ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

26 ส.ค. 2569 22:05 น.

ดับพุ่ง 98 ศพ น้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต สูญหายอีกหลายร้อยราย

เหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 98 ศพ ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งในเนปาลและทิเบตแล้วอย่างน้อย 98 ศพ ขณะที่นักท่องเที่ยวอีกหลายร้อยคนยังคงไม่สามารถติดต่อได้หลังเกิดภัยพิบัติผ่านไปหลายชั่วโมง

มวลโคลนและหินขนาดใหญ่ได้พังทลายลงจากเทือกเขาหิมาลัยลงสู่แม่น้ำ “เลนเด” (Lhende) บริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตของจีน จนส่งผลให้เกิดกระแสน้ำโคลนและซากปรักหักพังทะลักออกจากคันตลิ่งของแม่น้ำดังกล่าว พัดเข้าใส่อาคารบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นตำรวจเนปาลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ ก่อนที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีเนปาลจะออกมาระบุว่า พบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 95 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

ส่วนคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งเนปาลระบุว่า จำนวนผู้สูญหายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 403 ราย ประกอบด้วยชาวเนปาล 61 ราย และชาวต่างชาติอีก 341 ราย

คณะกรรมการฯ บอกอีกว่า ผู้สูญหายเป็นผู้หญิง 200 ราย ผู้ชาย 203 ราย ขณะที่ชาวต่างชาติที่สูญหายมาจากอย่างน้อย 26 ประเทศ โดยเป็นชาวอินเดียมากที่สุดที่ 133 คน ขณะที่ 47 คนมาจากสหรัฐฯ และ 33 คนมาจากสหราชอาณาจักร

ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบแสดงให้เห็นพื้นที่ “สยาปรู เบซี” เขตท่องเที่ยวเชิงเขาทางเหนือของเนปาล ก่อนและหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน
ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบแสดงให้เห็นพื้นที่ “สยาปรู เบซี” เขตท่องเที่ยวเชิงเขาทางเหนือของเนปาล ก่อนและหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน

ภาพที่เผยแพร่โดยตำรวจเนปาลแสดงให้เห็นกระแสน้ำท่วมไหลเชี่ยวกรากผ่านแม่น้ำ พัดพาบ้านเรือนพังทลายไปตามสายน้ำ ขณะที่ภาพจากสำนักข่าว AFP เผยให้เห็นเพียงชั้นบนสุดของบ้านหลังหนึ่งที่โผล่พ้นขึ้นมาจากดินโคลน

โฆษกตำรวจเปิดเผยกับ AFP ก่อนหน้านี้ว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบขอบเขตความเสียหายที่แน่ชัด แต่ได้ “แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งแม่น้ำให้ย้ายออกไปยังที่ปลอดภัยแล้ว”

ด้านการไฟฟ้าเนปาลระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 430 เมกะวัตต์ ทั้งจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ได้รับความเสียหาย “ภัยพิบัติครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อระบบการผลิต การส่ง และการกระจายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ… ส่งผลให้การจ่ายไฟฟ้าหยุดชะงัก

นายซาร์ทัก เศรษฐา (Sarthak Shrestha) นักวิเคราะห์ด้านการสำรวจข้อมูลระยะไกลและสารสนเทศภูมิศาสตร์ จากศูนย์ศึกษาวิจัยการพัฒนาภูเขาบูรณาการนานาชาติ (ICIMOD) ในกรุงกาฐมาณฑุ กล่าวว่า การประเมินขั้นต้นพบว่า “ไม่มีสิ่งผิดปกติ” เกิดขึ้นจากฝั่งชายแดนจีน

“เราเชื่อว่าเกิดหิมะและหินถล่มขึ้นในฝั่งเนปาล ซึ่งเข้าไปปิดกั้นแม่น้ำเลนเด ซึ่งเป็นสาขาย่อยของแม่น้ำโภเตโกชี (Bhotekoshi River) จนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทะลักเป็นระลอกตามมา” นายซาร์ทักบอกกับ AFP ขณะที่ทางการเนปาลระบุว่าทางหลวงหลายสายต้องปิดทำการเพราะน้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ด้วย

ประชาชนยืนอยู่ใกล้บ้านเรือนและถนนที่ปกคลุมไปด้วยดินโคลน หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองตรีศูลี (Trishuli) ในเขตนุวาโกต (Nuwakot) ประเทศเนปาล
ประชาชนยืนอยู่ใกล้บ้านเรือนและถนนที่ปกคลุมไปด้วยดินโคลน หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองตรีศูลี (Trishuli) ในเขตนุวาโกต (Nuwakot) ประเทศเนปาล

ฝั่งชายแดนจีนที่ติดกับเนปาลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน รายงานว่า ภัยพิบัติดินถล่มฝั่งเนปาลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และผู้สูญหายอีก 265 ราย บริเวณด่านจี๋หลง (Gyirong Port) ในทิเบต ซึ่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้สั่งการให้เร่งปฏิบัติการกู้ภัยอย่างสุดกำลัง

ตามรายงานของ CCTV ผู้นำจีนกล่าวว่า “ภารกิจที่เร่งด่วนที่สุดคือการทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาและกู้ภัยผู้สูญหาย… เร่งรักษาผู้บาดเจ็บ และลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุด”

ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายการจราจรในเมืองชีกาตเซ ของทิเบต โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธว่า เส้นทางคมนาคมในพื้นที่ดังกล่าว “มีความเสี่ยงที่จะเกิดโคลนถล่มและไม่ปลอดภัยต่อการเดินทาง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

26 ส.ค. 2569 16:28 น.

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มอย่างรุนแรงบริเวณพื้นที่ตอนเหนือของเนปาล ใกล้พรมแดนทิเบต กวาดหมู่บ้าน สะพาน และเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเสียหายหนัก เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 ราย และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ขณะที่กระแสน้ำป่าล้นทะลักข้ามพรมแดนเข้าสู่ทิเบต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายฝั่งจีนหลายราย

เกิดน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 ส.ค.) ส่งผลให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในเขตราสูวา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ และติดกับเขตปกครองทิเบตของจีน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย และเกรงว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ และระดับน้ำในแม่น้ำยังสูงจนเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยไม่สามารถลงจอดได้

นเรนทรา ปริยาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเขตราสูวา ระบุว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหายทั้งหมด แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ โภเต โกชี รีบอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

แม่น้ำโภเต โกชีมีต้นกำเนิดจากเขตทิเบตของจีน ก่อนจะไหลเข้าสู่เนปาลและเชื่อมต่อกับแม่น้ำตรีศูลี ซึ่งไหลต่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย โดยพื้นที่ประสบภัยยังเป็นเส้นทางการค้าสำคัญระหว่างเนปาลกับจีน

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานเบื้องต้นว่า น้ำป่าไหลหลากอาจเกี่ยวข้องกับหิมะที่ละลายอย่างรวดเร็ว และไหลลงสู่แม่น้ำโภเต โกชี อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุได้อย่างแน่ชัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่าเขตพื้นที่ปลายน้ำหลายแห่งอยู่ในภาวะเฝ้าระวังระดับสูง

ผู้ประสบเหตุรายหนึ่งเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยได้ยินเสียงดังคล้ายภูเขาไฟระเบิด ก่อนที่ผู้คนจะพากันกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้วอย่างน้อย 12 คน ขณะที่หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติของเนปาลระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และทีมกู้ภัยเข้าค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ด้านนายกรัฐมนตรีบาเลนทรา ชาห์ ของเนปาล กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มและริมแม่น้ำไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมกำชับให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ตำรวจติดอาวุธ 13 นาย ซึ่งประจำการอยู่ในจุดปฏิบัติการ 2 แห่งในเขตราสูวา ยังสูญหาย และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายสิบคนที่อยู่ในพื้นที่ได้

เหตุการณ์ยังส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยกระทรวงพลังงานเนปาลระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 430 เมกะวัตต์ ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่เป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ คิดเป็นมากกว่า 12% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.2 กิกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง รวมถึงถนนและสะพานได้รับความเสียหาย ขณะที่เส้นทางการค้าระหว่างเนปาลกับจีนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ด้านสื่อทางการจีนรายงานว่า ดินโคลนถล่มจากฝั่งเนปาลส่งผลกระทบต่อ ท่าเรือจีหรง ในเขตทิเบตของจีน ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนและศูนย์กลางการค้าสำคัญระหว่างจีนกับเนปาล สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เหตุดินโคลนถล่มฝั่งเนปาลทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและมีผู้สูญหาย ที่บริเวณท่าเรือจีหลง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บที่แน่ชัด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหายอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้เร่งรักษาผู้บาดเจ็บ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากที่สุด และเพิ่มการติดตามสถานการณ์ ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และมาตรการป้องกันภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อจีน ซึ่งยังไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องโดยอิสระได้ แสดงให้เห็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดกิ่งไม้และเศษซากต่าง ๆ ไปตามถนนที่ถูกน้ำท่วม

เขตราสูวาเคยเผชิญน้ำท่วมรุนแรงจากแม่น้ำโภเต โกชีเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 9 ราย และสูญหาย 24 ราย อีกทั้งน้ำยังพัดสะพานมิตรภาพซึ่งเชื่อมเนปาลกับจีนเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการค้าและการขนส่งระหว่างสองประเทศเป็นเวลาหลายเดือน

รายงานระบุว่า น้ำท่วมครั้งดังกล่าวเกิดจากการระบายน้ำออกจากทะเลสาบธารน้ำแข็งเหนือผิวธารน้ำแข็ง ในเขตทิเบต

เจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในวันพุธครั้งนี้อาจมีความรุนแรงมากกว่าน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป และทางการเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ให้เฝ้าระวังและอพยพไปยังพื้นที่สูงทันทีหากสถานการณ์เลวร้ายลง.

ที่มา Reuters / BBC / The Indian Express

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

26 ส.ค. 2569 15:41 น.

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การในศาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการที่ว่าบริษัทเจตนาปกปิดฟีเจอร์ความปลอดภัยวัยรุ่น ยอมรับฟีเจอร์เตือนพักสายตา “Take a Break” มีวัยรุ่นสมัครใช้งานเพียง 1.8% ก่อนที่อินสตาแกรมจะเปิดใช้เป็นค่าเริ่มต้นในปี 2024 ขณะที่ 29 รัฐของสหรัฐฯ กล่าวหาว่า “เมตา” ออกแบบแพลตฟอร์มให้เสพติดและเป็นอันตรายต่อเด็ก

อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการว่าอินสตาแกรม พยายามปกปิดข้อมูลเชิงลบจากสาธารณชนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับวัยรุ่น

มอสเซอรีกล่าวว่า เขาไม่เคยพยายามสนับสนุนให้ทีมงานปกปิดข้อมูล พร้อมยืนยันว่า “ผมไม่ได้พยายามสนับสนุนให้ทีมของผมปกปิดอะไร” และนึกไม่ออกว่ามีช่วงเวลาใดที่เขาเคยส่งเสริมให้ทีมงานนำข้อมูลมาให้เขาน้อยลง

มอสเซอรีเป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกของเมตา บริษัทแม่ของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ที่ขึ้นให้การในคดีครั้งสำคัญ ซึ่งมี 29 รัฐของสหรัฐฯ เป็นโจทก์ โดยคดีนี้มุ่งพิจารณาข้อกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะเสพติด เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กและวัยรุ่นใช้บริการเป็นเวลานาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อัยการหยิบยกขึ้นมาคือฟีเจอร์ “Take a Break” ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่นหยุดใช้อินสตาแกรม หลังจากเลื่อนดูเนื้อหามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เจสัน สโลธเฮาเบอร์ อัยการจากรัฐโคโลราโด ตั้งคำถามเกี่ยวกับจำนวนวัยรุ่นที่สมัครใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว โดยชี้ว่า ในช่วงแรกมีวัยรุ่นเพียงประมาณ 1.8% ที่เลือกเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ และแม้มอสเซอรีจะเคยประชาสัมพันธ์เครื่องมือดังกล่าว แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลข 1.8% ต่อสาธารณะ

มอสเซอรีตอบว่า เขาเคยพูดต่อสาธารณะอย่างแน่นอนว่าอัตราการสมัครใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนหรือไม่ พร้อมย้ำว่า บริษัทไม่ได้เปิดเผยสถิติทุกตัวต่อสาธารณะ

ในการให้การอีกช่วงหนึ่ง มอสเซอรียอมรับว่า ก่อนที่อินสตาแกรมจะกำหนดให้ Take a Break เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2024 สัดส่วนวัยรุ่นที่ใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ในระดับ หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ และยอมรับว่า “วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้” แต่บริษัทตัดสินใจเดินหน้าฟีเจอร์ดังกล่าวต่อไป

อินสตาแกรมเปิดตัว Take a Break ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโมเซรีระบุในบล็อกของบริษัทว่า จากการทดลองระยะแรก วัยรุ่นมากกว่า 90% ที่เปิดใช้ฟีเจอร์นี้ยังคงเปิดใช้งานต่อไป ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเตือนผู้ใช้ให้ปิดอินสตาแกรมเมื่อใช้งานต่อเนื่องครบระยะเวลาที่กำหนด

อัยการยังตั้งคำถามถึงบล็อกโพสต์ที่มอสเซอรีเผยแพร่เพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานในการปกป้องวัยรุ่นและสนับสนุนผู้ปกครอง พร้อมประกาศเกี่ยวกับฟีเจอร์ Take a Break

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในช่วงเวลานั้น มอสเซอรีตอบว่าอินสตาแกรมมีความคืบหน้าในด้านความปลอดภัยและต้องการนำเสนอความคืบหน้านั้นต่อสาธารณะ

อัยการยังถามมอสเซอรีเกี่ยวกับแนวคิดที่เรียกว่า “drumbeat messaging” ซึ่งหมายถึงการสื่อสารข้อความเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้ผู้รับเกิดการรับรู้และจดจำ โดยมอสเซอรียอมรับว่ารู้จักแนวคิดดังกล่าว และระบุว่าการสื่อสารซ้ำมีความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเครื่องมือด้านความปลอดภัยกับผู้ปกครอง เพราะบริษัทจำเป็นต้องสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเครื่องมือเหล่านี้

คดีดังกล่าวมีประเด็นกว้างกว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ Take a Break โดย 29 รัฐกล่าวหาว่าเมตา ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ด้วยการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

ขณะที่ 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ กล่าวหาว่าเมตาออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย พร้อมกล่าวหาว่าบริษัททำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม

หากศาลตัดสินให้เมตาต้องรับผิด บริษัทอาจเผชิญบทลงโทษทางแพ่งสูงถึงเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจถูกสั่งให้ปรับเปลี่ยนการออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับเด็กและวัยรุ่น

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าบริษัทมีทีมงานด้านความปลอดภัยที่พยายามพัฒนามาตรฐานการปกป้องผู้ใช้ให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และผลการวิจัยของบริษัทไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะความเป็นอยู่ที่แย่ลง

ก่อนโมเซรีขึ้นให้การ ฟรานเชสโก โฟกู ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของอินสตาแกรม ก็ขึ้นให้การเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัยรุ่นที่ทีมงานจัดทำขึ้นในปี 2023 โดยโฟกูยอมรับว่า มีการนำข้อมูลบางส่วนออกจากสไลด์หนึ่ง ซึ่งระบุว่าวัยรุ่นที่ใช้อินสตาแกรมพบเห็นเนื้อหาประเภทการกลั่นแกล้ง การฆ่าตัวตาย ความเกลียดชัง ภาพเปลือย และความรุนแรง มากกว่าผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่ประมาณ 1.5 เท่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกซักถามโดยทนายของเมตาในภายหลัง โฟกูกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวยังปรากฏอยู่ในสไลด์อื่นของการนำเสนอ

คดียังได้รับฟังคำให้การจาก อาร์ตูโร เบฆาร์ อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของเมตา ซึ่งกลายเป็นผู้เปิดโปงข้อมูล โดยเขากล่าวหาว่าเมตามีแนวทางลักษณะ “ไม่ถาม ไม่บอก” เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ยังมีนักจิตวิทยาและอดีตพนักงาน รวมถึงพนักงานปัจจุบันของบริษัทขึ้นให้การด้วย

การพิจารณาคดีคาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนกันยายน และจะมีพยานสำคัญอีกหลายคนขึ้นให้การ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา

ทั้งนี้ มอสเซอรีเคยขึ้นให้การในคดีอีกคดีหนึ่งที่นครลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าอินสตาแกรม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยคณะลูกขุนในคดีดังกล่าวมีคำตัดสินว่าเมตาและกูเกิล มีความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์ม และสั่งให้ทั้งสองบริษัทจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้หญิงวัย 20 ปี ซึ่งระบุว่าเธอเสพติดอินสตาแกรมและยูทูบตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่น หลังอัยการสูงสุดของรัฐกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นภัยต่อสาธารณะ

คดีล่าสุดในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการพิจารณาอาจมีผลต่อแนวทางการออกแบบและการทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Reuters / Guardian

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

26 ส.ค. 2569 14:54 น.

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำของ อีลอน มัสก์ และเจ้าหน้าที่รัฐหลุยเซียนา ประกาศว่า บริษัทเตรียมทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท ในชื่อ “สตาร์เบส หลุยเซียนา” รองรับการปล่อยจรวดสตาร์ชิปหลายพันเที่ยวต่อปี สำหรับภารกิจสู่วงโคจรโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคาร

โครงการ “สตาร์เบส หลุยเซียนา” มีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2027 บนพื้นที่ประมาณ 125,000 เอเคอร์ หรือราว 312,500 ไร่ ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐหลุยเซียนา ในเขตเวอร์มิเลียน ห่างจากเมืองนิวออร์ลีนส์ไปทางตะวันตกราว 322 กิโลเมตร

สเปซเอ็กซ์ระบุว่า ฐานแห่งใหม่นี้จะใช้สนับสนุนภารกิจของระบบจรวดสตาร์ชิป โดยมีศักยภาพรองรับการปล่อยจรวดหลายพันเที่ยวต่อปี สำหรับภารกิจสู่วงโคจรโลก ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และพื้นที่ที่ไกลออกไปในอนาคต

บริษัทตั้งเป้าว่า สตาร์ชิปเที่ยวแรกจากฐานแห่งใหม่ในหลุยเซียนาจะเกิดขึ้นในปี 2029 โดยฐานดังกล่าวจะกลายเป็นฐานปล่อยจรวดแห่งที่ 4 ของสเปซเอ็กซ์ และเป็นฐานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท ขณะที่สเปซเอ็กซ์ต้องการเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดอย่างมาก เพื่อรองรับแผนการส่งดาวเทียมจำนวนมากขึ้นสู่วงโคจร

พื้นที่ก่อสร้างเดิมเป็นที่ดินที่เคยอยู่ในความครอบครองของบริษัทน้ำมัน Exxon และมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่จำนวนมาก รวมถึงตำแหน่งที่เอื้อต่อการปล่อยจรวดไปยังวิถีการบินที่หลากหลาย

เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทั้งรัฐและประเทศ พร้อมเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาครั้งประวัติศาสตร์อย่าง การซื้อดินแดนหลุยเซียนาในปี 1803 ซึ่งเป็นการซื้อดินแดนครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ จากฝรั่งเศส

ด้านกวินน์ ช็อตเวลล์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเข้าร่วมงานประกาศโครงการ กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะปล่อยพื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงการให้คงสภาพเดิม และจะมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและปกป้องพื้นที่ รวมถึงพยายามแก้ไขปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากการกัดเซาะ

ช็อตเวลล์ระบุว่า สเปซเอ็กซ์มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่สูญหายไปจากการกัดเซาะ พร้อมระบุว่าบริษัทจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชนและกิจกรรมพบปะประชาชนในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดมหึมานี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดย แอนน์ รอล์ฟส์ ผู้อำนวยการกลุ่ม Louisiana Bucket Brigade เตือนว่า รัฐกำลังเดินหน้าโครงการเร็วเกินไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งที่เปราะบางของรัฐอย่างไม่สามารถย้อนกลับได้

กลุ่มสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้ทางการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และจัดกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบของโครงการ

ในด้านเศรษฐกิจ ทางการรัฐหลุยเซียนาคาดว่าโครงการจะสร้างงานโดยตรงมากกว่า 3,000 ตำแหน่ง ในช่วง 10 ปี และอาจสร้างงานทางอ้อมเพิ่มอีกกว่า 8,100 ตำแหน่ง ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในฐานแห่งนี้คาดว่าจะสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยในภูมิภาคประมาณ 192%

ทางการรัฐยังได้อนุมัติมาตรการจูงใจด้านภาษีจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนครั้งนี้ โดยระบุว่าโครงการจะช่วยผลักดันให้หลุยเซียนากลายเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ของโลก และเพิ่มขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการปล่อยจรวดที่ถี่ขึ้น

ชื่อ “สตาร์เบส” ในหลุยเซียนายังซ้ำกับฐานปฏิบัติการของสเปซเอ็กซ์ ในพื้นที่ปลายสุดทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส โดยในปี 2025 ประชาชนในพื้นที่เขตคาเมรอนเคาน์ตี ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ทดสอบและพัฒนาจรวดของบริษัท ลงมติรับรองการจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเมืองชื่อสตาร์เบส

การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจครั้งใหญ่ของมัสก์ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้สเปซเอ็กซ์สามารถเดินทางไปยังดาวอังคาร พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และส่งศูนย์ข้อมูลขึ้นไปปฏิบัติงานในอวกาศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมสเปซเอ็กซ์ และ Tesla บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ของมัสก์ ยังประกาศแผนลงทุน 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิป AI ในรัฐเท็กซัส ภายใต้ชื่อ Terafab เพื่อรองรับความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีหุ่นยนต์

ขณะเดียวกัน สเปซเอ็กซ์ซึ่งเพิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้น กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนให้พิสูจน์ว่าบริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้ แม้จะเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงมากกว่า 30% จากระดับสูงสุด หลังเริ่มซื้อขาย แต่ยังคงสูงกว่าราคาเสนอขายที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สเปซเอ็กซ์เปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก และสร้างสถิติเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดราว 225 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงแรกของการซื้อขาย ซึ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาสั้น ๆ.

ที่มา Reuters / Associated Press

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

26 ส.ค. 2569 11:41 น.

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

เจ้าหน้าที่ตำรวจสเปนเปิดปฏิบัติการไล่ล่าทางอากาศและทางทะเลนานกว่า 30 นาที เพื่อสกัดจับชายวัย 52 ปี หลังก่อเหตุขโมยเรือสปีดโบ๊ทหรูมูลค่ากว่า 1 ล้านยูโร หรือราว 38 ล้านบาท ออกจากท่าเรือบนเกาะมายอร์กา โดยผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะหยุดเรือ ทั้งยังพยายามขับพุ่งชนเรือตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่หลายครั้ง ก่อนจะจำนนและถูกควบคุมตัวดำเนินคดีหนักหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปน (Guardia Civil) จับกุมชายวัย 52 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขโมยเรือสปีดโบ๊ตสุดหรู มูลค่ามากกว่า 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 38 ล้านบาท จากเมืองปวยร์โต โซเยร์ บนเกาะมายอร์กา ก่อนพยายามหลบหนีและขับเรือในลักษณะเสี่ยงอันตรายเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังศูนย์ฉุกเฉินหมายเลข 112 ของสเปนแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ว่า เรือของบริษัทให้เช่าเรือลำหนึ่งถูกขโมยไป โดยบริษัทดังกล่าวให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการติดตามตำแหน่งเรือ ซึ่งขณะนั้นมีชาย 1 คนและหญิง 1 คนอยู่บนเรือ และกำลังมุ่งหน้าออกจากเกาะมายอร์กา

กองกำลังพิทักษ์ฯ ส่งเรือของหน่วยปฏิบัติการทางทะเล 2 ลำ พร้อมเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินค้นหาและสกัดเรือที่ถูกขโมย โดยการไล่ล่าดำเนินไปจนถึงบริเวณเกาะตากาโมโก นอกชายฝั่งเกาะอิบิซา เจ้าหน้าที่สั่งให้ชายผู้ขับเรือหยุดและดับเครื่องยนต์หลายครั้ง แต่เขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และยังคงพยายามขับเรือหลบหนีต่อไป

ระหว่างการไล่ล่า ชายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าขับเรือด้วยท่าทีมุ่งพุ่งชนเรือของกองกำลังพิทักษ์ฯ หลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันยังคงติดตามเรืออย่างใกล้ชิดทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยเฮลิคอปเตอร์ทำหน้าที่สนับสนุนและเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวจากด้านบน

การไล่ล่าดำเนินไปประมาณ 30 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถสกัดเรือสปีดโบ๊ตได้ในที่สุด ภาพจากกล้องของกองกำลังพิทักษ์ฯ แสดงให้เห็นเรือหรูลำดังกล่าวแล่นหนีออกจากเรือของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะหยุดลงกลางทะเลในเวลาต่อมา

หลังสกัดเรือได้ เจ้าหน้าที่จับกุมชายวัย 52 ปี ขณะที่หญิงอีกคนซึ่งโดยสารมากับเรืออยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุ เบื้องต้นชายดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายข้อหา ได้แก่ ลักทรัพย์ ขัดขืนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

กองกำลังพิทักษ์ฯ ระบุว่า เรือที่ถูกขโมยมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านยูโร และเป็นเรือของบริษัทให้บริการเช่าเรือในเมืองปวยร์โต โซเยร์ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนรายละเอียดเกี่ยวกับการขโมยเรือ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยและเหตุการณ์ระหว่างการไล่ล่า ก่อนดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของสเปน

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ทางทะเลต้องเผชิญในการสกัดเรือที่ถูกขโมย โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามหลบหนีด้วยความเร็วสูงและใช้การขับเรือในลักษณะอันตราย ท่ามกลางน่านน้ำของหมู่เกาะแบลีแอริก ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของสเปน.

ที่มา Associated Press / Majorca Daily

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

26 ส.ค. 2569 11:31 น.

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งรัฐบาลตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังพบร่างหญิงวัย 37 ปีที่หายตัวบนเกาะเชจู ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ตำรวจปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ สั่งให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบการปฏิรูปตำรวจ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจจากกรณีการจัดการคดีบุคคลสูญหายบนเกาะเชจู โดยคำสั่งมีขึ้นเพียง 1 วันหลังตำรวจพบร่างของจาง มี-รัน หญิงวัย 37 ปี ซึ่งหายตัวไปเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

โดยนายอี แจ-มยอง สั่งให้สำนักงานนายกรัฐมนตรีจัดทำแผนจัดตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน พร้อมเน้นว่าตำรวจจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการทำคดีอาญา จึงจำเป็นต้องเพิ่มความรับผิดชอบและระบบตรวจสอบการทำงานให้เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจเพิ่มความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ พร้อมเตือนว่าความบกพร่องด้านวินัยและความรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนกำลังกลายเป็นปัญหาร้ายแรง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ตำรวจมีบทบาทมากขึ้นในการสืบสวนคดีอาญา 

คำสั่งของผู้นำเกาหลีใต้มีขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจต่อคดีจาง มี-รัน ซึ่งหายตัวไปนานกว่า 3 เดือน ก่อนตำรวจพบร่างของเธอเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ในพื้นที่ป่าบนเกาะเชจู ห่างจากสถานที่พักที่เธอเคยอาศัยอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตร ผลชันสูตรยืนยันว่าเป็นร่างของเธอ ขณะที่ตำรวจยังสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด 

รายงานข่าวระบุว่า คดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นใหญ่ หลังพบว่าตำรวจผู้รับผิดชอบเคยปิดคดีโดยไม่ได้ยืนยันว่าเธอปลอดภัย และถูกกล่าวหาว่าบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อผู้สูญหายไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ส่งผลให้ตำรวจสั่งพักงานผู้บังคับบัญชา 4 นายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลคดี และเปิดการสอบสวนภายใน 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบคดีบุคคลสูญหายทั้งหมด 298 คดีที่ตำรวจนายเดียวกันเคยรับผิดชอบ หลังพบว่ามีคดีอื่นที่ถูกปิดก่อนกำหนดเช่นกัน ขณะที่ทางการเตรียมปรับระบบให้การปิดคดีบุคคลสูญหายต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถยุติคดีได้โดยลำพัง.

ที่มา KBS 

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

26 ส.ค. 2569 10:45 น.

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจและชีวิตส่วนตัวของวลาดิเมียร์ ปูติน เขียนโดย 2 นักข่าวรัสเซียลี้ภัย คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส 

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส Prix Strasbourg แถลงว่า หนังสือ “ซาร์ตัวจริง: วลาดิเมียร์ ปูติน หลอกพวกเราทุกคนได้อย่างไร” (The Tsar in Propria Persona: How Vladimir Putin Deceived Us All) ซึ่งเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจและชีวิตส่วนตัวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง  

โดยหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ โรมัน บาดานิน และ มิคาอิล รูบิน สองนักข่าวชาวรัสเซียที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ โดยทั้งคู่ใช้ข้อมูลจากการทำข่าวเชิงสืบสวนเกี่ยวกับปูตินนานกว่า 20 ปี หนังสือมีกำหนดวางจำหน่ายในฝรั่งเศสเดือนกันยายนนี้ 

คณะกรรมการตัดสินระบุว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกราวกับนิยายสายลับ และเป็นผลงานที่น่าติดตามและน่าตกใจเกี่ยวกับบุคคลที่มีทั้งความน่าติดตามและน่าตกใจ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากการสัมภาษณ์พยานหลายร้อยคน ซึ่งบางคนหายตัวไปในเวลาต่อมาภายใต้สถานการณ์ที่น่าเศร้า

ทั้งนี้ รางวัล Prix Strasbourg ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มสื่อ EBRA เครือหนังสือพิมพ์ภูมิภาคขนาดใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส.

ที่มา AFP 

หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

26 ส.ค. 2569 10:13 น.

หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์จีนเดินหน้าทุบสถิติความเร็วต่อเนื่อง ล่าสุดวิ่งทำลายสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร ด้วยเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเดิมเมื่อ 3 วันก่อนที่ 9.39 วินาทีลงได้อย่างราบคาบ

หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์จากประเทศจีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ด้วยการวิ่งทำลายสถิติโลกการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร โดยทำเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเดิมเมื่อ 3 วันก่อนที่ 9.39 วินาทีซึ่งทำลายสถิติโลกของมนุษย์อย่าง Usain Bolt ที่ทำได้ 9.58 วินาทีมาแล้ว

โดยในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง ณ กรุงปักกิ่งล่าสุด หุ่นยนต์จีนตัวนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ด้วยการเร่งสปีดทำลายสถิติตัวเองลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม ช็อตเด็ดหลังเข้าเส้นชัยสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมไม่น้อย เมื่อหุ่นยนต์แชมป์โลกตัวนี้พุ่งชนเข้ากับเบาะกั้นกันกระแทกอย่างแรงจนล้มลงพร้อมมีประกายไฟเล็กๆและควันพุ่งออกมาจากบริเวณเอว แต่ก็นับเป็นการคว้าชัยชนะและสร้างสถิติใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วของจีนท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ โดยภายในงานมีหุ่นยนต์เข้าร่วมมากกว่า 2,000 ตัว ชิงชัยใน 51 รายการ ทั้งกีฬาลานและประเภทลาน เช่น วิ่งแข่ง, เขย่งก้าวกระโดด, ปิงปอง, ลีลาศ ไปจนถึงการแข่งขันจำลองสถานการณ์จริง เช่น งานบ้าน, งานบริการโรงแรม และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา : AP

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

26 ส.ค. 2569 09:54 น.

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

เกาหลีใต้เผย ตรวจสอบผักกาดขาวนำเข้าจากจีน 8 ล็อต เบื้องต้นไม่พบสารฟอร์มาลดีไฮตด์ หลังมีรายงานบางพื้นของจีนที่ใช้สารเคมีอันตรายถนอมความสดของผัก

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว KBS ของเกาหลีใต้ รายงานว่า กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของเกาหลีใต้แถลงผลการตรวจสอบผักกาดขาวนำเข้าจากจีนจำนวน 8 ล็อต ไม่พบสารฟอร์มาลดีไฮด์ หลังมีรายงานว่าเกษตรกรบางชุมชนในจีนอาจใช้สารเคมีชนิดนี้เพื่อช่วยรักษาความสดของผัก

รายงานข่าวระบุว่า การตรวจสอบอย่างเข้มงวดได้เริ่มขึ้นเมื่อ 2 วันก่อน โดยฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งนอกจากผักกาดขาวสดนำเข้าแล้ว ทางการเกาหลีใต้ยังตรวจสอบกิมจิและผักดองที่ผลิตโดยผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งใช้ผักกาดขาวจากจีนเป็นวัตถุดิบ โดยเตรียมเปิดเผยผลการตรวจสอบสินค้าผักกาดขาว กิมจิ และผักดองจากจีนทั้งหมดที่วางจำหน่ายในตลาดภายในประเทศต่อไป

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้อยู่ระหว่างตรวจสอบกับรัฐบาลจีนว่า ผักกาดขาวที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ฟอร์มาลดีไฮด์เพื่อรักษาความสดนั้น มีการส่งออกมายังเกาหลีใต้หรือไม่ หลังจากทางการจีนได้เปิดการสอบสวนเส้นทางการกระจายสินค้าของผักกาดขาวที่ถูกกล่าวถึง พร้อมสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบและตรวจตลาดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สารเคมีชนิดนี้ในการถนอมผัก.

ที่มา KBS

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

26 ส.ค. 2569 09:16 น.

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

แคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท มีผล 8 ก.ย. ตอบโต้สหรัฐฯ ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้น

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รัฐบาลแคนาดาประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า ประมาณ 19,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.5 แสนล้านบาท หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศเผชิญภาวะชะงักงัน โดยระบุว่ามาตรการภาษีใหม่จะครอบคลุมสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 700 รายการ ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เหล็กและอะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร เยื่อกระดาษและกระดาษ พลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยอัตราภาษีอยู่ที่ 15-50% และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กันยายนนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังประกาศมาตรการสนับสนุนธุรกิจวงเงิน 7,500 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.8 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินจากสงครามการค้า

รัฐบาลแคนาดาระบุว่า มาตรการนี้เป็นการตอบโต้แบบมูลค่าต่อมูลค่า หรือดอลลาร์ต่อดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาในอัตรา 50% เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้น หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาเป็น 50% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากอัตราปัจจุบัน ขณะที่ท่าทีล่าสุดของแคนาดายังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ โดยทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าอาจพิจารณาเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในทะเลสาบเกรตเลกส์ เป็นทะเลสาบอเมริกา และเรียกนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาว่า ผู้ว่าการคาร์นีย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดก่อนหน้านี้ของทรัมป์ที่เคยเสนอให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC