ทางการจีนเผย ความเสี่ยงทะเลสาบแตกลดลงแล้ว หลังเกิดน้ำท่วมเนปาล

ทางการจีนเผย ความเสี่ยงทะเลสาบแตกลดลงแล้ว หลังเกิดน้ำท่วมเนปาล

30 ส.ค. 2569 04:01 น.

ทางการจีนเผย ความเสี่ยงทะเลสาบแตกลดลงแล้ว หลังเกิดน้ำท่วมเนปาล

ทางการจีนระบุว่า ความเสี่ยงที่คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งก่อตัวขึ้นหลังธารน้ำแข็งถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จะแตกจนทำให้เกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนนั้น ลดลงแล้ว หลังน้ำค่อยๆ ไหลออกอย่างต่อเนื่อง

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของรัฐบาลจีน รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรน้ำว่า สัญญาณอันตรายจากทะเลสาบที่ก่อตัวขึ้นจากการถล่มของธารน้ำแข็งใกล้ชายแดนจีน-เนปาล ซึ่งเป็นจุดที่เผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงเมื่อต้นสัปดาห์นั้น “เริ่มลดลงแล้ว” เนื่องจากขนาดของทะเลสาบดูเหมือนจะหดเล็กลง

ภาพถ่ายดาวเทียมตั้งแต่ช่วงวันพฤหัสบดีถึงเช้าวันเสาร์ชี้ให้เห็นว่า มวลน้ำในทะเลสาบดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่คร่อมชายแดนระหว่างเขตทิเบตของจีนกับเนปาล ตรงจุดตัดของแม่น้ำสองสาย ค่อยๆ ไหลผ่านออกไปอย่างช้าๆ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในทะเลสาบนี้ลดลงเรื่อยๆ

กระทรวงทรัพยากรน้ำระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณพื้นผิวของทะเลสาบบริเวณแม่น้ำ “ปูเรปู ซางโป” (Purepu Tsangpo) แสดงให้เห็นว่าในช่วงเช้าวันเสาร์ ทะเลสาบมีขนาดพื้นที่ราว 99,000 ตารางเมตร หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณ 14 สนามต่อกัน ซึ่งลดลงไปถึง 21,000 ตารางเมตรเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเมื่อวันพฤหัสบดี

ทั้งนี้ เหตุธารน้ำแข็งถล่มเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้ปลดปล่อยมวลโคลน หิน น้ำแข็ง และซากปรักหักพังมหาศาลไหลทะลักผ่านระบบแม่น้ำบนเทือกเขาหิมาลัย พัดทำลายด่านชายแดนที่เชื่อมระหว่างทิเบตและเนปาลจนพังพินาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 682 ศพ และสูญหายอีกเกือบ 3,000 คน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่สูงอย่างยิ่งที่จะเกิดภัยพิบัติซ้ำสองในบริเวณหุบเขาดังกล่าว เฉพาะภัยจากทะเลสาบที่ก่อตัวขึ้นจากซากธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อปฏิบัติการกู้ภัยในพื้นที่ตอนล่าง

ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงทรัพยากรน้ำระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ตอนล่างจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัย หากปริมาณน้ำที่ไหลออกยังคงอยู่ในระดับต่ำหรือจัดการได้ และลดระดับลงจนหมดภายใน 2-3 วัน

บริษัทวิศวกรรมและการกู้ภัยแห่งรัฐ China Anneng ซึ่งคอยเฝ้าระวังทะเลสาบมาตั้งแต่วันพฤหัสบดี ได้ติดตั้งเรดาร์และส่งโดรนเข้าตรวจการณ์รอบทะเลสาบตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นที่ทะเลสาบ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะได้รับการแจ้งเตือนให้อพยพทันที โดยจะมีการแจ้งเตือนล่วงหน้ามากกว่า 30 นาที

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้แจ้งเตือนถึงแหล่งน้ำอีกแห่งที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอยู่บริเวณโคนของธารน้ำแข็งที่ถล่มลงมา

“เราประเมินว่าพื้นที่ของมันน่าจะมากกว่า 120,000 ตารางเมตร แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบระดับความลึกที่แน่ชัด” นาย เฉิน หงฉี วิศวกรอาวุโสจากศูนย์แนะแนวเทคนิคภัยพิบัติทางธรณีวิทยา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลระบุว่า ความเสี่ยงจากอุทกภัยจะยังคงมีอยู่จนกว่าน้ำในทะเลสาบทั้งสองแห่งจะระบายออกจนหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินโดนีเซียเร่งรับมือ ไฟป่า-ควันพิษ หลังประชาชนป่วยแล้วนับหมื่นราย

อินโดนีเซียเร่งรับมือ ไฟป่า-ควันพิษ หลังประชาชนป่วยแล้วนับหมื่นราย

30 ส.ค. 2569 02:50 น.

อินโดนีเซียเร่งรับมือ ไฟป่า-ควันพิษ หลังประชาชนป่วยแล้วนับหมื่นราย

อินโดนีเซียกำลังเร่งรับมือเหตุไฟป่าในหลายจังหวัดทั่วประเทศ หลังจากประชาชนต้องเผชิญกับควันไฟที่ลอยเข้าปกคลุม จนมีผู้ล้มป่วยโรคทางเดินหายใจแล้วนับหมื่นราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ส.ค. 2569 ว่า ทางการอินโดนีเซียกำลังยกระดับความพยายามในการต่อสู้กับไฟป่า ซึ่งกำลังลุกไหม้หลายร้อยจุดใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยการทำฝนเทียมและการใช้เครื่องบินขนน้ำดับเพลิง ในขณะที่ประชาชนนับล้านคนทั่วประเทศต้องดิ้นรนต่อสู้กับควันไฟหนาแน่นที่ลอยมาปกคลุม

โฆษกของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) ระบุว่า รัฐบาลได้ยกระดับความพยายามในการต่อสู้กับไฟป่าอย่างเข้มข้น และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

“การทำฝนเทียมยังคงเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนการรับมือไฟป่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องพึ่งพาสภาพบรรยากาศและการมีอยู่ของเมฆฝนในพื้นที่เป้าหมายเป็นอย่างมาก”

เจ้าหน้าที่กำลังพยายามดับไฟป่าในจังหวัดสุมาตราใต้ เมื่อ 29 ส.ค. 2569
เจ้าหน้าที่กำลังพยายามดับไฟป่าในจังหวัดสุมาตราใต้ เมื่อ 29 ส.ค. 2569

“แต่การทำฝนเทียมไม่ใช่มาตรการเดียว เพราะทีมภาคพื้นดินและภาคอากาศยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อดับไฟและลดความร้อน” โฆษกระบุ โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการทิ้งน้ำมากกว่า 4 ล้านลิตรลงบนพื้นที่ไฟป่า และในวันที่ 26 ส.ค. วันเดียว มีการโปรยเกลือมากกว่า 8,000 กิโลกรัมใส่กลุ่มเมฆ เพื่อสร้างเมฆฝน

นายดันเต ซักโซโน ฮาร์บูโวโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 5 ล้านคนบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากควันพิษที่ลอยมาจากไฟป่าหลายสิบจุดทั่วหมู่เกาะอันกว้างใหญ่แห่งนี้

นายดันเตกล่าวเพิ่มเติมว่า มีประชาชนราว 13,500 คนเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนั้น โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดทำการชั่วคราวเป็นระยะ และควันไฟดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในสิงคโปร์และมาเลเซียอีกด้วย

“กลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง” นายดันเตกล่าว

ควันไฟป่าปกคลุมจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก เมื่อ 28 ส.ค. 2569
ควันไฟป่าปกคลุมจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก เมื่อ 28 ส.ค. 2569

องค์กรเอกชนไม่แสวงกำไร (NGO) ต่างๆ จัดตั้งศูนย์พักพิง 2 แห่งในเมืองปาลังการายา เมืองเอกของจังหวัดกาลิมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียว เพื่อช่วยเหลือทารกและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟ พร้อมทั้งมีแผนที่จะขยายศูนย์เพิ่มเติมด้วย

นายดันเตเตือนว่า การสัมผัสกับอากาศพิษเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยมากกว่า 5 ล้านชิ้นทั่วอินโดนีเซียแล้ว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับผลกระทบจากปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศเอลนีโญกำลังแรงสูง ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า “ก๊อดซิลลา”

อินโดนีเซียเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ไฟป่าในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 200,000 เฮกตาร์ (ราว 1.25 ล้านไร่) ซึ่งกว้างใหญ่กว่าขนาดของกรุงจาการ์ตาถึง 3 เท่า และตัวเลขดังกล่าวนับว่าสูงกว่าช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งก่อนๆ ในปี 2562 กับ 2566

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินเดียยกระดับการเฝ้าระวังธารน้ำแข็งหลังเกิดภัยพิบัติในเนปาล

อินเดียยกระดับการเฝ้าระวังธารน้ำแข็งหลังเกิดภัยพิบัติในเนปาล

30 ส.ค. 2569 01:49 น.

อินเดียยกระดับการเฝ้าระวังธารน้ำแข็งหลังเกิดภัยพิบัติในเนปาล

ทางการอินเดียสั่งยกระดับการเฝ้าระวังพื้นที่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย หลังธารน้ำแข็งถล่มจนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ส.ค. 2569 อินเดียกำลังยกระดับการเฝ้าระวังพื้นที่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตามแนวชายแดนที่ติดกับจีนและเนปาล หลังเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุมาจากการถล่มของธารน้ำแข็ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า ภัยพิบัติเมื่อวันที่ 26 ส.ค. บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เกิดจาก ธารน้ำแข็งถล่มลงสู่แม่น้ำบนเขาบริเวณชายแดนทิเบต-เนปาล ซัดเอาซากปรักหักพัง โคลน และมวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็วคล้ายสึนามิ คร่าชีวิตผู้คนแล้ว 682 ศพ สูญหายอีกเกือบ 3,000 ราย

แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของธารน้ำแข็งถล่มครั้งนี้จะยังไม่แน่ชัด แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลให้ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลาย และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติในลักษณะดังกล่าว

“เนื่องจากเรามีชายแดนติดกับเนปาลในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน… เราจึงได้สั่งการให้หน่วยงานของเราเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของธารน้ำแข็ง รวมถึงทะเลสาบธารน้ำแข็งทุกแห่งที่รู้แน่ชัดในภูมิภาคนี้” มาดาน เคาชิก รัฐมนตรีกระทรวงจัดการภัยพิบัติประจำรัฐอุตตราขัณฑ์ กล่าว

“เราได้สั่งให้ทีมงานตื่นตัวและคอยเฝ้าระวังว่ามีสัญญาณหรือสถานการณ์ที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้น ณ จุดใดในรัฐหรือไม่” เขาบอกกับอเอฟพี

รัฐอุตตราขัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยของอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เปราะบางทางระบบนิเวศมากที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย โดยมีทะเลสาบธารน้ำแข็งมากถึง 1,266 แห่ง ตามตัวเลขของรัฐบาลอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับ 37 ศพ รัสเซียถล่มคลังอาวุธยูเครน อพยพอีกหลายร้อยชีวิต

ดับ 37 ศพ รัสเซียถล่มคลังอาวุธยูเครน อพยพอีกหลายร้อยชีวิต

29 ส.ค. 2569 22:58 น.

ดับ 37 ศพ รัสเซียถล่มคลังอาวุธยูเครน อพยพอีกหลายร้อยชีวิต

รัสเซียส่งโดรนโจมตีคลังเก็บอาวุธของยูเครน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงเคียฟ ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 37 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ว่า โดรนของรัสเซียโจมตีคลังเก็บอาวุธของกองทัพยูเครน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตรอยต่อชุมชนบริเวณชานเมืองกรุงเคียฟ ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 37 ศพ บาดเจ็บอีก 42 ราย ขณะที่ประชาชนอีกว่า 400 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ใกล้เคียง

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) ทำให้กระสุนปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และโดรนในคลังเก็บอาวุธ เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งรวมถึงสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการด้วย

ผู้นำยูเครนบอกด้วยว่า คลังเก็บอาวุธนี้ “ไม่ควรไปตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน” พร้อมประกาศเริ่มการสืบสวนเหตุการณ์นี้ ซึ่งเซเลนสกีกล่าวหาว่าเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ที่นำวัตถุระเบิดไปเก็บไว้ใกล้ชุมชน”

ด้านนาย ทีมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าคณะบริหารแคว้นเคียฟ ระบุว่า ในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บ มีเด็กประถมรวมอยู่ด้วย 4 คน ขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยในเขตบูชา (Bucha) ยังคงดำเนินต่อไปในวันเสาร์

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอัยการสูงสุดของยูเครนเปิดเผยว่า กำลังเร่งตรวจสอบ “ความถูกต้องตามกฎหมายในการวางและจัดเก็บวัตถุและวัสดุระเบิด” ใกล้กับอาคารที่พักอาศัยในหมู่บ้านมีลา พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าจะมีการสอบสวน “การกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจดังกล่าว” ด้วยเช่นกัน

ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณ์ว่า กองทัพของพวกเขาโจมตี “คลังกระสุน” ในหมู่บ้านมีลา (Myla) ทางตะวันตกของเมืองหลวงยูเครน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บ “ชิ้นส่วนและชุดจุดชนวนขับเคลื่อนสำหรับโดรนพิสัยไกลรุ่น FP-1/FP-2”

ทั้งนี้ นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่เดือนที่คลังเก็บอาวุธใกล้กรุงเคียฟถูกรัสเซียโจมตี โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คลังกระสุนในเมืองวิชเนเว (Vyshneve) ถูกโจมตี ทำให้เกิดการระเบิดซ้ำตามมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน และบ้านเรือนได้รับความเสียหายมากกว่า 280 หลัง

นอกจากเหตุโจมตีคลังอาวุธใกล้กรุงเคียฟแล้ว ยังเกิดการโจมตีที่เขตโบริสพิล (Boryspil) ในแคว้นเคียฟ ทำให้เด็กอายุ 14 ปีเสียชีวิต และมีเด็กวัย 2 ขวบเสียชีวิตหลังจากโดรนของรัสเซียตกในเขตโอโบโลนสกี (Obolonskyi) นอกจากนั้นยังมีผู้บาดเจ็บ 5 รายจากการโจมตีระลอกใหม่เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์

ส่วนฝ่ายยูเครนก็ยังคงโจมตีเข้าใส่ดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 25 ราย จากการโจมตีในแคว้นเบลโกรอดและรอสตอฟในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“โอซอน” (Ozon) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย เปิดเผยว่า ศูนย์กระจายสินค้าแห่งหนึ่งของบริษัทถูกโดรนยูเครนโจมตีเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าได้ระงับการทำงานในศูนย์กระจายสินค้าแห่งที่ 2 และสั่งอพยพพนักงานแล้ว “เนื่องจากความเสี่ยงในพื้นที่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

29 ส.ค. 2569 21:55 น.

น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ดับพุ่ง 682 ศพ หายเฉียด 3,000 คน คาดเสียหายนับพันล้าน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 682 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 3,000 คน ขณะที่มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเนปาลและจีนยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายพันคนเมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุมวลน้ำและซากปรักหักพังขนาดใหญ่พัดถล่มภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย และกลืนกินหลายหมู่บ้านหายไปเมื่อหลายวันก่อน

ทางการเนปาลยืนยันพบผู้เสียชีวิตแล้ว 675 ศพ และมีผู้สูญหายกว่า 2,426 คน รวมคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 933 คน และชาวต่างชาติ 517 คน ขณะที่สื่อจีนรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตในฝั่งทิเบตแล้ว 7 ศพ สูญหายอีก 554 คน และเจ้าหน้าที่อพยพนักท่องเที่ยวและชาวบ้านออกจากพื้นที่แล้วกว่า 1,000 คน

ส่วนทางการอินเดียระบุว่า มีผู้พบร่างผู้เสียชีวิต 7 รายลอยมาตามแม่น้ำที่เชื่อมต่อมาจากประเทศเนปาล

ชายชาวเนปาลตรวจสอบรายชื่อของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก
ชายชาวเนปาลตรวจสอบรายชื่อของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต จนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก

สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้เกิดจาก ธารน้ำแข็งถล่มลงสู่แม่น้ำบนเขาบริเวณชายแดนทิเบต-เนปาล ซัดเอาซากปรักหักพัง โคลน และมวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็วคล้ายสึนามิ

ธารน้ำแข็งถล่มดังกล่าวยังทำให้เกิดทะเลสาบใหม่บนภูเขา และมีความเสี่ยงที่คันดินกั้นน้ำจากทะเลสาบแห่งนี้จะแตกจนมวลน้ำซัดถล่มลงมาซ้ำ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เนปาลต้องทำงานท่ามกลางความเสี่ยงและโคลนหนาแน่น มีความพยายามเจาะอุโมงค์เพื่อช่วยคนงาน 100 ชีวิตที่ติดอยู่ในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้า “ตรีศูลี 3เอ” (Trishuli 3A) โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญการกู้ภัยบนภูเขาสูงและทีมกู้ภัยในอุโมงค์จากอินเดียยื่นมือเข้าช่วยด้วย

ทางฝั่งจีนต้องระงับการกู้ภัยชั่วคราวในพื้นที่เขต “จี๋หรง” (Gyirong) ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้อย่างหนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันซ้ำสอง

ด้านสภากาชาดของเนปาลประเมินว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้สูงถึง 93,000 คน ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น นาย ชิซีร์ คานัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเนปาลประเมินว่า อาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อเร่งค้นหาผู้ประสบภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

29 ส.ค. 2569 12:22 น.

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลระบุต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านเทคนิคและวิชาชีพเฉพาะทางที่ประเทศยังขาดความเชี่ยวชาญ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทีมค้นหาและกู้ภัยจากภายนอก

นายชิเชียร์ ขานาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อค่ำวันศุกร์ (28 ส.ค.) ว่า เนปาลต้องการความช่วยเหลือจากต่างชาติในภารกิจเฉพาะทาง เช่น การกู้ภัยผู้ติดค้างภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, การฟื้นฟูระบบขนส่งและการสื่อสารในจุดที่สะพานถูกทำลาย, การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการตรวจ DNA ของผู้เสียชีวิต, เทคโนโลยีการรักษาสภาพศพเพื่อเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

“เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือเฉพาะทางและสนับสนุนด้านเทคนิคในส่วนที่เรายังขาดความเชี่ยวชาญและเครื่องมือแล้ว” นายขานาลกล่าว พร้อมระบุเสริมว่าได้ร้องขอสะพานเบลีย์ (Bailey bridges) จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีน เพื่อเร่งเปิดเส้นทางคมนาคมหลังสะพานในพื้นที่ประสบภัยถูกทำลายไปราว 24 แห่ง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้ปฏิเสธความช่วยเหลือด้านการกู้ภัยจากต่างชาติ โดยระบุว่าบุคลากรภายในประเทศยังคงรับมือได้ ซึ่งนายขานาลอธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมกู้ภัยของเนปาลกำลังดำเนินการในส่วนภารกิจค้นหาทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับทีมซ้ำซ้อนจากภายนอก

โรงพยาบาลรับศึกหนัก ศพแน่นจนขาดแคลนตู้แช่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเนปาลเปิดเผยว่า มวลน้ำได้พัดร่างผู้เสียชีวิตลอยไปไกลถึงเขตจิตวัน และนวาลปราซี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะพบร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลในพื้นที่กำลังแบกรับภาระหนัก และประสบปัญหาขาดแคลนตู้แช่สำหรับเก็บรักษาศพ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่โรงเรียน โรงพยาบาล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งเนปาลจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติในการบูรณะและฟื้นฟูประเทศในระยะต่อไป

นายขานาลยังกล่าวปิดท้ายว่า มีรายงานผู้ติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากเนปาลยังใหม่กับเทคโนโลยีอุโมงค์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้เทคนิคเฉพาะทางในการกู้ภัยในอุโมงค์เป็นการด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย "กษัตริย์ฮารัลด์" สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

29 ส.ค. 2569 11:35 น.

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ประชาชนหลายพันคนรวมตัวหน้าพระราชวังในกรุงออสโล ท่ามกลางสายฝน เพื่อน้อมรำลึกถึง “กษัตริย์ฮารัลด์” แห่งนอร์เวย์ หลังสิ้นพระชนม์ในวัย 89 พรรษา ปิดฉากการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี 

กรุงออสโลของนอร์เวย์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า เมื่อประชาชนหลายพันคนออกมารวมตัวบริเวณหน้าพระราชวัง เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 หลังทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์มายาวนานถึง 35 ปี

ประชาชนต่างนำช่อดอกไม้ การ์ดข้อความ และธงชาตินอร์เวย์สีแดง ขาว และน้ำเงิน มาวางไว้หน้าพระราชวัง หลายคนสวมกอดและปลอบโยนกัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงค่ำ

หญิงชาวนอร์เวย์วัย 49 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาถวายดอกไม้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีความหมายอย่างมากต่อประชาชน และทรงเป็นกษัตริย์ที่ช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศ โดยเธอเปรียบพระองค์ว่าเป็นเสมือน คุณปู่ของคนทั้งชาติ

ปิดฉากรัชสมัย 35 ปี พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อ

หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ พระโอรสวัย 53 พรรษา คือ มกุฎราชกุมารโฮกุน เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อทันที ในฐานะ สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8

นายกรัฐมนตรีโจนัส กาห์ร สตือเรอ กล่าวสุนทรพจน์หลังเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ใจความตอนหนึ่งว่า ชาวนอร์เวย์จะจดจำกษัตริย์ฮารัลด์จากความรักที่ทรงมีต่อประชาชน อารมณ์ขัน ความอบอุ่น และความเชื่อมั่นที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวนอร์เวย์

ในช่วงค่ำ มีขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโลไปยังพระราชวัง โดยมีประชาชนจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่ตามสองข้างทางเพื่อร่วมถวายความอาลัย

ขณะที่กษัตริย์โฮกุนเสด็จไปยังพระราชวังพร้อมพระธิดาวัย 22 พรรษา เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ซึ่งจะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทพระองค์ใหม่ เพื่อแจ้งการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดาอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล

รัฐสภานอร์เวย์ระบุว่า กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐสภาในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่รัฐบาลประกาศช่วงเวลาไว้ทุกข์แห่งชาติไปจนถึงพระราชพิธีพระบรมศพ ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวัน

ประชาชนยก “กษัตริย์ฮารัลด์” เป็นกษัตริย์ของประชาชน

กษัตริย์ฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1991 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร และความหลากหลายทางสังคม

ชาวนอร์เวย์จำนวนมากยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของกษัตริย์ฮารัลด์ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย โดยเฉพาะหลังเหตุกราดยิงและเหตุโจมตีในปี 2011 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน ถือเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของนอร์เวย์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้คนที่ออกมาถวายความอาลัยระบุว่า พระองค์ทรงสามารถเลือกถ้อยคำที่ช่วยให้ผู้คนกลับมารวมกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับสังคมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

พระพลานามัยทรุดในช่วงหลายปีสุดท้าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กษัตริย์ฮารัลด์ทรงเผชิญปัญหาด้านพระพลานามัยหลายครั้ง จนต้องลดภารกิจอย่างเป็นทางการลง

พระองค์ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงออสโลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม หลังทรงมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและหายใจไม่สะดวก

แม้จะมีพระพลานามัยที่อ่อนแอลง แต่พระองค์ทรงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สละราชสมบัติ โดยให้เหตุผลว่าได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตลอดพระชนม์ชีพต่อรัฐสภานอร์เวย์แล้ว

ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญปีแห่งความวุ่นวาย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยสมเด็จพระราชินีซอนยา พระมเหสีของกษัตริย์ฮารัลด์ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 89 พรรษาเช่นกัน ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย

ขณะที่ มกุฎราชกุมารโฮกุน พระโอรสองค์ใหม่ ทรงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเกี่ยวกับ มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต พระชายา ซึ่งถูกจับตามองจากความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว

ส่วน มาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปีเมื่อเดือนมิถุนายน จากความผิดฐานข่มขืน 2 กระทง

ด้านมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตเอง ซึ่งมีพระชนมพรรษา 53 พรรษา และทรงมีพระอาการประชวรจากโรคปอดรุนแรง ได้เข้ารับการปลูกถ่ายปอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้ราชวงศ์จะเผชิญมรสุมหลายด้าน แต่การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ได้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วประเทศ และผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล อิตาลี จอร์แดน และยูเครน ตลอดจนราชวงศ์ยุโรป ต่างส่งสารแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

29 ส.ค. 2569 09:59 น.

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ค้นหาและกู้ภัยเร่งฝ่ากองโคลนช่วยผู้รอดชีวิต หลังมวลน้ำและเศษซากจากธารน้ำแข็งถล่มกวาดหมู่บ้านในเนปาลและทิเบต ขณะที่ยอดผู้สูญหายพุ่งเกิน 2,400 คนแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งรุนแรงในพื้นที่ชายแดน เนปาลและจีน ยังคงวิกฤต เมื่อจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,400 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนและเศษซาก หลังมวลน้ำและดินจำนวนมหาศาลไหลบ่าราวกับกำแพงน้ำ กวาดหมู่บ้านและพื้นที่ชุมชนจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 616 ราย โดยบางศพถูกกระแสน้ำพัดลงมาตามแม่น้ำไกลถึงประเทศอินเดีย

เนปาลสูญหายเกือบ 2,000 คน

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า มีผู้สูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ในประเทศ 1,924 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังทางการนำรายชื่อคนงานในโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำอีก 933 คน เข้ามารวมในบัญชีผู้สูญหาย

ก่อนหน้านี้รายงานจำนวนผู้สูญหายในเนปาลอยู่ที่ 977 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในเนปาลอยู่ที่ 579 ราย

บรรดาญาติของผู้สูญหายเดินทางไปตามโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อค้นหาข่าวคราวของคนในครอบครัว โดยมีการติดภาพถ่ายและรายชื่อผู้สูญหายไว้ตามผนังโรงพยาบาล

หญิงชาวเนปาลวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งกำลังตามหาน้องชายเปิดเผยว่า ครอบครัวไม่รู้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหน และได้แต่หวังว่าเขาจะยังปลอดภัย พร้อมบอกว่าเธอและครอบครัวสูญเสียทุกอย่างจากภัยพิบัติครั้งนี้

USGS ชี้ธารน้ำแข็งถล่มเป็นต้นเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจาก การพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากน้ำแข็ง ดิน และหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเนปาล นับตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2558

มวลน้ำและโคลนที่ไหลลงมาอย่างรุนแรงยังทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่งจากการสะสมของเศษซาก และหนึ่งในนั้นกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย

ตำรวจเนปาลจึงออกคำเตือนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที หลังได้รับข้อมูลว่าเขื่อนกั้นน้ำแห่งหนึ่งทางฝั่งทิเบตแตกอีกครั้ง

จีนระงับภารกิจกู้ภัย หวั่นน้ำทะลักซ้ำ

สถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีนก็ยังน่าเป็นห่วง โดยทางการจีนต้องระงับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ จี๋หลง ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ ก่อนที่ทางการจะประกาศในเวลาต่อมาว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดจากกองเศษซากขนาดมหึมาเริ่มมีน้ำเอ่อล้นไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังมุ่งหน้าเข้าไป อย่างไรก็ตามต่อมามีรายงานว่าระดับน้ำในแอ่งดังกล่าวลดลงแล้ว ทำให้การค้นหาและกู้ภัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับภารกิจกู้ภัย และแสดงความพร้อมให้จีนช่วยเหลือปฏิบัติการฉุกเฉินของเนปาล

เร่งช่วยคนงานกว่า 100 คนติดอยู่ในอุโมงค์

หนึ่งในภารกิจกู้ภัยที่สำคัญคือการช่วยเหลือคนงานและประชาชนที่ติดอยู่บริเวณโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli 3A โดยกองทัพเนปาลตรวจพบผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอุโมงค์ และพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำเข้าปฏิบัติการ แต่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถระบุจุดทางเข้าอุโมงค์ได้ หลังพื้นที่โดยรอบถูกน้ำและโคลนถล่มปกคลุม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สามารถอพยพคนงานและประชาชนออกจากพื้นที่ได้แล้วประมาณ 350 คน แต่ยังมีผู้ติดอยู่ในพื้นที่เดียวกันมากกว่า 100 คน ที่ต้องเร่งช่วยเหลือ

ผู้รอดชีวิตจากโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในหุบเขาแม่น้ำตรีศูลี เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง คนงานจำนวนมากไม่มีเวลาตั้งตัว

ชายคนหนึ่งเปิดเผยว่า เขารอดชีวิตมาได้เพราะขณะเกิดน้ำท่วม เขาอยู่ภายในอุโมงค์ของเขื่อน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำงานอยู่อีกฝั่งถูกกระแสน้ำกวาดหายไปทั้งหมด

ศพถูกกระแสน้ำพัดถึงอินเดีย

ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเนปาลและจีน โดยทางการอินเดียรายงานว่า พบศพ 7 ราย ในแม่น้ำที่ไหลมาจากเนปาล และเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ส่วนฝั่งทิเบต สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 554 คน

ทางการจีนยังเปิดเผยว่า ได้อพยพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างออกจากพื้นที่ทิเบตแล้ว 555 คน รวมถึงประชาชนชาวจีนอีก 499 คน

นักแสวงบุญไปเขาไกรลาส สูญหายจำนวนมาก

หนึ่งในกลุ่มผู้สูญหายคือบรรดานักแสวงบุญชาวฮินดูจากหลายประเทศ ซึ่งกำลังเดินทางไปยัง เขาไกรลาส (Mount Kailash) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

หญิงวัย 46 ปีรายหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางด้วยรถบัสพร้อมผู้โดยสารอีก 56 คน มุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน แต่รถต้องหยุดกลางทาง โดยในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงการจราจรติดขัด

จากนั้นหมอก ควัน และบางสิ่งบางอย่างก็เข้าปกคลุมพื้นที่อย่างฉับพลัน ก่อนที่เธอจะเห็นมวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลพุ่งเข้ามา

รถหลายคันถูกกระแสน้ำกวาดหายไปหรือถูกโคลนฝัง ขณะที่ผู้โดยสารบนรถต้องพยายามปีนออกทางฝั่งคนขับ ก่อนพากันหนีขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มระลอกใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่.

ที่มา: channelnewsasia

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

29 ส.ค. 2569 08:45 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล อ้างช่วยเพิ่มน้ำมัน-ลดราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับเวเนซุเอลา เพื่อให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วของเวเนซุเอลามากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยระบุว่าเป็นการบรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินสำหรับชาวอเมริกันในระยะยาว โดยยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากทรัมป์ ข้อตกลงนี้วเกิดขึ้นภายใต้การเจรจาระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ร่วมกับ นายเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของข้อตกลง เงื่อนไขที่สหรัฐฯ จะได้รับ หรือบทบาทของบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมความร่วมมือ

ทั้งนี้ เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองที่สำรวจแล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล แต่การผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม.

ที่มา AP

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

29 ส.ค. 2569 06:07 น.

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรมของอิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่เป็นระลอกที่ 5 ของฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่ง 39 องศาฯ กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี กลับมาเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอีกครั้ง หลังคลื่นความร้อนระลอกใหม่แผ่ปกคลุมเมืองในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหลบแดดและหาวิธีคลายร้อน ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

โดยบรรยากาศบริเวณด้านหน้าสนามกีฬาโคลอสเซียมยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเพื่อใช้น้ำจากจุดบริการสาธารณะ หลายคนถือร่มและพัดลมแบบพกพา พร้อมพยายามหาพื้นที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีประกาศให้กรุงโรมอยู่ในระดับ “แจ้งเตือนสีแดง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด หมายความว่าสภาพอากาศร้อนจัดในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ขณะที่ ข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศของกองทัพอากาศอิตาลีระบุว่า กรุงโรมมีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส  

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนสิงหาคมครั้งนี้นับเป็นคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ระลอกที่ 5 ที่พัดถล่มกรุงโรมในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลีก็เผชิญกระแสลมร้อนจากทางใต้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในเกาะซาร์ดิเนีย แคว้นปุลยา และแคว้นคาลาเบรีย พุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส .

ที่มา AFP