อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

27 ส.ค. 2569 11:33 น.

อดีตนายกฯ มาเลเซีย “อิสมาอิล ซาบรี” ถูกฟ้องไม่แจ้งทรัพย์สิน รวมเงินสด 1.3 พันล้าน-ทองแท่ง

อดีตนายกรัฐมนตรี “อิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ” ของมาเลเซีย ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายต่อต้านการทุจริต ฐานไม่แจ้งทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งเงินสด 10 สกุลรวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,300 ล้านบาท  ทองคำแท่ง และเงินแท่ง หากศาลตัดสินว่าผิดจริงอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี เจ้าตัวยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในศาล

นายอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วัย 66 ปี ได้เดินทางไปยังศาลเซสชันส์ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อรับฟังข้อกล่าวหาตามมาตรา 36(2) ของกฎหมายคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ในความผิดฐานจงใจไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินตามหนังสือแจ้งเตือนของเจ้าหน้าที่ โดยนายอิสมาอิล ซาบรี ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในชั้นศาล

สืบเนื่องจากการสอบสวนคดีฟอกเงินและคอร์รัปชัน คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตฯ  ได้มีหนังสือแจ้งเตือนลงวันที่ 7 มกราคม 2025 เพื่อให้นายอิสมาอิล ซาบรี ยื่นบัญชีทรัพย์สินภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่นายอิสมาอิล ซาบรี กลับส่งมอบเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025

สำหรับรายการทรัพย์สินที่ถูกระบุว่าซุกซ่อนและไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ประกอบด้วยเงินสดหลายสกุล ได้แก่ เงินริงกิตมาเลเซีย 14.77 ล้านริงกิต, เงินดอลลาร์สิงคโปร์ 6.13 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์, เงินดอลลาร์สหรัฐ 1.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินฟรังก์สวิส 3 ล้านฟรังก์สวิส, เงินยูโร 12.16 ล้านยูโร, เงินเยนญี่ปุ่น 363 ล้านเยน, เงินปอนด์สเตอร์ลิง 50,250 ปอนด์, เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ 44,600 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เงินดิรแฮมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 34.75 ล้านดิรแฮมและเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย 352,850 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

นอกจากนั้น ยังมีทองคำแท่ง Suisse Fine 5 แท่ง (รวมน้ำหนัก 5 กิโลกรัม), แท่งเงิน Suisse Fine 1 แท่ง (น้ำหนัก 100 กรัม) และเหรียญทองคำ 999 (น้ำหนัก 5 กรัม)

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ MACC ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็น “เซฟเฮาส์” และยึดเงินสดมูลค่า 170 ล้านริงกิต รวมถึงทองคำแท่งหนัก 16 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 7 ล้านริงกิต เพชรพลอย และนาฬิกาหรูจำนวนมาก พร้อมทั้งจับกุมอดีตผู้ช่วยคนสนิทของนายอิสมาอิล ซาบรี อีก 4 ราย ซึ่งคดีดังกล่าวยังเกี่ยวพันกับการตรวจสอบงบประมาณประชาสัมพันธ์รัฐบาลในแคมเปญ “Keluarga Malaysia” มูลค่ากว่า 700 ล้านริงกิต ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักประกันเงินสด 300,000 ริงกิต (ประมาณ 2.44 ล้านบาท) และนัดตรวจพยานหลักฐานนัดต่อไปในวันที่ 29 กันยายน หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายอิสมาอิล ซาบรี อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 8.14 แสนบาท)

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกมาเป็นวันที่ 27 สิงหาคม เนื่องจากนายอิสมาอิล ซาบรี เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะระหว่างการสอบปากคำ จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่สถาบันหัวใจแห่งชาติมาเลเซีย

นายอิสมาอิล ซาบรี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 ถึงพฤศจิกายน 2022 รวมระยะเวลาเพียง 15 เดือน ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย และนับเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศที่ถูกดำเนินคดีอาญาตามรอย นายนาจิบ ราซัค และนายมูห์ยิดดิน ยัสซิน.

ที่มา CNA / Reuters / Associated Press

ยาโยอิ คุซามะ “ราชินีลายจุด” ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

ยาโยอิ คุซามะ "ราชินีลายจุด" ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

27 ส.ค. 2569 10:46 น.

ยาโยอิ คุซามะ “ราชินีลายจุด” ศิลปินอาวองการ์ดแห่งญี่ปุ่น เสียชีวิตในวัย 97 ปี

ยาโยอิ คุซามะ ศิลปินแนวอาวองการ์ดระดับโลก เจ้าของผลงานลายจุด ฟักทอง และห้องกระจกไร้ขอบเขต เสียชีวิตที่กรุงโตเกียวในวัย 97 ปี หลังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมายาวนานกว่า 60 ปี และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จทางการค้ามากที่สุดของโลก

วงการศิลปะร่วมสมัยทั่วโลกร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “ยาโยอิ คุซามะ” ศิลปินแนวอาวองการ์ดระดับตำนานเจ้าของฉายา “ราชินีลายจุด” ผู้เนรมิตปมในใจและอาการทางประสาท สู่ผลงานศิลปะอันล้ำค่าที่ครองใจคนทั่วโลก เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบด้วยภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบในโรงพยาบาลที่กรุงโตเกียว

มูลนิธิเพื่อการสนับสนุนศิลปินเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ยาโยอิ คุซามะ  ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวัย 97 ปี ปิดฉากเส้นทางบนสายศิลปะที่ยาวนานกว่า 60 ปี โดยเธอเป็นหนึ่งในศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในแง่ชื่อเสียงและมูลค่าทางทางการค้า ผลงานประมูลของเธอเคยทำราคาได้สูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นิทรรศการแสดงผลงานอย่าง “Infinity Mirror Rooms” หรือห้องกระจกไร้ขอบเขต ก็ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมหาศาลและกลายเป็นปรากฏการณ์ยอดนิยมบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก

คุซามะ เกิดเมื่อปี 1929 ที่จังหวัดนากาโน ประเทศญี่ปุ่น ในครอบครัวที่มั่งคั่งแต่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เธอเริ่มเผชิญกับอาการภาพประสาทและเห็นนิมิตซ้ำๆ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ เช่น การเห็นลายดอกไม้หรือลายจุดลามไปทั่วห้องและบนร่างกายของเธอ คุซามะจึงใช้การวาดภาพเป็นเครื่องมือในการระบายความกลัวและเยียวยาจิตใจ โดยพัฒนาเป็นแนวคิด “Self-Obliteration” หรือการลบล้างตัวตน ด้วยการเติมลายจุดลงบนสิ่งต่างๆ เพื่อให้ตัวตนของเธอสลายไปกับผลงานศิลปะ

หลังจากศึกษาการวาดภาพสไตล์ญี่ปุ่นที่เกียวโต คุซามะตัดสินใจย้ายไปตั้งหลักที่สหรัฐอเมริกาในปี 1957 เพื่อหลีกหนีจากค่านิยมกรอบเดิมๆ ในบ้านเกิด โดยเธอต้องต่อสู้กับความยากจนอย่างหนักในนิวยอร์ก ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแถวหน้าของฝั่งอาวองการ์ดในทศวรรษ 1960 ผ่านการจัดแสดงผลงานศิลปะเชิงจัดวาง ปฏิรูปแฟชั่น และกิจกรรมประท้วงสงครามเวียดนาม

คุซามะเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นในปี 1973 ด้วยภาวะหมดไฟและปัญหาสุขภาพจิต เธอตัดสินใจเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชในกรุงโตเกียวด้วยความสมัครใจ และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นพร้อมกับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงช่วงบั้นปลายชีวิต เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเธอคือวิกผมสีฉูดฉาด เสื้อผ้าลายจุด และผลงานรูป “ฟักทอง” ลายจุด ซึ่งเธอเปรียบเสมือนเพื่อนคู่ชีวิต

ตลอดชีวิตการทำงาน คุซามะได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาทิตย์อุทัย (Order of the Rising Sun) จากรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 2006 และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเมื่อปี 2016

คุซามะเคยกล่าวไว้ในปี 2017 ถึงความปรารถนาสุดท้ายของเธอว่า “ความปรารถนาของฉันหลังจากที่ตายไปแล้ว คือขอให้อนาคตอันสว่างไสวชั่วนิรันดร์ ความงดงามแห่งความรักของมนุษย์ และจิตวิญญาณของฉันถูกส่งต่อออกไป ได้โปรดรักผลงานศิลปะของฉัน แม้ในวันที่ฉันไม่อยู่แล้ว”.

ที่มา KYODO NEWS / AFP

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

27 ส.ค. 2569 10:30 น.

ยูเอ็นเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่

สหประชาชาติเตือนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาดิ่งสู่ระดับต่ำสุดครั้งใหม่ ชี้กองทัพยังใช้ความรุนแรง ขณะที่เหมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ซ้ำเติมวิกฤติ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาซึ่งเลวร้ายอยู่แล้ว กำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ โดยมีทั้งความรุนแรงของกองทัพ การละเมิดสิทธิชาวโรฮิงญา และผลกระทบจากเศรษฐกิจผิดกฎหมายที่กำลังขยายตัว

รายงานครอบคลุมสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า ประชาชนทั่วประเทศยังต้องเผชิญความทุกข์ยากและความโหดร้ายในหลายระดับ ขณะที่กองทัพยังใช้ปฏิบัติการทางอากาศ การเผาทำลาย และการบังคับให้ประชาชนพลัดถิ่น เพื่อสร้างความหวาดกลัวและควบคุมประชาชน พร้อมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ขยายการเฝ้าระวัง

โดยนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกประเทศ บริษัท และนักลงทุนทบทวนการดำเนินงานหรือการเพิกเฉยของตนเอง และพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมหรือยุติธรรมต่อประชาชนเมียนมาหรือไม่

รายงานยังระบุว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ถูกกล่าวหาว่าก่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวโรฮิงญาอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ขณะที่เศรษฐกิจผิดกฎหมาย ทั้งการทำเหมือง การผลิตยาเสพติด การค้ามนุษย์ และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ กลายเป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง.

ที่มา Irrawaddy

ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

 ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

27 ส.ค. 2569 10:15 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยสีแดงระดับสูงสุด ฝนตกหนักถล่มพื้นที่อิชิคาวะ-โทยามะ เสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม

ญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยฉุกเฉินฝนตกหนักระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ในพื้นที่จังหวัดอิชิคาวะและโทยามะ เตือนประชาชนเร่งหาที่ปลอดภัย หลังเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและภัยพิบัติรุนแรง

วันที่ 26 สิงหาคม 2569  สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นออกคำเตือนภัยฉุกเฉินฝนตกหนักระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรการแจ้งเตือน 5 ระดับ ในพื้นที่เมืองฮาคุอิ เมืองชิกะ เมืองโฮดัตสึชิมิซุ และเมืองนากานาโตะ ในจังหวัดอิชิคาวะ รวมถึงเมืองฮิมิ ในจังหวัดโทยามะ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นขอให้ประชาชน ดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตทันที และเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย หากการเดินทางไปยังศูนย์อพยพที่กำหนดไว้มีความเสี่ยง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับคำเตือนมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอาจเกิดภัยพิบัติรุนแรงจากฝนตกหนักแล้ว ทั้งน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณใต้ดิน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สำหรับผู้ที่ไม่สามารถอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่แนะนำให้ย้ายขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัย โดยขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด.

ที่มา NHK

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

27 ส.ค. 2569 09:55 น.

ตร.เกาหลีใต้ รื้อสอบคดีคนหาย 3.1 แสนคดี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังพบปัญหาปิดคดีคนหายบนเกาะเชจู

ตำรวจเกาหลีใต้เตรียมทบทวนคดีบุคคลสูญหายราว 310,000 คดีที่ปิดไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดข้อวิจารณ์กรณีตำรวจเกาะเชจูปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของผู้สูญหาย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เตรียมยกเครื่องระบบสอบสวนคดีบุคคลสูญหาย พร้อมทบทวนคดีที่ปิดไปแล้วราว 310,000 คดีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยตำรวจระบุว่าจะคัดกรองคดีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปิดคดีอย่างไม่เหมาะสม ก่อนตรวจสอบซ้ำว่าบุคคลที่ถูกรายงานว่าสูญหายปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และหากพบคดีที่มีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่เหมาะสมหรือไม่เพียงพอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสั่งเปิดการสอบสวนใหม่ทันที และรายงานผลให้หน่วยงานตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทราบ

รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้ ตำรวจระดับจังหวัดและนครใหญ่จะต้องทบทวนคดีบุคคลสูญหายที่สถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบปิดไปแล้วเป็นประจำทุกสัปดาห์ และสั่งให้มีการสอบสวนใหม่หากพบความจำเป็น

มาตรการครั้งนี้มีขึ้นหลังเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเกาะเชจูปิดคดีหญิงสูญหายรายหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเธอยังปลอดภัยหรือไม่ ก่อนพบร่างของหญิงคนนี้มื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังตำรวจเพิ่งเริ่มปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่อย่างจริงจังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับกระบวนการรับแจ้งและติดตามคดีบุคคลสูญหายของตำรวจเกาหลีใต้ และนำไปสู่การผลักดันให้มีการตรวจสอบคดีที่ปิดไปแล้วในวงกว้างครั้งนี้.

ที่มา Yonhap

น้ำท่วมฉับพลันเนปาล กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายร้อยคน ต่างชาติอย่างน้อย 468 คนยังไม่ทราบชะตากรรม

น้ำท่วมฉับพลันเนปาล กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายร้อยคน ต่างชาติอย่างน้อย 468 คนยังไม่ทราบชะตากรรม

27 ส.ค. 2569 09:47 น.

น้ำท่วมฉับพลันเนปาล กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายร้อยคน ต่างชาติอย่างน้อย 468 คนยังไม่ทราบชะตากรรม

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในเนปาลยังน่าเป็นห่วง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายหลายร้อยคน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 468 คน โดยพบชาวอิตาลีและอินเดียสูญหายมากที่สุด

วันที่ 26 สิงหาคม 2569  สำนักข่าวเอพี รายงานอ้างคำเปิดเผยของเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ในจำนวนผู้สูญหายมีชาวต่างชาติอย่างน้อย 468 คน ขณะที่การค้นหาและช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากจากสภาพอากาศและการสื่อสารที่ขัดข้อง โดยสำหรับชาวต่างชาติที่มีรายงานสูญหาย ได้แก่ ชาวอินเดียอย่างน้อย 133 คน ซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่เขาไกรลาสในเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

นอกจากนี้ ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี พบว่ายังมีชาวอิตาลีอย่างน้อย 90 คน ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยยังไม่สามารถติดต่อได้  ส่วนทางด้านกระทรวงการต่างประเทศยูเครนระบุว่า ชาวยูเครนอย่างน้อย 53 คน สูญหาย ซึ่งได้รับข้อมูลจากทางการเนปาลว่ามีนักท่องเที่ยวชาวยูเครนกลุ่มหนึ่ง 46 คนขาดการติดต่อ

ด้าน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับทราบกรณีพลเมืองอเมริกันได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีชาวอเมริกันอย่างน้อย 47 คน ยังสูญหาย ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้  ระบุว่าชาวเกาหลีใต้อย่างน้อย 9 คน สูญหาย นอกจากนี้มีชาวรัสเซียอย่างน้อย 4 คน ขาดการติดต่อกับสถานทูตรัสเซียในเนปาล โดยเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการค้นหาและช่วยเหลือ

รายงานข่าวยังระบุว่า นอกจากนี้ มีรายงาน ชาวโปรตุเกส 2 คน และ ชาวเบลเยียมอย่างน้อย 3 คน ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ โดยเจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและผู้รอดชีวิต ท่ามกลางอุปสรรคจากฝนตกหนัก สภาพอากาศเลวร้าย และระบบสื่อสารในพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับความเสียหาย.

ที่มา CNN

น้ำท่วมเนปาลล่าสุด นานาชาติแสดงความเสียใจ พร้อมระดมความช่วยเหลือ

น้ำท่วมเนปาลล่าสุด นานาชาติแสดงความเสียใจ พร้อมระดมความช่วยเหลือ

27 ส.ค. 2569 09:04 น.

น้ำท่วมเนปาลล่าสุด นานาชาติแสดงความเสียใจ พร้อมระดมความช่วยเหลือ

น้ำท่วมเนปาลล่าสุด : บรรดาผู้นำโลกและองค์กรระหว่างประเทศออกมาแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจไปยังผู้ประสบภัย หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาล จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการกู้ภัย

นานาชาติแห่ส่งกำลังใจและระดมความช่วยเหลือด่วน

ผู้นำจากหลายชาติรวมทั้งองค์การระหว่างประเทศต่างแสดงความห่วงใยมายังเนปาล หลังเผชิญภัยพิบัติครั้งรุนแรงแบบไม่คาดคิด โดยเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ยุโรปพร้อมระดมความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัย พร้อมแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ยังรอข่าวของคนที่สูญหาย ขณะที่สหภาพยุโรปได้เปิดใช้งาน โคเปอร์นิคัส ระบบดาวเทียมของสหภาพยุโรป เพื่อช่วยทำแผนที่พื้นที่ประสบภัยในเนปาลและสนับสนุนการรับมือสถานการณ์ภาคสนาม

ประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรเร่งประสานภารกิจกู้ภัย

ด้าน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียแสดงความเสียใจต่อ บาลเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล พร้อมยืนยันว่าอินเดียพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยทีมงานของทั้งสองประเทศกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดในภารกิจกู้ภัยและบรรเทาทุกข์

ขณะที่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาระบุว่า เหตุน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ชาวแคนาดาที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยลงทะเบียนกับบริการแจ้งเตือนฉุกเฉินของรัฐบาล และยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนระหว่างที่ภารกิจกู้ภัยยังดำเนินต่อไป

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของพลเมืองออสเตรเลียในพื้นที่ พร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาลและทิเบตของจีน

ด้าน เอ็ด มิลลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ แสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงชาวอังกฤษที่อยู่ในพื้นที่และครอบครัวของพวกเขา พร้อมระบุว่าอังกฤษพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเนปาล รวมถึงสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัย

ขณะที่ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและส่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไปยังผู้ประสบภัย พร้อมระบุว่า ทีมงานของสหประชาชาติและพันธมิตรด้านมนุษยธรรมกำลังระดมสิ่งของและบุคลากร เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

ธนาคารโลกทุ่มงบฟื้นฟูและสรุปสถานการณ์ภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลเนปาลและหน่วยงานกู้ภัยในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังพื้นที่หลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากฝนตกและน้ำท่วม ขณะที่ประชาคมโลกเตรียมสนับสนุนการกู้ภัย การบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย  โดยล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศส่งที่ปรึกษาด้านการรับมือภัยพิบัติเข้าช่วยเหลือ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือ 5 แสนดอลลาร์ ขณะที่อินเดียเตรียมส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์และขอให้รัฐบาลเนปาลแจ้งรายการสิ่งของที่จำเป็น ส่วนจีนเสนอเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ด้านธนาคารโลกเตรียมจัดสรรเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสูงสุด 25,000 ล้านรูปี หรือราว 6,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการกู้ภัย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแล้ว.

ที่มา : CNN

ไต้ฝุ่นนาร์ราถล่มกว่างซี น้ำท่วมครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 70 ปี อพยพประชาชนกว่า 5.4 หมื่นคน

ไต้ฝุ่นนาร์ราถล่มกว่างซี น้ำท่วมครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 70 ปี อพยพประชาชนกว่า 5.4 หมื่นคน

27 ส.ค. 2569 08:47 น.

ไต้ฝุ่นนาร์ราถล่มกว่างซี น้ำท่วมครั้งใหญ่สุดในรอบกว่า 70 ปี อพยพประชาชนกว่า 5.4 หมื่นคน

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ตอนใต้ของจีนยังน่าห่วง หลังไต้ฝุ่นนาร์ราทำให้เกิดฝนตกหนักในเขตกว่างซีจ้วง ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงเกินจุดเตือนภัย บ้านเรือนถูกน้ำท่วม ต้องเร่งอพยพประชาชน

หนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ เมืองฉงจั่ว โดยศูนย์อุทกวิทยาฉงจั่วรายงานว่า ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำฉงจั่วพุ่งแตะ 108.87 เมตร เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม สูงกว่าระดับเตือนภัยถึง 7.67 เมตร

ระดับน้ำดังกล่าวส่งผลให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดที่สถานีแห่งนี้ตรวจวัดได้ตั้งแต่ปี 1955 หรือในรอบกว่า 70 ปี โดยมีอัตราการไหลของน้ำประมาณ 11,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์น้ำท่วมในฉงจั่วรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทางการต้องอพยพประชาชนมากกว่า 15,000 คนในพื้นที่ หลังระดับน้ำในแม่น้ำสูงทำลายสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้ในปี 2008

อพยพแล้วกว่า 5.4 หมื่นคนทั่วกว่างซี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จนถึงเที่ยงวันที่ 25 สิงหาคม เจ้าหน้าที่สามารถอพยพประชาชนที่ติดค้างออกจากพื้นที่ประสบภัยได้ 22,008 คน โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ข้อมูลจากทางการกว่างซีระบุว่า พายุส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 61,000 คน ทั่วทั้งภูมิภาค และมีผู้ต้องย้ายออกจากพื้นที่น้ำท่วมมากกว่า 54,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 8,000 คนถูกนำตัวไปพักในศูนย์พักพิงฉุกเฉิน

ถนนถูกตัดขาด-ไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารขัดข้อง

ฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ทำให้หลายพื้นที่ของกว่างซีเผชิญน้ำท่วมทั้งในเขตเมืองและชนบท หมู่บ้านบางแห่งถูกน้ำล้อม ขณะที่ดินถล่มปิดกั้นถนนหลายสาย และบางพื้นที่เกิดไฟฟ้าดับและระบบสื่อสารขัดข้อง

ในเขตหนิงหมิง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถนนสายหลักระดับอำเภออย่างน้อย 30 จุดถูกน้ำท่วมหรือถูกดินถล่มปิดกั้น ขณะที่พื้นที่ห่างไกลบางแห่งไม่สามารถใช้เครือข่ายโทรศัพท์ภาคพื้นดินได้ และต้องอาศัยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเพื่อประสานงานฉุกเฉิน

หน่วยกู้ภัยกว่างซีระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 459 นาย พร้อมรถฉุกเฉิน 114 คัน และเรือกู้ภัย 80 ลำ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม

ไต้ฝุ่นนาร์ราซึ่งเป็นพายุลูกที่ 19 ของจีนในปีนี้ เคลื่อนตัวอยู่บริเวณอ่าวเป่ยปู้ หรืออ่าวตังเกี๋ย เป็นเวลาหลายวัน ก่อนขึ้นฝั่งที่มณฑลไห่หนานในฐานะพายุโซนร้อน และส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในกว่างซี ไห่หนาน และกวางตุ้ง

ทางการจีนเตือนว่า หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศยังมีความเสี่ยงเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่สั่งปิดธุรกิจและสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่เสี่ยงบางแห่ง พร้อมเตือนประชาชนที่อพยพออกไปแล้วไม่ให้รีบเดินทางกลับบ้านจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย.

ที่มา : The Guardian

คนไทยถูกจับกุมในแอฟริกาใต้ ข้อหาลักลอบขนไข่นกแก้วจำนวนมาก

คนไทยถูกจับกุมในแอฟริกาใต้ ข้อหาลักลอบขนไข่นกแก้วจำนวนมาก

27 ส.ค. 2569 06:47 น.

คนไทยถูกจับกุมในแอฟริกาใต้ ข้อหาลักลอบขนไข่นกแก้วจำนวนมาก

คนไทยถูกจับกุมคาสนามบินในแอฟริกาใต้ ในข้อหาพยายามลักลอบขนไข่นกแก้วจำนวนมากเข้าประเทศ นับเป็นคนไทยรายที่ 2 ในรอบไม่ถึง 2 เดือน ที่ถูกจับที่สนามบินแห่งเดียวกันนี้ในข้อหาเดียวกัน

เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 กระทรวงสิ่งแวดล้อมของแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมชายชาวไทยรายหนึ่ง ซึ่งพยายามลักลอบขนไข่นกแก้วที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ จำนวน 50 ฟอง ผ่านสนามบินหลักของกรุงโจฮันเนสเบิร์ก

กระทรวงระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องหาวัย 50 ปีรายนี้ถูกจับกุมเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ โออาร์ แทมโบ (OR Tambo) หลังจากเจ้าหน้าที่พบไข่ดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าตู้ฟักไข่ประดิษฐ์เอง ซึ่งถือเป็นสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่อง

การสืบสวนเบื้องต้นบ่งชี้ว่าไข่ดังกล่าวเป็นของนกแก้วสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) กระทรวงระบุ

หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ผู้ต้องหาอาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 10 ล้านแรนด์ (ประมาณ 20 ล้านบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกัน คือชายชาวไทยวัย 23 ปีถูกควบคุมตัวที่สนามบินแห่งเดียวกันนี้ พร้อมด้วยไข่นกแก้วจำนวน 418 ฟอง

“การจับกุมเหล่านี้เน้นย้ำถึงความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นของเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ” กระทรวงสิ่งแวดล้อมของแอฟริกาใต้ระบุ พร้อมเสริมว่าการสืบสวนในคดีทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ การลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคงเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติมุ่งเป้าไปที่สัตว์จำพวก แรดและช้าง รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เช่น ตัวนิ่มและสัตว์เลื้อยคลาน เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดมืดระดับโลกที่ทำกำไรมหาศาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เปรย “อาจมีบางอย่างตามมา” หลัง ผอ. CIA แอบเยือนรัสเซีย

ทรัมป์เปรย “อาจมีบางอย่างตามมา” หลัง ผอ. CIA แอบเยือนรัสเซีย

27 ส.ค. 2569 04:45 น.

ทรัมป์เปรย “อาจมีบางอย่างตามมา” หลัง ผอ. CIA แอบเยือนรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวเป็นนัยว่า “อาจมีบางอย่างตามมา” หลังจากผู้อำนวยการ CIA เดินทางเยือนกรุงมอสโก ของรัสเซีย โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า “อาจมีบางอย่างตามมา” หลังจากนาย จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) เดินทางไปเยือนกรุงมอสโกโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าเมื่อวันอังคาร เพื่อพบปะกับบุคคลระดับสูงจากหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย

การเยือนกรุงมอสโกอย่างลับๆ ของนายแรตคลิฟฟ์ทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา โดยเขาเดินทางไปด้วยเครื่องบินของกองทัพ และเดินทางกลับภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เปิดเผยรายละเอียด เกี่ยวกับสิ่งที่พูดคุยกันในการเจรจานอกวาระครั้งนี้ แต่ระบุว่าการพบปะดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น “เกือบจะเป็นกิจวัตร” (semi-routine) พร้อมกล่าวเสริมว่า วอชิงตัน “อยากเห็นสงครามในยูเครนยุติลง”

ทรัมป์บอกอีกว่า เขาเกลียดที่จะ “ทำให้ผู้คนผิดหวัง” แต่ไม่มีข่าวลือใดๆ เกี่ยวกับการเยือนครั้งนี้ที่เป็นความจริงเลย

อนึ่ง การพบปะในลักษณะเดียวกันนี้ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ 24 ก.พ. 2565

ด้านนาย ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียเปิดเผยว่า แรตคลิฟฟ์ไม่ได้เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

“มีการติดต่อกับหน่วยงานข่าวกรองจริง” นายเปสคอฟบอกกับผู้สื่อข่าวในงานแถลงข่าวประจำวัน “แต่ไม่มีการพบปะกับประธานาธิบดีรัสเซีย นี่คือทั้งหมดที่ผมสามารถพูดได้ในเรื่องนี้ และแน่นอนว่า ประธานาธิบดีปูตินได้รับการรายงานสรุปในทันทีเกี่ยวกับทุกเรื่อง”

นอกจากนี้ สตีฟ โรเซนเบิร์ก บรรณาธิการข่าวภาษารัสเซียของ สำนักข่าว BBC ยังถามนายเปสคอฟเรื่องหัวข้อในการเจรจาของ CIA อีกด้วย แต่โฆษกเครมลินตอบว่า “ผมไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้พูดไปแล้วในเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม นายเปสคอฟย้ำว่า การติดต่อระหว่างหน่วยงานข่าวกรองถือเป็น “ปรากฏการณ์เชิงบวก และกระบวนการเชิงบวก” และการติดต่อดังกล่าวมักดำเนินต่อไป “แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด” ในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเปิดเผยกับ CBS สื่อสหรัฐฯ ว่า ก่อนการเดินทาง สหรัฐฯ ได้แจ้งต่อยูเครนว่าคณะผู้แทนระดับสูงจะเดินทางไปยังมอสโก และขอให้เคียฟระงับการโจมตีไว้ชั่วคราวจนกว่าคณะผู้แทนจะเดินทางกลับ

ทั้งนี้ เมื่อไม่มีการเปิดเผยว่าการเยือนรัสเซียของ ผอ. CIA มีขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด ทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา โดยนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นการส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาไปยังมอสโก ให้หยุดแคมเปญสงครามนอกรูปแบบต่อประเทศสมาชิก NATO หลังมีรายงานการพบโดรนปริศนาในหลายประเทศยุโรป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc