ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

28 ส.ค. 2569 01:48 น.

ฝูงแมงกะพรุนถูกดูดเข้าระบบกรองน้ำทะเลหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

ฝูงแมงกะพรุนจำนวนมากถูกดูดเข้าไปในระบบกรองน้ำทะเลสำหรับหล่อเย็น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์กราเวลีนส์ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุฝูงแมงกะพรุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบกรองน้ำทะเลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กราเวลีนส์ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ 2 หน่วยต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราว ขณะที่อีก 1 หน่วยหยุดเดินเครื่องมาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมจากปัญหาเดียวกัน

การไฟฟ้าฝรั่งเศสระบุว่า ขณะนี้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3  4 และ 6 ถูกปิดการทำงาน โดยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 เพิ่งกลับมาเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม หลังได้รับผลกระทบจากฝูงแมงกะพรุนระลอกแรกเมื่อต้นเดือน ส่วนเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 และ 2 ลดกำลังการผลิตลงเพื่อป้องกันปัญหา

โรงไฟฟ้ากราเวลีนส์ตั้งอยู่ระหว่างเมืองดันเคิร์กและกาเลส์ ในแคว้นโอดฟร็องส์ และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส มีเตาปฏิกรณ์ทั้งหมด 6 หน่วย แต่ละหน่วยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 900 เมกะวัตต์ โดยใช้น้ำจากคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลเหนือเป็นระบบหล่อเย็น

รายงานข่าวระบุว่าแมงกะพรุนที่ถูกดูดเข้าสู่ระบบกรองน้ำทะเลจำนวนมากอาจทำให้ระบบกรองอุดตัน จึงจำเป็นต้องหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์เพื่อความปลอดภัย โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เคยประสบปัญหาฝูงแมงกะพรุนจำนวนมากในระบบกรองน้ำทะเลจนต้องหยุดเดินเครื่องบางส่วนมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แมงกะพรุนมักมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่น เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนบริเวณผิวน้ำเพิ่มขึ้น และดึงดูดแมงกะพรุนให้เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น.

ที่มา BBC

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

28 ส.ค. 2569 01:38 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากมวลน้ำไหลทะลักใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบตพุ่ง 389 ศพ สูญหาย 667 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลเพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 667 คน เป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 โฆษกสำนักงานตำรวจเนปาลเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ มวลน้ำไหลทะลักครั้งใหญ่ใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่

ทางด้านคณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาลเปิดเผยว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ 667 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 540 คน จาก 31 ประเทศ และชาวเนปาล 127 คน โดยชาวอินเดียสูญหายมากที่สุด 178 คน ตามด้วยชาวสหรัฐฯ 65 คน ชาวยูเครน 53 คน ชาวมาเลเซีย 51 คน ชาวออสเตรเลีย 35 คน และชาวอังกฤษ 33 คน

ขณะเดียวกัน นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทราบว่า พื้นที่แห่งนี้รับผลกระทบอย่างมาก สาธารณูปโภคพื้นฐานตามแนวแม่น้ำโภตาโกสี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังมีชาวเนปาลและชาวต่างชาติสูญหายมากกว่า 600 คน โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์มวลน้ำทะลักเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้บ้านเรือนถูกทำลาย ถนนหลายสายจมอยู่ใต้น้ำ และสะพานหลายแห่งถูกกระแสน้ำพัดหาย ขณะที่ทีมกู้ภัยทั้งในเนปาลและทิเบตยังคงค้นหาผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้สูญหายยังมีความแตกต่างกัน โดยก่อนหน้านี้สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลรายงานว่า มีผู้สูญหายและยังไม่สามารถติดต่อได้ถึง 910 คน ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ยังคงตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลในพื้นที่ ทำให้ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก.

ที่มา BBC

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

27 ส.ค. 2569 22:09 น.

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ฉายา “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” เสียชีวิตในวัย 84 ปี

รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้บัญชาการเหตุสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมซาราเยโว เสียชีวิตในเรือนจำกรุงเฮก ขณะรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัตโก มลาดิช อดีตนายพลบอสเนีย-เซิร์บ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่ 8,000 ศพ ที่สเรเบรนิตซาและการปิดล้อมกรุงซาราเยโว ในช่วงสงครามบอลข่าน เสียชีวิตในเรือนจำที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะมีอายุ 84 ปี ทนายความของเขาเปิดเผยว่า มลาดิชเสียชีวิตระหว่างรับโทษจำคุกตลอดชีวิตภายใต้การควบคุมของหน่วยกักกันของสหประชาชาติ

โดยมลาดิชได้รับฉายาว่า “คนขายเนื้อแห่งบอสเนีย” หรือ “นักฆ่าแห่งบอสเนีย” ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย ที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติ ได้ตัดสินเมื่อปี 2560 ว่ามีความผิดจากการวางแผนและบัญชาการปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวเซิร์บในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ศาลพิพากษาว่า มลาดิชมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การข่มเหง การกำจัด การฆาตกรรม การก่อการร้าย การโจมตีพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการจับตัวประกัน

ทั้งนี้ มลาดิชหลบหนีการจับกุมเป็นเวลาหลายปี ก่อนถูกจับกุมในเซอร์เบียเมื่อปี 2554 และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่กรุงเฮก จากนั้นใช้เวลารับโทษในเรือนจำมากกว่า 15 ปี โดยหลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มลาดิชยื่นอุทธรณ์และขอปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหลายครั้ง ซึ่งคำร้องล่าสุดถูกยื่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทนายความขอให้ปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม หลังแพทย์ประจำหน่วยกักกันระบุว่าสุขภาพโดยรวมของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ แต่คำร้องถูกปฏิเสธก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น “วิกฤตรุนแรง”

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น "วิกฤตรุนแรง"

27 ส.ค. 2569 16:35 น.

สำนักพระราชวังนอร์เวย์แถลง พระเจ้าฮารัลด์ที่ 5 พระอาการประชวรทรุดหนัก อยู่ในขั้น “วิกฤตรุนแรง”

พระอาการประชวรของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ พระชนมพรรษา 89 พรรษา ทรงทรุดลงอย่างมาก ขณะประทับรักษาพระองค์ในโรงพยาบาล โดยสำนักพระราชวังนอร์เวย์ระบุว่า ทรงอยู่ในภาวะ “วิกฤตอย่างยิ่ง” ส่งผลให้สมเด็จพระราชินีซอนยา และมกุฎราชกุมารฮากอน ทรงยกเลิกพระราชกรณียกิจทั้งหมด

สำนักพระราชวังนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ด่วนวันนี้ (27 ส.ค.) ระบุว่า สมเด็จพระราชินีนาถทรงแจ้งว่า พระอาการประชวรของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ พระชนมพรรษา 89 พรรษา ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล ได้ทรุดหนักลงและอยู่ในภาวะ “วิกฤตรุนแรงอย่างยิ่ง”

ภายหลังการประกาศของสำนักพระราชวัง สมเด็จพระราชินีซอนยา  พระชนมพรรษา 89 พรรษา พร้อมด้วยเจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมาร วัย 53 พรรษา ผู้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้สั่งยกเลิกภารกิจและพระราชกรณียกิจทั้งหมดทันที โดยสื่อท้องถิ่นของนอร์เวย์เผยภาพพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมถึงเจ้าหญิงเมตเต-มาริต พระชายาในมกุฎราชกุมาร รีบเสด็จฯ ถึงโรงพยาบาลเพื่อทรงเฝ้าติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดบริเวณข้างพระแท่นบรรทม

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานและมีพระชนมพรรษามากที่สุดในยุโรป เสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยในตอนแรกพระองค์เข้ารับการรักษาเนื่องจากภาวะบวมน้ำ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์ (คอร์ติโซน) ก่อนจะตรวจพบโรคมะเร็งโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงรวดเร็วผิดปกติ ส่งผลให้ทรงเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียและหายใจติดขัด นอกจากนี้ยังพบการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสพระโลหิตร่วมด้วย

โยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า “ชาวนอร์เวย์ทั้งประเทศต่างส่งกำลังใจและแนวคิดอันอบอุ่นไปยังองค์พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์อย่างดีและเปี่ยมด้วยความเมตตา”

เหตุวิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบวงกว้าง โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรนอร์เวย์ได้ยกเลิกการเยือนประเทศไอซ์แลนด์อย่างกะทันหันเพื่อเดินทางกลับประเทศ ขณะที่คณะบิชอปแห่งคริสตจักรลูเทอแรนแห่งนอร์เวย์ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ณ กรุงโรม ก็ได้ตัดจบภารกิจและเตรียมเดินทางกลับนอร์เวย์โดยเร็วที่สุดเช่นกัน

กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 1991 ทรงประสบปัญหาพระสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องในระยะหลัง รวมถึงการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ แม้พระองค์จะเคยประกาศลดพระราชกรณียกิจลงตามพระชนมพรรษา แต่ทรงยืนยันมาโดยตลอดว่าจะ “ไม่สละราชสมบัติ” โดยทรงชี้ว่าเป็นพระราชสัตยาธิษฐานที่ทรงให้ไว้ต่อรัฐสภานอร์เวย์ตลอดพระชนม์ชีพ

การประชวรของพระองค์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ราชวงศ์นอร์เวย์กำลังเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้งกรณีข่าวฉาวของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่มีเอกสารหลุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการติดต่อทางจดหมายกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมทางเพศชาวอเมริกัน รวมถึง มาริอุส บอร์ก ฮอยบี โอรสของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่เพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีล่วงละเมิดทางเพศและทำร้ายร่างกายอดีตคนรัก อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ยังคงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับการเทิดทูนจากประชาชนชาวนอร์เวย์อย่างแน่นแฟ้นเสมอมา.

ที่มา Reuters / AFP

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา “มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย” ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา "มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย" ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

27 ส.ค. 2569 15:57 น.

อย.สหรัฐฯ อนุมัติยารักษา “มะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย” ตัวใหม่ ยืดอายุผู้ป่วยได้เกือบเท่าตัว

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) อนุมัติยารักษาโรคมะเร็งตับอ่อนตัวใหม่ “Rasonque” (ชื่อตัวยา daraxonrasib) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย หลังผลการทดลองทางคลินิกพบว่าสามารถยืดระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยของผู้ป่วยได้นานขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบมาตรฐาน

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (เอฟดีเอ) ประกาศอนุมัติยา Rasonque (ชื่อตัวยา daraxonrasib) ซึ่งเป็นยาลดการทำงานของโปรตีนและยีนกลายพันธุ์ชนิด RAS สำหรับรักษาผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีอาการมะเร็งตับอ่อนชนิด Pancreatic Adenocarcinoma ระยะแพร่กระจาย ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และเคยผ่านการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาก่อน หรือไม่สามารถรับยาเคมีบำบัดหลายตัวร่วมกันได้ โดยการอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนกำหนดการเดิมถึง 6 เดือนครึ่ง เนื่องจากผลการทดลองทางคลินิกมีประสิทธิภาพสูงเป็นประวัติการณ์

ยา Rasonque ยาเม็ดสำหรับรับประทานวันละ 1 ครั้ง ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท Revolution Medicines มีกลไกการทำงานโดยมุ่งเป้ายับยั้งการทำงานของโปรตีนและยีนมิวเทชัน RAS/KRAS ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับอ่อนที่พบได้สูงถึง 90% ถึง 95% ของผู้ป่วยทั้งหมด

ผลการทดลองทางคลินิกเฟสสุดท้ายในกลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่จำนวน 500 คน ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Rasonque มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 13.2 เดือน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาเคมีบำบัดมาตรฐานซึ่งมีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยเพียง 6.7 เดือน (หรือเกือบ 6.6 เดือน)

ผู้ป่วยที่ได้รับยา Rasonque มีอาการข้างเคียงรุนแรงเพียง 44% เมื่อเทียบกับกลุ่มเคมีบำบัดที่พบสูงถึง 57.5% โดยผลข้างเคียงทั่วไปที่พบได้ ได้แก่ ผื่นคัน, ท้องเสีย, ช่องปากอักเสบ, คลื่นไส้, อ่อนเพลีย, อาเจียน, ปวดท้อง, อาการบวมน้ำ, ความอยากอาหารลดลง และภาวะเลือดออก

ในแต่ละปี มีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนในสหรัฐฯ ราว 67,000 ราย แม้จะคิดเป็นเพียง 3.2% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด แต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก เนื่องจากมักตรวจพบในระยะลุกลามและตอบสนองต่อการรักษาได้น้อย โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3 เดือนหลังได้รับการวินิจฉัย

ดร. แองเจโล เดอ คลาโร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งวิทยาของ FDA กล่าวว่า “ยาตัวนี้แสดงผลการรักษาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในกลุ่มโรคที่ยังขาดแคลนทางเลือกในการรักษาอย่างหนัก การอนุมัติที่รวดเร็วนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ FDA ในการเร่งนำยารักษาโรคที่มีอันตรายถึงชีวิตมาสู่มือผู้ป่วยให้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ ยา Rasonque ยังได้รับสิทธิพิเศษในการพิจารณาจาก FDA ทั้งสถานะยาต้นแบบนวัตกรรม, ยารักษาโรคหายาก, การพิจารณาแบบเร่งด่วน รวมถึงโครงการนำร่อง National Priority Voucher เพื่อขับเคลื่อนยารักษาโรคที่เป็นวาระสาธารณสุขระดับชาติ ทั้งนี้ อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เบน แซสส์ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 4 ได้เข้าร่วมการทดลองใช้ยาตัวนี้ และเปิดเผยว่าตัวยาช่วยให้ก้อนเนื้อร้ายของเขามีขนาดลดลงอย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา FDA / BBC

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

27 ส.ค. 2569 13:19 น.

พนง.สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ดับ 2 ราย คาดติดเชื้อมาลาเรียจากยุงติดเครื่องบินจาก ตปท.

พนักงานสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตแล้ว 2 ราย หลังเกิดการระบาดของโรคไข้มาลาเรียในพนักงานรวม 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากยุงพาหะที่ติดมากับเครื่องบินจากต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขประจำเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ร่วมกับ ฟราพอร์ท (Fraport) ผู้บริหารท่าอากาศยานแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเหตุการณ์การเสียชีวิตของพนักงานสนามบิน 2 ราย จากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ติดเชื้อในหมู่พนักงานชายรวม 6 ราย จากหลากหลายแผนกที่ล้มป่วยลงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่เคยมีประวัติเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงโรคมาลาเรียก็ตาม

ทางการเยอรมนีรายงานว่า การระบาดครั้งนี้ถูกตรวจพบครั้งแรกในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยพนักงาน 4 รายแรกเริ่มแสดงอาการป่วยระหว่างวันที่ 4–6 กรกฎาคม ซึ่งจากการสอบสวนโรคของสถาบันโรแบร์ท โคค (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมโรคของเยอรมนี ชี้ว่ายุงพาหะสายพันธุ์ Anopheles น่าจะติดมากับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และบินเข้ามาเพ่นพ่านภายในสนามบินจนก่อให้เกิดการแพร่เชื้อ

เหตุการณ์เสียชีวิตรายแรกเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตแน่ชัด ก่อนที่พนักงานรายที่สองจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่พนักงานอีก 4 รายที่เหลืออาการดีขึ้นและอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

โดยปกติแล้ว โรคมาลาเรียมักแพร่ระบาดในประเทศแถบร้อน และกรณีที่พบในเยอรมนีเกือบทั้งหมดมักเป็นผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แต่กรณี “ไข้มาลาเรียสนามบิน” จะเกิดขึ้นเมื่อยุงพาหะแอบติดมากับเครื่องบินหรือสัมภาระ แล้วไปกัดคนบนเครื่องบิน ในพื้นที่สนามบิน หรือบริเวณโดยรอบ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเคสล่าสุดที่เคียบพบในลักษณะนี้ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ต้องย้อนไปถึงปี 2023

สถาบัน RKI ระบุว่า ข้อเสียเปรียบของเคสลักษณะนี้คือ “การวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า” เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้แพทย์หรือตัวผู้ป่วยเองอาจละเลยและไม่ทันระวังตัว ส่งผลให้อาการโรครุนแรงขึ้นจนอันตรายถึงชีวิต

ด้านนายปีเตอร์ ทินเนอมานน์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขแฟรงก์เฟิร์ต ได้ออกมายืนยันเพื่อคลายความกังวลของประชาชน โดยระบุว่า “ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตถือว่าต่ำมากๆ เพราะโรคมาลาเรียแพร่เชื้อผ่านการกัดของยุงเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ และยุงต้นเหตุตัวดังกล่าวน่าจะตายไปแล้ว”

ในขณะนี้ ทางสนามบินได้ทำการติดตั้งกับดักยุงทั่วบริเวณ และส่งยุงที่ดักจับได้ไปวิเคราะห์พันธุกรรมที่สถาบันเวชศาสตร์ตรอกเทศ ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เพื่อระบุสายพันธุ์และถิ่นกำเนิดที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ ทางบริษัทฟราพอร์ทยังได้ออกประกาศเตือนให้พนักงานทุกคนหมั่นสังเกตอาการ และหากมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดให้รีบไปพบแพทย์ในทันที.

ที่มา BBC Deutsche Welle

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

27 ส.ค. 2569 12:32 น.

จีนระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ รับมือมวลน้ำ-โคลนถล่มด่านพรมแดนเนปาล-ทิเบต ทุ่มงบกว่า 220 ล้านหยวน

จีนเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุมวลน้ำและโคลนถล่มรุนแรงจากฝั่งเนปาลลงสู่พื้นที่ด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ข้อมูลจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ณ เวลา 08.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายพื้นที่ของจีน ทั้งกรุงปักกิ่ง นครเฉิงตู และนครฉงชิ่ง ถูกส่งเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการเขตปกครองตนเองทิเบต หรือ ซีจ้าง ประกาศใช้มาตรการรับมือและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในระดับสูงสุด

หน่วยจัดการเหตุฉุกเฉินของซีจ้างส่งเจ้าหน้าที่ 792 นาย พร้อมยานพาหนะ 152 คัน ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยส่งเจ้าหน้าที่อีก 431 นาย พร้อมรถ 72 คัน รวมถึงสุนัขค้นหา เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็ว เพื่อเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากโคลนและเศษวัสดุ

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังระดมอุปกรณ์และสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ซึ่งเส้นทางสัญจรไปยังด่านจี๋หลงถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าและการสื่อสารได้รับความเสียหาย โดยสิ่งของที่ส่งเข้าไปแล้วประกอบด้วยเสื้อคลุมผ้าฝ้าย 8,000 ตัว เต็นท์ 2,000 หลัง ผ้าห่ม 3,000 ผืน และเสื่อกันความชื้น 5,000 ผืน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าชุดแรกเดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารที่ได้รับผลกระทบ

ด้านรัฐบาลกลางจีนเร่งสนับสนุนงบประมาณสำหรับภารกิจกู้ภัยและการฟื้นฟู โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินจัดสรรเงิน 120 ล้านหยวน หรือราว 585 ล้านบาท สำหรับภารกิจกู้ภัยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ในซีจ้าง

ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 100 ล้านหยวน หรือราว 488 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูฉุกเฉินและการก่อสร้างภายหลังภัยพิบัติ

เมื่อรวมสองส่วนดังกล่าว จีนจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางแล้วอย่างน้อย 220 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

ด้าน China Anneng รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและกู้ภัยของจีน ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยชุดแรก 200 นาย พร้อมอุปกรณ์เฉพาะทาง ทั้งโดรนอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติ และเครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ เข้าสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนได้ยกระดับมาตรการรับมือภัยพิบัติทางธรณีวิทยาเป็น ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ พร้อมส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำด้านการกู้ภัยและเฝ้าระวังภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ

โดยสถานการณ์ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาในพื้นที่คาดการณ์ว่า อำเภอจี๋หลงจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 สิงหาคม ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องตามมา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำสั่งอพยพของทางการ.

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี "Palestine Action" เป็นองค์กรก่อการร้าย

27 ส.ค. 2569 12:17 น.

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี “Palestine Action” เป็นองค์กรก่อการร้าย

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรและขึ้นบัญชี “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์จากอังกฤษเป็น “กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ” กล่าวหาว่ามีส่วนสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่ผู้ร่วมก่อตั้งโต้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตและเป็นการประท้วงต่อต้านการทำสงคราม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประกาศกำหนดให้กลุ่ม “ปาเลสไตน์ แอคชัน” (Palestine Action) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร เป็นองค์กรก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของกลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความดูแลของพลเมืองชาวอเมริกันจะถูกอายัดทันที รวมถึงห้ามไม่ให้บุคคลหรือนิติบุคคลของสหรัฐฯ ทำธุรกรรมใดๆ ร่วมกับกลุ่มนี้

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลงโทษระลอกใหม่ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเป้าจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงซ้ายจัดทั่วโลก พร้อมส่งคำเตือนว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินจนกว่ากลุ่มเหล่านี้จะถูกกำจัดหมดสิ้น เนื่องจาก “การก่อการร้ายทางการเมืองไม่มีที่ยืนในสังคม”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหากลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ว่าให้การสนับสนุนการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้ายหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 เช่นการบุกรุกและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศและฐานทัพทหารอังกฤษ สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การทำร้ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของอังกฤษจนได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนการข่มขู่ภาคธุรกิจและบีบบังคับรัฐบาลอังกฤษ

ด้าน ฮูดา อัมโมรี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน ซึ่งมีเชื้อสายปาเลสไตน์และอิรัก ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้มาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า การที่ประเทศที่เคยทำลายล้างบ้านเกิดของเธอทั้งสองแห่งมาเรียกเธอว่า “ผู้ก่อการร้าย” ถือเป็นพฤติกรรมที่ย้อนย้อนและเสแสร้งอย่างที่สุด พร้อมย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ผ่านมามีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องชีวิตมนุษย์” ด้วยการขัดขวางกลไกสงครามของอิสราเอล

อัมโมรียังเตือนด้วยว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินตามรอยรัฐบาลอังกฤษในการประกาศให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นกลุ่มก่อการร้าย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ต่อผู้ที่รักในเสรีภาพการแสดงออกและระเบียบประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลอำนาจนิยมทั่วโลกใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

กลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแบบตรง ที่มุ่งเป้าโจมตีโรงงานผลิตและบริษัทคู่ค้าที่เชื่อมโยงกับ “Elbit Systems” บริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของอิสราเอลในสหราชอาณาจักร รวมถึงเคยตกเป็นข่าวฮือฮาจากการบุกรุกและพ่นสีประท้วงใส่สนามกอล์ฟ Turnberry ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสกอตแลนด์

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ประกาศให้กลุ่มนี้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษที่มีการใช้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้กับกลุ่มประท้วงที่เน้นการทำลายทรัพย์สิน ส่งผลให้มีผู้ร่วมชุมนุมในอังกฤษถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,000 คน และมีสมาชิกกลุ่มบางรายถูกตัดสินจำคุกจากคดีบุกรุกสถานที่ความมั่นคงและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มยังคงอยู่ระหว่างการยื่นสู้คดีในชั้นศาลฎีกาสหราชอาณาจักร เพื่อเพิกถอนคำสั่งห้ามดังกล่าว.

ที่มา BBC / Guardian

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

27 ส.ค. 2569 12:07 น.

น้ำท่วมเนปาล วิ่งหนีอาจไม่ทัน! นักวิทย์เตือนน้ำและโคลนมาเร็วเกิดคาด แนะวิธีเอาตัวรอดก่อนสาย

ผู้เชี่ยวชาญชี้หากเกิดเหตุน้ำและโคลนทะลักหลากจากหุบเขาเข้าท่วม แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนกวาดอาคาร รถยนต์ และผู้คนไปในพริบตา ต่อให้พยายามวิ่งหนีก็ไม่สามารถหนีได้ทัน

เหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน กลายเป็นภาพสะเทือนใจ หลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปในพริบตา จนเกิดการตั้งคำถามว่า หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุจะมีหนทางรอดได้อย่างไร และ จะสามารถวิ่งหนีได้ทันหรือไม่?

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโออธิบายว่า เมื่อมองเห็นกระแสโคลนกำลังพุ่งเข้ามา อาจเหลือเวลาไม่มากพอที่จะวิ่งหนีได้

โดยเขาระบุว่าการวิ่งหนีอาจไม่ช่วย เช่นเดียวกับการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ เพราะมวลน้ำที่ผสมกับโคลนและเศษซากสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และมีแรงมหาศาล เปรียบได้กับคอนกรีตเหลว นั่นหมายความว่า การที่เราอยู่บนถนนแล้วพยายามวิ่งหนีไปตามแนวราบ หรือขับรถฝ่ากระแสน้ำ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

ทางรอดคือ “ขึ้นที่สูง”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากเกิดน้ำหลากจากดินถล่มหรือกระแสโคลนอย่างฉับพลัน สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบออกจากแนวทางน้ำและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่สูง

ชารีฟประเมินว่า พื้นที่ปลอดภัยควรสูงขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 6 เมตร หากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หลักสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วกว่ากระแสน้ำ แต่คือการ เปลี่ยนระดับความสูงให้เร็วที่สุด โดยออกจากพื้นที่ต่ำ หุบเขา และบริเวณใกล้ทางน้ำ

อย่ารอจนเห็นกำแพงโคลน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ภัยพิบัติประเภทนี้มีอันตรายอย่างมาก ตรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีฝนตกหนักนำหน้าเพื่อเตือนภัยเสมอไป

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เสี่ยง หากทางการออกคำเตือนเรื่องดินถล่ม น้ำป่า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ไม่ควรรอจนเห็นกระแสน้ำหรือโคลนด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อเห็นมวลโคลนพุ่งเข้ามา อาจหมายความว่า ระยะเวลาสำหรับการหลบหนีเหลือน้อยมากแล้ว

ระยะยาวต้องพัฒนาระบบเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์มองว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดการสูญเสียในอนาคต คือการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตามแม่น้ำและลำธารในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่

ชารีฟประเมินว่าระบบดังกล่าวอาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง

ขณะที่นักวิจัยเตือนว่า พื้นที่ภูเขาและหุบเขาแคบมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะหากดินถล่มหรือหิมะและน้ำแข็งถล่มลงไปปิดแม่น้ำ น้ำสามารถสะสมอย่างรวดเร็ว ก่อนทะลักลงมาเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง

พร้อมเตือนข้อควรจำง่ายๆ หากเจอน้ำหลาก-โคลนถล่ม “อย่ารอ — อย่าวิ่งแข่งกับน้ำ — อย่าขับรถฝ่ากระแส — ให้ขึ้นที่สูง” โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ภูเขา ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า เพราะสำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การตัดสินใจก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตาย.

ที่มา : AFP

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

ไขปริศนา "กำแพงโคลน" ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

27 ส.ค. 2569 11:36 น.

ไขปริศนา “กำแพงโคลน” ทะลักท่วมเนปาล-ทิเบต นักวิทย์ชี้อาจเริ่มจากหิน-น้ำแข็งถล่มปิดแม่น้ำ

นักวิทย์เร่งหาคำตอบ อะไรเป็นต้นเหตุของน้ำหลากครั้งรุนแรงพุ่งลงมาตามหุบเขาบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ราย และหลายร้อยคนยังสูญหาย

หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน หลังคลิปภาพจำนวนมากเผยให้เห็นมวลโคลนและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลถล่ม ซัดอาคารสูงหลายชั้น ก่อนกวาดรถยนต์และรถโดยสารไปกับกระแสน้ำอย่างรุนแรง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจนประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว

โดยในช่วงแรกมีรายงานว่าเหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวขนาด 4.4 ซึ่งอาจทำให้เกิดดินถล่มลงมาปิดกั้นแม่น้ำ ก่อนที่น้ำจะสะสมและทะลักลงพื้นที่ด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า การวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเพิ่มเติมพบว่า พลังงานที่ตรวจจับได้อาจเกิดจาก ดินถล่ม มากกว่าแผ่นดินไหว

ขณะที่ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเมินเบื้องต้นว่าอาจเกิด หินและน้ำแข็งถล่ม ในฝั่งเนปาล ส่งผลให้แม่น้ำ Lhende ถูกปิดกั้น

เมื่อเส้นทางน้ำถูกปิด น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังสิ่งกีดขวาง ก่อนทะลักลงมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นกระแสน้ำที่พัดพาโคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลลงมาตามหุบเขา

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจคือ ก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีฝนตกหนักอย่างที่มักพบในเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโอระบุว่า การไม่มีฝนตกหนักก่อนหน้าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ และทำให้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกสามารถตรวจจับเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ยาก

โดโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิงในอังกฤษอธิบายว่า ในพื้นที่ภูเขา แม่น้ำมักมีลักษณะแคบ เมื่อเกิดหิมะถล่มหรือดินถล่มลงไปปิดทางน้ำ น้ำจะสะสมอย่างรวดเร็ว และเมื่อสิ่งกีดขวางแตกออก น้ำจำนวนมหาศาลจะไหลทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภัยพิบัติประเภทนี้จึงแตกต่างจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักทั่วไป และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีสัญญาณเตือนจากฝนในระดับที่ผิดปกติ

เตือนอาจเกิดน้ำหลากระลอกสอง

นักวิทยาศาสตร์ยังแสดงความกังวลว่าอาจเกิดน้ำหลากในลักษณะนีัเพิ่มเติม หากบริเวณต้นน้ำยังมีสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นแม่น้ำอยู่

ฉางกง จาง หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของ ICIMOD เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำหลากระลอกใหม่ ขณะที่ทีมวิทยาศาสตร์ยังคงติดตามสถานการณ์บริเวณต้นน้ำอย่างใกล้ชิด

Climate Change เกี่ยวข้องหรือไม่?

แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ แต่ภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ

หนึ่งในนั้นคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งถอยร่น และชั้นดินเยือกแข็ง หรือ permafrost ลดลง ซึ่งล้วนสามารถเพิ่มความไม่มั่นคงของพื้นที่ภูเขาและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มหรือการพังทลายของมวลน้ำแข็งได้

เนปาลยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อ Glacial Lake Outburst Flood หรือ GLOF หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ซึ่งเกิดจากมวลน้ำมหาศาลที่สะสมอยู่บริเวณทะเลสาบจากการละลายของธารน้ำแข็ง ก่อนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า การจะสรุปว่าภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิเคราะห์เหตุการณ์โดยเฉพาะก่อน เหตุการณ์บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตจึงยังอยู่ระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภูมิประเทศที่ลาดชันและหุบเขาแคบของเทือกเขาหิมาลัย สามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ดินถล่มเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นมหันตภัยน้ำโคลนที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรงเช่นนี้ได้.

ที่มา : channelnewsasia