ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

20 ก.พ. 2569 04:28 น.

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

ฮังการี รวมถึงสโลวาเกีย เตรียมดำเนินการตัดการส่งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติให้แก่ยูเครน หลังการส่งน้ำมันรัสเซียผ่านท่อส่งในยูเครนหยุดชะงัก โดยเคียฟอ้างว่าท่อถูกโดรนโจมตีเสียหาย

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า หัวหน้าคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บาน กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ว่า ฮังการีกำลังพิจารณาที่จะตัดการส่งออกไฟฟ้าและก๊าซไปยังยูเครน นอกเสียจากว่ากรุงเคียฟจะกลับมาส่งน้ำมันของรัสเซียไปยังฮังการีผ่านทางท่อส่งน้ำมันดรูจบา (Druzhba) อีกครั้ง

ฮังการีและสโลวาเกีย ซึ่งเป็นเพียง 2 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ยังมีโรงกลั่นน้ำมันที่ใช้น้ำมันจากรัสเซียผ่านท่อส่งดรูจบา พยายามหาทางรักษาความมั่นคงด้านอุปทานน้ำมัน นับตั้งแต่การส่งน้ำมันผ่านท่อดังกล่าวถูกระงับไปเมื่อวันที่ 27 ก.ค. โดยยูเครนอ้างว่า โดรนรัสเซียโจมตีจนท่อเสียหาย

โรงกลั่นต่าง ๆ วางแผนที่จะเริ่มนำน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐมาใช้ โดยรัฐบาลสโลวาเกียได้อนุมัติการให้กู้ยืมน้ำมันจำนวน 250,000 ตัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ขณะที่ เกอร์เกลี กูลยาส หัวหน้าคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีออร์บาน กล่าวว่า รัฐบาลฮังการีก็ได้อนุมัติให้มีการนำน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้แล้วเช่นกัน หลังจากได้รับการร้องขอจากบริษัทผู้กลั่นน้ำมัน MOL

ฮังการีและสโลวาเกียกล่าวหายูเครนว่า จงใจประวิงเวลาในการกลับมาส่งน้ำมันด้วยเหตุผลทางการเมือง และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศก็ประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลไปยังยูเครน

อนึ่ง นายกรัฐมนตรี วิกตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี เป็นผู้ที่แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจนต่อความพยายามของยูเครนในการเข้าร่วมสหภาพยุโรป อีกทั้งฮังการีและสโลวาเกียต่างก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย มาตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีของสงครามในยูเครน

“เรากำลังพิจารณาทางเลือกในการระงับการส่งไฟฟ้าและก๊าซไปยังยูเครนด้วยเช่นกัน” กูลยาสกล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลบูดาเปสต์กำลังประสานงานขั้นตอนต่าง ๆ ร่วมกับสโลวาเกีย นอกเสียจากว่ายูเครนจะกลับมาส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่งดรูจบาตามเดิม

ด้านนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ก็หยิบยกเรื่องความเป็นไปได้ที่จะระงับการจ่ายไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินให้แก่ยูเครนขึ้นมากล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเช่นกัน

“จะมีการใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติม หากรัฐบาลยูเครนยังไม่เปลี่ยนการตัดสินใจ และยังคงระงับการส่งน้ำมันผ่านท่อส่งดรูจบาต่อไปโดยใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง” กูลยาสกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ExPro ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในกรุงเคียฟระบุว่า ฮังการีและสโลวาเกียเป็นประเทศที่ยูเครนนำเข้าพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็น 68% ของไฟฟ้านำเข้าทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ฮังการียังเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าก๊าซทั้งหมดของยูเครนในขณะนี้ด้วย

ฮังการีเปิดเผยด้วยว่า พวกเขากับสโลวาเกียได้ร้องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปบังคับใช้ข้อยกเว้นที่อนุญาตให้ทั้งสองประเทศสามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่ขนส่งทางเรือได้ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) ที่สั่งห้ามประเทศสมาชิกนำเข้าน้ำมันดังกล่าวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

20 ก.พ. 2569 01:26 น.

ทรัมป์ลั่น โลกจะได้รู้ใน 10 วันว่า จะปิดดีลกับอิหร่านได้หรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า โลกจะได้รู้ใน 10 วัน ว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้หรือไม่ ท่ามกลางคำขู่ใช้กำลังทหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งที่ 1 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 9 ก.พ. 2569 ว่า โลกจะได้รู้กันภายในเวลาประมาณ 10 วันข้างหน้า ว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ หรือจะต้องใช้มาตรการทางทหาร

ทรัมป์ระบุว่า “เรายังมีงานที่ต้องทำอีกพอสมควร” ในการหาข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และเสริมว่า “เราอาจจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการขึ้นไปอีกขั้น”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งเป็นลูกเขยของเขาด้วยนั้น มีการประชุมที่ “ดีมาก” กับอิหร่านหลายครั้งแล้ว และย้ำว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำข้อตกลงที่มีความหมายกับอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจำเป็นต้องทำข้อตกลงที่มีความหมายให้ได้ มิเช่นนั้นสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีรายงานความคืบหน้าจากการเจรจาระหว่างตัวแทนของอเมริกาและอิหร่านในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน

การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหาร ทั้งในเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาลเตหะราน และเรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ โดยสหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน ออกมาแสดงท่าทีต่อต้าน ไม่ให้นายทรัมป์มีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่ออิหร่าน โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน ดังเช่นกรณีที่สหรัฐฯ บุกจับกุม นิโกลัส มาดูโร ถึงในเมืองหลวงเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวออกมาเตือนว่า จะเป็นการฉลาดกว่ามากๆ หากอิหร่านทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ พร้อมเสริมว่าทรัมป์ยังคงหวังที่จะใช้แนวทางการทูตในการแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

20 ก.พ. 2569 00:33 น.

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานกันมากขึ้นในปี 2568 หลังจากลดลงต่อเนื่องมานานร่วม 10 ปี แต่อัตราการเกิดกลับลดลงจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการจูงใจมากมายก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ว่า ประเทศจีนมีการจดทะเบียนสมรสจำนวน 6.76 ล้านคู่ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากสถิติในปี 2567 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8%

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากสถิติการแต่งงานในจีนลดลงต่อเนื่องนานเกือบ 1 ทศวรรษ และจำนวนการจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาคิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของยอด 12.25 ล้านคู่ที่บันทึกไว้ในปี 2558 เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดของจีนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีทารกเกิดในปี 2568 เพียง 7.92 ล้านคน ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้จีนกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว

ผู้สูงอายุในจีนรายหนึ่งเชื่อว่า คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อการแต่งงานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งเริ่มนำมาใช้ในปี 2513 เพื่อควบคุมการขยายตัวของประชากร และสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 2558

เขากล่าวว่า “ไม่เหมือนกับพวกเราที่เติบโตมาพร้อมกับพี่ ๆ น้อง ๆ พวกเราให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างลึกซึ้งตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน”

“แต่คนรุ่นที่เกิดหลังยุค 80 ไม่มี ‘สินทรัพย์’ ประเภทนี้ ซึ่งก็คือความผูกพันระหว่างพี่น้อง ชายหญิงในยุคนี้จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การแต่งงานในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน”

ทั้งนี้ สถิติการแต่งงานที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากมาตรการจูงใจในการแต่งงานต่างๆ ที่รัฐบาลจีนงัดออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 คู่รักได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสได้ทุกแห่งทั่วประเทศ สิ้นสุดข้อจำกัดที่ใช้มานานหลายทศวรรษที่กำหนดให้คู่รักต้องกลับไปจดทะเบียนที่บ้านเกิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ บางมณฑลยังเสนอสิทธิประโยชน์เป็น วันลาเพื่อการสมรส นานสูงสุดถึงหนึ่งเดือน รวมถึงเงินช่วยเหลือเป็นเงินสดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังต้องใช้เวลาและข้อมูลมากกว่านี้เพื่อตัดสินว่าการฟื้นตัวของยอดจดทะเบียนสมรสนั้นจะสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

พวกเขากล่าวว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลมาจากการเลื่อนงานแต่งงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรืออาจเป็นการเลื่อนมาจากปี 2567 ซึ่งถือเป็นปีที่ไม่เป็นมงคลตามปฏิทินจีนก็เป็นได้

“เราต้องระมัดระวังอย่างมากในการที่จะมองว่า การเพิ่มขึ้นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือมองว่านโยบาย (ส่งเสริมการแต่งงาน) เหล่านี้เป็นยาวิเศษ” สจวร์ต กีเทล-บาสเทน ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์และนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) กล่าว

นอกจากนั้น ยังมีความกดดันพื้นฐานที่ทำให้คนโสดยังคงไม่กล้าตัดสินใจแต่งงาน เช่น ปัญหาการว่างงานและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“สิ่งที่จะเปลี่ยนจำนวนคนแต่งงานได้ ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมนั่นแหละ” กีเทล-บาสเทน กล่าว “มันเกี่ยวกับว่า คุณเริ่มต้นชีวิตอย่างไร เรื่องงาน ที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ ความคาดหวังเกี่ยวกับการมีบุตร ตลอดจนความก้าวหน้าในอาชีพการงานและการดูแลพ่อแม่ของคุณ มันเป็นระบบที่ใหญ่กว่านั้นมาก ที่เราจำเป็นต้องพิจารณา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

19 ก.พ. 2569 22:53 น.

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งที่ 1 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. โดยประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือฉนวนกาซา 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากเดิมที่เคยประกาศไว้ที่ 5 พันล้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉากการประชุมชาติสมาชิก “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งเขาเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้งแล้ว ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 เพื่อหารือกันเรื่องฉนวนกาซา และเรื่องความมั่นคงในพื้นที่อื่นๆ ของโลก

ในการกล่าวเปิดการประชุม ทรัมป์ได้กล่าวต้อนรับผู้นำโลกหลายสิบท่านที่มาร่วมงาน โดยระบุว่าหลายคนในกลุ่มนี้ได้กลายมาเป็น “เพื่อนที่แสนวิเศษ” ของตัวเขา และว่าคณะกรรมการสันติภาพคือหนึ่งในสิ่งที่สำคัญและส่งผลกระทบกว้างไกลที่สุดเท่าที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ต่อมา นายทรัมป์ได้ประกาศชื่อ 9 ประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือฟื้นฟูฉนวนกาซารวม 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 5 พันล้านที่นายทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทรัมป์ระบุว่า ประเทศที่ร่วมให้คำมั่นสัญญาในครั้งนี้ประกอบด้วย คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต

“ทุกดอลลาร์ที่จ่ายไปคือการลงทุนเพื่อเสถียรภาพและความหวังในการสร้างภูมิภาคที่มีความสมัครสมานสามัคคีขึ้นใหม่” ทรัมป์กล่าวในระหว่างขอบคุณบรรดาผู้บริจาค

ทรัมป์ยังประกาศระดมทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่คณะกรรมการสันติภาพ แต่ไม่ระบุว่า จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ทำอะไร “คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร โดยเริ่มจากที่นี่ ในห้องประชุมแห่งนี้” ทรัมป์กล่าว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงความกังวลและการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสหประชาชาติ (UN) อีกครั้งในระหว่างการประชุม โดยระบุว่า สหประชาชาติควรจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งให้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับสหประชาชาติอย่างใกล้ชิดมาก “สักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่สหประชาชาติจะยังคงอยู่ และข้าพเจ้าคิดว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นมาก คณะกรรมการเพื่อสันติภาพเกือบจะเป็นผู้ที่คอยเฝ้าดูสหประชาชาติ และคอยดูแลให้แน่ใจว่ามันจะดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม”

ทรัมป์ยังกล่าวถึงความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เขาอ้างว่าได้แก้ไขสำเร็จแล้ว พร้อมกับระบุว่าอิหร่านคือ “จุดวิกฤตในตอนนี้” และว่าบรรดาผู้แทนของเขามีการหารือที่ “น่าสนใจอย่างยิ่ง” กับเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน และย้ำว่า

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำข้อตกลงที่มีความหมายกับอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจำเป็นต้องทำข้อตกลงที่มีความหมายให้ได้ มิเช่นนั้นสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ผู้นำโลกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 20 คน เดินทางมายังกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมพันธมิตรที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับนายทรัมป์ เช่น นายกรัฐมนตรี วิกตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี ซึ่งกำลังเผชิญกับการศึกเลือกตั้งที่ยากลำบาก และประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเล แห่งอาร์เจนตินา

นอกจากนั้นยังมีนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ซึ่งพยายามสานสัมพันธ์กับทรัมป์ เพื่อขอการสนับสนุนในความขัดแย้งกับอินเดียด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาพันธมิตรหลักทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรในยุโรป ต่างไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมครั้งนี้

ส่วน ญี่ปุ่น ซึ่งปกติจะเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการหรือไม่ และจะส่งเพียงผู้แทนที่ดูแลด้านฉนวนกาซามาเข้าร่วมเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

19 ก.พ. 2569 21:40 น.

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ออกแถลงการณ์ รับทราบข่าวการจับกุมอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ผู้เป็นพระอนุชาแล้ว โดยย้ำว่า กระบวนการทางกฎหมายต้องดำเนินไปตามขั้นตอน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษออกแถลงการณ์หลัง แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาถูกจับกุมในข้อหาประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ โดยพระองค์มีความกังวลพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง แต่ย้ำว่า “กระบวนการทางกฎหมายต้องดำเนินไปตามขั้นตอน”

“ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับแอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ และข้อสงสัยในพฤติกรรมมิชอบในการดำรงตำแหน่งสาธารณะด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือกระบวนการที่ครบถ้วน ยุติธรรม และเหมาะสม ซึ่งประเด็นนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้องโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง”

“ในส่วนนี้ ดังที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ก่อนหน้า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากเราอย่างเต็มกำลังและด้วยความจริงใจ ข้าพเจ้าขอแถลงอย่างชัดเจนว่า กระบวนการทางกฎหมายต้องดำเนินไปตามขั้นตอน”

“ในขณะที่กระบวนการนี้ยังคงดำเนินอยู่ จึงไม่เป็นการสมควรที่ข้าพเจ้าจะให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าและครอบครัวจะยังคงปฏิบัติหน้าที่และรับใช้พวกท่านทุกคนต่อไป”

ขณะเดียวกันเจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ กับแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา ระบุว่า ทั้งสองพระองค์สนับสนุนแถลงการณ์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ถูกตำรวจเข้าจับกุมถึงที่พักในที่เขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก ฐานต้องสงสัยประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

หนึ่งในหลักฐานดังกล่าวเป็นอีเมลที่มีข้อความบ่งชี้ว่า แอนดรูว์เปิดเผยข้อมูลลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าของเขาในช่วงปี 2553-2554 ให้เจฟฟรีย์ เอปสตีน รู้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตำรวจอังกฤษจับกุม “แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” ประพฤติมิชอบในตำแหน่งสาธารณะ

ตำรวจอังกฤษจับกุม "แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์" ประพฤติมิชอบในตำแหน่งสาธารณะ

19 ก.พ. 2569 17:45 น.

ตำรวจอังกฤษจับกุม “แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” ประพฤติมิชอบในตำแหน่งสาธารณะ

ตำรวจอังกฤษบุกรวบตัว “แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ถึงที่พักในที่เขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก ฐานต้องสงสัยประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ หลังพบหลักฐานใหม่เชื่อมโยงเครือข่ายล่วงละเมิดทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้ากรณีอื้อฉาวระดับโลก เมื่อตำรวจเทมส์แวลลีย์ แถลงยืนยันการจับกุม”แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” ที่ที่เขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก ในวันนี้ (19 ก.พ.) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบ 66 ปีของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์พอดี

ตำรวจระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนข้อหา “ต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ”  โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งเข้าตรวจค้นอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งทั้งในมณฑลบาร์กเชอร์และนอร์ฟอล์ก ขณะนี้ผู้ต้องหายังคงอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจได้รับคำร้องและหลักฐานใหม่ เกี่ยวกับการแบ่งปัน “ข้อมูลลับ” ระหว่างอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับที่เคยถูกตัดสินความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

กระแสกดดันต่อแอนดรูว์ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากมีการเปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดจาก “แฟ้มคดีเอปสตีน” ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอปสตีนมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้กลายเป็นบุคคลรายล่าสุดที่ออกมาเรียกร้องให้แอนดรูว์เข้าให้การอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเชื่อมโยงดังกล่าว เพื่อความโปร่งใสต่อสาธารณะ

โอลิเวอร์ ไรต์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจอาวุโส ระบุในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของการสืบสวน ในวันนี้ (19 ก.พ.) เราได้ทำการจับกุมชายวัย 60 ปีเศษรายหนึ่งในมณฑลนอร์ฟอล์ก ในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ (Misconduct in Public Office) และกำลังดำเนินการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายหลายแห่งในมณฑลบาร์กเชอร์และนอร์ฟอล์ก

ขณะนี้ ชายผู้นี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เราจะไม่มีการระบุชื่อผู้ถูกจับกุมตามแนวทางปฏิบัติระดับชาติ ทั้งนี้ โปรดตระหนักว่าคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว จึงควรใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลใดๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล

ภายหลังจากการประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะนี้เราได้เปิดการสืบสวนต่อข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะนี้แล้ว

เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรักษาความโปร่งใสและความเป็นกลางของการสืบสวน ในระหว่างที่เราประสานงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อตรวจสอบการกระทำความผิดตามที่ได้รับแจ้ง

เราตระหนักดีว่าคดีนี้อยู่ในความสนใจอย่างมากของสาธารณชน และเราจะแจ้งข้อมูลคืบหน้าให้ทราบตามความเหมาะสมต่อไป”.

ที่มา Independent

แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

19 ก.พ. 2569 16:52 น.

แก๊สระเบิด-อพาร์ตเมนต์ถล่มบางส่วนในการาจี ดับอย่างน้อย 16 ศพ เจ็บ 13 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่คาดว่ามาจากแก๊สหุงต้ม ทำให้อพาร์ตเมนต์ในเมืองการาจีของปากีสถานพังถล่มบางส่วน ทับผู้พักอาศัยในช่วงเช้ามืดวันแรกของเดือนรอมฎอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ด้านประธานาธิบดีสั่งสอบสวนด่วนและจี้กวดขันมาตรฐานความปลอดภัยอาคาร

เช้าวันนี้ (19 ก.พ.) เกิดเหตุระเบิดรุนแรงขึ้นที่อาคารที่พักอาศัยสูง 3 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองการาจี เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศปากีสถาน แรงระเบิดส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมาในช่วงเวลาประมาณเช้ามืด ขณะที่ชาวมุสลิมกำลังเตรียมประกอบอาหารมื้อเช้า เพื่อเริ่มการถือศีลอดในวันแรกของเดือนรอมฎอน

ฮัสซัน ข่าน โฆษกหน่วยกู้ภัยประจำจังหวัดสินธ์ ยืนยันว่า “มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็ก รวมไปถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 13 ราย”

ด้าน นัสรุลเลาะห์ อับบาซี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมือง ระบุว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากแก๊สระเบิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อระบุต้นตอที่แน่ชัด เนื่องจากแรงระเบิดทำให้โครงสร้างอาคารเสียหายอย่างหนักจนพังถล่มลงมา

โดยทั่วไป บ้านเรือนและอาคารที่พักอาศัยในเมืองการาจี รวมถึงพื้นที่อื่นของปากีสถาน ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับการประกอบอาหาร อย่างไรก็ตาม หลายครัวเรือนยังพึ่งพาถังแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) เนื่องจากแรงดันก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลและการระเบิด

นายอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ประธานาธิบดีปากีสถาน ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้รัฐบาลจังหวัดสินธ์เข้มงวดกับข้อบังคับด้านอาคาร และตรวจสอบความปลอดภัยของถังแก๊สอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุสลดซ้ำรอย

เหตุการณ์อาคารพังถล่มเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยเฉพาะในเมืองการาจีที่มีประชากรกว่า 20 ล้านคน ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังทั้งเรื่องการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การใช้วัสดุราคาถูกและไม่มีคุณภาพ การต่อเติมอาคารผิดกฎหมายทำให้โครงสร้างไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนั้น รัฐบาลเคยประกาศให้มีอาคารถึง 600 แห่งในเมืองการาจีอยู่ในข่าย “อันตราย” แต่ยังคงมีผู้พักอาศัยอยู่หนาแน่น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเหตุแก๊สระเบิดในงานแต่งงานที่กรุงอิสลามาบัดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไป 8 ราย รวมไปถึงคู่บ่าวสาว.

ที่มา AP

นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายกฯ อังกฤษชี้ "ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย" ต่อกรณีฉาว "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์"

19 ก.พ. 2569 16:12 น.

นายกฯ อังกฤษชี้ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ต่อกรณีฉาว “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์”

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ เผย “ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย” เมื่อถูกถามเกี่ยวกับ “แอนดรูว์ เมาท์แบตเทน-วินด์เซอร์” หลังพบหลักฐานใหม่จากสหรัฐฯ โยงอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กับเครือข่ายค้ามนุษย์ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่

นายสตาร์เมอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Breakfast ว่าหลักการดังกล่าวเป็น “หลักการที่สำคัญอย่างยิ่ง” และต้องถูกบังคับใช้ในกรณีนี้เช่นเดียวกับกรณีอื่น ๆ โดยในขณะนี้ตำรวจกำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่รวมถึงกรณีที่หญิงรายหนึ่งถูกนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศส่งตัวมายังสหราชอาณาจักรเพื่อพบกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเขายังคงปฏิเสธการกระทำผิดหลังจากทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ของนายเอปสตีน 

นอกจากนี้ ตำรวจเทมส์วัลเลย์ยังกำลังประเมินว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะสอบสวนเจ้าชายแอนดรูว์ในข้อหา “ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ” และ “ละเมิดความลับทางราชการ” หรือไม่

เมื่อถูกถามว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ควรเข้าพบตำรวจโดยสมัครใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวน แต่ย้ำว่า “หนึ่งในหลักการสำคัญของระบบเราคือ ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย” พร้อมเสริมว่าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ตนก็จะไม่ขัดขวาง

ข้อกล่าวหาล่าสุดนี้ถูกจุดชนวนขึ้นหลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารจำนวนมหาศาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างแอนดรูว์และเอปสตีน ข้อมูลระบุว่ามีการส่งตัวหญิงสาวรายที่สองมายังสหราชอาณาจักรในปี 2010 เพื่อมีเพศสัมพันธ์กับอดีตเจ้าชายที่ตำหนักรอยัล ลอดจ์ 

ทนายความของผู้เสียหายระบุว่า หลังจากอยู่กับอดีตเจ้าชายในคืนนั้น เธอได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมพระราชวังบักกิงแฮม ทั้งยังพบภาพถ่ายของเจ้าชายในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมีหลักฐานว่าอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ได้ส่งเอกสารลับของรัฐบาลและข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหวไปให้เอปสตีน

แม้ว่าแอนดรูว์จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด แต่หลังจากที่มีการเปิดเผยภาพถ่ายและอีเมลโต้ตอบกับเอปสตีนล่าสุด มีรายงานว่าแอนดรูว์ได้ย้ายออกจากที่พักเดิมในวินด์เซอร์ ไปยังเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก

ทั้งนี้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน เสียชีวิตในคุกที่นิวยอร์กเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ โดยข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่าเขายังคงติดต่อกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แม้หลังจากที่เขาเคยรับสารภาพผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม.

ที่มา BBC

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต "ยุน ซอกยอล" ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

19 ก.พ. 2569 14:38 น.

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “ยุน ซอกยอล” ฐานก่อกบฏ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษาตัดสินให้ นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มีความผิดในข้อหาก่อกบฏ และใช้อำนาจในทางมิชอบ จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเมื่อเดือนธันวาคม 2024

ผู้พิพากษา จี กวี-ยอน ระบุในคำวินิจฉัยว่า การส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาของนายยุน มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และจงใจทำให้กลไกของรัฐสภาเป็นอัมพาต ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมอย่างมหาศาลและเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง

ผู้พิพากษากล่าวว่า “ศาลไม่พบสัญญาณว่าจำเลยมีความสำนึกผิดต่อการกระทำดังกล่าว จึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต” 

ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา นายยุน ซอกยอล มีสีหน้าเรียบเฉยและไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ต่างจากกลุ่มผู้สนับสนุนนับพันคนที่มารวมตัวกัน ซึ่งพากันถอนหายใจและตะโกนด้วยความสิ้นหวังว่า “เกาหลีกำลังพังพินาศ” หลังทราบผลตัดสิน

ก่อนหน้านี้ นายยุนพยายามโต้แย้งว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นเพียง “สัญลักษณ์” เพื่อเรียกร้องให้สังคมสนใจความผิดปกติของพรรคฝ่ายซ้าย แต่ศาลมองว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ โทษสำหรับการก่อกบฏมีเพียงสองโทษ คือ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยนายยุนถูกตัดสินจำคุก 5 ปีไปแล้วในข้อหาที่เบากว่า นอกจากตัวอดีตประธานาธิบดีแล้ว ศาลยังได้ตัดสินลงโทษผู้เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอีกหลายราย ดังนี้

  • คิม ยง-ฮยอน อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี
  • โร ซัง-วอน อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรอง ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี
  • โช จี-โฮ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกตัดสินจำคุก 12 ปี
  • คิม บง-ซิก อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโซล ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
  • มก ฮยอน-แท อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรัฐสภา ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

ศาลระบุว่า จำเลยทั้งหมดมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งสัปดาห์ และคดีของยุนมีแนวโน้มจะถูกยกระดับไปถึงศาลฎีกา

ทั้งนี้ นายยุนบุกเข้าไปในรายการโทรทัศน์ช่วงดึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 เพื่อกล่าวปราศรัยที่สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ไม่ชัดเจนจากอิทธิพลของเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่อันตราย เขาประกาศระงับรัฐบาลพลเรือนและเริ่มต้นการปกครองโดยทหาร

กฎอัยการศึกถูกยกเลิกในอีก 6 ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่สมาชิกสภารีบไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อลงมติฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์สำนักงานปิดกั้นประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารติดอาวุธเข้ามา การประกาศดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นตื่นตระหนก และทำให้พันธมิตรทางทหารที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว

ด้านนางคิม กอนฮี ภรรยาของยุน ถูกตัดสินจำคุก 20 เดือนเมื่อต้นเดือนมกราคมในข้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการรับสินบนขณะดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง.

ที่มา Yonhap / BBC / AFP

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

19 ก.พ. 2569 13:12 น.

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) เปิดเผยว่ากลุ่มบริษัทจากอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.18 แสนล้านบาท) เพียงหนึ่งวันก่อนที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามในข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งจัดโดยหอการค้าสหรัฐฯ โดยสาระสำคัญของข้อตกลงยังรวมถึงประเด็นความมั่นคงทางอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งอินโดนีเซียตกลงสั่งซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ ประกอบด้วยถั่วเหลือง 1 ล้านเมตริกตัน (มูลค่า 685 ล้านดอลลาร์), ข้าวโพด 1.6 ล้านเมตริกตัน, ฝ้าย 93,000 ตัน (มูลค่า 122 ล้านดอลลาร์) ส่วนข้าวสาลี ตั้งเป้าซื้อ 1 ล้านตันในปีนี้ และขยายเป็น 5 ล้านตันภายในปี 2030 (มูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์) รวมถึงการนำเข้าเศษเสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อนำมารีไซเคิล (มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์) ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์

ด้านบริษัทฟรีพอร์ต-แมคมอแรน (Freeport-McMoRan) ยักษ์ใหญ่ด้านการทำเหมืองของสหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซียเพื่อร่วมมือในด้านแร่ธาตุสำคัญ และตกลงในเบื้องต้นที่จะขยายใบอนุญาตขุดเหมืองเกินกว่าปี 2041 เพื่อดำเนินการสำรวจและขยายแหล่งทรัพยากรในระยะยาว

ส่วนบริษัทเปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำมันของอินโดนีเซีย ลงนามความร่วมมือกับบริษัท ฮัลลิเบอร์ตัน (Halliburton) บริษัทบริการแหล่งน้ำมันสหรัฐฯ เพื่อความร่วมมือในการฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งขุดเจาะน้ำมัน

ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงข้อตกลงร่วมลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งมีมูลค่า 4.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัท เอสเซนส์ โกลบอล กรุ๊ป (Essence Global Group) และอีกฉบับเป็นการร่วมลงทุนที่ไม่ได้ระบุมูลค่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ไทเนอร์จี เทคโนโลยี กรุ๊ป (Tynergy Technology Group)

ประธานาธิบดีปราโบโว ระบุว่า ข้อตกลงเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้ความร่วมมือทางการค้าที่จะมีการลงนามร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าการซื้อสินค้าและเงินลงทุนจำนวนมากจะช่วยลดตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าของอินโดนีเซียที่มีต่อสหรัฐฯ และกล่าวว่า “ผมมองอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ ผู้นำอินโดนีเซียเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าจาก 19% เหลือ 18% ตามที่เคยตกลงไว้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้เท่าเทียมกับอัตราที่สหรัฐฯ มอบให้อินเดียเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters