ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

5 ก.พ. 2569 05:55 น.

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันพฤหัสบดีนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิวสตาร์ท” (New START) ซึ่งสหรัฐฯ กับรัสเซียลงนามร่วมกันในปี 2553 เป็นหนึ่งในข้อตกลงเพียงไม่กี่ฉบับที่ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์

สนธิสัญญาฉบับนี้ได้จำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานของแต่ละฝ่ายไว้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ นอกจากนี้ยังสร้างกลไกความโปร่งใส ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล การแจ้งเตือน และการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริง

การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการปิดฉากความร่วมมือด้านการควบคุมอาวุธระหว่างวอชิงตันและมอสโกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือที่เคยช่วยให้สงครามเย็นยุติลงได้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกระตุ้นให้สหรัฐฯ และรัสเซียต่ออายุสนธิสัญญาดังกล่าว โดยตรัสว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบัน “บีบบังคับให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่”

ทั้งนี้ สนธิสัญญา START ฉบับดั้งเดิม ซึ่งลงนามในปี 2534 โดยสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ได้สั่งห้ามมิให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์เกิน 6,000 หัวรบ ก่อนจะสานต่อเป็นสนธิสัญญา New START ซึ่งลงนามในปี 2553 ณ กรุงปราก โดยสหรัฐฯ และรัสเซีย ในฐานะรัฐผู้สืบทอดอำนาจต่อจากสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไป

แม้ว่ารัสเซียจะสั่งระงับการใช้สนธิสัญญาไปเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากสงครามยูเครน แต่เชื่อกันว่าทั้งสองประเทศยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาอยู่

ข้อตกลงนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่มีการควบคุม และทำให้สองประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกมีมาตรการด้านความโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินเจตนาของอีกฝ่ายผิดพลาด

การหมดอายุของสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นไปตามรูปแบบที่น่ากังวล เนื่องจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับอื่นๆ ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานก็ถูกปล่อยให้หมดอายุไปจนหมดแล้ว

สนธิสัญญาดังกล่าวรวมถึง สนธิสัญญากองกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Forces Agreement) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการขจัดการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์พิสัยใกล้ภายในทวีปยุโรป

สนธิสัญญาเปิดน่านฟ้า (Open Skies Treaty) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศคู่สัญญา รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย สามารถส่งเครื่องบินสอดแนมที่ไม่มีอาวุธบินเหนือน่านฟ้าของกันและกัน เพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังกองกำลังทางทหาร

และสนธิสัญญากองกำลังอาวุธตามยุทธวิธีในยุโรป (Conventional Armed Forces in Europe Treaty) ซึ่งจำกัดจำนวนรถถัง กำลังพล และระบบปืนใหญ่ ที่ทั้งกองทัพรัสเซียและกองกำลังนาโต (NATO) สามารถประจำการภายในยุโรปได้

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ระบุว่าเขาตั้งใจที่จะ “ดำเนินการอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ” หากสนธิสัญญาหมดอายุลง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้แถลงว่า “ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เราถือว่าคู่สัญญาในสนธิสัญญา New START ไม่มีความผูกพันตามพันธกรณีหรือคำประกาศที่สอดคล้องกันภายใต้กรอบของสนธิสัญญาอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงบทบัญญัติหลักต่างๆ และโดยหลักการแล้ว แต่ละฝ่ายมีอิสระที่จะเลือกดำเนินการในขั้นตอนต่อไป”

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูจะมีความกังวลน้อยกว่า โดยเมื่อเดือนที่แล้วเขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทมส์ว่า “ถ้ามันจะหมดอายุ ก็ปล่อยให้มันหมดไป… เดี๋ยวเราค่อยทำข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่าเดิม”

วอชิงตันเชื่อว่าสนธิสัญญาควบคุมอาวุธใดๆ ในอนาคตควรจะรวมประเทศจีนเข้าไปด้วย เนื่องจากจีนกำลังเร่งสะสมคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนเช่นกัน ขณะที่ฝ่ายรัสเซียเชื่อว่า สนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอนาคตควรครอบคลุมถึงฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในยุโรปด้วย

นางดาเรีย ดอลซิโควา นักวิจัยอาวุโสจากโครงการนโยบายอาวุธนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธของสถาบัน RUSI ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่าการหมดอายุของสนธิสัญญา New START เป็นเรื่องที่ “น่ากังวล เพราะทั้ง สหรัฐฯ กับ รัสเซีย ต่างมีปัจจัยกระตุ้นให้ขยายขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง”

ปัจจุบัน ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกองกำลังนิวเคลียร์ให้ทันสมัยและเพิ่มพูนขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันสะสมอาวุธระลอกใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ดอลซิโควา ระบุว่า ดูเหมือนรัสเซียจะมีความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถของพวกเขาในการเจาะทะลวงระบบป้องกันของสหรัฐฯ และความกังวลยิ่งมากขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนจะสร้าง “โดมทองคำ” (Golden Dome) เพื่อปกป้องอเมริกาเหนือจากอาวุธพิสัยไกล โดยมีกรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็กำลังพัฒนาอาวุธใหม่ๆ เพื่อเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศเช่นกัน เช่น “โพไซดอน” ตอร์ปิโดไร้คนขับใต้ทะเลลึกข้ามทวีปที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และ “บูเรเวสต์นิก” ขีปนาวุธร่อนที่ติดตั้งและขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์

นอกจากนี้ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยไกลที่สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วกว่า 4,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (6,437 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยากต่อการยิงสกัดอย่างมาก

ดอลซิโควากล่าวว่าขีดความสามารถทางทหารที่ขยายตัวขึ้นเหล่านี้จะยิ่งทำให้การบรรลุสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่ยากยิ่งขึ้น แม้อาจจะยังเป็นไปได้ แต่การหมดอายุของสนธิสัญญา New START คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ผันผวนและอันตรายยิ่งกว่าเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

5 ก.พ. 2569 05:15 น.

สั่งจำคุกตลอดชีวิต “ไรอัน เราท์” พยายามลอบสังหาร “ทรัมป์”

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุกนาย ไรอัน เราท์ ตลอดชีวิต จากความผิดฐานพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กอล์ฟคลับ ในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2567 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ขัดขวางเอาไว้ได้เสียก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า ศาลในสหรัฐฯ พิพากษาให้นาย ไรอัน เราท์ ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานพยายามลอบสังหารประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กอล์ฟคลับ ในรัฐฟลอริดา เมื่อเดือนกันยายน 2567

เมื่อปีก่อน นายเราท์วัย 59 ปี ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาพยายามสังหารทรัมป์ ซึ่งในขณะนั้นยังคงเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่สนาม “ทรัมป์ อินเทอร์เนชันแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ปาล์มบีช

เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ หน่วยตำรวจลับ ในพื้นที่ดังกล่าวสังเกตเห็นลำกล้องปืนไรเฟิลโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ จึงได้ยิงใส่นายเราท์ ทำให้เขารีบหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ ก่อนจะถูกตามจับกุมตัวได้ในบริเวณใกล้เคียง

ในบันทึกคำพิพากษา ผู้พิพากษา ไอลีน แคนนอน ระบุว่า การกระทำผิดของนายเราท์นั้น คู่ควรแก่การรับโทษจำคุกตลอดชีวิตอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

“เขาใช้เวลานานหลายเดือนในการวางแผนลอบสังหารผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายที่จะฆ่าใครก็ตามที่ขวางทาง และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยแสดงความเสียใจหรือความสำนึกผิดต่อเหยื่อของเขาเลย” ผู้พิพากษาเขียนระบุ

ด้านมาร์ติน รอสส์ ทนายความของนายเราท์กล่าวว่า พวกเขาจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ ในขณะที่นายเราท์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ นายเราท์เป็นชาวรัฐนอร์ทแคโรไลนาโดยกำเนิดและอาศัยอยู่ในฮาวายก่อนจะถูกจับกุม เขาแสดงพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้หลายครั้งในระหว่างกระบวนการไต่สวน รวมถึงการท้าทายทรัมป์ให้มาแข่งกอล์ฟ และมีการอ้างถึง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

หลังจากคณะลูกขุนตัดสินว่าเขามีความผิด นายเราท์พยายามใช้ปากกาแทงคอของตัวเอง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลจะรีบควบคุมตัวเขาออกจากห้องพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าในวันเกิดเหตุ นายเราท์ไม่มีจังหวะที่มองเห็นตัวทรัมป์ได้อย่างชัดเจนเลย แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบอกกับคณะลูกขุนว่า ในภายหลังพวกเขาตรวจพบปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติพร้อมกล้องเล็งและแม็กกาซีนแบบเพิ่มความจุในจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่ด้วย

นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังได้รับทราบข้อมูลว่า นายเราท์ทิ้งรายชื่อสถานที่ที่ทรัมป์น่าจะปรากฏตัวเอาไว้ รวมถึงโน้ตที่เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความพยายามลอบสังหาร”

ในคำแถลงปิดคดี นายเราท์พูดถึงตัวเองโดยใช้สรรพนามบุรุษที่สาม และกล่าวถึงหัวข้อต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ไปจนถึงความตั้งใจที่จะซื้อเรือ ทำให้ผู้พิพากษาต้องพูดขัดจังหวะเขาอยู่หลายครั้งและสั่งให้คณะลูกขุนออกไปนอกห้องพิจารณาคดี

ด้าน จอห์น ชิปลีย์ หัวหน้าพนักงานอัยการในคดีนี้ กล่าวว่ามีการนำเสนอ “หลักฐานจำนวนมหาศาล” ที่ชี้ให้เห็นว่า “นายเราท์เกือบจะทำภารกิจนี้สำเร็จมากเพียงใด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

5 ก.พ. 2569 03:46 น.

จดหมายแฉ เอปสตีน-แอนดรูว์ ขอนักระบำเปลื้องผ้าเล่นเซ็กซ์

จดหมายในเอกสารคดีเอปสตีนชุดล่าสุดแฉว่า อดีตนักการเงินรายนี้กับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ขอร่วมหลับนอนกับนักระบำเปลื้องผ้าที่พวกเขาจ้างมาที่บ้าน และจ่ายเงินค่าจ้างไม่ครบด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.พ. 2569 ว่า จดหมายทางกฎหมายฉบับหนึ่งระบุว่า อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ กับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีทางเพศผู้ล่วงลับ ขอให้นักระบำเปลื้องผ้าสาวคนหนึ่งร่วมกิจกรรมทางเพศหลายอย่าง ที่บ้านพักของนายเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2549

ในจดหมายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารคดีเอปสตีนชุดล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ทนายความของหญิงนิรนามรายนี้ระบุว่า เธอได้รับข้อเสนอเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์เพื่อให้ไปเต้นรำ และหลังจากที่เธอแสดงเสร็จ เอปสตีนกับแอนดรูว์ก็ขอร่วมหลับนอนแบบสามคน

ทนายระบุในจดหมายซึ่งเขียนในเดือนมีนาคม 2554 ว่า ลูกความของเธอพยายามปฏิเสธ โดยระบุว่าเธอได้รับจ้างให้มาเต้นระบำไม่ใช่มีเซ็กซ์ แต่เอปสตีนบอกเธอว่าจะจ่ายค่าจ้างเต้นรำให้ในภายหลัง และพูดจาหว่านล้อมจนเธอยอมทำกิจกรรมทางเพศกับพวกเขาหลายอย่าง เอปสตีนกับแอนดรูว์ยังชวนให้เธอไปหมู่เกาะเวอร์จินด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธ

ทนายความเผยอีกว่า สุดท้ายหญิงรายนี้ก็ได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2,000 ดอลลาร์จากที่ตกลงกันไว้ 10,000 ดอลลาร์ แต่เธอพร้อมจะเก็บเรื่องราวนี้ ซึ่งเธอระบุว่า “ถูกปฏิบัติราวกับเป็นโสเภณี” ไว้เป็นความลับ เพื่อแลกกับเงินชดเชยจำนวน 250,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ในจดหมายไม่ได้ระบุเอาไว้ว่า มีการตกลงเงินชดเชยกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่

จดหมายระบุอีกว่า นอกจากหญิงนักระบำรายนี้แล้ว ยังมีนักเต้นระบำเปลื้องผ้าคนอื่นๆ จาก “ราเชลส์ สตริปคลับ” ในเวสต์ปาล์มบีช ถูกพาไปยังบ้านของเอปสตีนด้วย โดยเธอกับหญิงสาวคนอื่นๆ แต่งกายยั่วยวนในงานปาร์ตีดังกล่าว และบางคนดูเหมือนจะมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับอดีตผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับคดีออกมาหลายล้านฉบับ นายแอนดรูว์ก็ถูกพูดถึงหลายครั้ง

ในเอกสารชุดล่าสุด มีภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นอดีตเจ้าชายในลักษณะคุกเข่าคร่อมร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้น โดยทั้งคู่ยังคงสวมใส่เสื้อผ้าครบถ้วน ขณะที่มีอีเมลที่บ่งชี้ว่า เอปสตีนจัดแจงให้แอนดรูว์ได้ทานอาหารค่ำกับหญิงชาวรัสเซียวัย 26 ปีคนหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ด้วย

ก่อนหน้านี้ แอนดรูว์เผชิญข้อกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ในตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่น โดยเธอกล่าวหาว่า ตนเองถูกเอปสตีนล่อลวงเพื่อมาค้าประเวณี แต่แอนดรูว์ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ทำข้อตกลงยุติคดีแพ่งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศกับ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร และยอมจ่ายเงินชดเชยให้เธอในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

5 ก.พ. 2569 02:40 น.

รัฐบาลทรัมป์ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ ICE 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา

รัฐบาลทรัมป์สั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 700 นาย ออกจากรัฐมินนิโซตา หลังเผชิญกระแสประท้วงรุนแรง ชี้จะลดเจ้าหน้าที่ลงอีกไปสู่ระดับก่อนเดือนธันวาคม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะถอนกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจำนวน 700 นายออกจากรัฐมินนิโซตา ซึ่งถูกส่งลงพื้นที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนีแอโพลิสที่ส่งผลให้มีพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 ราย และจุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ

นายทอม โฮแมน ผู้ตรวจการชายแดน (Border Tsar) ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายชายแดนระดับสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ แถลงเมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) ว่า การถอนกำลังจะเริ่มขึ้นในทันที โดยครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดน (Border Patrol)

นายโฮแมนระบุว่า จะมีเจ้าหน้าที่คงเหลืออยู่ 2,000 นาย แต่เขามีเป้าหมายที่จะลดจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในเมืองนี้ ให้กลับไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเริ่มปฏิบัติการเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนในรัฐมินนิโซตาจะมีกล้องบันทึกภาพติดตัว โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดให้การจัดหาตัวกล้องบันทึกภาพติดตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนในเมืองมินนีแอโพลิสเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก และยังมีแผนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศอีกด้วย

นายโฮแมนบอกอีกว่า ปฏิบัติการในมินนีแอโพลิสถือว่าประสบความสำเร็จ แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจะถูกยื่นฟ้องต่อศาลหลายคดี รวมถึงเหตุการณ์เสียชีวิตของ เรเน กูด และ อเล็กซ์ เพรตติ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงเสียชีวิต

นายโฮแมนยอมรับว่านี่ไม่ใช่ปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบ แต่กล่าวว่ามันมีความ “คล่องตัวมากขึ้น” ด้วยการมีสายบังคับบัญชาที่เป็นเอกภาพและชัดเจน “ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้มันไม่ดีนะ แต่เราได้ปรับปรุงให้มันดีขึ้น” เขากล่าว

โฮแมนเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางได้เข้าจับกุมและควบคุมตัว “คนไม่ดี” ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 14 ราย คดีทำร้ายร่างกาย 139 ราย ตลอดจนผู้กระทำความผิดทางเพศ 87 ราย และสมาชิกแก๊งอาชญากรรมอีก 28 ราย

ทั้งนี้ นายโฮแมนเข้าควบคุมปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังเกิดเหตุยิงนายเพรตติ และเขาเคยกล่าวไว้ว่าเขาจะลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงตามระดับความร่วมมือที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและท้องถิ่น

นายโฮแมนยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า เขากำลังลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางลงประมาณ 1 ใน 3 หลังจากพวกเขาได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในระดับที่ “ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

5 ก.พ. 2569 01:24 น.

เด็กฝรั่งเศส แทงครูศิลปะเจ็บหนัก รับลงมือเพราะความเกลียดชัง

เด็กชายวัยเพียง 14 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงครูสอนศิลปะจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โดยเขายอมรับกับตำรวจว่า ลงมือเพราะเขามีความเกลียดชังต่อครูคนนี้มากเกินไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ในประเทศฝรั่งเศส ใช้มีดแทงครูสอนศิลปะของเขาหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมตัว และบอกกับตำรวจว่า เขาลงมือทำร้ายครูหญิงรายนี้ก็เพราะ เขามีความเกลียดชังมากเกินไป

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า อาการของครูหญิงวัย 60 ปีรายนี้ยังคงน่ากังวลอย่างมาก หลังจากเธอถูกเด็กชายแทง 3 ถึง 4 ครั้งบริเวณหน้าอกต่อหน้ากลุ่มนักเรียน 22 คน ที่โรงเรียนลา กีชาร์ด (La Guicharde) ในเมืองซานารี-ซูร์-แมร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.)

นายราฟาเอล บัลลองด์ อัยการเมืองตูลง ระบุในแถลงการณ์ว่า เด็กชายคนดังกล่าววางแผนโจมตีไว้ล่วงหน้า โดยเขาให้การกับตำรวจว่าหยิบมีดมาจากห้องครัวที่บ้านด้วยความตั้งใจที่จะมาแทงครูของเขา

นายบัลลองด์บอกอีกว่า เจ้าหน้าที่ไม่พบแรงจูงใจทางศาสนาหรือการเมืองในการก่อเหตุครั้งนี้ และอ้างด้วยว่า เด็กชายเกิดความไม่พอใจที่ครูรายงานพฤติกรรมผิดวินัยของเขาหลายครั้ง ซึ่งเด็กชายมองว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่ยุติธรรม”

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้ก่อเหตุวัย 14 ปีรายนี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขารู้สึกเสียใจอย่างที่สุดต่อการกระทำของตนเอง และตอนนี้เขารู้สึกเกลียดชังตัวเองมากกว่าตัวผู้บาดเจ็บเสียอีก

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า การตัดสินใจว่าจะมีการฝากขังระหว่างรอการพิจารณาคดีหรือไม่นั้น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลแล้ว

ตามข้อมูลจาก AFP ครูผู้ถูกทำร้ายในคดีนี้ ทำงานที่โรงเรียนแห่งนี้มานาน 28 ปีแล้ว โดยตอนนี้เธอกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารแซงต์-แอน ในเมืองตูลง โดยมีรายงานว่าอาการของเธอเริ่มคงที่แล้วหลังจากเข้ารับการผ่าตัด แต่ยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤต

อนึ่ง นี่นับเป็นเหตุการณ์นักเรียนทำร้ายคนในโรงเรียนครั้งล่าสุดของฝรั่งเศส โดยเมื่อปีก่อน เด็กชายวัย 14 ปีถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมผู้ช่วยครู หลังจากถูกกล่าวหาว่าใช้มีดแทงเธอจนเสียชีวิตในเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายนปีเดียวกัน นักเรียนอีกคนก่อเหตุไล่แทงคนในเมืองนองต์ ทางตะวันตกของประเทศ ทำให้มีเด็กหญิงรายหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

เมื่อปี 2563 นายซามูแอล ปาตี ครูคนหนึ่งถูกผู้ลี้ภัยชาวเชเชนฆาตกรรมบริเวณด้านนอกโรงเรียนที่เขาสอนอยู่ในชานเมืองปารีส ซึ่งเป็นการโจมตีที่มีแรงจูงใจมาจากลัทธิสุดโต่งทางศาสนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลิเบียเริ่มสืบสวน คดีฆาตกรรมลูกกัดดาฟี ชี้ถูกบุกยิงถึงบ้าน

ลิเบียเริ่มสืบสวน คดีฆาตกรรมลูกกัดดาฟี ชี้ถูกบุกยิงถึงบ้าน

4 ก.พ. 2569 23:29 น.

ลิเบียเริ่มสืบสวน คดีฆาตกรรมลูกกัดดาฟี ชี้ถูกบุกยิงถึงบ้าน

อัยการลิเบียเผยว่า กำลังสืบสวนคดีการสังหารนาย ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายของพันเอกกัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการของลิเบีย โดยเบื้องต้นพบว่า ซาอิฟถูกกลุ่มมือปืนบุกยิงถึงที่บ้าน

เมื่อวันพุธที่ 4 ก.พ. 2569 อัยการลิเบียเปิดเผยว่า กำลังดำเนินการสอบสวนเหตุฆาตกรรมนาย ซาอิฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี บุตรชายของ พ.อ. มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการผู้ล่วงลับที่ปกครองลิเบียมาอย่างยาวนาน ก่อนจะถูกโค่นอำนาจในการปฏิวัติอาหรับสปริงเมื่อปี 2554

สำนักงานของนายซาอิฟออกแถลงการณ์ระบุว่า เขาถูกสังหารระหว่างการเผชิญหน้ากันโดยตรงกับมือปืนไม่ทราบฝ่าย 4 คน ที่บุกรุกเข้าไปในบ้านพักของเขาในเมืองซินตัน (Zintan)

“ผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตจากบาดแผลถูกยิง” อัยการลิเบียระบุเมื่อวันพุธ พร้อมเสริมว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเพื่อระบุตัวตนของกลุ่มมือปืนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากน้องสาวของเขาที่ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ลิเบียระบุว่า ซาอิฟซึ่งมีอายุ 53 ปี เสียชีวิตบริเวณใกล้กับชายแดนประเทศแอลจีเรีย

ด้านทนายความของซาอิฟให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า หน่วยคอมมานโด 4 นายบุกสังหารเขาภายในบ้านพักที่เมืองซินตัน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตี

ทั้งนี้ ซาอิฟ อัล-อิสลาม ถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและน่าเกรงขามที่สุดในลิเบียรองจากบิดา ผู้ซึ่งปกครองลิเบียมาตั้งแต่ปี 2512 จนกระทั่งถูกโค่นล้มและถูกสังหารระหว่างการปฏิวัติอาหรับสปริงเมื่อปี 2554

นายจอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ซึ่งเคยพบกับซาอิฟ อัล-อิสลาม กล่าวว่า เขาเป็น “บุคคลที่แปลกและอารมณ์แปรปรวน แต่มีความวิตกจริตน้อยกว่าบิดามาก”

“ในช่วงการปฏิวัติปี 2554 เขายอมให้สัมภาษณ์กับ BBC เพียงเพื่อที่จะตะโกนด่าทอผมต่อหน้าเหล่าเจ้าหน้าที่ของเขา” ซิมป์สันเล่า “แต่พอเขาสั่งให้คนพวกนั้นออกไป เขาก็กล่าวขอโทษผมยกใหญ่ พร้อมกับบอกว่า “ก็พวกเขาคาดหวังให้ผมทำแบบนั้นนี่นา””

ขณะที่นาย อับดุลคาเดอร์ อัสซาด นักข่าวและนักเขียนชาวลิเบียเชื่อว่า นายซาอิฟอาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากคนท้องถิ่น ที่รู้สึกว่าอิทธิพลทางการเมืองของพวกตนกำลังถูกคุกคามโดยความนิยมในตัวเขา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือของกลุ่มอิทธิพลต่างชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย เอาคืนยิงทหารบาดเจ็บ

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย เอาคืนยิงทหารบาดเจ็บ

4 ก.พ. 2569 22:15 น.

อิสราเอลโจมตีกาซา ดับ 20 ศพ อ้างถล่มผู้ก่อการร้าย เอาคืนยิงทหารบาดเจ็บ

อิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาอีกครั้งในวันพุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ หลังมีทหารอิสราเอลถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสในฉนวนกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยจากโรงพยาบาลหลายแห่งในฉนวนกาซา ว่า มีชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 20 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหลายคนและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หนึ่งราย เสียชีวิต จากการโจมตีรอบใหม่ของอิสราเอล และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 40 รายด้วย

กองทัพอิสราเอลระบุว่า รถถังและเครื่องบินได้ปฏิบัติการโจมตีอย่างแม่นยำ ต่อกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งเปิดฉากยิงใส่ทหารของพวกเขา ที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ทางเหนือของฉนวนกาซา จนทำให้ทหารนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส

กองทัพอิสราเอลเสริมอีกว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับ “เส้นสีเหลือง” (Yellow Line) ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตที่กองกำลังอิสราเอลประจำการอยู่ และเหตุการณ์นี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่กลุ่มฮามาสทำไว้กับพวกเขาอย่างชัดเจน

ด้านกลุ่มฮามาสได้กล่าวหาอิสราเอลว่า ให้เหตุยิงกันดังกล่าวเป็นข้ออ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสังหารและรุกรานประชาชนของกาซาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลอัล-ชิฟา ในเมืองกาซาซิตี้ระบุว่า ได้รับร่างผู้เสียชีวิต 13 ศพ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก 5 ราย โดยทั้งหมดเสียชีวิตจากเหตุโจมตีเต็นท์ของผู้พลัดถิ่นและบ้านเรือนในย่านเซย์ตูน (Zeitoun) และย่านตุฟฟาห์ (Tuffah) ทางตะวันออกของเมือง

ทางด้านโรงพยาบาลนัสเซอร์ ในเมืองข่านยูนิส รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 ราย ถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลหลังจากมีการโจมตีเต็นท์ผู้พลัดถิ่นในเขต กิซาน ราชวาน (Qizan Rashwan) ทางตอนใต้ จากนั้น เกิดการโจมตีที่เขตอัล-มาวาซี บริเวณชายฝั่งของเมืองข่านยูนิส ทำให้เด็ก 2 คน กับเจ้าหน้าที่กู้ชีพอีก 1 คน เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยป้องกันพลเรือนภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพคนดังกล่าวได้รีบรุดเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อจากการโจมตีเต็นท์ในเขตอัล-มาวาซี ก่อนจะถูกสังหารจากการโจมตีซ้ำครั้งที่สองในจุดเดิม

สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (Palestinian Red Crescent) กล่าวหากองทัพอิสราเอลว่า ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งให้การคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์อย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ฝ่ายอิสราเอลและฮามาสต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่า ละเมิดข้อตกลงเกือบทุกวันนับตั้งแต่การประกาศหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิสราเอลโจมตีทั่วฉนวนกาซาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลระบุว่า เปิดฉากโจมตีหลังพบว่ามีกลุ่มติดอาวุธออกมาจากอุโมงค์ในเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

4 ก.พ. 2569 17:10 น.

ม็อบเวเนซุเอลาเรียกร้องสหรัฐฯปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร

ปชช.เวเนซุเอลาจำนวนหลายพันคนรวมตัวประท้วงกลางกรุงการากัส หนุนรัฐบาลในการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร และภรรยาซึ่งถูกควบคุมตัวไปยังศาลนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กลุ่มผุ้ชุมนุมในเวเนซุเอลาเดินขบวนประท้วงบนถนน ใจกลางกรุงการากัส พร้อมตะโกนประโยค “Venezuela needs Nicolas” (เวเนซุเอลาต้องการนิโกลัส) ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) ซึ่งนับเป็นวันครบรอบ 1 เดือนเต็ม ที่นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถูกรัฐบาลสหรัฐฯควบคุมตัวโดยปฎิบัติการทางทหารเพื่อนำตัวไปฟังคำพิพากษาข้อหายาเสพติดจากศาลในนครนิวยอร์ก

นับตั้งแต่นั้น นางเดลซี โรดริเกซ ก็ต้องทำหน้าที่ประธานาธิบดีรักษาการด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทางสหรัฐฯ ไปพร้อมกับรักษาแรงสนับสนุนจากชาวเวเนซุเอลาที่ต้องการให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวนายมาดูโร

การประท้วงซึ่งนำโดยรัฐบาลเวเนซุเอลาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายพันคน ร่วมกันเดินขบวนยาวหลายร้อยเมตรไปบนถนนกลางกรุงการากัส พร้อมเปิดเพลงเสียงดังกระหึ่ม ชูรูปภาพของ นายมาดูโร และภรรยา นางซิเลีย ฟลอเรส ที่ถูกสหรัฐควบคุมตัวไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์การสนับสนุน

“คนเหล่านี้ไม่ใช่คนอเมริกัน” สส.นิโกลัส นิโกลาสิโต มาดูโร เกร์รา บุตรชายของนายมาดูโรกล่าวในการปราศรัยต่อกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งหลายคนสวมชุดสีแดงพร้อมโบกธงชาติเวเนซุเอลา แล้วย้ำว่า ”เราได้สร้างจิตสำนึกอย่างแข็งแกร่งในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้นมาแล้ว” 

โดยสาเหตุที่ผู้ประท้วงร่วมใจกันสวมชุดสีแดงเป็นเพราะสีแดงคือสีประจำขบวนการ “ชาวิสตา” (Chavista) ที่ตั้งชื่อตาม นายอูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีสายสังคมนิยมผู้ล่วงลับ

ตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมเผยว่า พวกเขารู้สึกสับสน เสียใจ และโกรธแค้น ในสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิบัติกับเวเนซุเอลา และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ พร้อมย้ำ “ในไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐฯต้องปล่อยตัวประธานาธิบดีของเรา”

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เขาพร้อมทำงานกับนางโรดริเกซผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลของนายมาดูโร ตราบใดก็ตามที่เธอยอมดำเนินการตามแนวทางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาที่มีปริมาณมหาศาลได้

ภายใต้ความกดดัน นางโรดริเกซได้เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง และเปิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เคยเป็นของภาครัฐให้เอกชนเข้ามาลงทุน

นายลอรา โดกู อุปทูตสหรัฐฯ ประจำหน่วยงานด้านกิจการเวเนซุเอลา เดินทางถึงกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ม.ค.) เพื่อเข้าหารือกับนางโรดริเดซถึงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศที่ถูกตัดขาดไปในปี 2019 หลังจากมีการกล่าวหาว่านายมาดูโรโกงการเลือกตั้งสมัยที่สอง 

จากนั้นในวันอังคาร (3 ก.พ.) คณะผู้แทนสหรัฐฯ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ซึ่งมีเนื้อหาคือรายละเอียดแผนการ 3 ขั้น ของนายโดกู เพื่อนำเวเนซุเอลาผ่านช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งขั้นสุดท้ายของแผนจะสิ้นสุดลงที่ “การเปลี่ยนผ่านไปสู่เวเนซุเอลาที่เป็นมิตร มั่นคง มั่งคั่ง และเป็นประชาธิปไตย” นางโรดริเกซได้ออกมายืนยันถึงการหารือดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการ “สนทนาอย่างตรงไปตรงมา”

ในวันเดียวกันนั้น (3 ก.พ.) นักศึกษาและญาติของนักโทษการเมืองหลายร้อยคนได้ร่วมออกเดินขบวนในกรุงการากัส เพื่อเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่นางโรดริเกซได้ให้คำมั่นไว้ โดยนางโรดริเกซเผยว่า เธอกำลังทำงาน “อย่างหนัก” เพื่อพลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม “ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายระดับชาติได้ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความรุนแรงทางการเมืองแบบสุดโต่งนี้”

กฎหมายดังกล่าวยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งมี ฮอร์เก โรดริเกซ พี่ชายของ นางเดลซี โรดริเกซ เป็นประธานสภา โดยเขาเองก็เป็นผู้สนับสนุนขบวนการชาวิสตาและสนับสนุนนายมาดูโรเช่นกัน 

สมาชิกสภาฝ่ายค้าน นายสตาลิน กอนซาเลซ คาดว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันพฤหัสบดีที่กำลังจะถึง (5 ก.พ.) เพื่อการอภิปรายในครั้งแรก พร้อมเสริมว่า “ผมหวังว่าการนิรโทษกรรมนี้จะนำไปสู่ความปรองดอง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ และประชาธิปไตย” 

ผู้ประท้วงพากันตะโกนประโยค “เสรีภาพอยู่บนท้องถนนและไม่มีใครหยุดมันได้!” ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมที่เข้มข้น ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ หลังนายมาดูโรพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่มีการปราบปรามการชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งนายมาดูโรเป็นผู้ชนะ โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้ถูกจำคุกมากกว่า 2,000 ราย.

ที่มา: France24

อ่านข่าวเกี่ยวกับเวเนซุเอลา ที่นี่

“อิกัวนา” ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

"อิกัวนา" ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

4 ก.พ. 2569 16:54 น.

“อิกัวนา” ร่วงจากต้นไม้ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติใกล้จุดเยือกแข็งในฟลอริดา

รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติ ส่งผลให้อิกัวนาสีเขียว ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นและเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ไม่สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ จนเกิดอาการช็อกจากความเย็นและร่วงหล่นจากต้นไม้ลงสู่พื้นเป็นจำนวนมาก

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ต้องเผชิญกับคลื่นความหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในเมืองไมอามี ซึ่งปกติจะมีอากาศอบอุ่นและเป็นแหล่งอาศัยหลักของ “อีกัวนาเขียว” (Green Iguana) โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา อุณหภูมิลดต่ำลงไปอยู่ที่ประมาณ 1-4 องศาเซลเซียส  ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “อีกัวนาร่วง” เนื่องจากพวกมันเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวจัดได้ เมื่อร่างกายเย็นเกินไป ระบบการทำงานจะหยุดชะงักจนอยู่ในสภาวะนิ่งสนิทและหล่นจากต้นไม้ลงมากองกับพื้น

คณะกรรมการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสัตว์น้ำฟลอริดา (FWC) ได้ออกคำสั่งพิเศษเมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถจับและเคลื่อนย้ายอีกัวนาเขียวที่อยู่ในสภาพตัวแข็งจากความหนาวออกจากธรรมชาติได้ทันทีโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตปกติ โดยประชาชนสามารถนำอีกัวน่าที่จับได้ไปส่งยังสำนักงาน FWC ทั้ง 5 แห่ง

เนื่องจากอีกัวนาเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน พวกมันจะถูกกำจัดอย่างมีมนุษยธรรม หรือในบางกรณีอาจถูกนำไปจำหน่ายในตลาดสัตว์เลี้ยงต่อไป

อีกัวนาเป็นสัตว์เขตร้อนที่อาศัยอยู่ในแถบฟลอริดาตอนใต้และกลางเท่านั้น เพราะไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวได้ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง พวกมันจะเข้าสู่สภาวะ “Cold-stunned” หรืออาการช็อกตัวแข็งจนขยับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากอากาศเริ่มอุ่นขึ้น พวกมันจะค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาขยับได้อีกครั้ง แต่ในช่วงที่ตัวแข็งอยู่นั้น พวกมันจะตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นได้ง่าย FWC ระบุว่าอีกัวนาเหล่านี้มักขุดรูอยู่ตามตลิ่งคลองหรือท่อระบายน้ำ และสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นอย่างมาก.

ที่มา USA TODAY

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

4 ก.พ. 2569 16:06 น.

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมือง โค้งสุดท้ายยุทธศาสตร์ยึดฐานเสียง สู้เลือกตั้ง 69

ปฏิบัติการ “ฟ้าคืนใต้” ศึกชิงพื้นที่การเมืองระดับภาค เปิดยุทธศาสตร์ฐานคะแนนเสียง ครองใจคนในพื้นที่ ก่อนลุ้นศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

สนามการเมืองในพื้นที่ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากทัศนคติและมุมมองทางการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยมีความชัดเจน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวด้านเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่

ท่ามกลางความหลากหลายของภูมิประเทศและอัตลักษณ์ของคนภาคใต้ การเมืองในรูปแบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยยุทธศาสตร์ แนวคิด และการจัดวางตัวผู้สมัครที่แตกต่างออกไป ส่งผลให้ภาพรวมของการแข่งขันมีความซับซ้อนมากขึ้น และยากต่อการคาดการณ์ผลลัพธ์มากกว่าการเลือกตั้งในอดีต

ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในแต่ละจังหวัดจึงสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของฐานคะแนนเสียง การกำหนดเป้าหมาย และทิศทางทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงหลักผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้อย่างยาวนาน คำถามสำคัญคือ ในสมการทางการเมืองที่เปลี่ยนไป พรรคจะสามารถรักษาฐานเดิมไว้ได้มากน้อยเพียงใด และยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้จะเพียงพอหรือไม่ ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

กลยุทธพรรคประชาธิปัตย์ต่อภาคใต้

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ทิศทางและกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อฐานเสียงประชาชนในภาคใต้

สิ่งที่น่าสนใจในการเลือกตั้งรอบนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาส “ฟื้นคืนชีพ” กลับมาอีกครั้งในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจะสามารถครองอันดับหนึ่งได้หรือไม่ เนื่องจากแม้ในเชิงกระแส พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นพรรคที่มาแรงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ยังมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องพิจารณา

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ใช่คนภาคใต้โดยกำเนิด แต่ลักษณะการทำงานและภาพลักษณ์มีความคล้ายคลึงกับนายชวน หลีกภัย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่เชื่อมโยงพรรคประชาธิปัตย์กับคนภาคใต้มายาวนาน จนถูกมองว่าเป็นเสมือน “เขยใต้”

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ครองใจประชาชนในภาคใต้อย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้น พรรคได้ปรับตัวให้สอดรับกับอัตลักษณ์และความคิดของคนในพื้นที่ จนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาต่อมา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบุคลากรภายในพรรคส่งผลให้ความนิยมลดลง กระทั่งเมื่อบุคคลเหล่านั้นย้ายไปสังกัดพรรคอื่น ทำให้นายอภิสิทธิ์และนายชวนกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง รวมถึงกระแสในภาคใต้ ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมามีบทบาทได้อีกครั้ง

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างผู้สมัคร จะพบว่าผู้สมัคร สส. ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีฐานเสียงที่แข็งแรงมากนัก จึงเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายจับตามองว่าจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้คะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อค่อนข้างมาก เนื่องจากคะแนนในระบบดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับตัวผู้สมัครในพื้นที่ แม้ผู้สมัครจะเป็นหน้าใหม่ แต่การมีนายอภิสิทธิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายชวนลงสมัครในบัญชีรายชื่อ ยังคงช่วยดึงคะแนนจากประชาชนในภาคใต้ได้

อีกพื้นที่ที่น่าจับตาคือกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.ยุทธพร มองว่าภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ยังสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และพรรคอาจมีลุ้นคว้าที่นั่ง สส. เขตในพื้นที่ กทม. ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ขณะที่คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อจะมีลักษณะใกล้เคียงกับภาคใต้ คือได้คะแนนในสัดส่วนที่ค่อนข้างดี

กลยุทธพรรคกล้าธรรมต่อภาคใต้

สำหรับกลยุทธ์ของพรรคกล้าธรรมในพื้นที่ภาคใต้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคใช้แนวทางการทำงานแบบ “ล็อกบ้านใหญ่” ซึ่งถือเป็นสไตล์หลักของพรรค และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่ยังใช้ในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ

โดยพรรคกล้าธรรมเลือกดึงกลุ่มบ้านใหญ่จากพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมงาน เพื่อยึดฐานเสียงในระดับพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีโอกาสประสบความสำเร็จในเชิงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบการทำงานลักษณะนี้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมอาจไม่ได้มุ่งหวังผลในระดับการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง หรือการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การยืนในระดับกลาง โดยมองว่าการเจาะฐานเสียงในพื้นที่และมีที่นั่งในสภาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคกล้าธรรมอาจได้จำนวนไม่มากนัก ประมาณ 1–2 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พรรคพึงพอใจ เนื่องจากพรรคไม่ได้เน้นการสร้างกระแส ไม่ได้ลงสนามดีเบต หรือทำการเมืองเชิงภาพลักษณ์มากนัก ทั้งนี้ หากจะถามว่าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียง แล้วพรรคไปอยู่ไหน ตนมองว่า “พวกเขาไปนั่งรออยู่ในสภาแล้ว”

สถานการณ์ทางการเมืองของภาคใต้ในตอนนี้

สำหรับศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ ศ.ดร.ยุทธพร มองว่า พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ หากพิจารณาโครงสร้างพื้นที่ภาคใต้ในเชิงสังคมวิทยา ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2–3ส่วนหลัก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก (อันดามัน) ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือฝั่งอันดามัน ปัจจุบันถือเป็นฐานสำคัญของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพรรคสามารถดึงคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวได้ อีกทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ดังกล่าวยังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงเอื้อต่อการขยายฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีโอกาสกวาดคะแนนได้เกือบทุกจังหวัดในโซนนี้ ตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ขณะที่จังหวัดตรังและสตูลอาจยังไม่ใช่พื้นที่เป้าหมายหลักของพรรค

ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งอ่าวไทย โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงผูกพันกับอาชีพสวนยางพาราและการประมง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางอาชีพ โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะครองคะแนนเสียงในพื้นที่นี้ยังคงมีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นฐานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจมีพรรคประชาชนเข้ามาแทรกฐานเสียงเพิ่มเติม ทำให้การแข่งขันในพื้นที่นี้มีความหลากหลายของพรรคการเมืองมากขึ้น

ส่วนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่พิเศษที่มีบริบทเฉพาะตัว และเป็นฐานเสียงหลักของพรรคประชาชาติอยู่แล้ว ทำให้พรรคการเมืองอื่นเจาะฐานเสียงได้ค่อนข้างยาก

จากภาพรวมทั้งหมดตนประเมินว่า การเลือกตั้งในภาคใต้ครั้งนี้ อาจไม่ปรากฏพรรคการเมืองใดที่สามารถคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ได้ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน