ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

 ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

18 พ.ค. 2569 08:42 น.

ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สหรัฐฯ ในรัฐนิวยอร์ก ถูกตร.รวบตัว หลังก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 15 ปี ภายในรถส่งพัสดุ ขณะปฏิบัติหน้าที่ส่งของ ช็อกสังคมอเมริกัน

ผู้ต้องหาคือ เจนรี บูเอสแตน กูตามา อายุ 23 ปี จากเมืองมอนทอก รัฐนิวยอร์ก ถูกตำรวจเมืองอีสต์แฮมป์ตัน จับกุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ขณะกูตามาปฏิบัติหน้าที่ส่งพัสดุในพื้นที่แฮมป์ตัน โดยผู้ต้องหารู้จักกับเด็กหญิงผู้เสียหายมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาสามารถตีสนิทและหลอกให้เด็กขึ้นไปบนรถส่งของได้

หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงที่อยู่ในอาการหวาดกลัวได้เข้าแจ้งเรื่องกับครูที่โรงเรียน ก่อนที่ครูจะประสานตำรวจเข้าตรวจสอบทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS Inspector General’s Office) เปิดการสอบสวนร่วมกัน ก่อนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา

นอกจากข้อหาข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์แล้ว กูตามายังถูกตั้งข้อหากระทำการที่เป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก เพิ่มเติมอีกด้วย

ตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนผู้เยาว์ในระดับแรก ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงผู้ต้องหาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และกฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนข้อหากระทำอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี

ด้านสื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ได้ติดต่อไปยังไปรษณีย์สหรัฐฯ หรือ USPS และตำรวจท้องถิ่นเพื่อสอบถามสถานะการควบคุมตัวของผู้ต้องหา รวมถึงการให้การรับสารภาพ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

คดีดังกล่าวยังทำให้หลายคนนึกถึงเหตุสะเทือนขวัญในปี 2022 ของเอเธนา สแตรนด์ เด็กหญิงวัย 7 ขวบในสหรัฐฯ ที่ถูกคนขับรถส่งพัสดุ FedEx ลวงขึ้นรถก่อนสังหารระหว่างนำพัสดุคริสต์มาสไปส่ง โดยแทนเนอร์ ฮอร์เนอร์ คนขับรถส่งพัสดุวัย 34 ปี ผู้ก่อเหตุในคดีดังกล่าว เพิ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : THE SUN

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

 เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

18 พ.ค. 2569 07:13 น.

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

ตำรวจสิงคโปร์เผยคลิปวิดีโอการประชุมผ่าน Zoom ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี “ดีปเฟก” หลังแก๊งมิจฉาชีพนำมาใช้แอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อหลอกเหยื่อโอนเงิน สูญเงินไปราว 120 ล้านบาท

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ แจ้งเตือนประชาชน ระวังภัยรูปแบบใหม่จาก มิจฉาชีพซึ่งใช้เทคโนโลยี AI สร้างการประชุมออนไลน์ปลอม โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากสถานการณ์ใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” 

รูปแบบการหลอกลวงเริ่มจากผู้เสียหายได้รับข้อความผ่าน WhatsApp จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี พร้อมเชิญเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง 

จากนั้น เหยื่อจะถูกเชิญเข้าสู่การประชุมผ่าน Zoom ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Deepfake AI ให้ดูเหมือนมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์และต่างประเทศเข้าร่วมประชุมจริง

คลิปที่ตำรวจนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นการประชุมปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ประธานาธิบดีธาร์มัน ชันมูการัตนัม รัฐมนตรีอินดรานี ราจาห์  รวมถึงตัวแทนจากธนาคารกลางสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ที่ปรึกษาทางการทูตอาวุโสของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาคเอกชนอย่าง BlackRock และ Dubai International Financial Centre เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประชุมปลอมดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า เหยื่อจะถูกแนะนำตัวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม ก่อนที่ผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะกล่าวสรุปสถานการณ์ และปิดท้ายด้วยคลิป Deepfake ของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวขอบคุณผู้เสียหายที่เข้าร่วมประชุม

หลังจากนั้น มิจฉาชีพอีกคนจะติดต่อเหยื่อในคราบทนายความ เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินเข้าร่วมโครงการหรือช่วยเหลือด้านการเงิน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักเลือกเป้าหมายเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐบาลมาก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์ยังอธิบายถึงจุดสังเกตที่บ่งชี้ว่าคลิปดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI เช่น เสียงพูดไม่ตรงกับการขยับริมฝีปากของผู้พูด แสดงให้เห็นว่ามีการใส่เสียงปลอมทับลงบนวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เสียงพูดทั้งหมดในห้องประชุมยังถูกส่งผ่านบัญชีผู้ใช้เพียงบัญชีเดียว แทนที่จะออกมาจากผู้เข้าร่วมแต่ละคนตามปกติของ Zoom

อีกจุดผิดสังเกตคือ พื้นหลังของวิดีโอมีลักษณะบิดเบี้ยว และโลโก้ Zoom ถูกบดบังบางส่วนโดยไม่สอดคล้องกับภาพด้านหน้า ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการใช้ AI ดัดแปลงวิดีโอ

ตำรวจสิงคโปร์เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์หรือวิดีโอคอล เนื่องจากเทคโนโลยี Deepfake ในปัจจุบันมีความสมจริงสูงและแยกได้ยากว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ทั้งนี้ทางตำรวจได้เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์จะไม่มีการกระทำต่อไปนี้ผ่านอีเมล โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล ได้แก่ ขอให้โอนเงิน ,ขอข้อมูลเข้าสู่ระบบธนาคาร, ขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ หรือโอนสายไปยังตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น

หากประชาชนพบเห็นการหลอกลวง ข่าวปลอม หรือโฆษณาต้องสงสัยบนโซเชียลมีเดีย สามารถแจ้งผู้ดูแลแพลตฟอร์มหรือแจ้งตำรวจได้ทันที พร้อมสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านสายด่วน ScamShield ของสิงคโปร์ หมายเลข 1799.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

18 พ.ค. 2569 06:18 น.

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

เกิดเหตุระทึกกลางงานแอร์โชว์ในสหรัฐฯ เมื่อเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ชนกันกลางอากาศ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นในอากาศ เคราะห์ดีที่ลูกเรือทั้ง 4 คนดีดตัวออกมาทัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างงาน “Gunfighter Skies Air Show” ที่จัดขึ้นบริเวณฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮม ทางตะวันตกของรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

คิม ไซกส์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของกลุ่ม “Silver Wings of Idaho” ซึ่งร่วมวางแผนจัดงาน เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้ง 4 คนจากเครื่องบินทั้ง 2 ลำ สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยจุดที่เครื่องบินตกอยู่นอกเขตฐานทัพ

ไซกส์ระบุว่า เธอไม่ได้เห็นช่วงที่เครื่องบินชนกันโดยตรง แต่สังเกตเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่หลังเกิดเหตุไม่นาน

ด้านฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮมโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฐานทัพถูกสั่งล็อกดาวน์ชั่วคราวภายหลังเกิดเหตุเครื่องบินชนกันระหว่างงานแอร์โชว์ พร้อมยืนยันว่าทีมกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ

พยานหลายรายเปิดเผยว่า เห็นเครื่องบินสองลำชนกันกลางอากาศก่อนตกลงสู่พื้น ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นร่มชูชีพ 4 ชุดกางออกบนท้องฟ้า ขณะเครื่องบินดิ่งตกลงใกล้ฐานทัพ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองบอยซี ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังเกิดไฟลุกไหม้บริเวณพื้นที่เกิดเหตุจากแรงปะทะของเครื่องบิน และเพลิงยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ

สำหรับงาน Gunfighter Skies Air Show ถือเป็นงานแสดงการบินยอดนิยมที่รวบรวมทั้งการบินผาดแผลง การกระโดดร่ม และการจัดแสดงศักยภาพทางการทหารสมัยใหม่ โดยในปีนี้มีทีมบินผาดแผลงชื่อดังของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่างThunderbirds ร่วมแสดงเป็นไฮไลต์สำคัญของงานทั้งสองวัน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ สภาพอากาศมีทัศนวิสัยค่อนข้างดี แต่มีลมกระโชกแรงสูงสุดประมาณ 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป.

ที่มา : LosAngelestimes

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

18 พ.ค. 2569 04:07 น.

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

(ภาพจาก Maldives President’s Media Division via AP)

นักประดาน้ำจากนานาชาติเดินทางไปยังเกาะมัลดีฟส์ เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ร่างของชาวอิตาลี 5 คนที่หายตัวไปในถ้ำใต้น้ำเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” หรือ DAN (Divers Alert Network) ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังเกาะมัลดีฟส์ในวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยร่วมกับนานาชาติ หลังจากชาวอิตาลี 5 คน และนักดำน้ำกู้ภัยอีก 1 คน เสียชีวิต ในอุบัติเหตุขณะดำน้ำครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์

ชาวอิตาลีทั้ง 5 รายจมน้ำเสียชีวิตขณะอยู่ในถ้ำใต้น้ำลึกในน่านน้ำห่างไกลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) โดยทางการมัลดีฟส์สามารถกู้ร่างขึ้นมาได้ 1 ศพในวันเดียวกัน ถูกพบอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร

นอกจากนี้ สิบเอก โมฮาเหม็ด มาฮุดดี นักดำน้ำกู้ภัยจากกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) หลังจากเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของความกดอากาศ หรือ โรคน้ำหนีบ ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการค้นหาต้องถูกระงับไปชั่วคราวในเวลาต่อมา

โมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า อิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้ให้ความช่วยเหลือในการค้นหาชาวอิตาลีอีก 4 รายที่เหลือ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย

“ผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจากเครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิตาลี ได้เดินทางมาถึงในวันนี้ และจะเข้าร่วมในการค้นหา ซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้” ชารีฟกล่าว และเสริมว่า สหรัฐอเมริกาก็เสนอตัวที่จะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

นายชารีฟระบุอีกว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ได้รับการประสานงานโดยเครือข่าย DAN และกองทัพเรือมัลดีฟส์ ซึ่งได้ส่งเรือลำใหญ่ที่สุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเจนัวเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตในกลุ่มนี้รวมถึงศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล บุตรสาวของเธอ และนักวิจัยรุ่นเยาว์อีกสองคน โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลีได้ยืนยันการเสียชีวิตของทั้ง 5 รายแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

18 พ.ค. 2569 03:01 น.

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนประมาณ 200 คนจากทั่วเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารภายใต้โครงการอาหารฟรีซึ่งจัดโดยรัฐบาล

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2569 นักเรียนกว่า 200 คน จากโรงเรียนอนุบาล, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น รวม 12 แห่งในแขวง “เตมบก ดูคุห์” (Tembok Dukuh) ล้มป่วยหลังจากรับประทานอาหารกลางวันฟรีจากโครงการของรัฐบาลเมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

นักเรียนส่วนใหญ่บ่นว่ามีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน โดยส่วนใหญ่เข้ารับการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางส่วนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแม่และเด็ก IBI ในเมืองสุราบายา

นางติยัส ปรานาดานี หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน เตมบก ดูคุห์ ยืนยันว่า เหตุสงสัยอาหารเป็นพิษครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับอาหารฟรีที่แจกจ่ายโดยหน่วยบริการจัดหาโภชนาการ (SPPG) เพียงหน่วยเดียว

“มีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับอาหารจาก SPPG แห่งเดียวกันนี้ และเกือบทุกแห่งต่างร้องเรียนเข้ามา โดยเกือบทุกคนรายงานว่ามีอาการป่วย” ติยัสกล่าวที่บริเวณโถงทางเข้าโรงพยาบาล IBI ตามที่สื่อรายงานเมื่อวันอาทิตย์

“จากการติดตามตรวจสอบของเราและรายงานจากคุณครู ปกติแล้วอาหารมักจะไม่มีเนื้อสัตว์” เธอระบุ “ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ เพราะที่ผ่านมานักเรียนไม่เคยได้รับประทานเนื้อสัตว์เลย”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างอาหารและส่งไปยังศูนย์ห้องปฏิบัติการสุขภาพ (BBLK) เพื่อทำการตรวจสอบแล้ว โดยมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขเมืองสุราบายา เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยในเด็กกลุ่มนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

18 พ.ค. 2569 01:56 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอีก ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังจากการเจรจาหยุดชะงัก และกระตุ้นให้อิหร่านรีบเคลื่อนไหวก่อนจะไม่เหลืออะไรเลย

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนอิหร่านว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที” ในขณะที่กระบวนการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อหาทางยุติสงคราม อยู่ในภาวะชะงักงัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินต่อ

“สำหรับอิหร่าน เวลาเหลือน้อยลงทุกที และพวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาคือสิ่งสำคัญ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ข้อความดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการหารือกับ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างเป็นรูปธรรม ในการตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง และย้ำว่า การขาดการประนีประนอมจากรัฐบาลวอชิงตันจะนำการเจรจาไปสู่ “ทางตัน”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์สะท้อนถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่า “อารยธรรมทั้งหมด” จะต้องดับสูญ หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นคำขู่ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก” หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเตหะราน โดยตราหน้าข้อเรียกร้องเหล่านั้นว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนกรานว่าข้อเสนอของพวกตนนั้น “มีความรับผิดชอบ” และ “ใจกว้าง” แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า ข้อเสนอเหล่านั้นรวมถึงการยุติสงครามในทุกแนวรบทันที รวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยุติการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และการรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต

ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม และการเน้นย้ำถึงอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

18 พ.ค. 2569 00:25 น.

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

บริษัทพลังงานของญี่ปุ่นเตรียมหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งหนึ่งในจังหวัดมิยางิ หลังตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 บริษัท โทโฮคุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ “เทปโก” (TEPCO) เปิดเผยว่า พวกเขาเตรียมระงับการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่สถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โอนางาวะ (Onagawa) ในจังหวัดมิยางิ หลังจากตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานของ เทปโก ไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม และการสั่งหยุดทำงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตรวจสอบเท่านั้น

เทปโกบอกอีกว่า ตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารรังสีในปริมาณเล็กน้อยภายในอาคารกังหันของเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 17:10 น. พร้อมทั้งปฏิเสธความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างเหตุการณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ กับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่สั่นสะเทือนภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ การเดินเครื่องของเตาปฏิกรณ์ดังกล่าวถูกระงับไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวงรอบปกติ และเพิ่งจะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) โดยมีกำหนดการที่จะกลับมาเดินระบบเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

17 พ.ค. 2569 23:05 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีดินแดนรัสเซียครั้งใหญ่ รวมถึงที่กรุงมอสโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ถูกโจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 พ.ค. 2569 ว่า ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีแคว้นมอสโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนในรอบกว่า 1 ปี

นายอันเดรย์ โวโรบิเยฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายในเมืองคิมกิ (Khimki) ทางตอนเหนือของมอสโก และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังมีชาย 1 รายและหญิง 1 รายเสียชีวิตในหมู่บ้านโปโกเรลคิ (Pogorelki)

ส่วนนายเซอร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย หลังจากโดรนพุ่งชนบริเวณทางเข้าโรงกลั่นน้ำมันของเมือง และมีบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย 3 หลัง

ขณะที่กองทัพรัสเซียแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนได้ทั้งหมด 556 ลำทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 130 ลำถูกสกัดกั้นได้ในแคว้นมอสโก และหนึ่งในนั้นตกในพื้นที่ของท่าอากาศยาน “เชเรเมเตียโว” สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของรัสเซีย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และสนามบินยังคงให้บริการตามปกติ

ด้านสถานทูตอินเดียประจำกรุงมอสโกเปิดเผยว่า มีพลเมืองชายชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่า จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวถูกนับรวมอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตที่นายโวโรบิเยฟเปิดเผยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในแคว้นเบลโกรอด (Belgorod) ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน

ทางด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้ที่ “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” ต่อการโจมตีอันนองเลือดของรัสเซียในเมืองต่าง ๆ ของยูเครน

ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพในกรุงเคียฟ

ขณะที่ฝั่งยูเครน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 รายจากการโจมตีด้วยโดรนและการระดมยิงปืนใหญ่ของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ในภูมิภาคดนิโปรเปตรอฟสก์ ตอนกลางของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

17 พ.ค. 2569 22:15 น.

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(ภาพจาก AFP PHOTO /BARAKAH NUCLEAR POWER PLANT)

ทางการยูเออีเผยว่า โดรนไม่ทราบฝ่ายโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ จนเกิดไฟลุกไหม้ แต่เคราะห์ดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและการทำงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ในกรุงอาบูดาบีเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในขณะที่ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการฟื้นฟูการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ดูเหมือนจะหยุดชะงักลง

เจ้าหน้าที่ยูเออียังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบในทันที โดยที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขามาตลอด ซึ่งยูเออีประณามว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาค

สำนักงานสื่อสารมวลชนอาบูดาบีแถลงว่า โดรนลำดังกล่าวโจมตีโดนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชั้นในของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) พร้อมยืนยันว่าระดับความปลอดภัยด้านรังสีและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทางด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผ่านมานานกว่า 5 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากการทำข้อตกลง แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหาทางยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม, ยุติการปิดล้อมท่าเรือ และยุติการต่อสู้ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน และเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่า จีนซึ่งเป็นมิตรกับอิหร่าน จะยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง หนำซ้ำทรัมป์ยังขู่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

"Lil X" ลูกชาย "อีลอน มัสก์" ขโมยซีนสะพาย "กระเป๋าหัวเสือ" ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

17 พ.ค. 2569 12:43 น.

“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลจีนเมื่อ “Lil X” ลูกชายวัย 6 ขวบของ “อีลอน มัสก์” ร่วมคณะเยือนกรุงปักกิ่ง ปรากฏตัวในชุดเสื้อกั๊กผ้าไหมสไตล์จีน พร้อมสะพาย “กระเป๋าผ้าหัวเสือแฮนด์เมด” ปักมือโดยช่างฝีมือชนเผ่าพื้นเมืองจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ดันยอดขายแบรนด์ท้องถิ่นพุ่งกระฉูด 10 เท่าในชั่วข้ามคืน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทเทสลา และหนึ่งในคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางเยือนจีนกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏตัวที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง พร้อมกับลูกชายวัย 6 ขวบ “X Æ A-Xii” หรือที่ชาวเน็ตเรียกว่า “ลิล เอ็กซ์” ก่อนที่เด็กชายจะกลายเป็นกระแสไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

ภาพและคลิปที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางเผยให้เห็น ลิล เอ็กซ์ สวมกางเกงสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว และเสื้อกั๊กผ้าไหมปักลวดลายดอกไม้และนกในสไตล์จีน โดยสิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “กระเป๋าหัวเสือ” แบบสะพายข้าง ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านของจีน

กระเป๋าดังกล่าวผลิตโดยบริษัท Guilin Weiran Cultural Creative ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเชี่ยวชาญงานหัตถกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทำด้วยมือโดยช่างปักจากชนกลุ่มน้อยในพื้นที่

ตัวแทนแบรนด์เปิดเผยว่า กระเป๋าได้รับแรงบันดาลใจจาก “งานปักหัวเสือ” ศิลปะพื้นบ้านจีนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับการปกป้องเด็กจากสิ่งชั่วร้าย โดยคางคกบนลิ้นของเสือเป็นสัญลักษณ์แห่งการดึงดูดโชคลาภ ส่วนผีเสื้อบนจมูกหมายถึงความโชคดีที่เพิ่มพูนขึ้น

กระเป๋าแต่ละใบใช้เวลาทำด้วยมือประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้มีสินค้าในสต็อกเพียงราว 100 ใบ และหลังภาพของลิล เอ็กซ์ ถูกเผยแพร่ ยอดขายก็พุ่งขึ้นกว่า 10 เท่าในคืนเดียว จนสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว

สื่อจีนรายงานว่า กระเป๋ารุ่นดังกล่าวจำหน่ายในราคามากกว่า 300 หยวน หรือประมาณ 1,500 บาท และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทันที

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากยังชื่นชมการแต่งกายของลิล เอ็กซ์ ว่าน่ารักและให้เกียรติวัฒนธรรมจีน โดยมองว่าเป็นการผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัยกับศิลปะพื้นบ้านจีนได้อย่างลงตัว

กระแสไวรัลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลูกชายของมัสก์ ก่อนที่มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX จะตอบกลับเป็นภาษาจีนว่า “ลูกชายของผมกำลังเรียนภาษาจีนกลาง”

ที่ผ่านมา ลิล เอ็กซ์ มักปรากฏตัวร่วมกับบิดาในงานสำคัญระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการเยือนทำเนียบขาว และการพบปะผู้นำหลายประเทศ รวมถึงนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย โดยหลายฝ่ายมองว่า การปรากฏตัวของเด็กชายช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองให้กับอีลอน มัสก์ ในเวทีการเมืองและธุรกิจระดับโลก.

ที่มา South China Morning Post