หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

18 ก.พ. 2569 08:47 น.

หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

หนุ่มนักปีนเขาถูกนำตัวขึ้นศาล หลังทิ้งให้แฟนสาวเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นจัด ระหว่างทริปพิชิตยอดเขาความสูง 3,798 เมตร กลายเป็นคดีตัวอย่างสะเทือนวงการปีนเขาในยุโรป

โศกนาฏกรรมกลางพายุหิมะบนยอดเขาที่สูงที่สุดของออสเตรียกำลังกลายเป็นคดีสะเทือนวงการปีนเขาทั่วยุโรป เมื่อชายวัย 30 กว่าปี ถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหา “กระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” หลังเคียร์สติน จี แฟนสาววัย 33 ปี ของเขาเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นจัด(Hypothermia) แข็งตายท่ามกลางอุณหภูมิติดลบและลมกระโชกแรง ในช่วงเช้ามืดวันที่ 19 มกราคม 2025 ระหว่างทริปพิชิตยอดเขากรอสกลอคเนอร์ (Grossglockner) ความสูง 3,798 เมตร

โดยอัยการในเมืองอินส์บรุค  ระบุว่า โธมัส พี แฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งมีประสบการณ์ปีนเขาสูงมากกว่า ควรถูกมองว่าเป็นผู้นำทริปที่ต้องรับผิดชอบ แต่กลับตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อัยการระบุว่า เขาเริ่มต้นทริปช้าเกินไปถึง 2 ชั่วโมง ทั้งที่สภาพอากาศฤดูหนาวเลวร้าย ลมแรงสูงสุด 74 กม./ชม. อุณหภูมิ -8 องศาเซลเซียส และเมื่อรวมแรงลม ความหนาวเย็นเทียบเท่า -20 องศา

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า เขาไม่เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับค้างคืนอย่างเพียงพอ และยังปล่อยให้แฟนสาวสวมรองเท้าบูตสโนว์บอร์ดแบบนุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับภูมิประเทศแบบผสมทั้งหิมะและหินบนเขาสูง และยังถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่หันหลังกลับ ในจังหวะที่ยังทำได้

ด้านทนายความ คาร์ล เยลิเนคโต้ว่า ทั้งสองวางแผนร่วมกัน และเชื่อว่าตนเองมีประสบการณ์และเตรียมพร้อมเพียงพอจึงเดินหน้าต่อไป

โดยตามคำให้การฝ่ายจำเลย ทั้งคู่ไปถึงจุดที่เรียกว่า Frühstücksplatz เวลา 13:30 น. ของวันที่ 18 มกราคม ซึ่งเป็นจุดที่หากเดินหน้าต่อจะไม่สามารถย้อนกลับได้ง่าย ก่อนยืนยันว่า ณ เวลานั้น ทั้งคู่ยังไม่เหนื่อยล้าเกินไป

แต่ฝ่ายอัยการระบุว่า เวลาประมาณ 20:50 น. ทั้งสองเริ่มติดอยู่บนเขา และจำเลยไม่โทรแจ้งตำรวจ ทั้งยังไม่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม้เฮลิคอปเตอร์ตำรวจจะบินผ่านราว 22:50 น.

ต่อมาเวลา 00:35 น. ของวันที่ 19 มกราคม เขาจึงโทรหาตำรวจภูเขา แต่มีข้อกล่าวหาว่า หลังจากนั้นเขาปิดเสียงโทรศัพท์ และไม่ได้รับสายเพิ่มเติม โดยภาพจากเว็บแคมจับภาพแสงไฟฉายของทั้งคู่ขณะไต่ระดับขึ้นสู่ยอดเขา และยังบันทึกภาพเงาของชายคนหนึ่งขณะไต่ลงจากยอด

ทนายจำเลยระบุว่า ทั้งคู่ไปถึงจุดต่ำกว่ากางเขนยอดเขาราว 40 เมตร แต่ฝ่ายหญิงอ่อนแรงจนขยับตัวไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งเธอไว้ เพื่อปีนข้ามยอดแล้วลงอีกด้านไปขอความช่วยเหลือ

ด้านอัยการกล่าวว่า เขาทิ้งเธอไว้ราวตีสอง โดยไม่ใช้อุปกรณ์อย่างผ้าห่มฉุกเฉินอลูมิเนียมเพื่อป้องกันความหนาว และแจ้งเหตุฉุกเฉินช้าเกินไป จนไม่สามารถส่งเฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือในคืนนั้นได้เพราะลมแรง ท้ายที่สุด เคียร์สติน จี เสียชีวิตเพียงลำพังบนไหล่เขาที่กลายเป็นภูเขาน้ำแข็ง

ทั้งนี้ หากโธมัส พี ถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และคำตัดสินอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการกีฬาภูเขาในยุโรป เพราะจะเป็นการขีดเส้นใหม่ว่า เส้นแบ่งระหว่างการตัดสินใจรับความเสี่ยงส่วนตัว กับความรับผิดทางอาญาอยู่ตรงไหน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักปีนเขา

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

18 ก.พ. 2569 06:28 น.

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

อินโดนีเซียกำลังจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นของตัวเองครั้งแรก โดยทางการอิตาลีเตรียมจะมอบเรือลำเก่าให้ภายในปี 2569 นี้ ก่อนที่อินโดนีเซียจะทำการปรับปรุงหรือดัดแปลงเอง

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานเมื่อ 17 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของ อันตารา สื่อของอินโดนีเซียว่า พลจัตวา ริโก ริคาร์โด ซีไรต์ หัวหน้าสำนักประชาสัมพันธ์และสารสนเทศของกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำดังกล่าวคือเรือ “จูเซปเป การิบัลดี” ซึ่งรัฐบาลอิตาลีจะโอนให้แก่อินโดนีเซียโดยไม่มีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนใดๆ

“เรือ จูเซปเป การิบัลดี เป็นของขวัญจากรัฐบาลอิตาลี รัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับปรุงหรือดัดแปลงเพื่อให้ตรงกับความต้องการด้านปฏิบัติการของกองทัพเรืออินโดนีเซีย” อันตารารายงานคำพูดของนายพลซีไรต์ ซึ่งระบุเพิ่มเติมด้วยว่า การเจรจาและกระบวนการทางธุรการที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ เรือ จูเซปเป การิบัลดี สร้างโดยอู่ต่อเรือฟินกันติเอรี (Fincantieri) ของอิตาลี และเริ่มเข้าประจำการในปี 2528 โดยทำหน้าที่ในกองทัพเรืออิตาลีตั้งแต่ปี 2528 จนถึงเมื่อปี 2567

จูเซปเป การิบัลดี เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินรันเวย์ระยะสั้นและลงจอดแนวดิ่ง ที่ออกแบบมาสำหรับทั้งเครื่องบินปีกตรึงและเฮลิคอปเตอร์ โดยเรือมีความยาว 180.2 เมตร มีความเร็วสูงสุด 30 นอต และสามารถเดินทางได้ไกลถึง 7,000 ไมล์ทะเล

เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณเรดาร์ และอาวุธต่างๆ เช่น ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ขีปนาวุธพื้นสู่พื้น และตอร์ปิโด

อันตารารายงานอ้างคำพูดของ พลเรือเอก มูฮัมหมัด อาลี เสนาธิการกองทัพเรืออินโดนีเซีย ว่า คาดว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จะมาถึงอินโดนีเซียก่อนวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการก่อตั้งกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจาระหว่างกระทรวงกลาโหมกับฟินกันติเอรี รวมถึงกองทัพเรืออิตาลียังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ

อนึ่ง เรือรบใหม่ 2 ลำของกองทัพเรืออินโดนีเซีย คือเรือ “เคอาร์ไอ บราวิจายา” (KRI Brawijaya) และเรือ “เคอาร์ไอ ปราบู สิลิวังกี” (KRI Prabu Siliwangi) ก็สร้างโดยอู่ฟินกันติเอรีเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

18 ก.พ. 2569 05:55 น.

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

การเจรจาสันติภาพวันแรกระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ จบลงแล้ว โดยไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้แทนรัสเซียและยูเครนได้ปิดฉากการเจรจาสันติภาพวันแรก ซึ่งจัดโดยสหรัฐฯ ที่กรุงเจนีวาแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ราว 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันครบรอบปีที่ 4 ของการที่มอสโกบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

นายรุสเตม อูเมรอฟ หัวหน้าคณะเจรจาของยูเครน กล่าวว่า การเจรจาจะดำเนินต่อไปในเมืองสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ในเช้าวันพุธ โดยการเจรจานี้มุ่งเน้นไปที่ “ประเด็นเชิงปฏิบัติและกลไกของแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้”

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าความเป็นไปได้ที่จะมีการฝ่าทางตันครั้งสำคัญใดๆ นั้น ยังคงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องข้อเรียกร้องของพวกเขาที่เกี่ยวข้องกับดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะเดียวกัน การโจมตีของรัสเซียในยูเครนก็ยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำทุกคืน ซึ่งสร้างความเสียหายเพิ่มเติมให้กับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักอยู่แล้ว ในขณะที่อุณหภูมิยังคงติดลบ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่คณะผู้แทนจะพบกันที่กรุงเจนีวา รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่แบบผสมผสานใส่ยูเครน โดยโจมตี 12 ภูมิภาคด้วยโดรน 400 ลำ และขีปนาวุธเกือบ 30 ลูก เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ

รัสเซียระบุด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขาสามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนได้มากกว่า 150 ลำ แต่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งเกิดเพลิงไหม้หลังจากถูกโดรนของยูเครนโจมตี

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ยูเครนพร้อมที่จะระงับการโจมตีตามที่สหรัฐฯ เคยเสนอต่อทั้งเคียฟและมอสโก “เราไม่ต้องการสงคราม” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าชาวยูเครนกำลัง “ปกป้องรัฐของตนเอง ปกป้องอิสรภาพของตนเอง”

“เราพร้อมที่จะก้าวไปสู่ข้อตกลงที่มีคุณค่าเพื่อยุติสงครามอย่างรวดเร็ว คำถามอยู่ที่ฝ่ายรัสเซียเท่านั้นว่า พวกเขาต้องการอะไร?”

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว RIA ของรัฐรัสเซียอ้างแหล่งข่าวกล่าวว่า การเจรจาเมื่อวันอังคารซึ่งกินเวลาหกชั่วโมงนั้นเป็นไปอย่างตึงเครียด และจัดขึ้นแตกต่างกันในรูปแบบทวิภาคีและไตรภาคี

การเจรจาดังกล่าวมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ฝ่ายรัสเซีย วลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นหัวหน้าคณะเจรจา โดยที่ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างมีเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอยู่ในทีมของตนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

18 ก.พ. 2569 02:32 น.

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านเผยว่า บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว หลังเจรจากันที่เจนีวา แต่ยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านกับสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเจรจาทางอ้อมเพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะรานแล้ว ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ที่นครเจนีวา โดยฝ่ายอิหร่านระบุว่า พวกเขาบรรลุความเข้าใจร่วมกับสหรัฐฯ ในเรื่อง “หลักการแนวทาง” เพื่อแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยเรื่องความคืบหน้าดังกล่าวหลังจากการเจรจาสิ้นสุดลง แต่เสริมด้วยว่า ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ

ส่วนนายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาครั้งนี้ กล่าวว่าการเจรจา “จบลงด้วยความคืบหน้าที่ดีเพื่อมุ่งหน้าไปสู่การหาเป้าหมายร่วมกัน และประเด็นทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง”

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหาร ทั้งในเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาลเตหะราน และเรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ โดยสหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่า อิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลเตหะรานก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด

ก่อนการเจรจาในวันอังคารที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตโอมานในนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ อิหร่านระบุว่าการพูดคุยจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์ของตน และความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยสหรัฐฯ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ต้องการหารือในประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านกับสหรัฐฯ หารือกันในประเด็นใดบ้าง

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ด้วยว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยตัวเขาจะเข้าร่วม “โดยอ้อม” และชี้ว่าเตหะรานมีแรงจูงใจที่จะเจรจาในครั้งนี้

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมเสริมว่าอิหร่านได้รับบทเรียนเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการท่าทีที่แข็งกร้าวในการเจรจาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่ฐานทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน

“เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไป” ทรัมป์กล่าวและย้ำว่า “ผมหวังว่าพวกเขาจะใช้เหตุผลมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

18 ก.พ. 2569 02:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรืออีก 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกกับทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ อ้างเป็นเรือของผู้ก่อการร้ายที่กำลังขนยาเสพติด

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้โจมตีเรือ 3 ลำซึ่งพวกเขากล่าวหาว่า กำลังลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ศพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ในบรรดา “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” เพศชายทั้ง 11 รายที่เสียชีวิตนั้น เป็นสมาชิกบนเรือลำแรก ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย สมาชิกเรือลำที่ 2 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย และเป็นสมาชิกเรือลำที่ 3 ในทะเลแคริบเบียน 3 ราย

“ข่าวกรองยืนยันว่าเรือเหล่านี้กำลังสัญจรไปมาตามเส้นทางลักลอบขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี และมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการลักลอบขนยาเสพติด” กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน โดยมีปฏิบัติการโจมตีแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ศพ

อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการโจมตีลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซเอลาถึงในกรุงการากัสเมื่อเดือนต้นมกราคม โดยสหรัฐฯ กล่าวหารัฐบาลมาดูโรว่า ร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติด

ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ปฏิบัติการในภาพรวมมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดออกจากซีกโลกของเรา” และคุ้มครองสหรัฐฯ จาก “ยาเสพติดที่กำลังฆ่าประชาชนของเรา”

แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นบรรทุกยาเสพติดอยู่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนกล่าวด้วยว่า การโจมตีดังกล่าวอาจผิดกฎหมายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการมุ่งเป้าไปที่พลเรือนโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

18 ก.พ. 2569 01:13 น.

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ หลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายทาริก เราะห์มาน หัวหน้าพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศแล้ว ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นับตั้งแต่นักศึกษาลุกฮือโค่นอำนาจอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาซีนา เมื่อปี 2567

นายเราะห์มานวัย 60 ปี เป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีคาเลดา เซีย และประธานาธิบดีเซียอูร์ เราะห์มาน ผู้ถูกลอบสังหาร โดยเขาเข้ารับตำแหน่งหลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมือง การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมหลักของประเทศเช่น สิ่งทอ หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการลุกฮือเมื่อปี 2567 จนทำให้ประเทศต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการมาตลอด

เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ พิธีสาบานตนกลางแจ้งถูกจัดขึ้นที่เซาท์พลาซา ของอาคารรัฐสภา แทนที่จะจัดที่บังกาบาบัน (Bangabhaban) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

นายโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ประธานาธิบดี เป็นประธานในพิธี โดยนายเราะห์มานและคณะรัฐมนตรีอีก 49 คน ได้สาบานตนรับตำแหน่งต่อหน้าบุคคลสำคัญทางการเมือง นักการทูต เจ้าหน้าที่พลเรือนและทหาร รวมถึงตัวแทนจากประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย และปากีสถาน

รัฐบาลชุดใหม่นี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีทั้งระดับอาวุโสและรุ่นใหม่ เพื่อสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ กฎหมายและความสงบเรียบร้อย และการปฏิรูปธรรมาภิบาล

อามีร์ คาสรู มาห์มุด เชาว์ดรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และส่วน คาลิลูร์ เราะห์มาน ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลรักษาการ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พรรค BNP ของนายเราะห์มานคว้าเสียงข้างมากได้ถึงสองในสาม กลับคืนสู่อำนาจหลังจากห่างหายไปเกือบสองทศวรรษ ส่วนพรรคอิสลามิสต์ “จามาต-เอ-อิสลามี” (Jamaat-e-Islami) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คำสั่งแบนในปี 2556 ถูกยกเลิกหลังรัฐบาลฮาซีนาถูกโค่นล้ม ได้เก้าอี้ในสภาถึง 68 ที่นั่ง

ส่วนพรรค “อวามี ลีก” (Awami League) ของชีค ฮาซีนา ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิกถอนการลงทะเบียน

พรรคจามาตฯ และพันธมิตร รวมถึง พรรคประชาชนแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวที่โค่นล้มชีค ฮาซีนา จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

17 ก.พ. 2569 23:13 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่นครเจนีวา เพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า จะมีข้อตกลงเกิดขึ้นเพราะอิหร่านไม่อยากเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวาแล้ว เพื่อหาข้อยุติในกรณีพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์ซึ่งยืดเยื้อมานานแล้ว ในขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะโค่นล้มรัฐบาลของเขาจะประสบความล้มเหลว

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ซึ่งเข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีทางอากาศใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่าน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในอิหร่านอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้

ส่วนอิหร่านก็เพิ่งเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก และอิหร่านก็เคยขู่ว่าจะปิดเส้นทางเดินเรือนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขา

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับการเจรจา ระบุว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ กับนายจาเรด คุชเนอร์ กำลังเข้าร่วมในการเจรจา ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลาง ร่วมกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน

นายทรัมป์บอกกับสื่อก่อนหน้านี้ว่า เขาจะมีส่วนร่วม “โดยอ้อม” ในการเจรจาที่เจนีวา และเชื่อว่าเตหะรานต้องการทำข้อตกลง

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันจันทร์ “เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไป”

แต่หลังจากที่การเจรจาเริ่มขึ้นไม่นาน สื่อของอิหร่านก็รายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า วอชิงตันไม่สามารถขับไล่รัฐบาลของเขาได้ “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งก็อาจถูกตบหน้าแรงจนลุกไม่ขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันอังคารว่า ความสำเร็จของการเจรจาที่เจนีวาขึ้นอยู่กับการที่สหรัฐฯ จะไม่ตั้งข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผล และความจริงจังในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออิหร่าน

อย่างไรก็ตาม วอชิงตันพยายามที่จะขยายขอบเขตของการเจรจาให้ครอบคลุมประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ เช่น คลังขีปนาวุธของอิหร่าน ในขณะที่เตหะรานกล่าวว่ายินดีที่จะหารือเรื่องข้อจำกัดในโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น และจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง หรือหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธ

เมื่อวันจันทร์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงบูดาเปสต์ว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยินดีที่จะพยายาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

17 ก.พ. 2569 22:19 น.

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตและอเมริกาให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น ถึงแก่กรรมแล้วขณะมีอายุได้ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาธุคุณ เจสซี หลุยส์ แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในกระบอกเสียงของคนผิวดำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ เสียชีวิตอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

แจ็กสัน ซึ่งเป็นศาสนาจารย์นิกายแบปทิสต์ เป็นผู้นำการต่อสู้ด้านสิทธิพลเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเขาได้ร่วมเดินขบวนกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ดังกล่าว

“พ่อของเราเป็นผู้นำที่รับใช้ผู้อื่น ไม่เพียงแค่กับครอบครัวของเรา แต่ยังรวมถึงผู้ถูกกดขี่ ผู้ไร้เสียง และผู้ถูกมองข้ามทั่วโลก” ครอบครัวของแจ็กสันระบุในแถลงการณ์ประกาศข่าวมรณกรรม

“ความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ของเขาในเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความรัก ได้ยกระดับจิตใจของผู้คนนับล้าน และเราขอให้พวกคุณช่วยกันรำลึกถึงเขาด้วยการต่อสู้เพื่อคุณค่าที่เขาได้ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ครอบครัวแจ็กสันไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา แต่สาธุคุณแจ็กสันเคยเปิดเผยเมื่อปี 2560 ว่าเขาป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท

รายงานข่าวระบุว่า เขาเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการของโรคอัมพาตเหนือแกนสมองชนิดลุกลาม (progressive supranuclear palsy) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาธุคุณแจ็กสัน เป็นนักพูดฝีปากกล้าและประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแล้วมากมาย เขายังเป็นผู้ที่ช่วยขยายพื้นที่ให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันบนเวทีระดับชาติมานานกว่าหกทศวรรษด้วย

สาธุคุณแจ็กสันเคยเป็นคนผิวสีผู้โดดเด่นที่สุดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตทั้ง 2 ครั้งก็ตาม จนกระทั่งนาย บารัค โอบามา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ ในปี 2552

สาธุคุณแจ็กสันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ถูกลอบสังหารที่เมืองเมมฟิสในปี 2511

อนึ่ง สาธุคุณแจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2484 ที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยใช้ชื่อเกิดว่า เจสซี หลุยส์ เบิร์นส์ เป็นบุตรของแม่วัยรุ่นกับอดีตนักมวยอาชีพผู้หนึ่งซึ่งไม่ได้สมรสกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของ ชาร์ลส์ แจ็กสัน พ่อเลี้ยงของเขา

แจ็กสันมีผลงานโดดเด่นในโรงเรียนมัธยมแบบแบ่งแยกเชื้อชาติที่เขาเรียนอยู่ และได้รับทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แต่ต่อมาได้ย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคนิคแห่งนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นสถาบันที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ และได้รับปริญญาด้านสังคมวิทยาที่นั่น

ในปี 2503 แจ็กสันได้เข้าร่วมการ “นั่งประท้วง” ครั้งแรกในเมืองกรีนวิลล์ และต่อมาได้เข้าร่วมการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองจากเซลมาไปยังมอนต์โกเมอรีในปี 2508 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองอเมริกันในขณะนั้นสังเกตเห็นเขา

ต่อมาแจ็กสันได้กลายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและทูตในแนวหน้าของเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ และในช่วงทศวรรษที่ 90 เขาได้ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษประจำแอฟริกาภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี บิล คลินตัน

แจ็กสันยังเคยเดินทางไปยัง ซีเรีย อิรัก และเซอร์เบีย เพื่อทำภารกิจปล่อยตัวนักโทษชาวอเมริกัน

ในปี 2539 แจ็กสันก่อตั้งองค์กร Rainbow PUSH Coalition ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนผิวสี, คนผิวขาว, ชาวลาติน, ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย, ชนพื้นเมืองอเมริกัน และกลุ่ม LGBTQ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความยุติธรรมทางสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ธงชาติของเรามีสีแดง ขาว และน้ำเงิน แต่ชาติของเราคือสายรุ้ง—สีแดง, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีดำ และสีขาว—และเราทุกคนต่างมีค่าในสายตาของพระเจ้า” แจ็กสันเคยกล่าวไว้

หนึ่งในวลีที่เป็นเอกลักษณ์ของแจ็กสันคือ “จงรักษาความหวังให้คงอยู่ต่อไป” (Keep hope alive) เขากล่าววลีนี้ซ้ำบ่อยมากจนบางคนเริ่มนำไปล้อเลียน แต่สำหรับเขาความหมายของมันไม่เคยลดน้อยลงเลย เขาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมทางสังคมตลอดสามยุคสมัย คือ ยุคจิมโครว์ (การแบ่งแยกสีผิว), ยุคสิทธิพลเมือง และยุคหลังสิทธิพลเมือง ที่มาถึงจุดสูงสุดด้วยการได้รับเลือกตั้งของโอบามา และขบวนการ Black Lives Matter

วิสัยทัศน์ของแจ็กสันได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกที่ให้ความสำคัญกับเสียงของกลุ่มรักร่วมเพศในการหาเสียง และเขายังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะท้าทายการจัดลำดับความสำคัญของพรรคเดโมแครต ที่เคยมุ่งเน้นการหาเสียงจากคนผิวขาว, คนสายกลาง และชนชั้นกลางเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , cnn

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

ทรัมป์อ้าง "นายกฯ ทาคาอิจิ" ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

17 ก.พ. 2569 17:08 น.

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยรู้สึกเป็นเกียรติหลังพรรครัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” คว้าชัยเลือกตั้งครั้งใหญ่ เชื่อการประกาศสนับสนุนของตนมีส่วนช่วยผลักดันคะแนนเสียง เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับมีนาคมนี้ ก่อนเดินสายเยือนปักกิ่งต่อ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยกล่าวชื่นชมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นว่าเป็นผู้นำที่ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมระบุว่าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าที่นั่งได้ถึง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือเป็นสถิติคะแนนเสียงที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น

ทรัมป์ยังเผยด้วยว่า ทาคาอิจิได้ยกความดีความชอบให้กับการสนับสนุนจากเขาที่มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะในครั้งนี้ โดยก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 วัน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียประกาศสนับสนุนทาคาอิจิและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มตัว ซึ่งทางทาคาอิจิก็ได้โพสต์ตอบขอบคุณผ่านแพลตฟอร์ม X โดยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมงานกับทรัมป์เพื่อสร้างความมั่งคั่งและสันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์มีกำหนดการต้อนรับทาคาอิจิที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

นอกจากเรื่องญี่ปุ่นแล้ว ทรัมป์ยังได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจีนและกรณีการส่งอาวุธให้ไต้หวัน โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สี จิ้นผิง และได้มีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการค้า ไต้หวัน และอิหร่าน ส่วนในประเด็นการส่งอาวุธให้ไต้หวันเพิ่มเติม ทรัมป์กล่าวเพียงว่า “กำลังคุยกับสี จิ้นผิงอยู่  และจะมีการตัดสินใจในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำชัดว่า ประเด็นไต้หวันคือ “เส้นตาย” ที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติมาตรการขายอาวุธชุดใหญ่ให้ไต้หวันไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับจีน.


ที่มา KYODO

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

"โธมัส พริตซ์เกอร์" ประธานเครือ รร. "ไฮแอท" ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

17 ก.พ. 2569 16:09 น.

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

มหาเศรษฐี “โธมัส พริตซ์เกอร์” ประกาศเกษียณตัวเองจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารเครือโรงแรมไฮแอท หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่เผยให้เห็นสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อาชญากรทางเพศชื่อดัง เจ้าตัวยอมรับ “ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์” ที่ไม่ตัดความสัมพันธ์ให้เร็วกว่านี้

นายโธมัส พริตซ์เกอร์ มหาเศรษฐีผู้สืบทอดอาณาจักรโรงแรมระดับโลก ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริหารของ “ไฮแอท โฮเทลส์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) หลังจากชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับล่าสุดที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงความเชื่อมโยงกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นายพริตซ์เกอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า เขาได้ใช้ “ดุลยพินิจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง” ในการรักษาความสัมพันธ์กับเอปสตีน โดยเอกสารที่เพิ่งเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า เขามีการติดต่อกับเอปสตีนอย่างสม่ำเสมอในช่วงหลายปีหลังจากที่เอปสตีนยอมรับสารภาพในคดีอาชญากรรมทางเพศเมื่อปี 2008

นายพริตซ์เกอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารมาตั้งแต่ปี 2004 กล่าวว่าเขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหลังการหารือกับคณะกรรมการบริษัท และจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

พริตซ์เกอร์ระบุว่า “หน้าที่และความรับผิดชอบของผมคือการเป็นผู้ดูแลที่ดี ซึ่งรวมถึงการดูแลให้เกิดการส่งต่อนำตำแหน่งที่เหมาะสม และการปกป้องแบรนด์ไฮแอท โดยเฉพาะในบริบทที่ผมมีความเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน และ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ซึ่งผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับความล้มเหลวในการตัดขาดความสัมพันธ์กับคนทั้งคู่ให้เร็วกว่านี้

ทั้งนี้ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 ฐานล่อลวงเด็กหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาให้เอปสตีน ขณะที่เอปสตีนเองเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในปี 2019 ขณะรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ

คณะกรรมการของไฮแอทได้แต่งตั้งนายมาร์ค ฮอพลามาเซียน ประธานและซีอีโอคนปัจจุบัน ให้เข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารต่อจากนายพริตซ์เกอร์ โดยนายฮอพลามาเซียนกล่าวว่า การตัดสินใจของพริตซ์เกอร์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อบริษัทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการ นายพริตซ์เกอร์อ้างเพียงว่าเขาจะมีอายุครบ 76 ปีในปีนี้ และบริษัทมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงพอที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยไม่ได้ระบุถึงชื่อของเอปสตีนหรือแมกซ์เวลล์ไว้ในจดหมายฉบับดังกล่าว

การเปิดเผยเอกสารล่าสุดนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมือง ธุรกิจ และวิชาการจำนวนมาก แม้ว่าการปรากฏชื่อในเอกสารจะไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายเสมอไปก็ตาม 

โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เช่น แคธี รูมม์เลอร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Goldman Sachs ประกาศลาออกหลังพบอีเมลแสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน โดยเธอปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำผิด รวมถึงนายแบรด คาร์ป ประธานบริษัทกฎหมาย Paul Weiss ประกาศลงจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ หลังพบอีเมลหารือเรื่องคดีของเอปสตีนเมื่อปี 2008

การลาออกของโธมัส พริตซ์เกอร์ ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจมากที่สุด เนื่องด้วยสถานะมหาเศรษฐีและบทบาทนำในหนึ่งในเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ที่มา BBC