ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

30 ส.ค. 2569 22:50 น.

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ชาวไอซ์แลนด์ลงประชามติคัดค้านการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อ 13 ปีก่อน จากความกังวลเรื่องสิทธิ์การทำประมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ออกไปลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อตัดสินว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล เรื่องการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RUV รายงานว่า จากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 225,000 คน มี 52.8% ที่ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล ขณะที่ 47.2% ให้การสนับสนุน โดยมีผลต่างคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของนายกรัฐมนตรี คริสตรูน ฟรอสตัดโดตตีร์ (Kristrún Frostadóttir) เคยสัญญาว่าจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติภายในปี 2570 แต่กำหนดการถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงในประเทศเกาะที่มีประชากรเกือบ 400,000 คนแห่งนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมประมงมากกว่าความกังวลด้านความมั่นคง

ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนประมาณ 270,000 คน RUV รายงานว่าผู้ออกมาใช้สิทธิซึ่งสูงถึง 82.5% ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในการเลือกตั้งของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2552

แม้ปัจจุบันไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยว EU และเขตเสรีเชงเกนอยู่แล้ว แต่การเป็นสมาชิก EU เต็มตัวจะทำให้ไอซ์แลนด์ต้องเข้าร่วมสหภาพศุลกากร และระบบเงินยูโรในที่สุด

ไอซ์แลนด์เริ่มยื่นเรื่องสมัครเข้าร่วม EU ในปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤตการเงินปี 2551 และการล่มสลายของระบบธนาคารในไอซ์แลนด์ โดยกระบวนการสมัครคืบหน้าไปมากแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้าน EU ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2556 และสั่งระงับการเจรจาลง

สิทธิการทำประมงถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเข้าร่วม EU ของไอซ์แลนด์ในตอนนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก ไอซ์แลนด์เคยประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องน่านน้ำจับปลาจากชาวประมงต่างชาติในช่วง “สงครามปลาค็อด” (Cod Wars) กับสหราชอาณาจักรในยุค 70 และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศยังคงคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบจำนวนมากเกรงว่าการเป็นสมาชิก EU จะหมายถึงการต้องสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่จับปลาอันมั่งคั่งเหล่านี้ตามนโยบายของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดโควตาปริมาณการจับปลาของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน แม้ว่าความกังวลทางเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในแคมเปญรณรงค์ประชามติครั้งนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) แต่กลับไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาพันธมิตรในการป้องกันประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของ EU จะช่วยให้ไอซ์แลนด์สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศร่วมกันของสหภาพยุโรปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ไอซ์แลนด์ให้การสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลต่อการซ้อมรบทางเรือของรัสเซียที่เพิ่มขึ้นใกล้กับตัวเกาะ

ทว่าในช่วงหลังมีเรื่องที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกาะในแถบอาร์กติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คาทริน กุนนาร์สโดตตีร์ (Katrín Gunnarsdóttir) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอซ์แลนด์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอจะแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับประเทศอื่นๆ หลังผลการทำประชาพิจารณ์ออกมาเช่นนี้

ขณะที่นางคริสตรูนกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า ประเด็นเรื่องการเป็นสมาชิก EU จะไม่ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกในขณะที่รัฐบาลของเธอยังบริหารประเทศอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

30 ส.ค. 2569 21:51 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กระตุ้นผู้นำชาติอ่าวอาหรับร่วมมือต่อสู้ “ศัตรูที่แท้จริง”

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้ชาติมุสลิม โดยเฉพาะประเทศแถบอ่าวอาหรับ สามัคคีกันเพื่อต่อสู้กับผู้ที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมย้ำว่าใครที่สร้างความแตกแยกจะถือเป็นศัตรู

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ส.ค. 2569 ว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งสารเรียกร้องให้ประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในแถบอ่าวอาหรับ รวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “ศัตรูที่แท้จริง” พร้อมกล่าวว่าความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิมมีแต่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

ข้อความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่บนบัญชีเทเลแกรมของคาเมเนอี เนื่องในโอกาสสัปดาห์เอกภาพแห่งอิสลาม (Islamic Unity Week) ซึ่งเป็นวาระเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของศาสดามูฮัมหมัด

สารฉบับนี้เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในหมู่ชาวมุสลิม ความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงการป้องกันประเทศร่วมกัน โดยระบุว่าใครก็ตามที่สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวมุสลิม ไม่ว่าจะ “โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ” ถือเป็นการช่วยเหลือศัตรูของศาสนาอิสลาม

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามย้อนกลับว่า ชาวปาเลสไตน์จะถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพ “ไร้ที่พึ่ง” เช่นนี้หรือไม่ หากชาวมุสลิมมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

คาเมเนอีไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย นับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอิหร่าน และเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาและผู้นำสูงสุดคนก่อน เสียชีวิต

การเรียกร้องความสามัคคีในครั้งนี้ สอดคล้องกับแถลงการณ์ที่เขาแจ้งต่อชาวอิหร่านเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าเขาได้สั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสมานฉันท์ในสังคม พร้อมกระตุ้นให้ทางการหลีกเลี่ยง “คำพูดที่บั่นทอนกำลังใจ” ซึ่งจะทำให้ขวัญกำลังใจของชาติและประชาชนอ่อนแอลง

คาเมเนอีได้ตั้งคำถามถึงบรรดาผู้ปกครองรัฐอ่าวอาหรับโดยเฉพาะว่า “พวกคนพาลไร้หัวนอนปลายเท้า” จะกล้ามาปองร้ายที่ดินและทรัพย์สินของพวกท่านหรือไม่ หากประชาชนและรัฐบาลในแถบอ่าวอาหรับ “ร่วมมือกันภายใต้ผืนธงแห่งอิสลาม”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ประเทศอ่าวอาหรับซึ่งปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มองว่า อุดมการณ์ปฏิวัติของอิหร่าน รวมถึงวาทกรรมต่อต้านระบอบกษัตริย์และอิทธิพลในภูมิภาค เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเมืองของพวกเขา

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน เตหะรานได้เปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างเตหะรานและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

“คำแนะนำที่ผมเน้นย้ำและกล่าวซ้ำอยู่เสมอต่อผู้ปกครองประเทศมุสลิม โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันตกและอ่าวอาหรับ คือจงระบุตัวศัตรูที่แท้จริงของพวกท่าน ทำความเข้าใจแผนการของมัน และเผชิญหน้ากับมัน” คาเมเนอีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

30 ส.ค. 2569 13:40 น.

เหตุยิงสนั่นงานปาร์ตี้ดนตรีเรฟในสวิตเซอร์แลนด์ พบเหยื่อหลายราย

เกิดเหตุยิงในงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นในสนามแข่งม้าในเมืองอาเรา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันนี้ ตำรวจระบุมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานเบื้องต้นว่าอาจมีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บอีก 5 คน แต่ตำรวจยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าว พร้อมระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่และเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ

เกิดเหตุยิงปืนหลายนัดระหว่างงานดนตรีเรฟที่จัดขึ้นบริเวณสนามแข่งม้าในย่านชาเคน เมืองอาเรา รัฐอาร์เกา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) โดยตำรวจรัฐอาร์เการะบุว่าได้รับแจ้งเหตุหลังเวลา 02.30 น. และยืนยันว่ามีการยิงปืนหลายนัด ท่ามกลางกลุ่มผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มี “ผู้เสียหายหลายราย” แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่ามีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ขณะที่มีรายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน โดยบางรายอาการสาหัส อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากตำรวจ

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าปฏิบัติการในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งรถตำรวจ รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมปิดกั้นพื้นที่โดยรอบสนามแข่งม้า และตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่เข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีเฮลิคอปเตอร์ซูเปอร์พูมาของกองทัพสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมภารกิจ รวมถึงหน่วยรับมือภัยพิบัติของรัฐอาร์เกา

วาเนสซา รัมโพลด์ โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณสนามแข่งม้า แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น โดยตำรวจยืนยันเพียงว่า มีการยิงปืนหลายนัดจากกลุ่มคนจำนวนมาก

ด้านปาสคาล เวนเซล โฆษกตำรวจรัฐอาร์เกา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังถือเป็น “สถานการณ์พิเศษ” และการติดตามตัวผู้ก่อเหตุยังดำเนินอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่

ตำรวจขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ชาเคน และเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้บริเวณเกิดเหตุ เนื่องจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ยังดำเนินต่อเนื่อง นอกจากนี้ สระว่ายน้ำอาเรายังปิดให้บริการในวันอาทิตย์จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเล่าว่า เพื่อนของเธออยู่ในงานและต้องหลบอยู่ใต้เวทีดีเจ ขณะที่ผู้ร่วมงานอีกคนระบุว่า ตอนแรกคิดว่าเสียงดังกล่าวเป็นเสียงพลุ ก่อนจะทราบว่าเป็นเสียงปืน

สื่อสวิตเซอร์แลนด์รายงานว่า เหตุยิงเกิดขึ้นหลังเวลา 02.30 น. โดยคลิปวิดีโอที่ได้รับการเผยแพร่มีเสียงคล้ายการยิงปืนหลายนัด เจ้าหน้าที่จึงขอให้ผู้ที่มีภาพถ่ายหรือวิดีโอจากเหตุการณ์ส่งข้อมูลให้ตำรวจ เพื่อใช้ประกอบการสอบสวน

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างงาน Aarau Rave Vol. 7 ซึ่งเป็นงานดนตรีแนวเทคโนที่จัดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเสาร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ และมีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,500 คน ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน เมืองอาเรายังมีงานดนตรี “Musig i de Altstadt Aarau” จัดขึ้นในพื้นที่เมืองเก่า

ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยแรงจูงใจของเหตุยิง จำนวนผู้ก่อเหตุ หรือยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยังอยู่ในพื้นที่หรือหลบหนีไปแล้ว โดยขณะนี้การค้นหาและตรวจสอบพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป

เมืองอาเราตั้งอยู่ในรัฐอาร์เกา ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ห่างจากนครซูริกราว 40 กิโลเมตร.

ที่มา Blick / swissinfo.ch

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

30 ส.ค. 2569 13:08 น.

ยอดเสียชีวิตน้ำท่วมเนปาล-ทิเบตพุ่ง 750 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังวิกฤต ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 750 คน ขณะที่ผู้สูญหายมีมากกว่า 3,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่ยังตามหาไม่พบอีกหลายร้อยชีวิต ล่าสุดเกิดแผ่นดินถล่มซ้ำก่อตัวเป็นทะเลสาบแห่งใหม่ จนต้องอพยพทีมกู้ภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่นานาชาติเร่งส่งความช่วยเหลือ มุ่งค้นหาคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและโคลนทะลักเข้าถล่มพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วรวมกันพุ่งสูงเกิน 750 ราย โดยทางการเนปาลรายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 734 ราย ขณะที่สื่อทางการจีนยืนยันผู้เสียชีวิตในทิเบตอีก 16 ราย

นอกจากนี้ ยอดผู้สูญหายรวมในทั้งสองประเทศได้พุ่งทะลุ 3,000 คน โดยเนปาลแจ้งระบุตัวตนไม่ได้และขาดการติดต่อนานกว่า 2,498 คน ส่วนเจ้าหน้าที่จากเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า ชาวต่างชาติที่สูญหายมากที่สุดคือชาวเนปาลจำนวน 104 คน ขณะที่ชาวอินเดีย 49 คน ชาวลัตเวีย 33 คน ชาวอเมริกัน 18 คน และชาวอังกฤษ 15 คน ยังคงสูญหายเช่นกัน เนื่องจากด่านจี๋หลง บริเวณชายแดนเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังเขาไกรลาส สถานที่แสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

สถานการณ์การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องและสภาพภูมิประเทศที่เป็นโคลนหนาแน่น สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดรนสำรวจพบเหตุแผ่นดินถล่มระลอกใหม่ตรงบริเวณจุดต่ำกว่าแนวกั้นน้ำเดิม 2.8 กิโลเมตร ส่งผลให้เศษดินและหินปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็น “ทะเลสาบกั้นน้ำแห่งใหม่” ขึ้นมา ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกและทะลักซ้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องสั่งอพยพทีมกู้ภัยใกล้ด่านจี๋หลงไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลได้ประกาศเตือนประชาชนริมแม่น้ำโภเต โกศี ให้เฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสัญญาณระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในจุดที่วิกฤตที่สุดคือการกู้ภัยคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่า 100 ชีวิตที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินท่ามกลางดินโคลนที่อุดปิดทางเข้า กองทัพเนปาลได้พยายามสอดท่อเข้าไปในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าตรีศูลี 3เอ เพื่ออัดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปประทังชีวิตให้แก่ผู้รอดชีวิตด้านใน แต่ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้นทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีคนงานจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูญหายรวมกันมากถึง 933 คน ทำให้รัฐบาลอินเดียและจีนตัดสินใจส่งทีมเชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะอุโมงค์และการกู้ภัยเฉพาะทางเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ชีวิตแข่งกับเวลา

ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ร่วมกับสำนักข่าวซินหัว ระบุตรงกันว่าชนวนเหตุภัยพิบัติครั้งมโหฬารนี้ เกิดจาก “การพังทลายของธารน้ำแข็ง”  บริเวณลาดเขาทางตอนใต้ของยอดเขาลิรุง ในเนปาล ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งและหินมหาศาลถล่มลงมารวมกับมวลน้ำ ก่อตัวเป็นโคลนและเศษซากพัดถล่มลงมาตามลำน้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งนายไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่านี่คือสัญญาณเตือนอันตรายจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนเทือกเขาอย่างรุนแรง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลประเมินว่า ความเสียหายเฉพาะมูลค่าการบูรณะฟื้นฟูอาจพุ่งสูงถึง “หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ” พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติทั้งชุดตรวจดีเอ็นเอ, เครื่องแช่เย็นศพ และโดรนยกของหนัก ขณะนี้ชาติต่างๆ ได้เร่งส่งความช่วยเหลือแล้ว โดยสหรัฐฯ และแคนาดามอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งละ 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหราชอาณาจักรสนับสนุน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปให้เงินช่วยเหลือ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหประชาชาติปล่อยงบฉุกเฉิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเยียวยาประชาชนเนปาลกว่า 93,000 คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก.

ที่มา BBC / AFP / Reuters

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

30 ส.ค. 2569 12:20 น.

เกาหลีเหนือปลดรัฐมนตรีกลาโหม ปรับโครงสร้างผู้นำทหารครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือปรับโครงสร้างผู้นำกองทัพครั้งสำคัญ โดยปลด “โน กวังชอล” จากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และแต่งตั้ง คิม ซองกี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ขณะที่นายทหารระดับสูง พัค จอง-ชอน หวนกลับมารับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง ท่ามกลางการเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวศูนย์กลางเกาหลี (KCNA) สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับสูงในกองทัพอย่างเป็นทางการ ตามมติจากการประชุมคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ซึ่งมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม

รายงานระบุว่า นายโน กวังชอล ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และถูกลดบทบาทลงไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายแรกของกรมอุตสาหกรรมกระสุนและยุทธภัณฑ์ โดยทางการเกาหลีเหนือได้แต่งตั้ง นายคิม ซองกี อดีตผู้อำนวยการสำนักการเมืองทั่วไปของกองทัพประชาชนเกาหลี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทน

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง นายพัค จองชอน เจ้าหน้าที่ทหารระดับอาวุโส เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง และกลับเข้าสู่ทำเนียบสมาชิกโพลิตบูโรของพรรคแรงงานอีกครั้ง หลังจากที่เคยหลุดจากตำแหน่งเนื่องจากคาดการณ์ว่ามีปัญหาด้านสุขภาพและอายุ โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการกองทัพเกาหลีเหนือ

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือยังได้เผยแพร่ภาพ นายคิม จองอึน เข้าร่วมพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัลเกียรติยศระดับชาติให้แก่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยการป้องกันประเทศ เพื่อยกย่องความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบอาวุธต่อสู้รุ่นใหม่

นายคิม จองอึน ได้กล่าวยกย่องทีมนักวิจัยว่าเป็น “วีรบุรุษและผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ซึ่งผลงานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการทหารครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ แม้สื่อเกาหลีเหนือจะไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าเป็นอาวุธประเภทใดก็ตาม แต่ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะไกลรุ่นใหม่ไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การปรับทัพและประกาศความสำเร็จทางทหารของเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลียังคงพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้ออกมายืนยันแผนการเตรียมจัดพิธีซ้อมรบทางทะเลร่วมกันสามฝ่ายภายใต้ชื่อ “Freedom Edge” ในระหว่างวันที่ 7–11 กันยายน ในบริเวณน่านน้ำสากลทางตะวันออกและตอนใต้ของเกาะเชจู

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเคยสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางในการเจรจา และกล่าวชื่นชมผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทางการเกาหลีเหนือยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประณามการอนุมัติขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่เกาหลีใต้ รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธตอบโต้เป็นระยะ เพื่อแสดงจุดยืนปฏิเสธการแทรกแซงจากชาติตะวันตก.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. "เลนิน โมเรโน" คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

30 ส.ค. 2569 12:05 น.

ศาลเอกวาดอร์สั่งจำคุก 5 ปี อดีต ปธน. “เลนิน โมเรโน” คดีรับสินบนบริษัทจีนสร้างเขื่อนยักษ์

ศาลเอกวาดอร์พิพากษาจำคุก “เลนิน โมเรโน” อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ เป็นเวลา 5 ปี ในความผิดฐานรับสินบนจากบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนเพื่อแลกกับสัมปทานสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ พร้อมลงโทษจำคุกภรรยาและครอบครัว เจ้าตัวยังยืนกรานบริสุทธิ์ ชี้เป็นเกมการเมืองแก้แค้น พร้อมยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ศาลในกรุงกีโต ประเทศเอกวาดอร์ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายเลนิน โมเรโน  อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ วัย 73 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังพบว่ามีความผิดจริงในข้อหารับสินบนจากบริษัท ชิโนไฮโดร (Sinohydro) บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีน ในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “โคลคา โคโด ซินแคลร์” (Coca Codo Sinclair) ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ

เนื่องจากนายโมเรโนมีอายุ 73 ปี และเป็นผู้พิการทุพพลภาพ ศาลจึงอนุญาตให้เขารับโทษด้วยการกักขั่งบริเวณภายในบ้านพัก นอกจากนี้ ศาลยังสั่งลงโทษจำคุกจำเลยร่วมอีก 19 ราย ซึ่งรวมถึงภรรยา ลูกสาว และพี่ชายของนายโมเรโน ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาเกือบ 3 ปีในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ตลอดจนอดีตผู้บริหารโครงการ และอดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำเอกวาดอร์

อัยการแฉเงินทอดสะพานกว่า 76 ล้านดอลลาร์อัยการสูงสุดของเอกวาดอร์เปิดเผยว่า บริษัท ไซโนไฮโดร ได้จ่ายเงินสินบนรวมกันสูงถึง 76.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,600 ล้านบาท) ผ่านบริษัทนอมินีหลายแห่งให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 4 ของมูลค่าโครงการทั้งหมด แม้ตัวนายโมเรโนจะได้รับเงินโดยตรงจำนวนไม่มาก แต่นักวิเคราะห์และอัยการพบว่าญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดของเขาได้รับเงินไปรวมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ

คำพิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีสินบนจะต้องชดใช้เงินคืนเป็นจำนวน 3 เท่าของเงินสินบนที่ได้รับไป พร้อมสั่งห้าม นายโมเรโน ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต

นายโมเรโน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีระหว่างปี 2007–2013 ในยุคของอดีตประธานาธิบดีราฟาเอล กอร์เรอา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเองในช่วงปี 2017–2021 ได้ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง โดยระบุว่าเขาไม่เคยรับเงินแม้แต่ “เซนต์เดียว” จากบริษัทจีน

นายโมเรโนโต้แย้งว่า สัญญาโครงการเขื่อนดังกล่าวถูกลงนามในยุคของนายกอร์เรอา ซึ่งปัจจุบันถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปีในคดีสินบนอีกคดีหนึ่งและลี้ภัยอยู่ในประเทศเบลเยียม นายโมเรโนอ้างว่าหลังจากเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเปลี่ยนแนวทางบริหารเข้าหาสหรัฐฯ ทำให้นายกอร์เรอามองว่าเขาเป็นผู้ทรยศและอาฆาตว่าจะแก้แค้น คดีนี้จึงเป็นผลมาจากเกมการเมืองของฝั่งตรงข้าม ซึ่งเขาเตรียมจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป

ย้อนรอยเขื่อนร้าวรุนแรง นำไปสู่การฟ้องร้องสำหรับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โคคา โคโด ซินแคลร์ ถือเป็นโครงการเจ้าปัญหาของเอกวาดอร์ โดยเมื่อปี 2021 รัฐบาลเอกวาดอร์ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับบริษัท ไซโนไฮโดร หลังจากพบรอยแตกร้าวรุนแรงที่ตัวเขื่อนและพบข้อบกพร่องทางวิศวกรรมหลายจุด จนนำไปสู่การเจรจายอมความชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายโมเรโนถือเป็นอดีตประธานาธิบดีคนที่ 3 ของเอกวาดอร์ที่ถูกศาลตัดสินรับโทษจำคุกในคดีคอร์รัปชัน

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ “ทะเลสาบออนทาริโอ”

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ "ทะเลสาบออนทาริโอ"

30 ส.ค. 2569 11:40 น.

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ ติดป้ายใหญ่ “ทะเลสาบออนทาริโอ”

ทางการรัฐออนทาริโอของแคนาดา ติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ริมทะเลสาบออนทาริโอ ประกาศย้ำ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อทะเลสาบที่ใช้ร่วมกับแคนาดาเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทาริโอของแคนาดา เปิดตัวป้ายขนาดใหญ่ริมทะเลสาบออนทาริโอ ในชุมชนวิโนนา ชานเมืองแฮมิลตัน เพื่อยืนยันว่า ทะเลสาบแห่งนี้จะยังคงใช้ชื่อ “ทะเลสาบออนทาริโอ” ระบุข้อความ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” 

ฟอร์ดกล่าวว่า ทรัมป์จะเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่าอะไรก็ได้ แต่ประชาคมโลกจะยังคงเรียกว่าทะเลสาบออนทาริโอ พร้อมย้ำว่า ชาวแคนาดาจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของประเทศ และจะไม่ยอมถอยให้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “คนพาล”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนทาริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” พร้อมสั่งให้กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ ดำเนินการปรับปรุงชื่อในระบบฐานข้อมูลชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมีผลต่อการใช้ชื่อในหน่วยงานของสหรัฐฯ เท่านั้น ประเทศอื่นไม่ได้มีพันธะต้องเปลี่ยนตาม ทำให้ทางการแคนาดาปฏิเสธการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว โดยมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ย้ำก่อนหน้านี้ว่า สิ่งต่าง ๆ ควรถูกเรียกตามชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้คือ “ทะเลสาบออนทาริโอ ตอนนี้และตลอดไป”

ด้านทิม ฮิวสตัน มุขมนตรีรัฐโนวาสโกเชีย กล่าวติดตลกว่า “มันคือทะเลสาบออนทาริโอนะเพื่อน” ขณะที่ฟอร์ดเปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์จากผู้ว่าการรัฐหลายคนของสหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่าจะยังเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่าทะเลสาบออนทาริโอต่อไป

ข้อพิพาทเรื่องชื่อทะเลสาบเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่ตึงเครียดขึ้น หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลวเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอัตรา 50% ขณะที่แคนาดาเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้ในอัตราเทียบเท่ากัน เริ่มวันที่ 8 กันยายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และฟอร์ดมีการตอบโต้กันอย่างรุนแรงผ่านสื่อ โดยฟอร์ดกล่าวหาทรัมป์ว่าเป็น “คนพาล” ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการวิจารณ์ฟอร์ดและกล่าวหาว่าแคนาดาปฏิบัติต่อสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นธรรม

ในช่วงสุดสัปดาห์ ทรัมป์ยังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์หลายคลิปบนสื่อสังคมออนไลน์ หนึ่งในนั้นแสดงภาพเขาเตะป้ายทะเลสาบออนทาริโอ แล้วเปลี่ยนเป็น “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา” อีกคลิปเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่มีทรงผมคล้ายทรัมป์และถือปืน เดินลาดตระเวนริมทะเลสาบที่ใช้ชื่อใหม่

การเปลี่ยนชื่อทะเลสาบครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกรณีที่ทรัมป์เคยลงนามคำสั่งเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” เมื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ซึ่งเม็กซิโกปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อแหล่งน้ำระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ฝ่ายเดียว

กรณีดังกล่าวยังนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างเม็กซิโกกับกูเกิล หลังกูเกิลแมปส์แสดงชื่อแตกต่างกันตามประเทศ โดยผู้ใช้งานในสหรัฐฯ เห็นชื่อ “อ่าวอเมริกา” ขณะที่ผู้ใช้งานในเม็กซิโกยังเห็นชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” ส่วนผู้ใช้งานในประเทศอื่นเห็นชื่อทั้งสองแบบ

สำหรับทะเลสาบออนทาริโอ เป็นหนึ่งใน 5 ทะเลสาบเกรตเลกส์ ตั้งอยู่ระหว่างรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ กับรัฐออนทาริโอของแคนาดา ชื่อ “ออนทารีโอ” มีที่มาจากภาษาของชนพื้นเมืองฮูรอน คำว่า “oniatarí” ซึ่งหมายถึง “ทะเลสาบแห่งผืนน้ำส่องประกาย” ขณะที่รัฐออนทาริโอของแคนาดาก็ได้รับชื่อมาจากทะเลสาบแห่งนี้เช่นกัน.

ที่มา BBC / CBC

พลังคน 1,800 ชีวิตร่วมลากปราสาท “ฮิโรซากิ” หนัก 360 ตัน คืนฐานเดิมด้วยเทคนิคโบราณ

พลังคน 1,800 ชีวิตร่วมลากปราสาท "ฮิโรซากิ" หนัก 360 ตัน คืนฐานเดิมด้วยเทคนิคโบราณ

30 ส.ค. 2569 10:21 น.

พลังคน 1,800 ชีวิตร่วมลากปราสาท “ฮิโรซากิ” หนัก 360 ตัน คืนฐานเดิมด้วยเทคนิคโบราณ

ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 1,800 คน ร่วมแรงร่วมใจกันใช้เชือกและลูกกลิ้งลากปราสาทฮิโรซากิ น้ำหนัก 360 ตัน เพื่อนำกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมบนกำแพงหิน เพื่ออนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของจังหวัดอาโอโมริ โดยเป็นการใช้เทคนิคโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ฮิคิยะ”

ผู้คนราว 1,800 คนรวมตัวกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อช่วยกันลากปราสาท หรือป้อมปราการหลักของปราสาทฮิโรซากิ ในจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 360 ตัน ให้เคลื่อนกลับเข้าใกล้ตำแหน่งเดิมมากกว่า 2 เมตร ท่ามกลางเสียงตะโกนพร้อมกันว่า “โซเระ โซเระ” ซึ่งหมายถึงการออกแรงพร้อมกัน

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบูรณะปราสาท หลังจำเป็นต้องขยับตัวอาคารออกจากฐาน เพื่อซ่อมกำแพงที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ใช้เทคนิคโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ฮิคิยะ” ซึ่งเป็นวิธีนำอาคารขึ้นบนลูกกลิ้งหรือราง แล้วลากเคลื่อนย้ายทั้งหลัง โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างออกเป็นชิ้น ๆ

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็นทีม ทีมละ 80 คน ผลัดกันออกแรงดึงเชือกยาว 30 เมตร โดยวันแรกสามารถเคลื่อนย้ายหอปราสาทได้ 1.13 เมตร และวันที่สองอีก 1.09 เมตร รวมเป็นระยะทาง 2.22 เมตร

เคนสุเกะ ฮายาซากะ หัวหน้าฝ่ายสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวของเมืองฮิโรซากิ เปิดเผยว่า มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมตลอดสองวันประมาณ 8,000 คน หรือมากกว่าจำนวนที่รับได้ถึง 4 เท่า โดยผู้สมัครไม่ได้มาจากเฉพาะในเมืองฮิโรซากิ แต่ยังมีผู้สนใจจากทั่วญี่ปุ่น รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ

เนื่องจากหอปราสาทแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ เจ้าหน้าที่จึงเลือกใช้วิธีฮิคิยะเพื่อรักษาโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ โดยเมืองฮิโรซากิเคยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลากเคลื่อนย้ายมาแล้วเมื่อปี 2015 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีบทบาทโดยตรงในกระบวนการฮิคิยะ และเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 100 ปีที่มีการใช้เทคนิคดังกล่าวกับการเคลื่อนย้ายปราสาท

การซ่อมแซมกำแพงปราสาทเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2024 โดยนำหินทั้งหมด 2,185 ก้อนกลับมาเรียงในตำแหน่งเดิม จากนั้นในปีนี้ ทางการจึงขอความร่วมมือจากประชาชนอีกครั้ง เพื่อช่วยลากหอปราสาทกลับสู่ฐานเดิม

กิจกรรมลากด้วยแรงคนจะดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม คาดมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 4,100 คน และตั้งเป้าเคลื่อนย้ายหอปราสาทรวมระยะทาง 5 เมตร ส่วนระยะทางที่เหลืออีกราว 73 เมตร จะใช้เครื่องจักรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

หอปราสาทฮิโรซากิเป็นหนึ่งในหอปราสาทดั้งเดิมเพียง 12 แห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น และเป็นแห่งเดียวในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ปราสาทแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1611 และเคยเป็นศูนย์กลางของตระกูลสึงารุ

หอปราสาทเดิมถูกฟ้าผ่าจนเกิดไฟไหม้และทำให้คลังดินปืนระเบิดในปี 1627 ก่อนสร้างหอปัจจุบันขึ้นใหม่ในปี 1810 ปัจจุบันปราสาทฮิโรซากิเป็นจุดเด่นของสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงเรื่องดอกซากุระ และดึงดูดนักท่องเที่ยวประมาณ 2 ล้านคนในช่วงฤดูชมดอกซากุระของทุกปี

อย่างไรก็ตาม จากการบูรณะครั้งใหญ่ หอปราสาทจะยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นเวลาหลายปี หลังย้ายกลับสู่ฐานเดิมแล้ว เจ้าหน้าที่จะเริ่มงานอนุรักษ์และคลุมโครงสร้างทั้งหมด โดยคาดว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อีกครั้งในปี 2033.

ที่มา Guardian

อดีต จนท.ทำเนียบขาว ถูกปรับ 1.7 แสนดอลลาร์ ฐานเล่นพนันคำพูดทรัมป์

อดีต จนท.ทำเนียบขาว ถูกปรับ 1.7 แสนดอลลาร์ ฐานเล่นพนันคำพูดทรัมป์

30 ส.ค. 2569 06:06 น.

อดีต จนท.ทำเนียบขาว ถูกปรับ 1.7 แสนดอลลาร์ ฐานเล่นพนันคำพูดทรัมป์

อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครื่องช่วยอ่านบทพูดประจำทำเนียบขาว ถูกสั่งปรับเงินจำนวนกว่า 1.7 แสนดอลลาร์สหรัฐ ฐานใช้ข้อมูลภายในไปเดิมพันในตลาดคำพูดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะพูดเรื่องอะไรบ้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ส.ค. 2569 ว่า อดีตผู้ควบคุมเครื่องช่วยอ่านบทพูดหรือเทเลพรอมป์เตอร์ (Teleprompter) ประจำทำเนียบขาวถูกสั่งปรับเงินกว่า 172,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.6 ล้านบาท) จากการใช้ข้อมูลภายในเพื่อลงเดิมพันกับคำพูดในสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

นายแกเบรียล เปเรฟ ถูกพบว่าได้ทำการซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพูดระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์หลายครั้งระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผ่าน Kalshi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ที่เปิดให้ผู้ใช้ลงเดิมพันในเหตุการณ์จริงบนโลก

คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลแพลตฟอร์มดังกล่าว ระบุว่า เปเรซได้ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” จากการล่วงรู้เนื้อหาสุนทรพจน์ของทรัมป์ล่วงหน้าเพื่อวางเดิมพัน ซึ่งเป็นการ “ละเมิดหน้าที่ต่อความไว้วางใจและความเชื่อมั่น”

CFTC ระบุว่า เปเรซจะต้องคืนกำไรที่ได้จำนวน 107,539.02 ดอลลาร์ และจ่ายค่าปรับทางแพ่งอีก 65,000 ดอลลาร์ นอกจากนั้น เขายังถูกสั่งห้ามทำการซื้อขายในตลาดเดิมพันเป็นเวลา 3 ปีอีกด้วย

ตอนนี้ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ แต่เมื่อเดือนกรกฎาคม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวในขณะนั้น ระบุว่าเปเรซถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างและจะไม่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีก

ด้านบ็อบบี เดอนอลต์ หัวหน้าทีมกฎหมายของ Kalshi กล่าวยินดีต่อการตัดสินนี้ โดยโพสต์บน X ว่า “ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร หากฝ่าฝืนกฎของเราหรือกฎหมายรัฐบาลกลาง คุณจะต้องรับผลที่ตามมา”

ก่อนหน้านี้ Kalshi เคยเปิดเผยกับบีบีซีว่า เมื่อช่วงเดือนมีนาคม นักวิเคราะห์ของพวกเขาสังเกตพบแบบแผนการเดิมพันที่ผิดปกติใน “ตลาดคำพูด” (Mention markets) ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดให้ผู้ใช้เข้ามาทายว่าผู้พูดจะใช้คำศัพท์ทั่วไป เช่น ชื่อประเทศเฉพาะ คำขวัญหาเสียง หรือคำศัพท์บางคำหรือไม่

บริษัทระบุว่าได้ใช้ข้อมูลบัญชีผู้ใช้จนพบว่า ผู้ใช้งานรายดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมเครื่องช่วยอ่านบทในทำเนียบขาว จึงได้รายงานพฤติกรรมดังกล่าวไปยังหน่วยงานกำกับดูแล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พระราชดำรัสแรก กษัตริย์องค์ใหม่แห่งนอร์เวย์ รำลึกถึง “พ่อผู้เป็นที่รัก”

พระราชดำรัสแรก กษัตริย์องค์ใหม่แห่งนอร์เวย์ รำลึกถึง “พ่อผู้เป็นที่รัก”

30 ส.ค. 2569 05:10 น.

พระราชดำรัสแรก กษัตริย์องค์ใหม่แห่งนอร์เวย์ รำลึกถึง “พ่อผู้เป็นที่รัก”

กษัตริย์โฮกุน พระราชาองค์ใหม่แห่งนอร์เวย์ มีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรเป็นครั้งแรก หลังกษัตริย์ฮารัลด์สวรรคต โดยทรงแสดงความอาลัยอย่างอบอุ่น และยกย่องว่าทรงเป็นพระราชบิดาที่ดีมาโดยตลอด

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์ ทรงแสดงความอาลัยอย่างอบอุ่นต่อสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 พระราชบิดาผู้ล่วงลับ ในพระราชดำรัสต่อพสกนิกรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์

“ขอบพระคุณที่เป็นพระราชบิดาที่ดีมาโดยตลอด” พระองค์ตรัสในแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ซึ่งเปี่ยมด้วยความสะเทือนอารมณ์ในบางช่วง ขณะประทับ ณ พระโต๊ะทำงานภายในพระราชวังหลวงนอร์เวย์ โดยด้านข้างมีพระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ล่วงลับ เทียนที่จุดสว่างสองเล่ม และแจกันดอกกุหลาบขาว

กษัตริย์ฮารัลด์ พระชนมพรรษา 89 พรรษา ผู้ทรงได้รับยกย่องเป็นกษัตริย์นักปฏิรูปยุคใหม่และ “กษัตริย์ของประชาชน” ตลอดการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. หลังจากเข้ารับการรักษาอาการประชวรด้วยโรคเลือดหายาก

“บัดนี้ถึงคราวของข้าพเจ้าแล้ว” พระราชโอรสพระชนมพรรษา 53 พรรษา ตรัส พร้อมเสริมว่า “ภารกิจอันยิ่งใหญ่” กำลังรอพระองค์อยู่ข้างหน้า และทรงมุ่งมั่นที่จะ “อยู่เคียงข้างและใส่ใจในทุกภารกิจ” ต่อจากนี้

กษัตริย์โฮกุนทรงเน้นย้ำถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ โดยตรัสว่าราชวงศ์เชื่อมั่นใน “สังคมที่ก่อร่างขึ้นบนหลักกฎหมายและความยุติธรรม ที่ซึ่งทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน”

พระองค์ตรัสว่า กษัตริย์ฮารัลด์ทรงเป็นพระราชบิดาที่ดีของพระองค์และพระเชษฐภคินี (พี่สาว) เจ้าหญิงแมร์ธา ลุยเซอ รวมถึงทรงเป็น “พระอัยกาที่อบอุ่นและมีอารมณ์ขัน” ของพระนัดดาทั้ง 6 พระองค์ อีกทั้งยังทรงเป็น “พระสวามีที่เปี่ยมด้วยความรักและความอาทร” ของพระราชินีซอนยา พระชายาของกษัตริย์ฮารัลด์

วันเสาร์ที่ 29 ส.ค. ควรจะเป็นวันครบรอบอภิเษกสมรสปีที่ 58 ของทั้งสองพระองค์ ซึ่งกษัตริย์โฮกุนทรงรำลึกความหลังว่า กษัตริย์ฮารัลด์ทรงหลอมรวมครอบครัวให้เป็นหนึ่งเดียวด้วย “บารมีตามธรรมชาติ” ที่พระองค์อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ และทรงเน้นย้ำว่าพระราชบิดา “ทรงยึดมั่นในค่านิยมและพันธกิจ” ของพระองค์เสมอมา

“พระองค์ทรงเตือนพวกเราในครอบครัวอยู่เสมอว่า เราแต่ละคนต้องทำสิ่งต่างๆ ในแบบของตัวเอง ค้นหาสไตล์ของตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง” กษัตริย์โฮกุนตรัส

นอกจากนี้ พระองค์ยังตรัสถึง “ความรู้สึกอันเปี่ยมพลังและน่าซาบซึ้งใจ” ที่ได้เห็นชาวนอร์เวย์หลายพันคนมารวมตัวกันบริเวณหน้าพระราชวังหลวงในกรุงออสโล พร้อมนำ “ดอกไม้ ข้อความอาลัย และเทียน” มาวางไว้

“พวกเรากำลังอยู่ในความโศกเศร้า แต่ในขณะเดียวกัน การที่มีผู้คนมากมายร่วมไว้อาลัยไปกับพวกเรา ก็ช่วยปลอบประโลมและมอบพลังใจให้แกเรา” กษัตริย์โฮกุนตรัส

ทั้งนี้ พสกนิกรชาวนอร์เวย์ต่างมาร่วมวางดอกไม้บริเวณหน้าพระราชวังหลวงในกรุงออสโล นับตั้งแต่มีข่าวการเสด็จสวรรคตของกษัตริย์ฮารัลด์เมื่อวันศุกร์ โดยรัฐบาลนอร์เวย์ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศแล้ว โดยยังไม่มีการกำหนดวันสำหรับพระราชพิธีพระบรมศพ

หนึ่งในผู้มาร่วมไว้อาลัยคือ นายโจนัส การ์ สเตอเร นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ซึ่งได้วางดอกไม้หน้าพระราชวังและลงนามในสมุดไว้อาลัย หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรแด่กษัตริย์องค์ใหม่ พร้อมกล่าวว่า ประเทศชาตินั้น “เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งในความโศกเศร้าและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”

กษัตริย์โฮกุนจะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐสภาในวันอังคาร (1 ก.ย.) และจะทรงเข้าร่วมพิธีสถาปนาแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (Consecration service) พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต ซึ่งเป็นรูปแบบที่ลดทอนลงมาจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบเดิมที่นอร์เวย์ไม่ได้จัดขึ้นอีกต่อไปแล้ว

กษัตริย์โฮกุนทรงก้าวขึ้นรับพระราชภาระใหม่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เนื่องจากราชวงศ์ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาสุขภาพและประเด็นอื้อฉาวตลอดปีที่ผ่านมา

สมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต ตกเป็นเป้าสายตาของสังคมหลังมีการเปิดเผยว่า เธอเคยมีมิตรภาพยาวนานถึง 3 ปีกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ ซึ่งเธอได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณชนแล้ว

แต่มา เมตเต-มาริต เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายปอด หลังจากป่วยด้วยโรคพังผืดในปอดมาตั้งแต่ปี 2561 โดยแพทย์ระบุว่าจะยังไม่สามารถยืนยันว่าอาการของพระองค์คงที่จนกว่าจะถึงปีหน้า นั่นหมายความว่าพระสวามีต้องแบกรับทั้งพระราชกรณียกิจใหม่ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาพระชายา

ขณะที่ มาริอุส บอร์ก เฮยบี ลูกชายของ เมตเต-มาริต ที่เกิดกับสามีเก่า ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนในข้อหาข่มขืนและฐานความผิดอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันเขากำลังอยู่ในขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์

แม้เฮยบีจะไม่ได้เป็นสมาชิกของราชวงศ์ แต่เขาก็ปฏิบัติตนและได้รับการเลี้ยงดูร่วมกับครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เมื่อครั้งที่กษัตริย์โฮกุนเข้าพิธีเสกสมรสกับมารดาของเขา

ด้าน เจ้าหญิงแมร์ธา ลุยเซอ พระเชษฐภคินีของโฮกุน ก็ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันจากการเข้าพิธีสมรสใหม่กับร่างทรงชาวอเมริกันในปี 2567 ซึ่งกิจกรรมทางธุรกิจของทั้งคู่ส่งผลให้พระองค์ต้องก้าวลงจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในที่สุด

กษัตริย์โฮกุนไม่ได้ตรัสถึงประเด็นเหล่านี้โดยตรง แต่ทรงตรัสว่า “ครอบครัวของเราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการยืนหยัดร่วมกัน เพื่อให้เรายังคงมั่นคงทั้งภายในจิตใจของตนเองและเพื่อกันและกัน แม้ในยามที่ต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

พระองค์ตรัสว่า พระองค์ พร้อมด้วยเมตเต-มาริต และเจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา มกุฎราชกุมารี จะ “พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ชีวิตของผู้คนที่หลากหลายอยู่เสมอ”

“ไม่มีใครในประเทศนี้รู้ว่าเราจะต้องเผชิญกับอะไรร่วมกันบ้าง แต่สิ่งที่เราแน่ใจคือ เราจะเคียงข้างกันไม่ว่าจะในวันที่ดีหรือวันที่ยากลำบาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc