“แอนดรูว์” ย้ายออกจากตำหนัก “รอยัลลอดจ์” ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

"แอนดรูว์" ย้ายออกจากตำหนัก "รอยัลลอดจ์" ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

4 ก.พ. 2569 15:33 น.

“แอนดรูว์” ย้ายออกจากตำหนัก “รอยัลลอดจ์” ท่ามกลางมรสุมคดีอื้อฉาวเอปสตีน

แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษ ได้ย้ายออกจากพระตำหนักรอยัล ลอดจ์ ในเขตวินด์เซอร์ ไปพำนักชั่วคราวที่วูด ฟาร์ม คอตเทจ ภายในเขตพระตำหนักซานดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอล์ก ตั้งแต่คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่บ้านพักถาวรในซานดริงแฮมกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวคดีเอปสตีน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า การย้ายออกจากรอยัล ลอดจ์ ได้รับการประกาศตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการถอดถอนพระยศเจ้าชายของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ โดยขณะนี้สถานที่พักถาวรของแอนดรูว์ได้ย้ายไปอยู่ในมณฑลนอร์ฟอล์กอย่างเป็นทางการแล้ว แม้จะยังเดินทางกลับวินด์เซอร์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อขนย้ายทรัพย์สินที่เหลืออยู่

แหล่งข่าวระบุว่า ในระยะยาว เขามีแนวโน้มจะย้ายไปพำนักที่มาร์ช ฟาร์ม ภายในเขตพระตำหนักซานดริงแฮม โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในที่พำนักแห่งใหม่ของพระอนุชา เนื่องจากซานดริงแฮมเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

ก่อนหน้านี้ แอนดรูว์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก ถูกกดดันอย่างต่อเนื่องให้ย้ายออกจากรอยัล ลอดจ์ หลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับค่าเช่าที่จ่ายให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลทรัพย์สินของราชวงศ์

รายงานจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติ (NAO) ระบุว่า ในปี 2003 เขาได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว 75 ปี และจ่ายเงินล่วงหน้ากว่า 8 ล้านปอนด์ สำหรับค่าซ่อมแซมและค่าเช่าในอนาคต คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยปีละประมาณ 260,000 ปอนด์

ตามข้อตกลงเดิม เขาอาจมีสิทธิได้รับค่าชดเชยราว 488,000 ปอนด์ หากคืนสัญญาเช่าก่อนกำหนด อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ระบุว่า สภาพอาคารทรุดโทรมอย่างหนัก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ

แหล่งข่าวราชสำนักเปิดเผยกับบีบีซีเมื่อเดือนตุลาคมว่า การย้ายออกถูกเลื่อนมาถึงต้นปีนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอายในช่วงคริสต์มาส ซึ่งเป็นช่วงที่ราชวงศ์จะรวมตัวกันที่แซนดริงแฮมตามธรรมเนียม

ที่ดินซานดริงแฮมถูกซื้อในปี 1862 โดยเจ้าชายแห่งเวลส์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมากลายเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และใช้เป็นที่พักส่วนพระองค์ มีพื้นที่กว่า 80 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับขนาดเมืองน็อตติงแฮม

การย้ายที่พักของแอนดรูว์เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกรณีความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ถูกกล่าวหาคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำสหรัฐฯ เมื่อปี 2019

ตำรวจเทมส์ วัลลีย์ กำลังพิจารณาข้อกล่าวหาที่หญิงรายหนึ่งอ้างว่า ถูกเอปสตีนส่งมายังสหราชอาณาจักรเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับแอนดรูว์ในปี 2010 ที่รอยัล ลอดจ์ โดยหญิงรายดังกล่าวอยู่ในวัย 20 ปี และไม่ใช่ชาวอังกฤษ

ทนายความของเธอระบุว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว เธอได้รับการพาชมพระราชวังบักกิงแฮมและดื่มชา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เหยื่อของเอปสตีนกล่าวอ้างว่า มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในที่พำนักของราชวงศ์

ก่อนหน้านี้ ในปี 2014 เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ผู้ล่วงลับ เป็นสตรีคนแรกที่ออกมากล่าวหาแอนดรูว์ว่า ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับเขาตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยอ้างว่าถูกเอปสตีนและกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ค้ามนุษย์ ซึ่งแอนดรูว์ปฏิเสธมาโดยตลอด คดีแพ่งในสหรัฐฯ ได้ยุติลงในปี 2022 ด้วยการยอมความมูลค่าราว 12 ล้านปอนด์

ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารและภาพจำนวนมากเกี่ยวกับเอปสตีน ซึ่งรวมถึงอีเมลและภาพถ่ายที่เชื่อมโยงถึงแอนดรูว์ ทำให้แรงกดดันให้เขาไปให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ด้านนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ผู้ที่มีข้อมูลควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อคำนึงถึงผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง

ด้านลิซา ฟิลลิปส์ หนึ่งในเหยื่อของเอปสตีน กล่าวว่า การที่แอนดรูว์ออกมาให้การจะมีความหมายอย่างยิ่งต่อเหยื่อทั้งหมด ทั้งนี้ แอนดรูว์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานล่าสุดจนถึงขณะนี้.

ที่มา BBC

ไวรัลรับตรุษจีน “เดรโก มัลฟอย” กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ “แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี”

ไวรัลรับตรุษจีน "เดรโก มัลฟอย" กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ "แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี"

4 ก.พ. 2569 14:45 น.

ไวรัลรับตรุษจีน “เดรโก มัลฟอย” กลายเป็นมาสคอตมงคลในจีน ชี้ “แชร์มัลฟอยแล้วจะโชคดี”

พ่อมดหนุ่มสุดแสบอย่าง “เดรโก มัลฟอย” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์นำโชคในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ชาวเน็ตจีนปิ๊งไอเดียใช้ชื่อ “มัลฟอย” ที่พ้องเสียงกับคำว่า “ม้า” และ “โชคลาภ” มาทำของแต่งบ้านรับปีม้า จนกลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วโซเชียล แม้แต่ “ทอม เฟลตัน” ผู้รับบทดังกล่าวยังต้องออกมาแชร์

กระแสความนิยมที่คาดไม่ถึงของตัวละครจากภาพยนตร์ชื่อดัง แฮร์รี พอตเตอร์ ครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อภาษาจีนของมัลฟอยที่ว่า “หม่า-เอ๋อร์-ฝู” (马尔福 หรือ mǎ ěr fú) ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรที่แปลว่า “ม้า” (马 หรือ mǎ) และ “โชคลาภ” (福 หรือ fú) เป็นการเล่นคำเล็กน้อยจากวลี “马来福” หรือ “mǎ lái fú” ซึ่งหมายถึงการต้อนรับความเจริญรุ่งเรืองในปีม้า เมื่อประจวบเหมาะกับการก้าวเข้าสู่ “ปีม้า” ตามนักษัตรจีน ชื่อของเดรโก มัลฟอย จึงกลายเป็นคำอวยพรที่หมายถึง “ม้าที่นำพาโชคลาภมาให้” ส่งผลให้ใบหน้าของเขาพร้อมรอยยิ้มเยาะที่เป็นเอกลักษณ์ ปรากฏอยู่บนของตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่ในหลายครัวเรือนทั่วประเทศจีน

ปกติแล้วในช่วงตรุษจีน ชาวจีนจะนิยมติดแถบคำอวยพร หรือกระดาษสีแดงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดที่มีตัวอักษร “ฝู” (Fu) ซึ่งมักจะติดกลับหัวเพื่อสื่อถึง “โชคลาภที่มาถึง” (เนื่องจากคำว่ากลับหัวพ้องเสียงกับคำว่ามาถึง)

แต่ในปีนี้ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง “เถาเป่า” (Taobao) กลับเต็มไปด้วยสติกเกอร์ แม่เหล็กติดตู้เย็น และของตกแต่งรูปมัลฟอย ขณะที่บน Weibo โซเชียลมีเดียหลักของจีน ชาวเน็ตต่างพากันแชร์รูปภาพของเขาพร้อมข้อความว่า “แชร์รูปนี้เพื่อรับโชคลาภ” บางส่วนยังคอมเมนต์ติดตลกโดยอ้างถึงประโยคในเรื่องว่า “เฟลิกซ์ เฟลิซิส!” (น้ำนำโชค) เพื่อสื่อถึงความเฮงอีกด้วย

กระแสนี้ดังไปถึงหูของทอม เฟลตัน นักแสดงผู้รับบทเดรโก มัลฟอย โดยเขาได้แชร์สตอรี่บนอินสตาแกรม เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวละครของเขากลายเป็น “สัญลักษณ์วันตรุษจีนในประเทศจีน” การที่เจ้าตัวออกมาตอบรับยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ชาวจีนเป็นอย่างมาก จนเกิดแฮชแท็กที่แปลเป็นไทยว่า “มัลฟอยตัวจริงนี่มันตลก 100%”

ความคลั่งไคล้ในโลกเวทมนตร์ของชาวจีนนั้นไม่เคยลดน้อยลง โดยภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ ภาคแรกที่นำกลับมาฉายใหม่ สามารถทำเงินได้กว่า 90 ล้านหยวน (ประมาณ 409 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 3 วัน และเพื่อตอบรับกระแสความนิยมที่ล้นหลาม Warner Bros. Discovery ได้ประกาศแผนที่จะเปิดตัว “The Making of Harry Potter” สตูดิโอทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในปี 2027 ที่จะถึงนี้.

ที่มา BBC

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

4 ก.พ. 2569 13:05 น.

องค์กรสิทธิฯ เตือนจีนจับกุม 2 นักข่าวสืบสวนชื่อดัง หลังแฉทุจริตบิ๊กข้าราชการเสฉวน

กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประสานเสียงเตือน หลังตำรวจจีนรวบตัว “หลิว ฮู่” และ “อู่ อิงเจียว” สองนักข่าวอิสระที่ขุดคุ้ยคดีคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในมณฑลเสฉวน ชี้เป็นสัญญาณอันตรายต่อเสรีภาพสื่อในจีน ด้านตำรวจระบุสอบสวนฐาน “ใส่ความ” และ “ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย”

กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในจีน (Chinese Human Rights Defenders) และนักกิจกรรมรายงานว่า หลิว ฮู่ (Liu Hu) นักข่าวสืบสวนชื่อดังระดับประเทศ และ อู่ อิงเจียว (Wu Yingjiao) เพื่อนร่วมงานของเขา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 ก.พ.) หลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งเผยแพร่รายงานการทุจริตของข้าราชการระดับสูงในมณฑลเสฉวน

หลิว ฮู่ หายตัวไปขณะกำลังจะขึ้นรถไฟจากเมืองฉงชิ่งเพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงปักกิ่ง ส่วน อู่ อิงเจียว ถูกตำรวจควบคุมตัวในมณฑลเหอเป่ยในวันเดียวกัน โดยรายงานข่าวต้นเหตุซึ่งปัจจุบันถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม WeChat ไปแล้วนั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับความล้มละลายของธุรกิจหลายแห่งที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมมิชอบของข้าราชการระดับอำเภอรายหนึ่ง

ตำรวจในนครเฉิงตูออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า ชายสองคน แซ่ “หลิว” อายุ 50 ปี และ “อู่” อายุ 34 ปี อยู่ภายใต้การสอบสวนในข้อหา “สร้างหลักฐานเท็จเพื่อใส่ความผู้อื่น” และ “ดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders – RSF) เปิดเผยว่า ก่อนที่จะถูกจับกุม หลิว ฮู่ ได้โพสต์ข้อความที่เขาได้รับจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัยในเฉิงตู ซึ่งส่งมาเพื่อกดดันให้เขาติดต่อกับทางการโดยตรง แทนที่จะนำข้อมูลการทุจริตไปเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านสื่อ

หลิว ฮู่ ถือเป็นนักข่าวสืบสวนแถวหน้าของจีนที่เคยถูกจับกุมมาแล้วในปี 2013 ในข้อหาหมิ่นประมาทหลังจากแฉคอร์รัปชันข้าราชการระดับสูง แต่หลังจากได้รับอิสรภาพในปี 2014 เขายังคงเดินหน้าทำหน้าที่สื่อมวลชนอิสระผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยมีอู่ อิงเจียว เป็นผู้ช่วยหลักในบัญชี WeChat ที่รวบรวมข่าวน่าสนใจจากนักข่าวหลายสำนัก

อเล็กซานดรา เบียลาโควสกา ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ของ RSF ระบุว่า “การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในจีนมีความเป็นศัตรูและจำกัดสิทธิการรายงานข่าวอิสระมากขึ้นเพียงใด เราขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลจีน แทนที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปเป็นปกติจนกลายเป็นการส่งเสริมการปราบปรามสื่อ”

ปัจจุบัน RSF ระบุว่ามีนักข่าวถูกคุมขังในจีนมากกว่า 120 ราย พร้อมขนานนามประเทศจีนว่าเป็น “คุกขังนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีการจับกุมและการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติในครั้งนี้.

ที่มา BBC

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น “รัฐอำนาจนิยม” ภายใต้การนำของทรัมป์

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น "รัฐอำนาจนิยม" ภายใต้การนำของทรัมป์

4 ก.พ. 2569 12:27 น.

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เตือนสหรัฐฯ กำลังกลายเป็น “รัฐอำนาจนิยม” ภายใต้การนำของทรัมป์

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ออกรายงานประจำปีระบุ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมุ่งหน้าสู่ระบอบอำนาจนิยม หลังพบการละเมิดสิทธิรุนแรง ทั้งการใช้กำลังทหารในประเทศและการส่งตัวผู้ลี้ภัยไปคุมขังในต่างแดน ขณะที่เสรีภาพทั่วโลกถดถอยกลับไปเท่ากับยุคสงครามเย็น

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch – HRW) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร่งให้เกิด “วงจรการถดถอย” ของสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ซึ่งถูกกดดันอยู่ก่อนแล้วจากการแผ่อิทธิพลของรัสเซียและจีน โดยรายงานชี้ว่าระเบียบโลกที่ยึดถือหลักกติกาพรมแดนกำลังถูกทำลายลง

รายงานความยาว 529 หน้า ระบุถึงสถานการณ์ในสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่ามีการ “เมินเฉยต่อสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง” โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรายงานปีก่อนๆ เช่นการใช้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธสวมหน้ากากจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจู่โจมจับกุมผู้ลี้ภัยด้วยวิธีที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหลายร้อยครั้ง และการใช้กองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ภายใต้ข้ออ้างในการกระชับอำนาจ การแก้แค้นศัตรูทางการเมือง และความพยายามขยายอำนาจบริหารเพื่อทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลทางประชาธิปไตย

HRW ย้ำถึงการสืบสวนที่พบว่า สหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” ซึ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ จากกรณีส่งตัวผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา 252 ราย ไปยังเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุดในเอลซัลวาดอร์ โดยมีข้อมูลระบุว่าชายกลุ่มดังกล่าวถูกซ้อมทรมานและล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศเวเนซุเอลาในภายหลัง

รายงานระบุว่าระดับประชาธิปไตยทั่วโลกได้ลดต่ำลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 1985 ซึ่งเป็นยุคที่สหภาพโซเวียตยังคงมีตัวตนอยู่ โดยเปรียบเทียบว่า “วันนี้รัสเซียและจีนมีเสรีภาพน้อยกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน”

ฟิลิป โบโลปิยง ผู้อำนวยการบริหารของ HRW เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ยึดถือคุณค่าประชาธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลทรัมป์ที่มักใช้มาตรการกำแพงภาษีและการทูตแบบเฉพาะหน้า

รายงานของ HRW ฉบับนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ลดโทนการวิจารณ์ประเทศพันธมิตรของทรัมป์ เช่น เอลซัลวาดอร์ ซึ่งกระทรวงฯ ระบุว่าไม่มีรายงานการละเมิดสิทธิที่น่าเชื่อถือในปี 2024 แต่ทาง HRW แย้งว่า แม้คดีอาชญากรรมจะลดลง แต่ทางการเอลซัลวาดอร์กลับมีการจับกุมโดยมิชอบ การทรมาน และการละเมิดกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวางในปี 2025

นอกจากนี้ HRW ยังคงยืนยันข้อหาต่ออิสราเอลว่ามีการกระทำที่เป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา โดยระบุว่าในปี 2025 อิสราเอลได้ยกระดับความรุนแรงในการสังหาร การทำให้พิการ และการปล่อยให้เกิดความอดอยาก รวมถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งข้อกล่าวหานี้ถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาโดยตลอด.

ที่มา AFP

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

4 ก.พ. 2569 12:00 น.

ติมอร์-เลสเต น้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม.ฟ้องผู้นำเมียนมาก่ออาชญากรรมสงคราม-ต่อมนุษยชาติ

“ติมอร์-เลสเต” ชาติน้องใหม่อาเซียน เปิดกระบวนการกม. ฟ้องผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เผยอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับภูมิภาคที่เคยยึดถือกรอบไม่แทรกแซงภายใน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าว Myanmar Now รายงานว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ชิน (Chin Human Rights Organization – CHRO) ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงดิลี เมืองหลวงของติมอร์-เลสเต เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนกล่าวโทษรัฐบาลทหารเมียนมาและพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพ ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 

โดยติมอร์-เลสเต ประเทศสมาชิกใหม่ล่าสุดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และนับเป็นการดำเนินคดีลักษณะนี้ครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกอาเซียนฟ้องร้องรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารเมียนมาได้ยื่นหนังสือประท้วงติมอร์-เลสเต โดยกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และขัดต่อหลักไม่แทรกแซงของอาเซียน  

แหล่งข่าวระบุว่า หน่วยงานยุติธรรมของติมอร์-เลสเตได้แต่งตั้งอัยการอาวุโสขึ้นตรวจสอบคำร้องแล้ว โดย CHRO เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการภายใต้หลัก “เขตอำนาจศาลสากล” (universal jurisdiction) ซึ่งเปิดทางให้รัฐสามารถดำเนินคดีกับอาชญากรรมร้ายแรงได้ ไม่ว่าคดีจะเกิดขึ้นในประเทศใดก็ตาม

คำร้องกล่าวหากองทัพเมียนมาว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในรัฐชิน รวมถึงกรณีข่มขืนหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนต่อหน้าสามี การสังหารหมู่พลเรือน 10 ศพ ซึ่งมีทั้งนักข่าวและเด็กชายอายุ 13 ปี การโจมตีผู้นำคริสต์ศาสนา การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลจนบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเสียชีวิต ตลอดจนการทำลายโบสถ์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายแห่ง

นายซาไล ซา อุก อำนวยการบริหาร CHRO ระบุว่า  ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของติมอร์-เลสเต ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนเมียนมาที่กำลังเผชิญความรุนแรงจากรัฐบาลทหารอย่างต่อเนื่อง

ด้านผู้เชี่ยวชาญและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมองว่า การตัดสินใจเปิดกระบวนการทางกฎหมายของติมอร์-เลสเตอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับอาเซียน เพราะที่ผ่านมาอาเซียนยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกอย่างเหนียวแน่น.

ที่มา Myanmar Now  

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน "X" ในปารีส จ่อเรียก "อีลอน มัสก์" สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

4 ก.พ. 2569 11:48 น.

ตำรวจฝรั่งเศสบุกค้นสำนักงาน “X” ในปารีส จ่อเรียก “อีลอน มัสก์” สอบปากคำปมบอต AI ผลิตภาพลามก

หน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ฝรั่งเศสจับมือยูโรโพล บุกตรวจค้นสำนักงานแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส  พร้อมเรียกตัวอีลอน มัสก์ ให้ปากคำ ขยายผลสอบสวนอัลกอริทึมและแชตบอต Grok ที่เกี่ยวข้องกับภาพลามกและเนื้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้าน “มัสก์” โต้กลับเป็นการโจมตีทางการเมือง

สำนักงานอัยการปารีสเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมด้วยความสนับสนุนจากยูโรโพล (Europol) ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานของแพลตฟอร์ม X ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการสอบสวนที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2025

นอกจากนี้ อัยการได้ออกหมายเรียกตัว อีลอน มัสก์ ประธานบอร์ดบริหาร และ ลินดา ยัคคาริโน อดีตซีอีโอ ให้เข้าให้การในฐานะพยานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ขณะที่พนักงานของ X ในฝรั่งเศสจะถูกสอบปากคำในฐานะพยานเช่นกัน

ลอร์ เบคคูโอ อัยการกรุงปารีส ระบุว่าการสอบสวนในตอนแรกมุ่งเน้นไปที่การสงสัยเรื่องการใช้อัลกอริทึมในทางที่ผิด แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตครอบคลุมประเด็นที่ร้ายแรงกว่า ได้แก่ การใช้แชตบอต AI “Grok” สร้างภาพตัดต่อทางเพศที่ลามกอนาจาร การปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการตรวจสอบความร่วมมือหรือการปล่อยปละละเลยในการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก รวมถึงการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ของบุคคล

ทางด้านทีมกิจการรัฐบาลระดับโลกของ X ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง และ X ยึดมั่นในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้ ขณะที่ อีลอน มัสก์ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยตรงว่าเหตุการณ์นี้คือ “การโจมตีทางการเมือง” และก่อนหน้านี้บริษัทเคยกล่าวว่าการสอบสวนของฝรั่งเศสเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มตรวจสอบ Grok เนื่องจากถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าสามารถสร้างภาพเปลือยของบุคคลจริง รวมถึงเด็กและสตรี ตามคำสั่งของผู้ใช้งาน แม้ภายหลัง X จะประกาศเพิ่มข้อจำกัดในระบบเมื่อกลางเดือนมกราคม แต่รายงานจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร “AI Forensics” ระบุว่าจนถึงวันที่ 20 มกราคม ระบบก็ยังสามารถถูกหลอกให้สร้างภาพในเชิงกามรมณ์ได้ 

เอ็มมา พิกเคอริง จากองค์กร Refuge ในสหราชอาณาจักร เตือนว่า “Generative AI ทำให้ผู้ไม่หวังดีสร้างภาพปลอมเพื่อทำลายความปลอดภัยและสุขภาพจิตของผู้หญิงได้ง่ายกว่าที่เคย” โดยล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลข้อมูลของสหราชอาณาจักรก็ได้เริ่มสอบสวนในประเด็นนี้เช่นกัน

นอกจากฝรั่งเศสและยุโรปแล้ว เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียและมาเลเซียได้สั่งระงับการเข้าถึง Grok ชั่วคราว ก่อนจะยกเลิกคำสั่งแบนในเวลาต่อมา หลังจาก X ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดอย่างเข้มงวด.

ที่มา CNN

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

4 ก.พ. 2569 10:51 น.

สหรัฐฯ ส่ง F-35 สอยโดรนอิหร่านรุกประชิดเรือบรรทุกเครื่องบิน

โฆษกกองทัพสหรัฐฯ เผยเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ยิงสอยโดรนอิหร่านร่วงหลังบินเข้าหาเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น” ในลักษณะคุกคาม ขณะที่ทำเนียบขาวประกาศเดินหน้าเจรจานิวเคลียร์สุดสัปดาห์นี้ แต่ย้ำ “ตัวเลือกทางทหาร” ยังอยู่บนโต๊ะเจรจา

ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35C ซึ่งทะยานขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้ยิงโดรนของอิหร่านตก “เพื่อเป็นการป้องกันตนเอง” หลังจากโดรนลำดังกล่าวบินรุกรานเข้าหาเรือรบสหรัฐฯ ในระยะประชิดในลักษณะคุกคาม ขณะที่เรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 500 ไมล์

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย และไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุดกับรัฐบาลเตหะราน

แม้จะมีเหตุปะทะกัน แต่ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีกำหนดการเดิมในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยึดมั่นในการใช้การทูตนำ แต่ก็พร้อมใช้ “กำลังทางทหาร” หากจำเป็น โดยมีรายงานว่าสถานที่จะถูกย้ายจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังประเทศโอมานตามคำขอของอิหร่าน โดยจะเป็นการเจรจาโดยตรงเฉพาะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษของทรัมป์เป็นตัวแทนฝั่งสหรัฐฯ

ในวันเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ ยังรายงานเหตุการณ์แยกอีกกรณีหนึ่ง โดยระบุว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ทำการ “ก่อกวน” เรือพาณิชย์ที่ติดธงสหรัฐฯ และมีลูกเรือเป็นชาวอเมริกัน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่หนาแน่นที่สุดในโลก ก่อนที่การสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายและเรือเดินทางต่อไปได้โดยสวัสดิภาพ

ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมตกลงข้อเสนอจำกัดโครงการนิวเคลียร์และหยุดการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงในประเทศ ซึ่งข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน (HRANA) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในอิหร่านแล้วกว่า 6,400 ราย ขณะที่บางแหล่งข่าวคาดว่าอาจสูงถึง 25,000 ราย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เตือนว่าหากการเจรจาล้มเหลว อิหร่านอาจเผชิญกับการโจมตีที่ “รุนแรงกว่า” เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งเขาระบุว่าได้ “บดขยี้” สถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วส่วนหนึ่ง

ขณะที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีใดๆ ต่ออิหร่านจะจุดชนวนให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค” ทันที.

ที่มา BBC

“ปูติน” เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

"ปูติน" เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

4 ก.พ. 2569 10:23 น.

“ปูติน” เผยศก.รัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

“วลาดิเมียร์ ปูติน” เผยเศรษฐกิจรัสเซียปีที่ผ่านมาโตชะลอตัว เหลือเพียง 1% เงินเฟ้อขยายตัวหลังปรับโครงสร้างภาษี แต่คาดกระทบระยะสั้น

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดเผยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มขยายตัวในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากมาตรการด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ปูตินกล่าวระหว่างการประชุมด้านเศรษฐกิจเมื่อวันอังคารว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของรัสเซียในปีที่ผ่านมา ขยายตัวเพียงร้อยละ 1 โดยย้ำว่าการชะลอตัวดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และเป็นผลจากการดำเนินมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเอง พร้อมระบุว่า การเติบโตที่ลดลงมีความเชื่อมโยงกับนโยบายที่มุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ปูตินยอมรับว่า ในช่วงต้นปี 2569 อัตราเงินเฟ้อของรัสเซียมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการปรับโครงสร้างระบบภาษี โดยเฉพาะการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไรก็ตาม  จากการประเมินของทางการ ผลกระทบของการปรับภาษีต่อระดับราคาสินค้าและบริการน่าจะเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้น และสถานการณ์จะค่อยๆ คลี่คลายลงเมื่อระบบเศรษฐกิจปรับตัวได้

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป.

ที่มา AP

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์ทิมิส2” ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

นาซาเลื่อนภารกิจ "อาร์ทิมิส2" ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

4 ก.พ. 2569 09:34 น.

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์ทิมิส2” ปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ไปเป็นมีนาคม หลังทดสอบล่าสุดพบไฮโดรเจนรั่ว

นาซาเลื่อนภารกิจ “อาร์์ทิมิส 2” เป็นอย่างเร็วเดือนมีนาคม หลังการทดสอบขั้นสุดท้ายพบปัญหาไฮโดรเจนรั่ว ย้ำเป็นภารกิจประวัติศาสตร์ ส่งนักบินอวกาศ 4 คนเดินทางสำรวจดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา ประกาศเล็งกำหนดการปล่อยจรวดภารกิจ “อาร์ทิมิส 2” (Artemis II) เป็นอย่างเร็วในเดือนมีนาคม 2569 หลังการทดสอบขั้นสุดท้ายพบปัญหาการรั่วไหลของเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ส่งผลให้ต้องเลื่อนการปล่อยที่เดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

การตัดสินใจของนาซามีขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันอังคาร ภายหลังนาซาเสร็จสิ้นการทดสอบ “เวต เดรส รีเฮอร์ซัล” ซึ่งเป็นการจำลองการเติมเชื้อเพลิง 700,000 แกลลอน และนับถอยหลังก่อนปล่อยจรวดจริงของระบบจรวดขนาดยักษ์ “สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม” (Space Launch System – SLS) ที่จะพานักบินอวกาศ 4 คนเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์

นาซาระบุว่า ระหว่างการทดสอบพบอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาไฮโดรเจนรั่วในขั้นตอนเติมเชื้อเพลิง ซึ่งเกิดขึ้นหลังอากาศหนาวจัดทำให้การเริ่มทดสอบล่าช้า หน่วยงานจึงจำเป็นต้องเลื่อนภารกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และจัดการทดสอบซ้ำอีกครั้ง

นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา ระบุว่า ยังไม่แน่ชัดว่าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจรวดกลับเข้าอาคารเพื่อซ่อมบำรุงหรือไม่ โดยขณะนี้ยังสามารถดำเนินงานแก้ไขบางส่วนได้ขณะจรวดตั้งอยู่บนแท่นปล่อย อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถปล่อยจรวดได้ภายในเดือนมีนาคม จะต้องเคลื่อนย้ายจรวดเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่บางส่วนบริเวณส่วนบนของยาน

ทั้งนี้ ภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะส่งนักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ รีด ไวส์แมน วิกเตอร์ โกลเวอร์ และคริสตินา ค็อก   จากนาซา และเจเรมี แฮนเซน  จากองค์การอวกาศแคนาดา เดินทางเป็นเวลา 10 วัน โคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งอาจสร้างสถิติระยะทางไกลที่สุดที่มนุษย์เคยเดินทางออกจากโลก ขณะที่ปัญหาไฮโดรเจนรั่วถือเป็นอุปสรรคเดิมที่เคยเกิดขึ้นในการทดสอบก่อนภารกิจอาร์ทิมิส 1 เมื่อปี 2565 เนื่องจากไฮโดรเจนเหลวซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงลบ 253 องศาเซลเซียส เป็นเชื้อเพลิงที่ควบคุมได้ยากจากโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็ก.

ที่มา CNN

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

4 ก.พ. 2569 05:50 น.

ผู้นำอิหร่านลั่น พร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ทรัมป์เตือนอาจเกิดสิ่งเลวร้าย

ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศว่าพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สิ่งที่เลวร้ายก็อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ 3 ก.พ. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมาระบุว่า ประเทศของเขาพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากได้รับคำร้องขอจาก “รัฐบาลที่เป็นมิตรในภูมิภาค” ให้ตอบรับข้อเสนอเพื่อเปิดการหารือ

นายเปเซชเคียนระบุในโพสต์บน X ว่า เขาได้สั่งการให้นาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการเจรจา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือเป็นสภาพแวดล้อมที่ปราศจากการข่มขู่และความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล

ประธานาธิบดีอิหร่านระบุด้วยว่า อิหร่านจะดำเนินการ “เจรจาที่ยุติธรรมและเสมอภาค” กับสหรัฐฯ พร้อมเสริมว่าการหารือเหล่านั้นควร “ดำเนินอยู่ภายใต้กรอบผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ”

ข้อความของนายเปเซชเคียนมีขึ้นหลังจากที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิด “สงครามระดับภูมิภาค”

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบโต้ว่า หากอิหร่านไม่ตกลงในข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และไม่หยุดสังหารกลุ่มผู้ประท้วง พวกเขาจะได้รู้ว่า สงครามจะเกิดขึ้นจริงตามที่พูดหรือไม่

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า การเจรจาดังกล่าวอาจจัดขึ้นที่กรุงอิสตันบูลในวันศุกร์นี้ โดยนายอารักชีมีกำหนดการพบปะกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจากอียิปต์ โอมาน ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ นายอารักชีเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า เขามั่นใจว่า “เราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” เพื่อ “สร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขามีเป้าหมายเพื่อใช้ในทางสันติเท่านั้น และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านกำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อีกด้านหนึ่งที่สหรัฐฯ ผู้สื่อข่าวได้ถามนายทรัมป์ถึงแนวโน้มของการบรรลุข้อตกลง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ถ้าเราหาทางออกร่วมกันได้ นั่นก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าเราทำไม่ได้ สิ่งที่เลวร้ายก็น่าจะเกิดขึ้น”

นายทรัมป์ย้ำว่า “กองกำลังมหาศาล” กำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ “ใหญ่ที่สุดและดีที่สุด”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ดำเนินการเสริมกำลังทางทหารในพื้นที่ใกล้กับอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงส่ง เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งมีฝูงบินประจำการประมาณ 70 ลำ และเรือพิฆาตอีก 3 ลำที่ติดตั้งขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กไปยังทำเลอาหรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc