ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

20 ก.พ. 2569 11:29 น.

ยูเอ็นระบุ พร้อมร่วมงานกับ Board of Peace ของ ทรัมป์ เพื่อช่วยฟื้นฟูกาซา

โฆษกสหประชาชาติยืนยันทำงานร่วมบอร์ดสันติภาพของทรัมป์ เดินหน้าช่วยเหลือกาซา หลังสหรัฐฯ ประกาศเงินช่วยเหลือแล้ว 7 พันล้านดอลลาร์ ขณะประเมินค่าฟื้นฟูพุ่งกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกขององค์การสหประชาชาติ เปิดเผยว่า องค์การสหประชาชาติพร้อมทำงานร่วมกับ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเป็นความริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟูฉนวนกาซา

ความเคลื่อนไหวของยูเอ็นมีขึ้นหลังทรัมป์จัดการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพนัดแรก ท่ามกลางความพยายามผลักดันให้โครงการนโยบายต่างประเทศสำคัญของเขาได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง และช่วยขับเคลื่อนข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบางในกาซา

อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นระบุว่า แผนการของทรัมป์มีขอบเขตกว้างไกล ตั้งแต่แนวคิดบริหารจัดการและฟื้นฟูกาซาให้กลายเป็นมหานครยุคใหม่ ไปจนถึงการท้าทายบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่า ความทะเยอทะยานอาจเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์จริงในพื้นที่ เนื่องจากความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายพื้นฐานของข้อตกลงหยุดยิงยังมีจำกัด

ขณะเดียวกัน ชาวปาเลสไตน์ รวมถึงพลเรือนจำนวนมาก ยังเสียชีวิตจากการโจมตีเกือบทุกวัน โดยอิสราเอลระบุว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่คุกคามหรือโจมตีกองกำลังของตน ขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ปลดอาวุธ และคณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเตรียมเข้ามาบริหารแทนฮามาสยังติดขัดอยู่ในอียิปต์.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ "ยูเอฟโอ-เอเลียน" จวก "โอบามา" หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

20 ก.พ. 2569 11:03 น.

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ “ยูเอฟโอ-เอเลียน” จวก “โอบามา” หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการหน่วยงานรัฐและเพนตากอน เร่งเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และ UFO ต่อสาธารณะ ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ พร้อมวิจารณ์ “บารัก โอบามา” ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่า เขาได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเริ่มกระบวนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวและวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO) โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ “น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง” ต่อสาธารณชน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า จากความสนใจอย่างล้นหลามของสาธารณชน เขาจะสั่งการให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เริ่มกระบวนการค้นหาและเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) และวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) 

นอกจากการสั่งเปิดแฟ้มลับแล้ว ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ที่กลายเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ที่โอบามากล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปฏิเสธข่าวลือเรื่อง “แอเรีย 51” (Area 51)

โอบามากล่าวในพอดแคสต์ว่า “พวกเขามีจริง แต่ผมยังไม่เคยเห็น และพวกเขาไม่ได้ถูกเก็บไว้ใน Area 51 ไม่มีฐานทัพใต้ดินแบบนั้น เว้นแต่ว่าจะมีแผนสมคบคิดอันยิ่งใหญ่ที่ปิดบังแม้กระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ”

ทรัมป์ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า โอบามาได้เปิดเผยข้อมูลที่ยังอยู่ในชั้นความลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าคำพูดส่วนไหนของโอบามาที่เป็นความลับ และเมื่อถูกถามถึงความเชื่อส่วนตัวทรัมป์ตอบเพียงว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีจริงหรือไม่”

ด้านสำนักงานของโอบามายังไม่มีการตอบโต้ต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้โอบามาเคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมยืนยันว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาไม่เคยเห็นหลักฐานการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเขามองในเชิงสถิติว่าจักรวาลกว้างใหญ่มากจนน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น แต่โอกาสที่จะมาเยือนโลกนั้นมีน้อยมากเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกล

ข้อมูลจากรายงานของเพนตากอนในปี 2022 และ 2024 ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่พบหลักฐานว่ามีเทคโนโลยีจากนอกโลกหรือมีการลงจอดฉุกเฉินบนโลก การพบเห็นส่วนใหญ่เป็นเพียงวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิด

ด้านหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีบันทึกเกี่ยวกับ UFO จริง แต่กระจายอยู่ในหลายส่วนของคอลเลกชันเอกสารรัฐ

การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากว่า ข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยออกมานั้น จะมี “ความลับ” อะไรที่โลกยังไม่รู้ซ่อนอยู่หรือไม่.

ที่มา Reuters

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

20 ก.พ. 2569 10:57 น.

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

3 สายการบินรายใหญ่เวียดนาม ลงนามสัญาสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง จำนวน 90 ลำ มูลค่ากว่า 1.08 ล้านล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน สัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์การค้ากับสหรัฐฯ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินเวียดนาม 3 แห่ง ได้แก่ “เวียดนาม แอร์ไลน์” “ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์” “เวียตเจ็ต” ลงนามข้อตกลงกับบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานของสหรัฐฯ เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินรวม 90 ลำ มูลค่ารวมราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท  

โดยการลงนามมีขึ้นระหว่างที่นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กำลังเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการ Board of Peace ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับโลก โดยดีลนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ

ทางด้านสายการบินแห่งชาติ “เวียดนาม แอร์ไลน์” แถลงว่า ได้ลงนามสัญญามูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 291,600 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องบินรุ่น 737-8 จำนวน 50 ลำ โดยมีกำหนดรับมอบระหว่างปี 2573-2575และคาดว่าจะทำให้จำนวนฝูงบินรวมเพิ่มเป็นราว 151 ลำ ภายในปี 2573 นอกจากนี้ เวียดนามแอร์ไลน์ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับโบอิ้งเพื่อจัดซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติมอีก 30 ลำ มูลค่าสูงสุด 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 432,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน “ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์” สายการบินใหม่ของเวียดนามได้ลงนามข้อตกลงมูลค่า 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 810,000 ล้านบาท เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 787-9 ดรีมไลเนอร์ จำนวน 40 ลำ ส่วน “เวียตเจ็ต” สายการบินต้นทุนต่ำ ได้ทำข้อตกลงด้านการเงินมูลค่า 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 34,740 ล้านบาท กับบริษัท Griffin Global Asset Management เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 6 ลำ

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การสั่งซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินเวียดนาม แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองระหว่างสองประเทศ.

เศรษฐีนิรนามบริจาคทองคำแท่ง มูลค่า 3.6 ล้านดอลลาร์ ให้โอซากาซ่อมระบบประปาเก่า

เศรษฐีนิรนามบริจาคทองคำแท่ง มูลค่า 3.6 ล้านดอลลาร์ ให้โอซากาซ่อมระบบประปาเก่า

20 ก.พ. 2569 10:38 น.

เศรษฐีนิรนามบริจาคทองคำแท่ง มูลค่า 3.6 ล้านดอลลาร์ ให้โอซากาซ่อมระบบประปาเก่า

เมืองโอซากา เมืองใหญ่ของญี่ปุ่นได้รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ เมื่อมีผู้บริจาคนิรนามมอบทองคำแท่ง น้ำหนักรวม 21 กิโลกรัม มูลค่าราว 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยปรับปรุงระบบประปาที่เสื่อมสภาพ

กลายเป็นข่าวที่สร้างกระแสฮือฮาในญี่ปุ่น เมื่อนายกเทศมนตรีฮิเดยูกิ โยโกยามะ แห่งเมืองโอซากา แถลงข่าวอันน่าตกตะลึงว่า เมืองโอซากาได้รับมอบทองคำแท่งดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งแจ้งความประสงค์ที่จะให้นำเงินดังกล่าวไปช่วยปรับปรุงระบบประปาที่เสื่อมสภาพในโอซากา

ข้อมูลจากหน่วยงานประปานครโอซาการะบุว่า ในปีงบประมาณ 2024 พบเหตุท่อประปาใต้ถนนรั่วไหลมากกว่า 90 ครั้ง สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานโอซากา ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซ เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญและมีประชากรเกือบ 3 ล้านคน ถือเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามระบบท่อประปาและท่อระบายน้ำกำลังเผชิญปัญหาเสื่อมสภาพจากการใช้งานยาวนาน เช่นเดียวกับอีกหลายเมืองทั่วประเทศ 

นายกเทศมนตรีโยโกยามะกล่าวว่า การแก้ปัญหาท่อประปาเก่าต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล พร้อมระบุว่าเงินบริจาคครั้งนี้มากจนน่าตกตะลึงและทำให้เขาแทบพูดไม่ออก โดยก่อนหน้านี้ ผู้บริจาครายเดียวกันเคยมอบเงินสด 500,000 เยน เพื่อสนับสนุนกิจการประปาของเทศบาลมาแล้ว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มากกว่า 20% ของท่อประปาทั่วประเทศญี่ปุ่นมีอายุเกินอายุการใช้งานตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 40 ปี ส่งผลให้ความเสี่ยงท่อแตก ทรุดตัว และเกิดหลุมยุบเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

เมื่อปีที่ผ่านมา เกิดเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ในจังหวัดไซตามะ กลืนหัวรถบรรทุกทั้งคัน ส่งผลให้คนขับเสียชีวิต โดยเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากท่อระบายน้ำแตกใต้ดิน

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทางการญี่ปุ่นเร่งแผนเปลี่ยนท่อประปาและท่อระบายน้ำที่ผุกร่อนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหางบประมาณยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินโครงการ

ด้านสำนักงานประปาโอซาการะบุในแถลงการณ์ว่า จะนำทองคำที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะโครงการซ่อมแซมและเปลี่ยนท่อประปาที่เสื่อมสภาพ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทองคำแท่ง

Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

20 ก.พ. 2569 10:14 น.

Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของสหรัฐ ประกาศปรับลดราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของไลน์อัพในตลาดสหรัฐ จาก 114,990 ดอลลาร์ เหลือ 99,990 ดอลลาร์ หวังดึงลูกค้าในสหรัฐฯ

การลดราคาครั้งนี้จะทำให้ Cyberbeast มีราคาต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ประมาณ 3,118,340 บาท นับเป็นการขยับกลยุทธ์สำคัญของ Tesla ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐ

รายงานระบุว่า Tesla มีแนวโน้มยุติการจำหน่าย “Luxe Package” สำหรับ Cyberbeast ซึ่งก่อนหน้านี้รวมฟีเจอร์ Supervised Full Self-Driving (FSD) และสิทธิ์ชาร์จไฟฟรีผ่านเครือข่าย Supercharger

แพ็กเกจดังกล่าวถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา พร้อมกับการปรับขึ้นราคาของ Cybertruck แต่ล่าสุดบริษัทได้ถอดแพ็กเกจนี้ออก ส่งผลให้ราคาขายสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาของ Cybertruck รุ่นอื่น ๆ ยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน Tesla ได้เปิดตัว Model Y รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ ในราคาจำหน่าย 41,990 ดอลลาร์ วางตำแหน่งเหนือรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง “Standard” ที่มีราคาถูกกว่า

นักวิเคราะห์มองว่า การเพิ่มทางเลือกย่อย และการปรับราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น เป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์ปี 2026 ของ Tesla เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจราคา โดยไม่ต้องรอการเปิดตัวรถรุ่นใหม่สำหรับตลาดมวลชน

การปรับลดราคา Cyberbeast สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งจากผู้ผลิตสหรัฐและต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มชะลอการใช้จ่ายในสินค้าราคาสูง

การลดราคาครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของ Tesla ในการกระตุ้นยอดขาย Cybertruck ซึ่งเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรม EV โลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Tesla

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

20 ก.พ. 2569 09:47 น.

ไฟไหม้เรือสำราญมุ่งหน้าสิงคโปร์กลางดึก ดับ 1 ศพ ลูกเรือผู้โดยสารร่วม 600 คนระทึก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนเรือสำราญที่กำลังมุ่งหน้าสู่ประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 600 ชีวิตต้องเผชิญช่วงเวลาระทึกกลางดึก

สำนักงานการท่าเรือและการเดินเรือสิงคโปร์ Maritime and Port Authority of Singapore (MPA) แถลงเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่า เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นราวเวลา 04.00 น. บนเรือสำราญสัญชาติไลบีเรียชื่อเวิลด์ เลกาซี (World Legacy) โดยต้นเพลิงสามารถควบคุมได้ในเวลาต่อมา แต่มีลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย

บนเรือลำดังกล่าวมีผู้โดยสาร 224 คน ในจำนวนนี้ 185 คนเป็นชาวสิงคโปร์ และมีลูกเรือ 388 คน ซึ่งไม่มีใครเป็นชาวสิงคโปร์ รายงานระบุว่าไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม

หลังเกิดเหตุ เรือได้จอดทอดสมอที่ Raffles Reserved Anchorage ใกล้เกาะปูเลาเซมากาอู  และเกาะปูเลาเซนัง ซึ่งเป็นเขตจอดเรือเฉพาะกิจภายในท่าเรือสิงคโปร์

เจ้าหน้าที่จาก MPA ตำรวจยามฝั่ง และหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนสิงคโปร์ได้เร่งเข้าตรวจสอบและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านผู้ให้บริการเรือสำราญ World Cruises ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานเรือเวิลด์ เลกาซี ระบุว่า รับทราบเหตุการณ์และกำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือคือสิ่งสำคัญสูงสุด และจะอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีความคืบหน้า

ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัทระบุว่า เรือเวิลด์ เลกาซี ให้บริการในรูปแบบ “Flexible Cruise” คือเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารเลือกช่วงเวลาพักบนเรือได้ตามต้องการ และสามารถขึ้นเรือได้ทั้งจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรือลำนี้เผชิญกระแสวิจารณ์ ก่อนหน้านี้ เรือเวิลด์ เลกาซี เคยประกาศยกเลิกเที่ยวปฐมฤกษ์เพียง 2 วันก่อนกำหนดออกเดินทางเมื่อวันที่ 21 ธันวาคมปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงร้องเรียนจากผู้โดยสารเกี่ยวกับปัญหาน้ำประปาสีน้ำตาล ลิฟต์ขัดข้อง และระบบปรับอากาศไม่เพียงพอ

เหตุไฟไหม้ครั้งล่าสุดยิ่งทำให้เกิดคำถามด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเรือสำราญ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเลกำลังฟื้นตัว โดยขณะนี้สาเหตุของเพลิงไหม้และรายละเอียดการเสียชีวิตของลูกเรือยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยทางการสิงคโปร์ยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เรือสำราญ

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

20 ก.พ. 2569 09:31 น.

หญิงเกาหลีใต้ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย 2 ศพ พบใช้ ChatGPT ช่วยวางแผนฆาตกรรม

หญิงเกาหลีใต้วัย 21 ปีถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมชาย 2 ราย โดยตำรวจพบหลักฐานในโทรศัพท์มือถือว่า เธอเคยค้นหาข้อมูลผ่าน ChatGPT เกี่ยวกับอันตรายจากการผสมยานอนหลับกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายครั้ง

ตำรวจกรุงโซลเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งระบุเพียงนามสกุล “คิม” ได้ก่อเหตุฆาตกรรมชาย 2 คน โดยจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบว่า เธอเคยมีการใช้ Chat GPT  สอบถามคำถาม เช่น ถ้ากินยานอนหลับพร้อมแอลกอฮอล์จะเกิดอะไรขึ้น  ต้องกินยานอนหลับกี่เม็ดถึงจะเป็นอันตราย และมันสามารถทำให้คนเสียชีวิตได้หรือไม่

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับคำให้การของคิมที่เคยให้การว่า เธอผสมยากล่อมประสาทที่มีสารเบนโซไดอะซีพีนลงในเครื่องดื่มจริง แต่ไม่ทราบว่าจะทำให้ผู้เสียชีวิตถึงแก่ชีวิต 

คิมถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ในข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังชาย 2 คนเสียชีวิต และอีก 1 คนหมดสติ ภายหลังเข้าไปในโรงแรมกับเธอ

ตำรวจระบุว่า เหตุแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ย่านซูยูดง เขตคังบุก ในกรุงโซล โดยคิมเข้าพักโรงแรมพร้อมชายวัย 20 กว่าปี ก่อนจะออกจากที่พักเพียงลำพังในอีกสองชั่วโมงต่อมา และพบชายคนดังกล่าวเสียชีวิตในห้องพักวันถัดไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เธอถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีเดียวกันกับชายอีกคนวัยใกล้เคียงกัน ที่โรงแรมอีกแห่งในเขตคังบุก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ความพยายามก่อเหตุครั้งแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เมื่อคิมผสมยากล่อมประสาทในเครื่องดื่มให้แฟนหนุ่มของเธอในขณะนั้น บริเวณลานจอดรถของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองนัมยางจู จังหวัดคยองกี ทำให้ฝ่ายชายหมดสติ แต่รอดชีวิต โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลสอบสวน เพื่อพิจารณาว่าอาจมีเหยื่อเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 3 รายที่ยืนยันมาแล้วหรือไม่.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ChatGPT

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

20 ก.พ. 2569 09:30 น.

รมว.ต่างประเทศ ไทย–เมียนมา หารือฟื้นฟูการค้าชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน

รมว.ต่างประเทศไทย-เมียนมา พบหารือกันแบบไม่เป็นทางการที่ภูเก็ต เห็นพ้องเร่งเปิดค้าชายแดน–ขยายความร่วมมือพลังงาน หวังดึงเมียนมากลับสู่อาเซียน 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับนายตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางฟื้นฟูการค้าชายแดนและกระชับความร่วมมือด้านพลังงาน พร้อมกันนี้ ไทยแสดงความพร้อมสนับสนุนการประสานงานระดับพื้นที่กับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน หากได้รับการร้องขอ เพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพในเมียนมา

ทั้งสองฝ่ายยังหารือการผ่อนคลายข้อจำกัดที่ภาคธุรกิจไทยในเมียนมาเผชิญอยู่ เช่น กฎเกณฑ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการนำเข้าวัตถุดิบ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือการผ่อนคลายข้อจำกัดที่ภาคธุรกิจไทยในเมียนมาเผชิญอยู่ เช่น กฎเกณฑ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการนำเข้าวัตถุดิบ

พร้อมกันนี้กล่าวว่า  การพบหารือครั้งนี้นับเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งแรกระหว่างสองประเทศ นับตั้งแต่เมียนมาจัดการเลือกตั้งแบบเป็นขั้นตอนเสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยไทยต้องการเห็นเมียนมากลับมามีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบในกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน หลังจากรัฐบาลทหารเมียนมาถูกกันออกจากการประชุมระดับสูงของอาเซียนภายหลังการรัฐประหารในปี 2564 

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยอยากเป็นสะพานเชื่อมเมียนมากลับสู่อาเซียน โดยไทยต้องการให้เมียนมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียน และหวังว่าจะได้เห็นการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง พร้อมระบุว่า เมียนมาต้องแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่ออาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ ขณะที่อาเซียนไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร และไม่ได้ส่งคณะผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการเข้าร่วม

รัฐมนตรีต่างประเทศไทยยังเปิดเผยว่า ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ก่อนเทศกาลปีใหม่ตามประเพณีในเดือนเมษายนนี้ และยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของประเทศเป็นอันดับแรก.

ที่มา Thai MFA /Irrawaddy

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

20 ก.พ. 2569 05:35 น.

คกก.ที่ทรัมป์แต่งตั้ง อนุมัติโครงการสร้างห้องบอลรูมทำเนียบขาวใหม่แล้ว

คณะกรรมการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้ง อนุมัติแผนการสร้างห้องบอลรูมใหม่ที่ทำเนียบขาว ซึ่งนายทรัมป์เป็นผู้เสนอแล้ว ท่ามกลางเสียงคัดค้านเนื่องจากลัดขั้นตอนสำคัญหลายอย่าง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 คณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐฯ (US Commission of Fine Arts) มีมติเห็นชอบอย่างท่วมท้นต่อแผนการออกแบบห้องจัดเลี้ยงใหม่ (ห้องบอลรูม) ที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เสนอแล้ว

คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายทรัมป์ทั้งหมด ลงนามอนุมัติแบบแปลนหลังจากสถาปนิกได้ทำการปรับแก้ตามข้อกังวลของคณะกรรมาธิการก่อนหน้านี้

“เราจำเป็นต้องปกป้องประเทศและแขกบ้านแขกเมือง และนี่คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต้องมีไปตลอด 150 ปีข้างหน้า” นายร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์ ประธานกรรมาธิการกล่าว

ทั้งนี้ ปีกตะวันออก (East Wing) ของทำเนียบขาวได้ถูกทุบทำลายไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการสร้างห้องจัดเลี้ยงดังกล่าว

มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องเพื่อระงับการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงนี้ โดยระบุว่าแผนงานของโครงการไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการตรวจสอบที่กฎหมายกำหนด ทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ การอนุมัติจากสภาคองเกรส หรือการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน

ทรัมป์โต้แย้งว่าทำเนียบขาวจำเป็นต้องมีห้องจัดเลี้ยงใหม่ เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอต่อการจัดงานสำคัญระดับชาติและการรับรองบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ

เขากล่าวว่า อาคารหลังนี้จะเป็น “ห้องจัดเลี้ยงที่สวยงามที่สุดในโลก” และจะใช้เงินทุนจากการบริจาคโดยภาคเอกชนทั้งหมด โดยในตอนแรกคาดว่าห้องจัดเลี้ยงนี้จะรองรับแขกได้ 500 คน แต่ต่อมาได้มีการขยายแผนให้รองรับได้ถึง 1,350 คน

โครงการห้องจัดเลี้ยงนี้ต้องเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และภาคประชาชนบางส่วน

“ไม่มีประธานาธิบดีคนใดที่มีอำนาจตามกฎหมายในการรื้อถอนส่วนใดส่วนหนึ่งของทำเนียบขาวโดยปราศจากการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ ประธานาธิบดีไบเดน หรือใครก็ตาม” มูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติระบุในคำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง

“และไม่มีประธานาธิบดีคนใดที่มีอำนาจตามกฎหมายในการสร้างห้องจัดเลี้ยงบนทรัพย์สินสาธารณะ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งในขณะนี้คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

ด้านนาย โธมัส ลูบเคอ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์ฯ กล่าวว่าคณะกรรมการได้รับความคิดเห็นจากประชาชนมากกว่า 2,000 รายการ และความคิดเห็นเหล่านั้น “เป็นการคัดค้านอย่างท่วมท้น โดยมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 99 ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้”

ขณะที่นาย เจมส์ แมคเครอรี รองประธานคณะกรรมาธิการวิจิตรศิลป์ฯ งดออกเสียงในการอภิปรายและการลงมติในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากในตอนแรก บริษัทสถาปนิกของเขาเคยได้รับเลือกจากทรัมป์ให้เป็นผู้ดูแลโครงการห้องจัดเลี้ยงนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะเปลี่ยนตัวสถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการเป็นบริษัท ชาลอม บารานีส

ทั้งนี้ โครงการห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวยังคงต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการวางแผนเมืองหลวงแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 ท่าน โดยมีกำหนดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนี้ครั้งถัดไปในช่วงต้นเดือนมีนาคม

สมาชิก 6 คนในคณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ และอีก 2 ท่านเป็นสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

20 ก.พ. 2569 05:02 น.

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกจับคดีประพฤติมิชอบ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังถูกตำรวจจับกุมตัวและถูกสอบปากคำตลอดทั้งวัน ในคดีประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ได้รับการปล่อยตัวแล้วในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยข้อหาประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จากการส่งเอกสารลับให้นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งมีอายุครบ 66 ปีในวันเดียวกันนี้ ถูกพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจเทมส์แวลลีย์ สอบปากคำตลอดทั้งวัน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทางตำรวจระบุว่ากำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่าแอนดรูว์ทรงส่งเอกสารลับให้แก่นายเอปสตีน ในตอนที่เขาดำรงตำแหน่งทูตพิเศษด้านการค้าของสหราชอาณาจักร

การจับกุมสมาชิกราชวงศ์ระดับสูง ซึ่งเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ลำดับที่ 8 นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของ UK

ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สเห็นแอนดรูว์ออกจากสถานีตำรวจในเมืองเอลแชม (Aylsham) ทางตะวันออกของอังกฤษ หลังเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเพียงเล็กน้อย โดยมีกลุ่มช่างภาพและทีมข่าวโทรทัศน์จำนวนหนึ่งรอเฝ้าทำข่าวอยู่

ทางตำรวจเทมส์แวลลีย์แถลงในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีว่า “ชายผู้ถูกจับกุม” ได้รับการปล่อยตัวโดยยังไม่ได้ตั้งข้อหา แต่การสืบสวนคดียังคงดำเนินต่อไป โดยที่ไม่ได้ระบุชื่อของแอนดรูว์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เผชิญข้อกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศสตรี โดยมีนายเอปสตีนเป็นนายหน้าจัดหามานานหลายปี ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธมาตลอด จนกระทั่งสหรัฐฯ ตัดสินใจเผยแพร่เอกสารทั้งภาพและอีเมลจำนวนหลายล้านฉบับ ซึ่งเป็นหลักฐานในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายเอปสตีนออกมา ซึ่งมีภาพของแอนดรูว์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอยู่ด้วย

เมื่อปลายเดือนมกราคม สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารชุดล่าสุด ซึ่งในนั้นมีอีเมลที่บ่งชี้ว่า แอนดรูว์เปิดเผยข้อมูลลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าของเขาในช่วงปี 2553-2554 ให้นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน รู้

ในอีเมลที่ได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 แอนดรูว์ได้ส่งรายละเอียดการเดินทางอย่างเป็นทางการที่จะมีขึ้นในฐานะทูตการค้าไปยังสิงคโปร์ เวียดนาม เซินเจิ้นในจีน และฮ่องกง ให้กับเอปสตีน โดยในการเดินทางดังกล่าวมีพันธมิตรทางธุรกิจของเอปสตีนร่วมเดินทางไปด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทาง ในวันที่ 30 พ.ย.ปีเดียวกัน ดูเหมือนว่าแอนดรูว์จะส่งต่อรายงานอย่างเป็นทางการให้กับนายเอปสตีน หลังจากที่อดีตเจ้าชายรายนี้ได้รับรายงานดังกล่าวจาก อามิต พาเทล ผู้ช่วยของเขาเพียง 5 นาทีเท่านั้น

และในวันคริสต์มาสอีฟปีนั้น แอนดรูว์ส่งอีเมลถึงเอปสตีนเพื่อแจ้งข้อมูลลับเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนในการบูรณะจังหวัดเฮลมานด์ ประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งในขณะนั้นดูแลโดยกองทัพอังกฤษและได้รับทุนจากเงินของรัฐบาลสหราชอาณาจักร แม้ว่า ณ เวลานั้น นายเอปสตีนถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิดคดีทางเพศไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna