ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

31 ส.ค. 2569 11:28 น.

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมในอำเภอนูวาโกตของเนปาล สามารถช่วยชีวิตนักเรียนราว 900 คน หลังได้รับคำเตือนน้ำท่วมฉับพลัน 4 ครั้ง จึงสั่งยุติการเรียนและอพยพเด็กขึ้นที่สูง ก่อนกระแสน้ำและโคลนจะเข้าถล่มพื้นที่เพียง 10 นาที ขณะที่เหตุภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน และอีกหลายพันคนยังสูญหายหรือขาดการติดต่อ

นายราเชนทรา ทาวาดี ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมตรีภูวัน ตรีชูลี ในอำเภอนูวาโกต ประเทศเนปาล เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขาเชื่อว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนอย่างรวดเร็ว ช่วยรักษาชีวิตเด็กนักเรียนราว 900 คนเอาไว้ได้ หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ

นายทาวาดี ซึ่งรับผิดชอบโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 1,600 คน กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 ส.ค. เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งเตือนภัยถึง 4 ครั้งจากคนละคนภายในเวลาไม่กี่นาที หนึ่งในคำเตือนมาจากเมืองเบตราวาตี ซึ่งอยู่ต้นน้ำของพื้นที่โรงเรียนโดยตรง

คำเตือนหลายครั้งทำให้เขาประเมินได้ว่าสถานการณ์กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจยุติการเรียนการสอนทันที พร้อมสั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งขึ้นพื้นที่สูง ขณะที่รถโดยสารที่กำลังพานักเรียนเดินทางออกจากพื้นที่ก็ได้รับคำสั่งให้กลับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กำลังถูกน้ำท่วม

ดาวาดีกล่าวว่า หากเขาตัดสินใจช้ากว่านั้นเพียง 10 นาที ผลลัพธ์อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าเราตัดสินใจช้ากว่านั้น 10 นาที วันนี้พวกเราทุกคน รวมถึงนักเรียนและตัวผมเอง คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ”

เขากล่าวด้วยว่า การได้รับคำเตือนจากหลายแหล่งภายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงรอให้มีหลักฐานยืนยันมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองรายหนึ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนและบอกว่า “น้ำท่วมครั้งใหญ่กำลังมา” พร้อมขอรับตัวลูกสาวกลับบ้าน

ดาวาดีมองว่า ผู้ปกครองย่อมไม่เดินทางมารับลูกโดยไม่มีเหตุผลร้ายแรง จึงตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว “ผมตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป ต่อให้น้ำท่วมไม่เกิดขึ้นจริง อย่างมากก็เสียเวลาเรียนเพียงวันเดียว ผมรู้สึกภูมิใจที่เราช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย”

หลังนักเรียนและครูอพยพออกจากโรงเรียนได้ไม่นาน มวลน้ำมหาศาลพร้อมโคลนและเศษซากก็ไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว อาคารโรงเรียนถูกฝังอยู่ใต้โคลนและซากปรักหักพัง ดาวาดีเล่าว่า อาคารหอพักซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ 100 เมตร ถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแทบจะทันที ขณะที่พื้นที่ตลาดท้องถิ่นถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตา

ในช่วงแรก นักเรียนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าสถานการณ์รุนแรงเพียงใด ยูนิชา อมาตยา นักเรียนหญิงวัย 16 ปี เล่าว่า เธอและเพื่อน ๆ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพียง 10 วินาทีเท่านั้น ยูนิชากล่าวว่า ก่อนน้ำจะเข้าท่วม นักเรียนยังคงนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน ส่วนครูไปรวมตัวกันอีกจุดหนึ่ง และในตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประมาณ 5 นาทีต่อมา ครูจะเข้ามาแจ้งข่าวน้ำท่วมและสั่งให้นักเรียนกลับบ้าน

นักเรียนบางคนถึงกับเป็นลมเมื่อได้ยินข่าว แต่หลายคนยังประเมินอันตรายต่ำเกินไป และรอเพื่อนที่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ ยูนิชาและเพื่อน ๆ จึงรีบวิ่งขึ้นเนินผ่านเส้นทางหลบหนีด้านหลังโรงเรียน เธอเล่าว่า เนื่องจากตัวเองวิ่งได้ไม่เร็ว เพื่อนจึงช่วยพยุงและพาขึ้นพื้นที่สูง ทั้งหมดพยายามไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด และต้องปีนบันไดแคบ ๆ ทางด้านหลังโรงเรียนเพื่อหนีออกจากพื้นที่ “ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็ถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน”

เธอกล่าวว่า รองเท้าของเธอช่วยยึดเกาะพื้นไว้ได้ หากไม่มีแรงยึดเกาะที่ดี เธออาจพลัดตกลงไป ขณะที่นักเรียนและประชาชนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเพื่อขึ้นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่เลือกหลบหนีไปตามเส้นทางอื่นบางรายถูกกระแสน้ำพัดหายไป

หลังอพยพขึ้นพื้นที่สูง นักเรียนและครูได้เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ถนนหลายสายถูกตัดขาดและระบบคมนาคมได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่เป็นเวลาถึง 2 คืน ก่อนที่ความช่วยเหลือจะเดินทางเข้าไปถึง

ในที่สุด ทาวาดีและยูนิชา ซึ่งทั้งคู่พักอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจากโรงเรียน ได้รับการช่วยเหลือทางอากาศและนำตัวกลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวของนักเรียนจำนวนมากต่างพยายามติดต่อบุตรหลานที่หายไป

ซาบีนา กุมารี เศรษฐะ แม่ของยูนิชา กล่าวว่า เธอโทรศัพท์หาลูกสาวและสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ยูบาราช อมาตยา ผู้เป็นพ่อ รีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนทันทีหลังทราบข่าวน้ำท่วม เขาเล่าว่า เมื่อโทรศัพท์หาลูกสาวแล้วไม่มีคนรับ เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ก่อนจะรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปยังโรงเรียน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าตลาดตรีชูลี บาซาร์ถูกน้ำพัดหายไปเกือบทั้งหมด

เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่เขาไม่รู้ว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพยายามโทรศัพท์หาเธออย่างต่อเนื่อง กระทั่งในที่สุดสายก็เชื่อมต่อ และยูนิชาเป็นคนรับสาย ผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงลูกสาว เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ญาติอีกสองคนที่อยู่กับเขาก็ร้องไห้และเข้าสวมกอดกันด้วยความโล่งอก

ครอบครัวต้องรอถึง 3 วันกว่าจะได้พบเธออีกครั้ง แม่ของยูนิชากล่าวว่า ลูกสาวคนเล็กถึงกับนอนไม่หลับระหว่างรอ และเธอรู้สึกทั้งมีความสุขและโล่งใจอย่างมากเมื่อได้พบลูกสาวกลับมาอย่างปลอดภัย

แม้ยูนิชาจะรอดชีวิต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอต้องกังวลถึงอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เธอกล่าวว่า หากจำเป็นต้องย้ายโรงเรียน เธอจะต้องจากเพื่อนเก่าและอาจประสบปัญหาในการปรับตัวและหาเพื่อนใหม่

องค์กร Save the Children ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้โรงเรียนอย่างน้อย 69 แห่งถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 19,000 คน

ในจังหวัดธาดิง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด กลุ่มนักเรียนอีกหลายกลุ่มก็รอดชีวิตจากภัยพิบัติ หลังออกจากห้องเรียนในช่วงพักกลางวัน ขณะที่นักเรียนบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากครูที่สั่งให้อพยพออกจากห้องเรียนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้ามา

แม่ของนักเรียนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า ครูเตือนเด็ก ๆ ว่าเกิดน้ำท่วมและให้ทิ้งกระเป๋าและกล่องอาหารกลางวันไว้ ก่อนรีบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ รอดชีวิต

จนถึงขณะนี้ มีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ประสบภัยในเนปาลแล้วมากกว่า 3,700 คน ขณะที่ทางการเนปาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ว่า ยังมีประชาชน 2,502 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 592 คน ที่ไม่สามารถติดต่อได้

ข้อมูลอีกชุดระบุยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ที่อย่างน้อย 781 คน ขณะที่รายงานจากแหล่งข่าวในช่วงเดียวกันประเมินยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 800 คน และมีผู้สูญหายหลายพันคน

ภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค. บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า สาเหตุเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้มวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามลำน้ำอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนัก รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่าประชาชนเนปาลกลายเป็น “เหยื่อรายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” อย่างไม่สมดุล ทั้งที่ประเทศมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกเพียงสัดส่วนเล็กน้อย

สำหรับนายทาวาดี เขายังคงเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนโดยไม่รอให้มีการยืนยันสถานการณ์เพิ่มเติม คือสิ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน

เขากล่าวว่า หากรอจนเลิกเรียนก่อนสั่งปิดโรงเรียน สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้อาจมีเพียง “เสียงกริ่งโรงเรียนที่ดังขึ้นตอน 09.30 น.” เท่านั้น.

ที่มา BBC 

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

31 ส.ค. 2569 11:25 น.

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วม ท่ามกลางแรงกดดันจีนขยายอิทธิพล

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวทีการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum)  เปิดการหารือประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาชญากรรมยาเสพติด และกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีที่ตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มขึ้น

ปีนี้การประชุมมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมซึ่งมีสมาชิก 18 ประเทศ จัดขึ้นที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน ส่งผลให้จีนแสดงความไม่พอใจต่อการเชิญไต้หวันเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนด้านความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำจีนปฏิเสธเดินทางไปเข้าร่วมและส่งรัฐมนตรีระดับรองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นเข้าร่วมแทน พร้อมงประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปปาเลา โดยระบุว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ปลอดภัย สำหรับนักท่องเที่ยว

ทางด้านรัฐบาลซามัวระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของประเทศจะนำโดยรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายกรัฐมนตรีวานูอาตู และผู้นำรัฐบาลนิวแคลิโดเนีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ก็จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้เช่นกัน

ที่ผ่านมาที่ประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในภูมิภาคมานานหลายทศวรรษ แต่การประชุมในปีนี้กลับเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

นายเซอรานเกล วิปส์ ประธานาธิบดีปาเลา กล่าวว่าแปซิฟิกคือบ้าน ไม่ใช่เวทีสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมระบุว่า ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนในหมู่เกาะแปซิฟิก.

ที่มา AFP

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

31 ส.ค. 2569 10:55 น.

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

ทีมกู้ภัยจีนเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุดินโคลนถล่มในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตทิเบต หลังธารน้ำแข็งพังถล่มจากฝั่งเนปาล คร่าชีวิต 16 ศพ สูญหาย 546 ราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทีมกู้ภัยจีนยังคงระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังเกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าฝ่าภูมิประเทศภูเขาที่ทุรกันดารและเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก

รายงานข่าวระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดใกล้ด่านจีร่ง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของทิเบต โดยต้องใช้เวลาเดินเท้าผ่านเส้นทางภูเขานานถึง 10 ชั่วโมง ก่อนเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยมากกว่า 60 นาย จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาหลายรอบในรัศมี 1.7 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ

บริเวณห่างจากหุบเขาประมาณ 100 เมตร พบแนวลาดหินที่ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระแสน้ำไหลทะลักผ่าน โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่าระดับน้ำในช่วงเกิดเหตุสูงกว่า 60 เมตร หรือเทียบเท่าอาคารสูงประมาณ 20 ชั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของกระแสน้ำและดินโคลนที่พัดถล่มพื้นที่

ทีมกู้ภัยทำงานต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ขณะที่สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภารกิจ นายโจว หมิงฉี ผู้บัญชาการภาคสนามจากทีมลาซา สังกัดหน่วยเคลื่อนที่กู้ภัยและดับเพลิงมณฑลเสฉวน กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยได้ค้นหาพื้นที่มาแล้ว 2 รอบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางเมตร แต่จะยังคงปฏิบัติการต่อไปแม้ต้องเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก 

ที่มา AP

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

31 ส.ค. 2569 09:09 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารักทางตอนใต้ของอิหร่าน อิหร่านอ้างทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน แถลงว่า อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดนด้วยขีปนาวุธและโดรน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะลารัก ทางตอนใต้ของอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการปะทะระลอกใหม่ระหว่างสองฝ่าย หลังสถานการณ์สงบลงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “การลงโทษผู้รุกราน” (Punishment of the Aggressor) โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพคิง ฮุสเซน และฐานทัพอัล อัซรัก ในจอร์แดน โดยระบุว่า การโจมตีสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและซ่อมบำรุง รวมถึงพื้นที่ประจำการของเครื่องบินรบฝ่ายศัตรู และสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากฐานทัพสหรัฐฯ ทั้ง 2 แห่ง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การรุกรานและก่ออาชญากรรมไม่อาจแก้ปัญหาความพยายามของฝ่ายศัตรูที่จะบั่นทอนอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมเตือนว่าการโจมตีทุกครั้งจะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ หลังเกิดการโจมตีเกาะลารัก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า เป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ คือแท่นยิงจรวดบนเกาะ ซึ่งเตรียมใช้ยิงจรวดบรรทุกทุ่นระเบิดเข้าสู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การตอบโต้ครั้งล่าสุดเพิ่มความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปรับแนวทางจากการใช้ปฏิบัติการทางอากาศ ไปสู่การใช้มาตรการกดดันทางการเงินต่อรัฐบาลเตหะราน หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ และระบุว่าน้ำมันหลายล้านบาร์เรลยังคงถูกลำเลียงผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ แม้อิหร่านจะประกาศปิดกั้นช่องแคบก็ตาม

ที่มา Aljazeera

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่า "แกรนด์แคนยอน" ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

31 ส.ค. 2569 08:48 น.

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่าไหลหลากฉับพลันถล่มพื้นที่แกรนด์แคนยอนในสหรัฐฯ คาดมีนักเดินป่าราว 15 คนสูญหายหรือขาดการติดต่อ เจ้าหน้าที่อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลันในพื้นที่แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ส่งผลให้มีนักเดินป่าประมาณ 15 คนที่ยังสูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้อพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ทางอากาศแล้วอย่างน้อย 62 คน และคาดว่าจะมีการอพยพเพิ่มเติม โดยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า น้ำป่าเริ่มไหลหลากเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณไบรท์ แองเจิล แคนยอน และพื้นที่ฟาแรนช์ ซึ่งเป็นพื้นที่พักแรมและที่พักอยู่บริเวณก้นหุบเขาแกรนด์แคนยอน

ก่อนหน้านี้ทางการเคยประกาศตามหาข้อมูลของผู้ที่คาดว่าสูญหายหรือขาดการติดต่อมากกว่า 20 คน ก่อนปรับตัวเลขล่าสุดลงเหลือประมาณ 15 คน พร้อมขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเดินป่าหรือนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่หุบเขาชั้นในตามแนวไบรท์ แองเจิล ครีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้สูญหายและติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา CNN

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

31 ส.ค. 2569 06:36 น.

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเข้าใส่ดินแดนของอิหร่านรอบใหม่ โดยอ้างว่าโจมตีเข้าใส่แท่นยิงจรวดของอิหร่าน ที่กำลังจะปล่อยทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะตอบโต้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานแท่นยิงจรวดของอิหร่านจำนวน 2 แห่งบนเกาะลารัค (Larak Island) ของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นการโจมตีดินแดนอิหร่านครั้งแรกของอเมริกาที่มีการเปิดเผย นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำนักข่าว CBS News อ้างคำแถลงของ นาวาโท ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ว่า “เจ้าหน้าที่พบกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการปล่อยจรวดที่ติดทุ่นระเบิดทางทะเลลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกของ IRGC เรียกเหตุโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์และเป็นอันตรายถึงชีวิตของระบอบทรัมป์” พร้อมเสริมว่า “ศัตรูจะต้องชดใช้ให้กับคำนวณที่ผิดพลาดครั้งนี้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร”

ขณะที่สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่าน รายงานก่อนหน้านี้ว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

เหตุการณ์นี้นับเป็นการโจมตีของสหรัฐฯ เข้าสู่ดินแดนของอิหร่านครั้งแรกที่ได้รับยืนยัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับปฏิบัติการทางทหารชั่วคราวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ทางสหรัฐฯ ระบุว่าได้กวาดล้างทุ่นระเบิดทั้งหมดออกจากเส้นทางเดินเรือหลักในช่องแคบฮอร์มุซเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือนนี้

ทรัมป์ระบุว่าทุ่นระเบิดทั้งหมดที่อิหร่านนำมาวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อปิดล้อมเส้นทาง ได้ถูกปลดชนวนหรือเก็บกู้ไปหมดแล้ว พร้อมกล่าวว่าได้เตือนอิหร่านไว้แล้วว่าเรือลำใดก็ตามที่พยายามวางทุ่นระเบิดลูกใหม่จะถูกทำลายทันที

ทางด้าน คาเซม การิบบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาโต้ตอบว่าข้อกล่าวอ้างของทรัมป์เป็นเพียง “การโฆษณาชวนเชื่อ” ลวงโลก

อนึ่ง เกาะลารัคตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งติดกับเมืองท่าสำคัญอย่างบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และตั้งอยู่ตรงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสายสำคัญสำหรับการเดินเรือของโลก

ขณะนี้อิหร่านกำลังบังคับให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องแล่นผ่านเกาะแห่งนี้เพื่อทำการตรวจสอบ และมีรายงานว่าเตหะรานเรียกเก็บเงินจากเรือต่าง ๆ สูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการผ่านทาง

ทั้งนี้ อิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ หลังจากวอชิงตันประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันที่ 24 ส.ค. โดยมีเป้าหมายเพื่อโดดเดี่ยวเตหะรานเพิ่มเติม และขยายการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) ไปยังพันธมิตรของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

31 ส.ค. 2569 05:49 น.

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงสาวชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ ทางตอนใต้ของประเทศ โดยคนร้ายถูกจับกุมตัวได้ในทันที ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวอังกฤษวัย 31 ปี เสียชีวิตหลังจากถูกแทงที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ รัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนีเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2569) โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมชายชาวเยอรมันวัย 27 ปีในที่เกิดเหตุทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่อาจเห็นเหตุการณ์ “การมีปากเสียงหรือการทำร้ายร่างกาย” ที่สถานีรถไฟในช่วงดึกวันเสาร์หรือเช้ามืดวันอาทิตย์ ให้ติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

สำนักข่าว DPA ของเยอรมนีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งมาจากเขตเฟือร์สเทนเฟลด์บรุค (Fürstenfeldbruck) จะถูกนำตัวส่งศาลในช่วงวันอาทิตย์ ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ หรือหญิงคนดังกล่าวมาทำอะไรในรัฐบาวาเรีย

ทั้งนี้ เมืองโรเซนไฮม์เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตอัปเปอร์บาวาเรีย และเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางรถไฟที่คึกคักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ของออสเตรีย รวมถึงเวียนนา ซัลซ์บูร์ก และอินส์บรุค

ในพื้นที่กำลังมีการจัดงาน Rosenheimer Herbstfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่มีลักษณะคล้ายกับเทศกาล Oktoberfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองมิวนิก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ "โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

31 ส.ค. 2569 03:18 น.

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “โรมัน” ออกสู่อวกาศแล้ว เพื่อทำภารกิจสำรวจอวกาศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไขปริศนาของจักรวาล ทั้งเรื่องสสารมืดและพลังงานมืด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ดำเนินการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ขึ้นสู่อวกาศแล้ว ด้วยจรวด “ฟอลคอน เฮฟวี” (Falcon Heavy) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ โรมัน เป็นโครงการมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจุดเริ่มต้นมาจากการดัดแปลงดาวเทียมสอดแนมเดิมของสำนักงานสอดแนมแห่งชาติสหรัฐฯ (NRO) ที่ยกเลิกโครงการไปแล้วนำมามอบให้นาซาในปี 2555

โรมันจะเดินทางไปประจำการ ณ “จุดลากรองจ์ที่ 2” (Lagrange Point 2) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.6 ล้านกิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจหลักเป็นเวลา 5 ปี (อาจขยายได้อีก 5 ปี) และคาดว่าจะส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงแรกกลับมาได้ก่อนช่วงวันหยุดฤดูหนาวปลายปีนี้

หากเปรียบเทียบกล้องโทรทรรศน์ “เจมส์ เวบบ์” (James Webb) เป็นเลนส์ซูมเน้นส่องลึก กล้องโรมันจะเปรียบเหมือน “เลนส์มุมกว้าง” มีความคมชัดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์ “ฮับเบิล” (Hubble) แต่สำรวจอวกาศได้เร็วกว่ามาก สามารถสำรวจกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ทั้งหมดในเวลาเพียง 1 เดือน ขณะที่ฮับเบิลต้องใช้เวลานานถึง 1 ศตวรรษ

กล้องโรมันจะสร้างแผนที่ 3 มิติของจักรวาลที่ครอบคลุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะสำรวจกาแล็กซีมากกว่า 2,000 ล้านแห่ง เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ศึกษาสิ่งที่เป็นปริศนาของจักรวาลเช่น สสารมืด (dark matter) ซึ่งอาจเป็นองค์ประกอบ 27% ของจักรวาล และพลังงานมืด (dark energy) ที่อาจเป็นองค์ประกอบ 68% ของจักรวาล

กล้องโรมันยังมีภารกิจสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่หลายพันดวง

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยพยายามยกเลิกหรือลดงบประมาณของโครงการโรมันมาแล้ว ทั้งตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกและสมัยที่ 2 ในปัจจุบัน แต่สภาคองเกรสยังคงรักษางบประมาณของโครงการเอาไว้ได้ และทำให้การปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

31 ส.ค. 2569 01:56 น.

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

ทางการแคนาดาติดตั้งป้ายชื่อทะเลสาบออนแทริโอ เพื่อตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามจะเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวเป็น ทะเลสาบอเมริกา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 นายดัก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทริโอ สั่งดำเนินการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่บนชายฝั่งของแคนาดา พร้อมข้อความว่า “ทะเลสาบออนแทริโอ บัดนี้และตลอดไป” เพื่อตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เพื่อพยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” (Lake America) และได้แชร์วิดีโอที่สร้างด้วย AI หลายตัวเกี่ยวกับทะเลสาบที่ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งสองประเทศแห่งนี้

“นานมากแล้วก่อนจะมีประธานาธิบดีทรัมป์ ทะเลสาบแห่งนี้ก็ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ และอีกนานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่งไป ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังคงชื่อทะเลสาบออนแทริโอ” ฟอร์ดกล่าว

สงครามน้ำลายระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับแคนาดาปะทุขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตราสูงถึง 50% โดยครอบคลุมสินค้ามูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาจะเริ่มใช้นโยบายภาษีตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในเดือนหน้า

ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะเรียกชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ประเทศอื่นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

เมื่อวันเสาร์ กูเกิล (Google) ระบุว่าได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ แล้ว

“เนื่องจากเราอัปเดต Google Maps ให้สะท้อนการเปลี่ยนชื่อในแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ซึ่งก็คือ GNIS [ระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์] ของสหรัฐฯ ผู้ใช้ Maps ในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” ส่วนผู้ใช้ในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” และผู้ใช้ภายนอกสหรัฐฯ และแคนาดาจะเห็นทั้งสองชื่อ” กูเกิลระบุ

หลังจากนั้น ทั้งฝ่ายทรัมป์กับแคนาดาต่างตอบโต้กันผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทรัมป์พสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI หลายตัว โดยคลิปหนึ่งแสดงภาพเขากำลังเตะป้ายทะเลสาบออนแทริโอจนล้มลง แล้วแทนที่ด้วยป้ายที่เขียนว่า: “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา”

อีกวิดีโอหนึ่งเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่แต่งทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และถือปืนไรเฟิลขณะเดินตรวจลาดตระเวนตามชายฝั่งของทะเลสาบอเมริกาที่เพิ่งถูกตั้งชื่อใหม่

ฟอร์ดกล่าวว่า การที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นเพราะเขาไม่ชอบที่ออนแทริโอและแคนาดาลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง “เผื่อประธานาธิบดีทรัมป์หรือใครก็ตามจะลืม เราจึงติดตั้งป้ายนี้เพื่อเตือนความจำพวกเขาว่า ที่นี่คือทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในตอนนี้และตลอดไป”

คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับคำตอบก่อนหน้านี้ของมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ต่อประเด็นความขัดแย้งนี้ โดยยืนยันว่า “สิ่งต่างๆ ต้องถูกเรียกด้วยชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในวันนี้และตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

31 ส.ค. 2569 00:22 น.

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

เรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารมากว่า 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้หลายร้อยราย แต่ยังเหลือผู้สูญหายอีก 23 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 เกิดเหตุเรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือราว 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และสูญหายอีก 23 ราย ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายคนต้องนั่งหรือเกาะอยู่กับตัวเรือที่พลิกคว่ำเพื่อรอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือข้ามฟากของเอกชนลำนี้ เดินทางออกจากท่าเรือคีเรเนีย (Kyrenia) เมื่อเวลา 12.30 น. และเริ่มมีน้ำไหลทะลักเข้าสู่ตัวเรือโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือตาซูจู (Tasucu) ในจังหวัดแมร์ซิน (Mersin) ของตุรกี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งคีเรเนีย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเรือเฟอร์รีที่เกิดเหตุเป็นเรือสองตอน (Catamaran) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการเรือรับส่งประจำวันที่เชื่อมต่อระหว่างไซปรัสเหนือกับประเทศตุรกี

ทั้งนี้ ไซปรัสเหนือ หรือ ชื่อเต็มคือ สาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ (TRNC) เป็นดินแดนประกาศเอกราชจากไซปรัสเมื่อปี 2526 โดยได้รับการยอมรับจากตุรกีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น และปัจจุบันอยู่ในการควบคุมของตุรกี ส่วนประชาคมระหว่างประเทศถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐไซปรัส

นายตูฟัน เอร์ฮูร์มัน (Tufan Erhurman) ประธานาธิบดีไซปรัสเหนือ กล่าวว่า มีผู้ได้รับช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 237 คน ขณะที่พบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังคงอยู่ระหว่างการค้นหาอีก 23 คน

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เรืออับปาง เอร์ฮูร์มันได้เอ่ยถึงพายุหมุนที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าสภาพอากาศในตอนเกิดเหตุนั้นถือว่าเหมาะสมต่อการเดินทาง

“ผู้คนในพื้นที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพบเจอมาก่อน… พวกเรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกำลังทำทุกทางเท่าที่ทำได้และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่” เขากล่าวขณะให้สัมภาษณ์จากศูนย์บริหารวิกฤตที่จัดตั้งขึ้นในพื้นที่

ด้านอูนัล อุสเตล (Unal Ustel) นายกรัฐมนตรีไซปรัสเหนือ กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่กำลังดำเนินอยู่ “สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือชีวิตของมนุษย์ ทุกหน่วยงานของรัฐ กองกำลังความมั่นคง ทีมการแพทย์ และทีมค้นหาและกู้ภัยต่างลงพื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna