝ่ายต่อต้านยืนยันเจตนารมณ์ว่า “วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของเรา คือการถอนรากถอนโคนเผด็จการทุกรูปแบบ รวมถึงเผด็จการทหาร เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ร่วมกัน”

นักวิเคราะห์เตือนว่า กลุ่มต่อต้านอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้น ทั้งจากการปราบปรามทางทหารที่รุนแรง และการที่ประเทศเพื่อนบ้านอาจหันไปกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดใหม่ของมิน อ่อง หล่าย เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ไซ จี ซิน โซ นักวิเคราะห์อีกรายมองว่า ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและน้ำมันทั่วโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การรักษาเอกภาพและความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มต่อต้านอาจทำได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในการสู้รบระยะยาว.

ที่มา Reuters / AFP

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

3 เม.ย. 2569 13:23 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดพิ​ธีศพแก่เหล่านายทหารผู้ร่วมรบในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน

ทางการเกาหลีเหนือเตรียมจัดพิธีฝังศพเหล่าทหารผู้เสียชีวิตระหว่างสู้รบกับยูเครนเคียงข้างรัสเซีย พร้อมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหาร ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ โดยมีนาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้วยตนเอง

รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ หรือ เคซีเอ็นเอ (KCNA) ในวันนี้ (3 เม.ย.) ระบุว่า เกาหลีเหนือมีกำหนดการจัดพิธีฝังศพของของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดนเคียงข้างกองทัพของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน ภายในเดือนนี้

โดยที่ผ่านมาทางการเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารหลายพันนาย พร้อมด้วยขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ไปช่วยสนับสนุนกองทัพของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยทางการเกาหลีใต้ได้ประมาณการว่ามีนายทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ไปแล้วกว่า 2,000 นาย

เหล่านักวิเคราะห์คาดว่าสิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากการให้ความช่วยเหลือแก่กองกำลังของรัสเซียในครั้งนี้ คือ ความช่วยเหลือจากรัสเซียในด้านการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร อาหาร และพลังงาน เช่นก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน โดยความช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้เกาหลีเหนือสามารถหลบเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาประเทศได้ ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยขณะนี้เกาหลีเหนือกำลังเร่งก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้ล่วงลับซึ่งโครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 97

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า พิธีฝังร่างของเหล่าวีรชนจะจัดขึ้นอย่างสมเกียรติในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมด้วยพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการเสร็จสิ้นปฏิบัติการปลดปล่อยเมือง Kursk

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์และตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายของโครงการด้วยตนเอง ทั้งการจัดวางประติมากรรม และอนุสรณ์เชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ และยังกล่าวชื่นชมที่โครงการมีความคืบหน้าอย่างมาก

เขายกย่องว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็น “อนุสรณ์สถานแห่งยุคสมัย” ที่สะท้อนถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหาร และเป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านสำนึกในความรักชาติที่สำคัญ โดยทางการเกาหลีเหนือได้ออกมายืนยันเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาว่าได้มีการส่งทหารไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน และมีทหารเสียชีวิตระหว่างการรบจริง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคิม จองอึน ก็ได้จัดพิธีเชิดชูเกียรติทหารผู้ล่วงลับมาแล้วหลายครั้ง

ในพิธีครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ภาพจาก KCNA แสดงให้เห็นวินาทีขณะ นายคิม จองอึน สวมกอดทหารที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงเกาหลีเหนือด้วยท่าทีเศร้าโศก ขณะที่ทหารนายนั้นแสดงท่าทีตื้นตันด้วยการซบหน้าลงบนอกของผู้นำ  

นอกจากนี้ ยังมีภาพขณะ นายคิม จองอึน คุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมวางเหรียญเชิดชูเกียรติและดอกไม้ไว้ข้างรูปถ่ายของทหารผู้ล่วงลับ 

และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมายังมีการเผยแพร่ภาพขณะ นายคิม จองอึน ประกอบพิธีเคารพโลงศพของเหล่าทหารที่ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดด้วยท่าทีสุดสะเทือนใจ.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

"ทรัมป์" ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

3 เม.ย. 2569 12:25 น.

“ทรัมป์” ขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านเพิ่ม

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวว่าการทำลายล้างเพิ่งเริ่มต้น ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานเพิ่มอีก หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซนานนับเดือนทำน้ำมันโลกพุ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนระวัง “อาชญากรรมสงคราม” ขณะที่ยูเอ็นเตรียมลงมติคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า กองทัพสหรัฐฯ “ยังไม่ได้เริ่มทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ในอิหร่านด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าเป้าหมายถัดไปคือสะพานและโรงไฟฟ้า พร้อมกดดันให้ผู้นำอิหร่านเร่งตัดสินใจยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

คำขู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบถล่มสะพาน B1 ซึ่งเป็นสะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลางและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บเกือบ 100 คน ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โต้กลับทันทีว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนจะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านยอมจำนนได้

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศกว่า 100 ราย ออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า พฤติกรรมของกองทัพสหรัฐฯ และคำสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงคำพูดของทรัมป์ที่ระบุว่าโจมตี “เพื่อความสนุก” อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและเป็นอาชญากรรมสงคราม

สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 5 สัปดาห์ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกถูกปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนเปิดช่องแคบที่ชัดเจน ขณะที่เอเชียและยุโรปเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนสหประชาชาติเตือนว่าแอฟริกาอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพครั้งใหญ่จากภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติตามข้อเสนอของบาห์เรนเพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม “จีน” ได้แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนต่อการอนุญาตให้ใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าจะทำให้สถานการณ์บานปลายจนคุมไม่อยู่

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้เสนอแผนเก็บ “ค่าธรรมเนียม” ผ่านทาง ซึ่งทางสหภาพยุโรป นำโดย คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศ ออกมาปฏิเสธทันทีว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่ยอมรับระบบการเรียกเก็บเงินเพื่อขอทางผ่านเช่นนี้

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ หรือ ไอเอฟอาร์ซี รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและบาดเจ็บอีกนับหมื่นทั่วตะวันออกกลาง ขณะนี้เวชภัณฑ์กำลังขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางการยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนที่เกิดขึ้นรายวันในประเทศรอบข้างอย่างคูเวต.

ที่มา Reuters

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ได้คืนแล้ว "หมวกทองคำ" อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

3 เม.ย. 2569 11:46 น.

ได้คืนแล้ว “หมวกทองคำ” อายุ 2,500 ปี หลังพิพิธภัณฑ์เนเธอร์แลนด์ถูกแก๊งบุกปล้น

ทางการเนเธอร์แลนด์และโรมาเนีย แถลงยืนยันการได้คืนหมวกทองคำโบราณ “โคโตเฟเนชตี” อายุราว 2,500 ปี หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของโรมาเนียที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ หลังจากถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน

พิพิธภัณฑ์เดรนท์ส (Drents Museum) ในเมืองอัสเซิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้จัดแสดงหมวกทองคำ “โคโตเฟเนชตี” (Coțofenești) อายุ 2,500 ปี และกำไลทองคำอีก 2 วง ซึ่งเป็นโบราณวัตถุยุค 450 ปีก่อนคริสตกาล ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและมีตำรวจติดอาวุธเฝ้าระวัง ภายหลังโบราณวัตถุที่ประเมินค่าไม่ได้ดังกล่าวถูกโจรกรรมเมื่อปีที่แล้ว ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์

หมวกเกราะทองคำชิ้นนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางการเมืองและสังคมของอารยธรรม “ดาเชีย” (Dacia) ซึ่งรุ่งเรืองก่อนการรุกรานของโรมัน โดยมันถูกขโมยไปในระหว่างการยืมมาจัดแสดงในนิทรรศการ “Dacia – อาณาจักรทองคำและเงิน”

คอเรียน ฟาห์เนอร์ อัยการเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกส่งมอบคืนให้กับทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างอัยการและทนายความของกลุ่มผู้ต้องหา 3 ราย เป็นชายอายุประมาณ 30 ปี 2 ราย และอายุ 21 ปี 1 ราย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงก่อนเริ่มการพิจารณาคดีที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ถูกจับกุมได้เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุใช้ระเบิดบุกพังพิพิธภัณฑ์ แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่กลับไม่พบร่องรอยของสมบัติที่ถูกขโมยไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเชื่อว่าเป็นการโจรกรรมตามใบสั่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

โรเบิร์ต ฟาน ลังห์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เดรนท์ส ระบุว่าตัวหมวกเกราะมีรอยบุบเล็กน้อยแต่สามารถบูรณะได้ ส่วนกำไลทั้ง 2 วงยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกำไลทองคำอีก 1 วงที่ยังสูญหายและอยู่ระหว่างการสืบสวนตามหา

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลโรมาเนียและเนเธอร์แลนด์จนฝ่ายเนเธอร์แลนด์ต้องจ่ายเงินชดเชยประกันภัยสูงถึง 5.7 ล้านยูโร (ประมาณ 200 ล้านบาท) แต่ยังส่งผลให้อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติในกรุงบูคาเรสต์ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่อนุญาตให้ส่งโบราณวัตถุไปจัดแสดงในต่างประเทศ

คดีนี้ตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเนเธอร์แลนด์ที่มักตกเป็นเป้าหมายของหัวขโมย เนื่องจากระบบป้องกันไม่แน่นหนาพอสำหรับวัตถุประเมินค่าไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีงานศิลปะของ แอนดี วอร์ฮอล และ ฟรานส์ ฮาลส์ ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดานิเอลา บูรูยานา อัยการโรมาเนีย กล่าวปิดท้ายด้วยความยินดีว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่เรารอคอยมานาน เราดีใจที่ได้เห็นการกู้คืนสมบัติชาติเพื่อนำกลับไปมอบคืนให้แก่ประชาชนชาวโรมาเนียอีกครั้ง”.

ที่มา BBC

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

3 เม.ย. 2569 11:04 น.

ฝรั่งเศสสั่งระงับงานรวมตัวของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีส หวั่นเกิดเหตุไม่ปลอดภัย

ทางการฝรั่งเศสออกคำสั่งระงับงานรวมตัวประจำปีของชาวมุสลิมกลางกรุงปารีสด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังผลกระทบสงครามอิหร่านทำให้ “แบงก์ออฟอเมริกา” ในกรุงปารีสเกือบถูกระเบิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายปาทริซ ฟอร์ ผู้บัญชาการตำรวจปารีส เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) ว่าตนได้ออกคำสั่งระงับการจัดงานรวมตัวประจำปีของกลุ่มชาวมุสลิมในประเทศฝรั่งเศส ครั้งที่ 40 ที่มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 เมษายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการปารีส-เลอ บูร์เกต์ โดยการสั่งระงับครั้งนี้เป็นไปตามตามคำสั่งของ นาย ลอร็องต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส 

นายปาทริซ ฟอร์ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นตามบริบทของสถานการณ์ที่ตึงเครียดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการยกระดับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายและความเสี่ยงในการก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะที่เข้มงวดมากขึ้น 

อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้ยังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย แต่ในขณะนี้เจ้าหน้าที่หลายรายกำลังถูกส่งไปประจำการตามพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ทั่วกรุงปารีส หลังเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ตำรวจสามารถสกัดแผนวางระเบิดสำนักงาน “แบงก์ออฟอเมริกา” ในเขต 8 ใกล้กับถนนฌ็องเซลีเซไว้ได้ โดยคาดว่าการลงมือครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ทางด้าน นายมะห์ลูฟ มาเมซ หัวหน้าองค์กรผู้จัดงานรวมตัวของชาวมุสลิม ได้ออกมายืนยันว่าคำสั่งระงับการรวมตัวนั้นเป็นเรื่องจริง พร้อมระบุว่าขณะนี้ทางองค์กรกำลังเตรียมเดินหน้าคัดค้านคำสั่งดังกล่าวด้วยวิธีการทางกฎหมายต่อไป.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

"คิม จองอึน" ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

3 เม.ย. 2569 10:43 น.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพสุดอบอุ่น “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุด พร้อมด้วยลูกสาว “คิม จูแอ” เยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรและร้านค้าสวัสดิการในเขตฮวาซอง กรุงเปียงยาง พร้อมป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ และสั่งเร่งขยายการผลิตสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงขานรับเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในเมืองหลวงที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วย “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมย่านที่พักอาศัย “ฮวาซอง”  ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่ถูกเปลี่ยนเป็นเขตที่อยู่อาศัยใหม่ขนาด 40,000 ยูนิต ตามคำสั่งของนายคิมตั้งแต่ปี 2022 เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเยี่ยมชมร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งใหม่ โดยนายคิมระบุว่าปัจจุบันจำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาจึงมีคำสั่งให้สร้างร้านค้าเฉพาะทางที่จำหน่ายทั้งสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เสริม อาหารสัตว์ รวมถึงยารักษาโรค

ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็น “คิม จูแอ” กำลังลูบคลำแมวอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่นายคิมนั่งยิ้มอยู่ด้านหลัง และยังมีภาพที่เขากำลังอุ้มลูกสุนัขสีขาวอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่คอยดูอยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ นายคิมยังกำชับให้มีการวางมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

นอกเหนือจากร้านสัตว์เลี้ยง ทั้งสองยังได้เข้าชมร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีที่เน้นไปที่กีตาร์และแซกโซโฟน รวมถึงร้านทำผม โดยนายคิมเน้นย้ำว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสวัสดิการเหล่านี้ “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและศิวิไลซ์สำหรับการสร้างเมือง

นายคิมกล่าวว่า “เราต้องปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการตอบสนองรสนิยมทางสุนทรียะของประชาชน และสร้างวัฒนธรรมการบริการแบบเกาหลีแนวใหม่” 

การปรากฏตัวของ “คิม จูแอ” เคียงข้างผู้เป็นพ่อในภารกิจด้านพลเรือนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์และฝึกซ้อมรบภาคสนาม ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า นี่คือสัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่าเธอกำลังถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนถัดไป

ทั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้สั่งการให้ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลอง “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิลซุง ปู่ของเขาและผู้ก่อตั้งประเทศ ในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

3 เม.ย. 2569 10:09 น.

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ “จีน” ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ “วีโต้” จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

ที่มา Reuters

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

3 เม.ย. 2569 09:15 น.

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล “โอไรออน” (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน  ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร

การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต

เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า “มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง” โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ “Free-return trajectory” ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก

อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม

ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ “จีน” ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.

ที่มา AP

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 06:29 น.

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า การใช้กำลังเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่สามารถทำได้จริง ต้องพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสำเร็จ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเพื่อบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ท้าทายให้บรรดาพันธมิตรหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวด้วยตัวเอง

การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงตอนนี้ คือชนวนเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

“มีบางคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังผ่านปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยแสดงออกมาในบางครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม” มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้

“นี่ไม่เคยเป็นทางเลือกที่เราสนับสนุน เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” เขากล่าว “มันจะกินเวลานานไม่จบสิ้น และจะทำให้ใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านช่องแคบต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีด้วย”

มาครงย้ำว่า เรื่องนี้จะสำเร็จได้ด้วยการพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้น “สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นคือ ช่องแคบนี้จะต้องถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการไหลเวียนของพลังงาน ปุ๋ย และการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหารือร่วมกับอิหร่านเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO และคำขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร มาครงกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการที่ชาวอเมริกันตัดสินใจทำร่วมกับอิสราเอลด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะตัดพ้อที่ไม่มีใครช่วย แต่นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการของเรา เราต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“นี่ไม่ใช่การแสดง” มาครงกล่าวเสริม “เรากำลังพูดถึงเรื่องสงครามและสันติภาพ… จริงจังกันหน่อย และอย่าพูดอย่างหนึ่งในวันนี้ แล้วกลับไปพูดอีกอย่างในวันรุ่งขึ้น” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงทรัมป์หรือไม่

ส่วนประเด็นคำขู่ของทรัมป์ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร NATO มาครงให้ความเห็นว่า “กลุ่มพันธมิตรอย่าง NATO ดำรงความแข็งแกร่งอยู่ได้จากสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมา นั่นคือความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลัง หากคุณสร้างความสงสัยในข้อตกลงพันธสัญญาของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณก็กำลังทำลายแก่นแท้ของมันให้ว่างเปล่า”

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ที่ล้อเลียนตัวเขาและภริยานั้น “ไม่มีความสง่างาม และไม่เหมาะสม” กับสถานการณ์ในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

3 เม.ย. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปในทางบวกระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สหรัฐอเมริกายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว 3 เดือนหลังจากทหารสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลาถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติด

โรดริเกซ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของมาดูโรและเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา เคยถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในปี 2561 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเธอมีส่วนในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย

โรดริเกซสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงไม่กี่วันหลังจากการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยบอกว่าเธอเป็น “บุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก” อีกด้วย

ล่าสุด โรดริเกซออกมาแสดงความยินดีที่ชื่อของเธอถูกถอดออกจากบัญชีบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ (SDN List) โดยบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวจะถูกระงับทรัพย์สินในสหรัฐฯ และพลเมืองสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมด้วย

โรดริเกซโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า นี่คือ “ก้าวย่างที่สำคัญและมาถูกทางในการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรากลับคืนสู่สภาวะปกติและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ด้านแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้น “ระหว่างสองประเทศ ในการส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และผลักดันการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมฝ่ายค้านในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา กลับวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแย้งว่าสหรัฐฯ ควรใช้แรงกดดันต่อโรดริเกซเพื่อให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกทั่วประเทศมากกว่า

อนึ่ง การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้น ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และทีมงานของโรดริเกซ

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงการากัสอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่สั่งปิดไปนานถึง 7 ปี ขณะเดียวกัน คณะทูตของเวเนซุเอลาก็ได้ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตันเช่นกัน

ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่มาดูโรถูกขับออกจากตำแหน่ง มีคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ หลายชุดเดินทางไปยังเวเนซุเอลา เพื่อหารือถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะสามารถขยายการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุอันมั่งคั่งของเวเนซุเอลาได้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์โรดริเกซต่างรู้สึกผิดหวังต่อความจริงที่ว่า แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc