ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

20 ก.พ. 2569 22:00 น.

ผู้ร่วมก่อตั้ง Asos แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก เสียชีวิต หลังตกคอนโดฯ พัทยา ตร.ชี้ไม่พบร่องรอยฆาตกรรม

เควนติน กริฟฟิธส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “Asos” แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ยักษ์ใหญ่ เสียชีวิตหลังตกอาคารสูงในพัทยา ตำรวจเผยห้องล็อกจากด้านใน ไม่พบร่องรอยบุกรุก

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า นายเควนติน กริฟฟิธส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “Asos” แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ชื่อดังระดับโลก เสียชีวิตหลังตกจากอาคารสูงในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตถือหนังสือเดินทางสหราชอาณาจักร และถูกพบร่างอยู่บริเวณด้านนอกโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาพำนักระยะยาวในห้องสวีตชั้น 17 โดยพนักงานสอบสวนให้ข้อมูลกับสำนักข่าว BBC ว่า ขณะเกิดเหตุ กริฟฟิธส์อยู่เพียงลำพัง ห้องพักถูกล็อกจากด้านใน และไม่พบร่องรอยการงัดแงะหรือการบุกรุก ขณะที่ผลการชันสูตรพลิกศพไม่พบหลักฐานบ่งชี้การกระทำผิดทางอาญา

ตำรวจพัทยาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตมีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา 2 คดี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด นอกจากนี้ เขาแยกทางกับภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นชาวไทย และมีรายงานว่าอยู่ระหว่างข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจที่ทำร่วมกัน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสรุปสำนวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ล่าสุด ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษแถลงว่า ทางการกำลังให้การสนับสนุนครอบครัวของพลเมืองอังกฤษรายนี้ และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในประเทศไทย

รายงานระบุว่า นายกริฟฟิธส์ร่วมก่อตั้ง ASOS ที่กรุงลอนดอนในปี 2543 ร่วมกับนายนิค โรเบิร์ตสัน นายแอนดรูว์ รีแกน และเดโบราห์ ธอร์ป ก่อนจะลาออกจากบริษัทในอีก 5 ปีต่อมา แต่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนสำคัญ ส่วนชื่อแบรนด์ ASOS เดิมย่อมาจาก “As Seen On Screen” เนื่องจากช่วงเริ่มต้นจำหน่ายเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นของดาราภาพยนตร์และโทรทัศน์ ก่อนขยายตัวเป็นแพลตฟอร์มแฟชั่นออนไลน์ขนาดใหญ่ จำหน่ายสินค้าหลากหลายแบรนด์รวมถึงแบรนด์ของตนเอง โดยช่วงหนึ่งเคยมีมูลค่าบริษัทสูงกว่า 6,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 270,000 ล้านบาท.

ที่มา BBC

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

20 ก.พ. 2569 17:47 น.

รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”

สส.-สว.รัฐฟลอริดามีมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีชเป็นสนามบิน โดนัลด์ ทรัมป์ ด้านสส.ฝั่งรีพับลิกันยังต่อต้าน ในขณะที่ผู้ว่าการรัฐยังไม่มีความเห็นว่าจะลงนามเห็นชอบหรือไม่ 

วานนี้ (19 ก.พ.) ร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีช เป็นสนามบินนานาชาติ “โดนัลด์ ทรัมป์” ตามชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกสภานิติบัญญัติฟลอริดา ด้วยคะแนน 25 ต่อ 11 จากสมาชิกวุฒิสภา และ 81 ต่อ 30 จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกส่วนใหญ่จากพรรครีพับลิกันให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ ในขณะที่สมาชิกจากพรรคเดโมแครตต่างแสดงการคัดค้าน โดย โลอิส แฟรงเคิล (Lois Frankel) สส. จากพรรคเดโมแครตจากเขตเวสต์ปาล์มบีช ระบุว่า การที่สภานิติบัญญัติรัฐฟลอริดาซึ่งถูกควบคุมโดยพรรคริพับลิกันพยายามผลักดันให้มีการเปลี่ยนชื่อสนามบิน การแสดงความเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านของประชาชน และไม่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในเขตปาล์มบีชเคาน์ตี้ได้แสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดและไม่ยุติธรรม

ในขั้นถัดไป ร่างกฎหมายนี้จะถูกส่งไปยัง รอน เดอซานติส (Ron DeSantis) ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเขายังไม่ได้เปิดเผยว่าจะลงนามเห็นชอบในร่างกฎหมายนี้หรือไม่ ขณะที่สำนักงานผู้ว่าการรัฐ ทำเนียบขาว โฆษกของปาล์มบีชเคาน์ตี้ และ องค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ต่างปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเช่นกัน

การผลักดันเปลี่ยนชื่อสนามบินตามชื่อของประธานาธิบดี ทรัมป์ เริ่มขึ้นหลังจากที่รัฐฟลอริดาได้อนุมัติแผนการบริจาคที่ดินในย่านดาวน์ทาวน์ไมอามี เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้าง ห้องสมุดประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump’s presidential library) เมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เขาอาศัยอยู่ในเพนท์เฮาส์ที่อาคารทรัมป์ทาวเวอร์ (Trump Tower) ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่รัฐฟลอริดา ที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในเขตเวสต์ปาล์มบีชเมื่อปี 2019 และใช้รีสอร์ทแห่งนี้เป็นที่พำนักหลักจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา: Reuters

อ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ ที่นี่

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกฯ "ทาคาอิจิ" แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

20 ก.พ. 2569 16:50 น.

นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างถล่มทลาย โดยประกาศที่จะสร้างญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่ “แข็งแกร่งและมั่งคั่ง” ย้ำจุดยืนด้านความมั่นคง เตือนภัยคุกคามรอบด้านทั้งจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ พร้อมให้คำมั่นลดภาระค่าครองชีพประชาชนและผลักดันจีดีพีโตต่อเนื่อง

ทาคาอิจิยังได้วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ รวมถึงขยายกิจกรรมทางทหารรอบญี่ปุ่น เธอย้ำว่าปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ซึ่งครอบคลุมถึงภัยคุกคามจากรัสเซียและเกาหลีเหนือด้วย

ส่วนในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเตรียมทบทวนนโยบายป้องกันประเทศหลัก 3 ฉบับภายในปีนี้ เพื่อรับมือกับรูปแบบสงครามสมัยใหม่และการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงการเร่งการหารือเพื่อผ่อนปรนมาตรการห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพันธมิตรและกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นเอง

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิเคยสร้างความไม่พอใจให้จีนจากการส่งสัญญาณว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังยึดไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังผนวกไต้หวัน โดยล่าสุดนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวบนเวทีการประชุมความมั่นคงมิวนิกว่ามีกลุ่มในญี่ปุ่นที่พยายามฟื้น “ลัทธิทหารนิยม”

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่าจะไม่ใช้นโยบายการคลังที่ “บุ่มบาม” จนทำลายความเชื่อมั่นของตลาด แม้ว่าเธอจะให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดกำลังก็ตาม ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทาคาอิจิ จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์, การต่อเรือ และความมั่นคงด้านไซเบอร์

เธอยังย้ำคำมั่นช่วงหาเสียงว่าจะพิจารณาระงับการจัดเก็บภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยประชาชนรับมือเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อหนี้สาธารณะขนาดมหึมาของญี่ปุ่น โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นชะลอลงในเดือนมกราคม โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ชะลอลงจาก 2.4% ในเดือนธันวาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองปี สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์

ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้ประกาศจัดตั้ง “สภาแห่งชาติ” ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายพรรค เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปภาษีและหาแหล่งเงินทุนมารองรับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมในสังคมผู้สูงอายุต่อไป.

ที่มา AFP

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

"ฮุน มาเนต" ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

20 ก.พ. 2569 14:50 น.

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดหนัก อ้างทหารไทยรุกล้ำเขตแดนเกินกว่าพื้นที่ทับซ้อน พร้อมล้อมรั้วลวดหนามปิดหมู่บ้าน ทำชาวกัมพูชากว่า 8 หมื่นคนกลับบ้านไม่ได้ แม้ปีก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งช่วยเจรจาหยุดยิง เตรียมเข้าหารือ “คณะกรรมการสันติภาพ” สัปดาห์นี้

นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฟ็อกซ์ นิวส์ ดิจิตัล” โดยระบุว่า กองทัพไทยได้รุกคืบเข้ามาในดินแดนที่กัมพูชาถือครองมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นการล้ำเส้นเขตพื้นที่ทับซ้อนออกมาอีก โดยมีการใช้ลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้นหมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 80,000 คน ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้

ฮุน มาเนต กล่าวว่า “การเข้ายึดครองครั้งนี้เกินกว่าพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวเสียอีก ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาได้”  พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และไม่เชื่อว่าการใช้สงครามเพื่อหยุดสงครามจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสั่นคลอนให้กับข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นตัวกลางเจรจาไว้เมื่อปีที่แล้วในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในขณะนั้นทรัมป์เคยกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นผู้ยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่ามีการปะทะกันตามแนวชายแดน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นใกล้กับปราสาทพระวิหาร โดยทางการกัมพูชาตำหนิว่าเป็นฝีมือของกองทัพไทย ขณะที่ฝ่ายไทยปฏิเสธว่าไม่ได้เจตนาเล็งเป้าหมายด้านศาสนาหรือวัฒนธรรม แต่เป็นการปฏิบัติการในพื้นที่ความมั่นคงเท่านั้น

ในสัปดาห์นี้ นายกฯ ฮุน มาเนต ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ เพื่อหาทางออกให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

นอกจากประเด็นไทยแล้ว ฮุน มาเนต ยังได้ชี้แจงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา สหรัฐฯ และจีน โดยระบุว่าการดำเนินความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจที่แข่งขันกัน ไม่จำเป็นต้องมองว่าชัยชนะของฝ่ายหนึ่งคือความพ่ายแพ้ของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง และกัมพูชาซึ่งเป็นชาติที่มีขนาดเล็กกว่าคงไม่สามารถเลือกชาติหนึ่งมากว่าอีกชาติหนึ่ง

เขายังระบุถึงประเด็นเรื่องฐานทัพเรือเรียม โดยยืนยันว่าไม่ได้ให้จีนใช้เป็นฐานทัพแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุดเรือรบยูเอสเอส ซินซินเนติ ของสหรัฐฯ ได้เข้าจอดเทียบท่า ซึ่งห่างจากเรือรบจีนเพียง 150 เมตร เพื่อพิสูจน์ว่ากัมพูชาทำตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้มีฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินของตน

กัมพูชายังประกาศรื้อฟื้นการฝึกร่วมทางทหาร “อังกอร์เซนติเนล” (Angkor Sentinel) กับสหรัฐฯ ในปีนี้ หลังจากระงับไปตั้งแต่ปี 2017 และยืนยันความร่วมมือกับเอฟบีไอในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงแบบเชือดหมู (pig butchering) โดยล่าสุดได้จับกุม “ออกญา” ผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่งและสั่งปิดสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพไทยยังไม่มีการตอบรับเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการกล่าวหาเรื่องการรุกคืบพื้นที่ทับซ้อนในขณะนี้.

ที่มา Fox News Digital

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

"ยุน ซอกยอล" แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

20 ก.พ. 2569 13:15 น.

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวขอโทษต่อประชาชน กรณีสร้าง “ความทุกข์ยาก” จากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 หนึ่งวันหลังศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานก่อกบฏ ด้านศาลชี้เจตนาทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาต ขณะที่อัยการเคยร้องขอโทษประหารชีวิต

อดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล กล่าวขอโทษจากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 ซึ่งสร้างความยากลำบากให้แก่ประชาชน หรือหนึ่งวันหลังจากศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากข้อหาก่อการกบฏ

ศาลกลางกรุงโซลตัดสินว่านายยุนมีความผิดฐานเป็นผู้การก่อกบฏ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2024 เพื่อหวังการทำงานของรัฐสภาเป็นอัมพาต อย่างไรก็ตาม นายยุนตระหนักดีว่าความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึกของเขาได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย แต่ยังคงยืนยันว่าการประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า นายยุนได้ส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางและปิดปากคู่แข่งทางการเมืองที่คอยขัดขวางการบริหารงานของเขา ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล และศาลไม่เห็นร่องรอยของการสำนึกผิดจากจำเลยเท่าที่ควร

ล่าสุดในวันนี้ (20 ก.พ.) หนึ่งวันหลังจากได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต นายยุนได้ส่งคำแถลงผ่านทนายความเพื่อขอโทษต่อสาธารณชน โดยระบุว่า “ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนสำหรับความสับสนและความยากลำบากที่ผมได้ก่อขึ้น อันเนื่องมาจากความบกพร่องของตัวผมเอง แม้ว่าผมจะมีปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะกอบกู้ชาติก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม นายยุนยังคงตำหนิคำตัดสินของศาลว่า “ยากที่จะยอมรับได้” แต่ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเขาจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตามกฎหมายเกาหลีใต้ ผู้ต้องขังคดีจำคุกตลอดชีวิตมักจะมีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บนหลังจากรับโทษจำคุกไปแล้ว 20 ปี

การประกาศกฎอัยการศึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เมื่อนายยุนปรากฏตัวผ่านโทรทัศน์ในช่วงดึก โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่เป็นอันตราย โดยพยายามระงับอำนาจรัฐบาลพลเรือนและเข้าสู่การปกครองโดยทหาร

ฝ่ายอัยการระบุว่า แรงจูงใจที่แท้จริงของนายยุนคือ “ความกระหายในอำนาจเพื่อมุ่งสู่การเผด็จการและการครองอำนาจระยะยาว” เนื่องจากในขณะนั้นเขาเป็นประธานาธิบดีที่ไม่ได้รับความนิยมและพรรคฝ่ายค้านมีอำนาจเหนือกว่าในสภาฯ จนสามารถบล็อกงบประมาณและถอดถอนบุคคลสำคัญในรัฐบาลของเขาได้

การประกาศกฎอัยการศึกที่กินเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนถูกสภาโหวตยกเลิกในเวลาต่อมา ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ที่นำไปสู่การรวมตัวประท้วงของประชาชนทันที และทำให้ตลาดหุ้นเข้าสู่สภาวะตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ตั้งตัว

แม้ฝ่ายอัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษขั้นสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” แต่นโยบายของเกาหลีใต้มีการพักการประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1997 ทำให้ศาลตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน.

ที่มา Yonhap / AFP

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

20 ก.พ. 2569 12:16 น.

สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการลดภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อสินค้าจากอินโดนีเซียลงจากเดิม 32% เหลือเพียง 19%

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทำเนียบขาวระบุว่า อินโดนีเซียจะยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 99% ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเกษตร, สาธารณสุข, อาหารทะเล, เทคโนโลยี ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ จะให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่สินค้าอินโดนีเซียบางประเภท โดยเฉพาะเสื้อผ้าและสิ่งทอที่ใช้ฝ้ายหรือวัสดุสังเคราะห์จากสหรัฐฯ ในการผลิต

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” นัดแรก ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของทรัมป์เพื่อหารือเรื่องการฟื้นฟูฉนวนกาซา

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เผยว่าสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอเงื่อนไขทางภาษีของอินโดนีเซียถึง 90% โดยอินโดนีเซียได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากว่า 1,700 รายการ รวมถึงสินค้าส่งออกหลักอย่างน้ำมันปาล์ม รวมถึงกาแฟ, เครื่องเทศ, ช็อกโกแลต และยางธรรมชาติ

อินโดนีเซียตกลงที่จะเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันมากขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยยอมรับมาตรฐานของสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัยยานยนต์, การปล่อยไอเสีย, อุปกรณ์การแพทย์ และยา รวมถึงอำนวยความสะดวกให้บริษัทอเมริกันเข้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแร่ธาตุหายากในอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ ขยายแหล่งอุปทานแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทค

นอกจากข้อตกลงระดับรัฐบาลแล้ว บริษัทเอกชนจากทั้งสองประเทศยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงพันธมิตรทางธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) ครอบคลุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่, เทคโนโลยี และสิ่งทอ

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่าข้อตกลงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางภาษี และจะช่วยให้อินโดนีเซียลดการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลงเพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น “ผมมองอนาคตความสัมพันธ์ของสองประเทศด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน โดยทั้งสองฝ่ายยังสามารถตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในอนาคต.

ที่มา BBC

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

20 ก.พ. 2569 11:42 น.

วัยรุ่นชาวอังกฤษส่อเเววตกงานมากเป็นประวัติการณ์

อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

สำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอังกฤษรายงานว่า อัตราการว่างงานของวัยรุ่นในประเทศอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสูงถึง 16.1% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี2025 นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเป็นผลมาจาก “การขึ้นภาษีแรงงาน” และ “การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” เป็นสัญญาณเตือนว่า Jobless Generation หรือ ยุคสมัยแห่งการว่างงาน กำลังจะมาถึง

ร้านอาหารเเละร้านค้าทั่วไป ออกมาบอกว่า “การจ้างพนักงานวัยรุ่นเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปที่ทางร้านจะเเบกรับไหว” ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่ร้านค้าพูดเเบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงการเข้ามาเเทรกแซงของกระทรวงเเรงงานที่ต้องการปรับเพิ่มอัตราค่าเเรงขั้นต่ำให้สูงขึ้นนั้น มีเเต่จะทำให้การตัดสินใจจ้างงานนั้นเเย่ลง

Resolution Foundation เปิดเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่อังกฤษมีอัตราการว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรป โดยปัจจุบันยุโรปมีอัตราการว่างเฉลี่ยอยู่ที่ 14.9% ในขณะที่อัตราการว่างของอังกฤษในปัจจุบันอยู๋ที่ 16.1% นับตั้งเเต่ปี คศ.2000

ตัวเเทนสหภาพแรงงาน เตือนว่า ชาวอังกฤษวัย 24 ปี จำนวนกว่า 45% ที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ได้ถูกจ้างงาน เเละไม่เคยถูกจ้างงานมาก่อน กำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ที่โดนเรียกว่า รัฐบาลซอมบี้ (Zombie Government) ซึ่งแปลว่ารัฐบาลที่ไม่ทำงาน สูญเสียความสามารถในการทำงานเเม้จะอยู่ในอำนาจ เเละไม่สามารถคาดการณ์เเละวางแผนรับมือปัญหาในอนาคตได้ 

“การขึ้นภาษีแรงงาน” “ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ” “กฎหมายการจ้างงาน” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในอังกฤษตั้งเเต่ปี 2022 เเละเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อมูลเปิดเผยว่า อัตราการว่างงานพนักงานในวัยต่ำกว่า 34 ปี เพิ่มสูงขึ้นถึง 242,000 คน ในทางกลับกัน บริษัทหันไปจ้างงานพนักงานที่อายุมากกว่า 35 ปี สูงถึง 71,000 คน 

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การปรับขึ้นฐานเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานวัย 18-20 เป็น 10 ยูโรต่อชั่วโมงนั้น จะทำให้ช่องว่างของฐานเงินเดือนระหว่างเด็กเเละผู้ใหญ่แคบลง เเละทำให้บริษัทมองว่าการจ้างพนักงานที่ยังไม่มีประสบการณ์นั้นเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เเละยังไม่รวมถึงปัญหาการเติบโตที่รวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดเเรงงาน เขาจึงเตือนให้รัฐบาลอังกฤษหันมามองเห็นถึงปัญหาการว่างงานของชาวอังกฤษที่มีเเต่ยังจะเพิ่มขึ้น 

ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า บริษัทส่วนใหญ่หันมาจ้างงานพนักงานโดยระบุสัญญาว่าจะไม่มีการจ่ายโบนัสประจำปี เป็นสัญญาณว่าตลาดเเรงงานกำลังอ่อนตัวลง และ กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่รัฐบาลแย้งว่า การเปลี่ยนเเปลงนี้เป็นสัญญาณของความท้าทายที่พวกเขาจะต้องทำให้สำเร็จตามคำสัญญาที่ให้ในไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง.

ที่มา: The sun

อ่านข่าวเกี่ยวกับ คนว่างงาน

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

20 ก.พ. 2569 11:41 น.

สหรัฐฯ จ่ายหนี้สหประชาชาติ 160 ล้านดอลลาร์ จากยอดค้างกว่า 4 พันล้านดอลล์

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มทยอยชำระหนี้ค้างจ่ายให้แก่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) จำนวน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยอดรวมยังสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเดินหน้าโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่นักวิเคราะห์หวั่นอาจลดทอนบทบาทของยูเอ็นในระดับสากล

โฆษกสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์ว่า ได้รับเงินจากสหรัฐฯ จำนวน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,994 ล้านบาท ในฐานะการชำระหนี้บางส่วนสำหรับงบประมาณปกติที่ค้างจ่ายกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 124,860 ล้านบาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวระหว่างการประชุมนัดแรกของโครงการ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ว่า สหรัฐฯ จะมอบเงินสนับสนุนแก่สหประชาชาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร “เรากำลังจะช่วยเหลือพวกเขาในด้านการเงิน และเราจะทำให้มั่นใจว่าสหประชาชาติจะสามารถดำเนินอยู่ได้” ทรัมป์กล่าวต่อว่า “ผมคิดว่าสหประชาชาติมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ที่ผ่านมาพวกเขายังแสดงศักยภาพออกมาไม่เต็มที่”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของยูเอ็น แต่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าบำรุงตามพันธกรณี ทั้งในส่วนงบประมาณปกติและงบประมาณด้านรักษาสันติภาพ รวมถึงตัดงบสนับสนุนโดยสมัครใจให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น และถอนตัวออกจากหน่วยงานภายใต้สังกัดยูเอ็น อีกหลายแห่ง

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ยูเอ็นระบุว่า ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ มียอดค้างชำระจำนวนมาก เช่น งบประมาณปกติที่ 2.19 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 95% ของยอดหนี้ที่ทุกประเทศทั่วโลกค้างชำระรวมกัน, ภารกิจรักษาสันติภาพ จำนวน 2.4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และหนี้จากศาลระหว่างประเทศของยูเอ็น จำนวน 43.6 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานเองนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นการแทรกแซงและบั่นทอนอำนาจของสหประชาชาติ โดยโครงการนี้เริ่มต้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุติสงครามในฉนวนกาซา เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการปกครองชั่วคราวในพื้นที่ดังกล่าว

แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะให้การยอมรับคณะกรรมการชุดนี้จนถึงปี 2027 แต่ได้จำกัดขอบเขตงานไว้เพียงแค่ในกาซาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุในภายหลังว่าคณะกรรมการนี้จะขยายบทบาทไปจัดการกับความขัดแย้งทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญจากยูเอ็นมองว่า โครงการที่ทรัมป์เข้าไปกำกับดูแลกิจการในดินแดนต่างชาตินั้นมีลักษณะคล้ายกับ “โครงสร้างแบบยุคอาณานิคม” และถูกตำหนิอย่างมากที่ไม่มีตัวแทนจากชาวปาเลสไตน์เข้าร่วม รวมถึงในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ก็ไม่มีตัวแทนจากสหประชาชาติเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน.

ที่มา Reuters

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

20 ก.พ. 2569 11:29 น.

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

โฆษกสหประชาชาติยืนยันทำงานร่วมบอร์ดสันติภาพของทรัมป์ เดินหน้าช่วยเหลือกาซา หลังสหรัฐฯ ประกาศเงินช่วยเหลือแล้ว 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะประเมินค่าฟื้นฟูพุ่งกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกขององค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า องค์การสหประชาชาติพร้อมทำงานร่วมกับ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นความริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูฉนวนกาซา

ความเคลื่อนไหวของยูเอ็นมีขึ้นหลังทรัมป์จัดการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพนัดแรก ท่ามกลางความพยายามผลักดันให้โครงการนโยบายต่างประเทศสำคัญของเขาได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง และช่วยขับเคลื่อนข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบางในกาซา

อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นระบุว่า แผนการของทรัมป์มีขอบเขตกว้างไกล ตั้งแต่แนวคิดบริหารจัดการและฟื้นฟูกาซาให้กลายเป็นมหานครยุคใหม่ ไปจนถึงการท้าทายบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่า ความทะเยอทะยานอาจเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์จริงในพื้นที่ เนื่องจากความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายพื้นฐานของข้อตกลงหยุดยิงยังมีจำกัด

ขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงพลเรือนจำนวนมาก ยังเสียชีวิตจากการโจมตีเกือบทุกวัน โดยอิสราเอลระบุว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่คุกคามหรือโจมตีกองกำลังของตน ขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ปลดอาวุธ และคณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเตรียมเข้ามาบริหารแทนฮามาสยังติดขัดอยู่ในอียิปต์.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ "ยูเอฟโอ-เอเลียน" จวก "โอบามา" หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

20 ก.พ. 2569 11:03 น.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการหน่วยงานรัฐและเพนตากอน เร่งเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และ UFO ต่อสาธารณะ ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ พร้อมวิจารณ์ “บารัก โอบามา” ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่า เขาได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเริ่มกระบวนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวและวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO) โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ “น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง” ต่อสาธารณชน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า จากความสนใจอย่างล้นหลามของสาธารณชน เขาจะสั่งการให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เริ่มกระบวนการค้นหาและเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) และวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) 

นอกจากการสั่งเปิดแฟ้มลับแล้ว ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ที่กลายเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ที่โอบามากล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปฏิเสธข่าวลือเรื่อง “แอเรีย 51” (Area 51)

โอบามากล่าวในพอดแคสต์ว่า “พวกเขามีจริง แต่ผมยังไม่เคยเห็น และพวกเขาไม่ได้ถูกเก็บไว้ใน Area 51 ไม่มีฐานทัพใต้ดินแบบนั้น เว้นแต่ว่าจะมีแผนสมคบคิดอันยิ่งใหญ่ที่ปิดบังแม้กระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ทรัมป์ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า โอบามาได้เปิดเผยข้อมูลที่ยังอยู่ในชั้นความลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าคำพูดส่วนไหนของโอบามาที่เป็นความลับ และเมื่อถูกถามถึงความเชื่อส่วนตัวทรัมป์ตอบเพียงว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีจริงหรือไม่”

ด้านสำนักงานของโอบามายังไม่มีการตอบโต้ต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้โอบามาเคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมยืนยันว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาไม่เคยเห็นหลักฐานการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเขามองในเชิงสถิติว่าจักรวาลกว้างใหญ่มากจนน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น แต่โอกาสที่จะมาเยือนโลกนั้นมีน้อยมากเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกล

ข้อมูลจากรายงานของเพนตากอนในปี 2022 และ 2024 ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่พบหลักฐานว่ามีเทคโนโลยีจากนอกโลกหรือมีการลงจอดฉุกเฉินบนโลก การพบเห็นส่วนใหญ่เป็นเพียงวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิด

ด้านหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีบันทึกเกี่ยวกับ UFO จริง แต่กระจายอยู่ในหลายส่วนของคอลเลกชันเอกสารรัฐ

การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากว่า ข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยออกมานั้น จะมี “ความลับ” อะไรที่โลกยังไม่รู้ซ่อนอยู่หรือไม่.

ที่มา Reuters