โรเบิร์ต ดูวัล นักแสดงอาวุโส มือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 95 ปี

โรเบิร์ต ดูวัล นักแสดงอาวุโส มือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 95 ปี

17 ก.พ. 2569 02:37 น.

โรเบิร์ต ดูวัล นักแสดงอาวุโส มือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 95 ปี

โรเบิร์ต ดูวัล นักแสดงอาวุโสชาวอเมริกา ผู้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ระดับตำนานหลายเรื่อง รวมถึง The Godfather เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว ขณะมีอายุได้ 95 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโรเบิร์ต ดูวัล นักแสดงอาวุโสชาวอเมริกา ผู้เคยร่วมแสดงในภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง “The Godfather” และ “Apocalypse Now” เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านของเขาในเมืองมิดเดิลเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ. 2569) รวมอายุได้ 95 ปี

“สำหรับโลก เขาคือนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ผู้กำกับ และนักเล่าเรื่อง สำหรับฉัน เขาคือทุกสิ่งทุกอย่าง” แถลงการณ์จาก ลูเซียนา ผู้เป็นภรรยาของนายดูวัลระบุ “ความหลงใหลในศิลปะการแสดงของเขาเทียบเท่าได้กับความรักอันลึกซึ้งที่เขามีต่อตัวละคร มื้ออาหารที่ยอดเยี่ยม และการได้เป็นศูนย์กลางของความสนใจ”

เธอระบุต่อว่า “สำหรับทุกบทบาทการแสดงอันมากมาย บ็อบได้ทุ่มเททุกอย่างให้กับตัวละครของเขาและให้กับความจริงแท้ของจิตวิญญาณมนุษย์ที่สื่อถึงตัวละครเหล่านั้น และในการทำเช่นนั้น เขาได้ฝากสิ่งที่จีรังและยากจะลืมเลือนไว้ให้เราทุกคน”

“ขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนตลอดหลายปีที่พวกคุณมอบให้บ็อบ และขอบคุณที่ให้เวลาและความเป็นส่วนตัวแก่เราเพื่อเฉลิมฉลองความทรงจำที่เขาฝากเอาไว้”

ทั้งนี้ ตลอดอาชีพการแสดงอันน่าประทับใจและยาวนานกว่าหกทศวรรษของเขา นายดูวัลขึ้นชื่อเรื่องการรับบทบาทผู้ชายมาดแข็งกร้าว เช่น บทที่ปรึกษามาเฟียใน The Godfather (2515) และนายทหารผู้ทรงอิทธิพลใน Apocalypse Now (2522) ซึ่งมีฉากอยู่ในสงครามเวียดนาม

แม้เขาจะมีเวลาปรากฏบนหน้าจอเพียงไม่กี่นาที แต่ประโยคอันโด่งดังในภาพยนตร์คลาสสิกเมื่อปี 2522 ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ที่ว่า “I love the smell of napalm in the morning” (ผมรักกลิ่นของนาปาล์มในยามเช้า) ได้กลายเป็นประโยคระดับตำนาน

บทบาทของดูวัลในภาพยนตร์ Apocalypse Now หรือชื่อไทยว่า “กองทัพอำมหิต” ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง โดยในตอนแรกบทบาทของเขาถูกวางมาให้ดูเกินความเป็นจริงกว่านี้ แต่ดูวัลลดโทนของมันลง และเปลี่ยนชื่อจากกัปตันคาร์เนจ เป็นพันโท วิลเลียม คิลกอร์ แทน

“ผมทำการบ้านมา” ดูวัลกล่าวกับแลร์รี่ คิง พิธีกรรายการทอล์กโชว์รุ่นเก๋าในปี 2558 “ผมทำการวิจัยมาอย่างดี”

ทั้งนี้ ดูวัลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 ครั้ง และได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปี 1983 จากบทบาทนักร้องเพลงคันทรีหมดไฟในภาพยนตร์เรื่อง Tender Mercies

บทบาทอื่นๆ ของเขา ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรที่ชอบรังแกผู้อื่นในภาพยนตร์เรื่อง Network ปี 2519 และนายทหารนาวิกโยธินในเรื่อง The Great Santini ปี 2522

นายดูวัลมักกล่าวว่าบทบาทที่เขาชอบที่สุดคือ ออกัสตัส แมคเคร อดีตเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐเท็กซัส ที่ผันตัวไปเป็นคาวบอย ในมินิซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Lonesome Dove ปี 2532 ซึ่งสร้างจากนวนิยายของแลร์รี่ แมคเมอร์ทรี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต "เทย์เลอร์ สวิฟต์"

17 ก.พ. 2569 01:17 น.

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

ผู้ต้องสงสัยหลักในคดีวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของนักร้องสาว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนาเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายและอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้เขาถูกจำคุกกว่า 20 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.พ. 2569 ว่า ชายชาวออสเตรียวัย 21 ปี ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายและอื่นๆ จากการที่เขาวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ศิลปินสาวชื่อก้องโลก ที่กรุงเวียนนาเมื่อเดือนสิงหาคม 2567

อัยการออสเตรียกล่าวหาว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ ซึ่งถูกระบุว่าชื่อ เบรัน เอ. (Beran A) เป็นสมาชิกขององค์กรก่อการร้าย ผลิตวัตถุระเบิด และพยายามจัดหาอาวุธโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ชายคนนี้ยังถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อให้กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) โดยเขาถูกจับกุมหลังจากเจ้าหน้าที่ของออสเตรีย ได้รับเบาะแสจากสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ และเขาอาจต้องโทษจำคุก 20 ปีหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง

การจับกุมดังกล่าวส่งผลให้คอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์สาวชาวอเมริกัน ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามเอิร์นสต์ ฮัปเปล ในกรุงเวียนนา ต้องถูกยกเลิก ทั้งที่บัตรขายหมดเกลี้ยงทั้ง 3 รอบการแสดง และคาดว่าจะมีผู้มาชมคอนเสิร์ตรวมมากกว่า 195,000 คน

ทั้งนี้ คดีวางแผนโจมตีคอนเสิร์ตของสาวเทย์เลอร์ในกรุงเวียนนา มีผู้ถูกจับกุมทั้งสิ้น 3 คน รวมถึงนาย เบรัน เอ. ด้วย โดยในตอนนั้นทั้งหมดยังเป็นเด็กวัยรุ่น

เมื่อปี 2568 ศาลในเยอรมนีตัดสินจำคุก วัยรุ่นชาวซีเรียอายุ 16 ปี ชื่อว่า โมฮาเหม็ด เอ. เป็นเวลา 18 เดือน แต่ให้รอลงอาญา จากความผิดที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนโจมตีดังกล่าว โดยเขารอดจากโทษจำคุกมาได้เพราะกฎหมายการกระทำผิดทางอาญาโดยเยาวชน ของเยอรมนี

สำนักงานอัยการกรุงเวียนนาได้ประกาศข้อหาต่อนาย เบรัน เอ. ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีนี้เมื่อวันจันทร์ (16 ก.พ.) โดยตามคำฟ้องระบุว่า เขาได้รับคำสั่งผ่านทางออนไลน์และลงมือทำระเบิดแสวงเครื่องแบบสะเก็ดระเบิดโดยใช้สารระเบิดไตรอะซีโทนไตรเพอร์ออกไซด์ (TATP)

แถลงการณ์ระบุอีกว่า ระเบิดแสวงเครื่องแบบสะเก็ดระเบิดประเภทนี้ เป็นวิธีการเฉพาะของกลุ่มไอซิส ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า นายเบรัน เอ. ได้ขอคำแนะนำจากสมาชิกกลุ่มไอซิส เรื่องวิธีการก่อเหตุระเบิด

อนึ่ง CIA เคยระบุไว้ในปี 2567 ว่า คนร้ายในคดีนี้หวังที่จะสังหารผู้เข้าชมคอนเสิร์ตจำนวนมาก ขณะที่พนักงานสอบสวนกล่าวหานายเบรัน เอ. ว่า เคยวางแผนโจมตีในนครดูไบเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ด้วย โดยจะเป็นการโจมตีประสานกัน 3 จุดของกลุ่มไอซิส แต่เขาเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

16 ก.พ. 2569 23:36 น.

ชาติอาหรับเดือด อิสราเอลอนุมัติขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์

อิสราเอลอนุมัติกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์ให้เป็นทรัพย์สินของรัฐแล้ว เรียกเสียงประณามจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติอาหรับซึ่งระบุว่า นี่เป็นความพยายามยึดดินแดนของปาเลสไตน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลอิสราเอลได้อนุมัติกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดินในเวสต์แบงก์ให้เป็น “ทรัพย์สินของรัฐ” แล้ว เรียกเสียงประณามจากประเทศต่างๆ ในกลุ่มชาติอาหรับและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งมองว่าการทำเช่นนี้จะเร่งให้เกิดการผนวกดินแดนปาเลสไตน์เร็วขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวซึ่งได้รับอนุมัติเมื่อช่วงดึกของวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) จะช่วยให้ “การชี้แจงสิทธิเป็นไปอย่างโปร่งใสและถี่ถ้วนเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางกฎหมาย” และมีความจำเป็นหลังจากมีการขึ้นทะเบียนที่ดินโดยมิชอบในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PA)

อย่างไรก็ตาม อียิปต์ กาตาร์ และจอร์แดน โจมตีความเคลื่อนไหวของอิสราเอลว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอียิปต์ระบุว่านี่เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย และมีเป้าหมายเพื่อกระชับการควบคุมดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง (เขตเวสต์แบงก์)

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ประณามว่า การเปลี่ยนที่ดินในเวสต์แบงก์ให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ทรัพย์สินของรัฐ” จะเป็นการพรากสิทธิของประชาชนชาวปาเลสไตน์ไป

ด้านองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองรามัลเลาะห์ เรียกร้องให้นานาชาติเข้าแทรกแซง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเริ่มต้นของกระบวนการผนวกดินแดนโดยพฤตินัย และการบ่อนทำลายรากฐานของรัฐปาเลสไตน์

การขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่เขต C (Area C) ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด และอยู่ภายใต้การควบคุมด้านความมั่นคงและการบริหารของอิสราเอล

นายโจนาธาน มิซราชี ผู้อำนวยการร่วมขององค์กร “Peace Now” ซึ่งเป็นกลุ่มจับตาการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลกล่าวว่า “ที่ดินจำนวนมากที่ชาวปาเลสไตน์ถือว่าเป็นของพวกเขา พวกเขาจะพบว่ามันไม่ใช่ของพวกเขาภายใต้กระบวนการลงทะเบียนใหม่นี้”

ทั้งนี้ ชาวปาเลสไตน์มองว่าเวสต์แบงก์เป็นรากฐานสำคัญของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต แต่กลุ่มศาสนาฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลจำนวนมาก ต้องการยึดครองดินแดนแห่งนี้

เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลได้อนุมัติมาตรการหลายอย่างที่รัฐมนตรีฝ่ายขวาสนับสนุน เพื่อกระชับการควบคุมพื้นที่ในเวสต์แบงก์ที่บริหารโดยองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ ภายใต้ข้อตกลงออสโลซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990

มาตรการเหล่านั้นซึ่งจุดชนวนให้เกิดกระแสต่อต้านจากนานาชาติด้วยเช่นกัน รวมถึงการอนุญาตให้ชาวอิสราเอลเชื้อสายยิวซื้อที่ดินในเวสต์แบงก์ได้โดยตรง และการอนุญาตให้ทางการอิสราเอลบริหารจัดการสถานที่ทางศาสนาบางแห่ง ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิสราเอลยังเกิดขึ้นในขณะที่ ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์เริ่มก่อเหตุโจมตีชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น

นายโฟลเคอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์ว่า เรากำลังเห็นการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางประชากรในเขตเวสต์แบงก์อย่างถาวร ทั้งการพรากที่ดินไปจากประชาชน และบีบบังคับให้พวกเขาต้องจากไป

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยคัดค้านการของอิสราเอลในการผนวกเขตเวสต์แบงก์ โดยกล่าวว่าเสถียรภาพในดินแดนแห่งนี้ช่วยรักษาความปลอดภัยให้อิสราเอล อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการล่าสุดของอิสราเอลโดยตรง แม้ว่าจะเกิดความไม่พอใจในระดับนานาชาติก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

16 ก.พ. 2569 21:48 น.

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมายังอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันอิหร่านให้ทำข้อตกลง

สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เริ่มปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ. 2569 ก่อนที่ผู้แทนของพวกเขาจะเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์เพียง 1 วัน

สื่ออิหร่านระบุว่า การซ้อมรบดังกล่าวซึ่งไม่ได้ระบุระยะเวลาที่แน่ชัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กองกำลัง IRGC รับมือกับภัยคุกคามทางทหารและด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ ส่งกำลังทหารเรือชุดใหญ่เข้าไปในพื้นที่

นักการเมืองสายเหยี่ยวของอิหร่านออกมาขู่หลายครั้งว่า หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน พวกเขาจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์ที่ใช้ขนส่งน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตทั่วโลก

สื่ออิหร่านรายงานอีกว่า การซ้อมรบนี้อยู่ภายใต้การดูแลของพลเอกโมฮัมหมัด ปัคปูร์ ผู้บัญชาการกองกำลัง IRGC โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของ IRGC ให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ การซ้อมรบดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เตหะรานและวอชิงตันกำลังเตรียมตัวสำหรับการเจรจารอบใหม่ที่นครเจนีวาในวันอังคารนี้ โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง

ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นศัตรูกันมานาน 4 ทศวรรษ กลับมาหารือกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ในโอมาน นับเป็นการเจรจาครั้งแรกตั้งแต่ความพยายามทางการทูตหยุดชะงักลงเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ระหว่างสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารเรือชุดใหญ่เข้าไปในภูมิภาคนี้ โดยเขาอธิบายว่าเป็น “กองเรือรบขนาดมหึมา” เพื่อกดดันให้อิหร่านทำข้อตกลง โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น กับกองเรือคุ้มกันไปยังอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนมกราคม และกำลังเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ตามไปในไม่ช้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

16 ก.พ. 2569 20:46 น.

เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

เนปาล จากการลุกฮือของ Gen Z สู่เสียงเรียกร้อง “กษัตริย์กลับมา” เนปาลกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างการเดินหน้าต่อ หรือหวนกลับไปในระบบเดิม

เสียงตะโกนเรียกร้อง “นำกษัตริย์กลับมา” ดังก้องขึ้นอีกครั้งบนท้องถนนกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาล เมื่อผู้สนับสนุนหลายพันคนออกมารวมตัวต้อนรับ “ชญาเนนทระ ชาห์”  อดีตกษัตริย์เนปาล ที่สนามบินนานาชาติตริภูวัน หลังจากเดินทางกลับจากการเยือนพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2026 พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ที่ยกเลิกไปเกือบสองทศวรรษ 

ภาพของอดีตกษัตริย์วัย 78 ปี โบกมือผ่านซันรูฟรถยนต์ ท่ามกลางฝูงชนที่โบกธงชาติ โปรยดอกไม้ และตะโกนข้อความสนับสนุน ขณะตำรวจปราบจลาจลตรึงกำลังอย่างเข้มงวด กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการหวนคืนของกระแส “กษัตริย์นิยม” ในประเทศที่ครั้งหนึ่งประชาชนเคยลุกขึ้นโค่นล้มราชวงศ์ด้วยพลังมวลชน ฉากดังกล่าวไม่ใช่ภาพใหม่ หากแต่เป็นภาพที่เหมือนการฉายซ้ำของเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากระแสกษัตริย์นิยมไม่ได้เกิดขึ้นชั่วคราว หากกำลังค่อย ๆ กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

การประท้วงในเดือนมีนาคม ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 และแสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับการกลับมาของพระมหากษัตริย์ในเนปาล ผู้สนับสนุนกว่า 10,000 คน รวมตัวกันที่สนามบินกาฐมาณฑุเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จมาถึงของชญาเนนทระ 

รวมถึงเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันในเมืองหลวงของเนปาล เพื่อเรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบกษัตริย์ฮินดู และหวนคืนสู่รัฐฮินดูแทนที่จะเป็นรัฐฆราวาส เหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงด้วย มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคนหลังจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้  ท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุยังเต็มไปด้วยเปลวไฟ และเสียงโกรธแค้นของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นท้าทายชนชั้นนำและนักการเมือง แต่ภาพฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอดีตกษัตริย์ในวันนี้กลับสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ความย้อนแย้งนี้ไม่เพียงบอกเล่าความต่างของอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองในเนปาล หากยังปลุกคำถามสำคัญขึ้นมาอีกครั้งว่าเส้นทางที่เนปาลเลือกเดินมาตลอดเกือบสองทศวรรษ กำลังพาประเทศไปสู่อนาคตที่ประชาชนคาดหวังไว้จริงหรือไม่

สาเหตุของการเรียกร้องคืนระบบกษัตริย์

เนปาลมีประชากรราว 30 ล้านคน เคยอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยาวนานกว่า 239 ปี ก่อนกระแสประชาธิปไตย ความไม่พอใจต่ออำนาจของสถาบันกษัตริย์ และความบาดหมางภายในราชวงศ์ จะค่อย ๆ บั่นทอนความชอบธรรมของระบอบเดิม และนำไปสู่การล่มสลายในปี 2008 จุดเปลี่ยนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมจากความขัดแย้งยาวนาน ทั้งความไม่มั่นคงทางการเมือง สงครามกลางเมือง  ความล้มเหลวของรัฐในการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน

เหตุผลหลักที่เรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ มาจากความผิดหวังของประชาชนต่อระบบการเมืองแบบสาธารณรัฐ ที่ดำเนินมาเกือบสองทศวรรษ แม้ภายหลังการยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยแห่งความเสมอภาค แต่หลายคนมองว่าระบบปัจจุบันล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ระบอบกษัตริย์กลับมาทำหน้าที่เป็น “สถาบันที่ช่วยรวมใจชาติ และคอยถ่วงดุลการเมือง” ซึ่งเป็นภาพจำจากอดีตที่หลายคนเคยมีความหวัง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากเนปาลมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งหลังการยกเลิกกษัตริย์ และยังไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดที่อยู่ครบวาระ 5 ปี อีกทั้ง ระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาและความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน

จากราชอาณาจักรสู่สาธารณรัฐเนปาล จุดจบของราชวงศ์เนปาล

ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลเป็นราชอาณาจักรฮินดูที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจมายาวนานกว่าสองศตวรรษ นับตั้งแต่พระเจ้าปฤถวีนารายันชาห์ทรงรวบรวมอาณาจักรต่าง ๆ และสถาปนาเนปาลสมัยใหม่ในปี 1768 ภายใต้ราชวงศ์ศาหะ อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริงในหลายช่วงเวลากลับอยู่ในมือของตระกูลรานา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบสืบสายเลือด และปกครองประเทศในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1951 เมื่อขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยสามารถโค่นอำนาจของตระกูลรานา และเปิดทางให้มีการจัดตั้งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นครั้งแรก แม้สถาบันกษัตริย์ยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางของรัฐ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นรอยร้าวแรกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยมีอายุไม่ยืนยาวนัก เมื่อในปี 1960 กษัตริย์มเหนทราทรงยุบสภา สั่งห้ามพรรคการเมือง และสถาปนาระบบ “ปัญจายัต” ซึ่งเป็นระบบการปกครองแบบไร้พรรคการเมืองและรวมอำนาจไว้ที่สถาบันกษัตริย์ การปกครองลักษณะนี้ดำรงอยู่นานเกือบสามทศวรรษ ท่ามกลางความไม่พอใจที่สะสมในหมู่ประชาชน

แรงกดดันดังกล่าวระเบิดขึ้นในปี 1990 เมื่อการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการประชาชน” บีบให้ กษัตริย์พิเรนทรา ต้องยอมยกเลิกระบบปัญจายัต และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป เมื่อในปี 1996 กลุ่มกบฏเหมาอิสต์เปิดฉากสงครามกลางเมืองเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์และจัดตั้งสาธารณรัฐ สงครามยืดเยื้อนานสิบปีและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 17,000 คน

ท่ามกลางความไม่มั่นคง เหตุการณ์ที่สั่นคลอนสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1มิถุนายน 2001 ภายในพระราชวังนารายัณหิติ ในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อมกุฎราชกุมารดิเพนทราก่อเหตุปลงพระชนม์ กษัตริย์พิเรนทรา และสมาชิกราชวงศ์รวม 9 พระองค์ ก่อนที่พระองค์เองจะสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงแก่ประเทศ และบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กษัตริย์ชญาเนนทระ พระอนุชาของกษัตริย์พิเรนทรา ขึ้นครองราชย์ในปี 2002 แต่พระองค์เผชิญความไม่ไว้วางใจจากประชาชน และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพระองค์ตัดสินใจยุบสภาและเข้าควบคุมอำนาจโดยตรงในปี 2005 การรวบอำนาจครั้งนั้นจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี2006 ซึ่งประชาชน พรรคการเมือง และกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ ผนึกกำลังกันกดดันให้กษัตริย์ต้องคืนอำนาจให้รัฐสภา

กระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์นำไปสู่จุดสิ้นสุดในที่สุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติยกเลิกระบอบกษัตริย์อย่างเป็นทางการ และประกาศให้เนปาลเป็น “สหพันธรัฐสาธารณรัฐประชาธิปไตย” โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ศาหะที่ปกครองประเทศมายาวนาน และเปลี่ยนผ่านเนปาลเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์

ต่อมาในปี 2015 เนปาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดตั้งระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ มีสภานิติบัญญัติสองสภา และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับสร้างความไม่พอใจในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน ขณะที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่าง จีน และ อินเดีย ซึ่งต่างสนับสนุนกลุ่มการเมืองคนละฝ่าย ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศซับซ้อนมากขึ้น

นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนรัฐบาลมากกว่าสิบชุด และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากกว่าสิบคนภายในเวลาไม่กี่ปี ความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรัง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามต่อระบอบสาธารณรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อีกครั้งในปัจจุบัน

การลุกฮือของ Gen Z เมื่อคนรุ่นใหม่จุดไฟการเปลี่ยนแปลง

วิกฤตการเมืองครั้งล่าสุดปะทุขึ้นในปี 2025 เมื่อรัฐบาลในเนปาล สั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube และ X แม้มาตรการนี้จะเป็นเพียงชนวน แต่ความไม่พอใจที่แท้จริงได้สะสมมานานในหมู่คนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ซึ่งออกมาประท้วงต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำ เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่ซบเซา และโครงสร้างอำนาจที่ไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน กระแสวิพากษ์ “Nepo Kids” หรือลูกหลานนักการเมืองที่แสดงความมั่งคั่งบนโลกออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสายตาของสาธารณะ

การประท้วงลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนบานปลายเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ภายในเวลาเพียงสองวัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 คน อาคารหลายร้อยแห่งถูกเผา รวมถึงรัฐสภาและศาล ในที่สุดนายกรัฐมนตรี K. P. Sharma Oli ต้องลาออกจากตำแหน่ง การลุกฮือของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงโค่นล้มรัฐบาล หากยังสั่นคลอนความชอบธรรมของระเบียบการเมืองทั้งระบบ และเปิดฉากช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนครั้งใหม่ของประเทศ

จากการต่อต้านชนชั้นนำ สู่การโหยหา “กษัตริย์”

แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสประท้วงจากคนรุ่นใหม่ต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง แต่ปัจจุนกระแสการนิยมกษัตริย์กลับมาช่วงชิงพื้นที่ให้แนวคิดที่ดูเหมือนจะเป็น “อดีต” ฟื้นคืนมาอีกครั้ง 

สำหรับผู้สนับสนุนบางส่วน กษัตริย์ไม่ได้ถูกมองในฐานะผู้ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไป แต่ถูกจินตนาการใหม่ในฐานะ “สัญลักษณ์ของความมั่นคง” “ศูนย์รวมจิตใจของชาติ” และ “กลไกถ่วงดุลนักการเมือง” พรรคการเมืองอย่าง Rastriya Prajatantra Party ซึ่งสนับสนุนการฟื้นฟูราชาธิปไตย เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยหวังใช้การเลือกตั้งรัฐสภาเป็นเวทีขยายอิทธิพล 

ภาพการต้อนรับอดีตกษัตริย์ที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณว่าแนวคิดเรื่อง “ราชาธิปไตย” ไม่ได้เลือนหายไปจากสังคมเนปาล หากยังคงดำรงอยู่ และกำลังกลับเข้าสู่สมการการเมืองอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ

อนาคตที่ยังไม่ชัดเจน

แม้กระแสสนับสนุนกษัตริย์จะเพิ่มขึ้น แต่โอกาสฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในระยะสั้นยังคงจำกัด พรรคการเมืองหลักส่วนใหญ่ยังคัดค้านแนวคิดนี้ และตัวอดีตกษัตริย์เองก็ยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน 

การกลับมาของฝูงชนบนท้องถนนสะท้อนความจริงสำคัญสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ระบอบสาธารณรัฐยังไม่สามารถเติมเต็มคำมั่นสัญญาเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคง และอนาคตทางเศรษฐกิจ เนปาลในวันนี้จึงอยู่ในห้วงเวลาของความไม่แน่นอน เมื่อความหวังใน “อนาคต” สั่นคลอน “อดีต” ที่เคยถูกโค่นล้ม จึงกำลังถูกหวนมองอีกครั้ง

การฟื้นฟูกระแสราชาธิปไตยยังสอดคล้องกับบริบทของการเตรียมการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 5มีนาคมนี้ โดยกลุ่มสนับสนุนกษัตริย์หวังว่าจะใช้การเลือกตั้งเป็นเวทีขยายฐานเสียงและเพิ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งได้ที่นั่งประมาณ 5% ในการเลือกตั้งครั้งก่อน หวังว่าจะสามารถคว้าที่นั่งเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ แม้โอกาสที่กษัตริย์จะกลับมามีบทบาทอย่างเป็นทางการจะยังมีข้อจำกัดอยู่มากก็ตาม

มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

มือปืนกราดยิง "หาดบอนได" ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

16 ก.พ. 2569 16:28 น.

มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

นายนาวีด อัคราม ผู้ต้องหาเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ ปรากฏตัวต่อศาลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งแรก โดยถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง และข้อหาก่อการร้าย เผยแผนการสุดอำมหิตกับผู้เป็นพ่อ ทั้งซ้อมยิงปืนทางยุทธวิธีและอัดคลิปประกาศอุดมการณ์กลุ่มรัฐอิสลาม ก่อนลงมือสังหารเหยื่อกลางงานฉลองของชาวยิว ดับ 15 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 40 ราย

นายนาวิด อัคราม วัย 24 ปี ผู้ต้องหาคดีกราดยิงที่หาดบอนได ได้ปรากฏตัวต่อศาลเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี

นายนาวิดปรากฏตัวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำโกลเบิร์น ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดสูงสุด โดยเขาต้องเผชิญกับข้อหารวมทั้งสิ้น 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 ศพ และข้อหากระทำการโจมตีเพื่อก่อการร้าย 1 กระทง

ในการพิจารณาคดีสั้นๆ ประมาณ 5 นาที นาวิดได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ครับ” เมื่อถูกถามว่าเขาได้ยินรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายเวลาคำสั่งคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ โดยคำสั่งศาลดังกล่าวครอบคลุมถึงการปิดบังตัวตนของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ ยกเว้นผู้ที่ประสงค์จะเปิดเผยตัวตนด้วยตนเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายนาวิดและนายซาจิด บิดาวัย 50 ปี ได้ร่วมกันก่อเหตุโจมตีระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวที่หาดบอนได ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งรวมถึงแรบไบ 2 คน, ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเด็กหญิงวัย 10 ขวบ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 40 คน โดยนายซาจิดผู้เป็นพ่อถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ส่วนนายนาวิดได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำในภายหลัง

เอกสารที่ยื่นต่อศาลระบุว่า พ่อลูกคู่นี้ได้วางแผนโจมตีอย่าง “รอบคอบ” มานานหลายเดือน และมีการลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุก่อนลงมือเพียง 2 วัน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสำคัญเป็นคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้เมื่อเดือนตุลาคม ปรากฏภาพทั้งสองนั่งอยู่หน้าธงสัญลักษณ์ของกลุ่มรัฐอิสลาม พร้อมประกาศแรงจูงใจในการโจมตีและประณาม “กลุ่มไซออนิสต์”

ตำรวจยังพบหลักฐานวิดีโออีกชุดที่แสดงให้เห็นว่าพ่อลูกคู่นี้ไปซ้อมยิงปืนลูกซองและฝึกเคลื่อนที่ทางยุทธวิธีในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ในช่วงก่อนก่อเหตุด้วย

นายเบน อาร์คโบลด์ ทนายความฝ่ายจำเลย ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าลูกความของเขาจะให้การรับสารภาพหรือไม่ พร้อมเผยว่าขณะนี้อัครามต้องใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่ “ยากลำบากและกดดันอย่างยิ่ง” ในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด

ทั้งนี้ ศาลมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในเดือนเมษายน 2026.

ที่มา BBC

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

16 ก.พ. 2569 15:25 น.

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียนับพันร่วมแต่งชุดดำ รวมตัวประท้วงกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ กดดันให้จับกุม “อาซัม บากี” ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชัน หลังมีรายงานว่าเขาถือครองหุ้นเกินเกณฑ์และข้อกล่าวหาช่วยนักธุรกิจยึดบริษัท ขณะที่เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ ลั่นไม่ลาออกจากตำแหน่ง ชี้อดีตรัฐมนตรีคลังยังทำงานต่อแม้ขณะโดนสอบสวน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียหลายร้อยคน นัดหมายสวมชุดสีดำรวมตัวกันใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการจับกุม นายอาซัม บากี ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งมาเลเซีย (MACC) หลังเกิดอื้อฉาวเกี่ยวกับการถือครองหุ้นที่อาจไม่เหมาะสมและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน กลุ่มนักศึกษา องค์กรภาคสังคม รวมถึงนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมตัวกันบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง พร้อมโบกธงสีดำและชูป้ายข้อความ จนต้องมีการปิดถนนสายหลักเป็นการชั่วคราว

อมิรา ไอสยา อับดุล อาซิซ นักการเมืองฝ่ายค้าน กล่าวต่อฝูงชนว่า “เรามารวมตัวกันเพราะศักดิ์ศรีของกฎหมายและประเทศชาติกำลังถูกล้อเล่น เยาวชนและพลเมืองมาเลเซียจะไม่นั่งเงียบหลับตาอีกต่อไป เราจะเรียกร้องให้จับกุมอาซัม บากี จนกว่าจะสำเร็จ”

การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์นิว สเตรท ไทมส์ รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมราว 1,000 คน ซึ่งรวมถึงสมาชิกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ของรัฐบาล โดยนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ระบุว่าประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาประท้วงซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการกับประธาน MACC

รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า เอกสารที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาเลเซียเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่านายอาซัมถือครองหุ้นในบริษัท Velocity Capital Partner จำนวน 17.7 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 800,000 ริงกิต (ประมาณ 6.37 ล้านบาท)

ตามระเบียบข้าราชการของรัฐบาลมาเลเซียปี 1993 และคำสั่งเพิ่มเติมปี 2024 ระบุว่า ข้าราชการสามารถซื้อหุ้นได้ในเงื่อนไขที่ว่า ต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียน หรือมูลค่าไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 7.96 แสนบาท) แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใน MACC ให้การช่วยเหลือนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งในการยึดครองกิจการของบริษัทอื่น ซึ่งทางหน่วยงานและกลุ่มนักธุรกิจได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ภายหลังการประท้วง นายอาซัม บากี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องลาพักงาน” ระหว่างการสืบสวน โดยระบุว่าเขายังไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาอาญาใดๆ “ผมไม่จำเป็นต้องลาพักงาน ถ้าผมต้องลา ผมอยากถามว่ามีอีกกี่คนที่ถูกฟ้องศาลไปแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่? แม้แต่อดีตรัฐมนตรีคลังบางคนยังอยู่ในตำแหน่งตอนถูกสืบสวนเลย แล้วปัญหาคืออะไร ผมทำผิดอาญาแล้วหรือ?” 

อย่างไรก็ตาม เขาให้คำมั่นว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับคณะกรรมการสอบสวนพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพร้อมจะเปิดเผยเอกสารส่วนตัว เช่น รายการเดินบัญชีธนาคารต่อคณะกรรมการสืบสวนอย่างโปร่งใส แต่จะไม่ออกสื่อสาธารณะเพื่อให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์.

ที่มา New Straits Times /  Bernama

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

16 ก.พ. 2569 14:23 น.

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์เผยกลุ่มคนร้ายบุกลักพาตัวชายชราวัย 85 ปีถึงในบ้านพัก ก่อนพบหลักฐานชี้ชัดเป็นการ “จับตัวผิดคน” ด้านตำรวจเผยพบวิดีโอเหยื่อในสภาพบาดเจ็บสาหัสถูกแชร์ว่อนในเครือข่ายอาชญากรรม วอนคนร้ายปล่อยตัวทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้าโดยด่วน ครอบครัววิตกหนัก เนื่องจากเหยื่อต้องใช้ยาประจำทุกวัน

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ออกแถลงการณ์วิงวอนให้กลุ่มคนร้ายปล่อยตัว “คริส แบกซาเรียน” ชายชราวัย 85 ปี ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักย่านนอร์ทไรด์ โดยเชื่อมั่นว่าเหยื่อรายนี้ถูกจับตัวไปผิดคนเนื่องจากความผิดพลาดของกลุ่มอาชญากร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถเอสยูวีสีเข้มขับมาจอดหน้าบ้านของนายแบกซาเรียน ซึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง จากนั้นปรากฏร่างชายสวมฮู้ดอย่างน้อย 2 คน บุกเข้าไปในบ้านและหิ้วปีกชายชราที่พยายามขัดขืนขึ้นรถหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ที่มีลักษณะตรงกันถูกเผาทิ้งในย่านเซาท์ทูร์รามูร์รา เพื่อทำลายหลักฐาน

แอนดรูว์ มาร์กส์ รักษาการผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน ระบุว่า “คนร้ายตั้งใจจะมาลักพาตัวใครบางคน แต่พวกเขาจับไปผิดคน ครอบครัวของคุณตาอยู่ในอาการโศกเศร้า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้พ่อและปู่ของพวกเขากลับคืนมา”

สื่อท้องถิ่นอย่างซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ รายงานว่า ขณะนี้มีภาพนิ่งและคลิปวิดีโอของคุณตาแบกซาเรียนในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกเผยแพร่หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายผู้มีอิทธิพลใต้ดินของซิดนีย์

ผู้กำกับมาร์กส์ยอมรับว่าได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วและรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่า “ทุกชั่วโมงมีความหมาย” เนื่องจากคุณตาจำเป็นต้องได้รับยาประจำตัวทุกวัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าคนร้ายไม่มีการเรียกค่าไถ่มายังครอบครัว เพราะครอบครัวนี้เป็นพลเมืองดีและไม่มีความเกี่ยวข้องกับโลกอาชญากรรมใดๆ ซึ่งยืนยันได้ “ล้านเปอร์เซ็นต์” ว่าเป็นการจับตัวผิดคน

รายงานระบุว่า เคสการทำร้ายหรือลักพาตัวผิดคนเริ่มพบบ่อยขึ้นในซิดนีย์ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่มักจะ “จ้างช่วง” งานประเภทดังกล่าวให้กลุ่มแก๊งระดับล่างทำ ซึ่งมักจะเกิดความผิดพลาดในการชี้ตัวเหยื่อ ดังเช่นกรณีปีที่แล้วที่ช่างประปาวัย 23 ปีถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านเพียงเพราะคนร้ายจำคนผิด

นายคริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้กล่าววิงวอนกลุ่มคนร้ายให้คำนึงถึงมนุษยธรรม “ขอให้บอกตำรวจว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือไม่ก็ช่วยนำคุณตาแบกซาเรียนไปทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้า แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล หรือแม้แต่บ้านพักคนชรา เราขอร้องให้พวกคุณทำเช่นนั้นโดยเร็วที่สุด”

ในวันที่ถูกลักพาตัว คุณตาแบกซาเรียนสวมชุดนอนสีเทา และเสื้อเชิ้ตผ้าสำลี ลายสก็อตสีแดงน้ำเงิน หากใครพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติในบ้านพักที่ไม่มีคนอยู่ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที.

ที่มา BBC

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

"เนทันยาฮู" ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

16 ก.พ. 2569 13:09 น.

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศต่อหน้าที่ประชุมองค์กรยิวในสหรัฐฯ ยืนกรานข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องบังคับให้มีการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ระงับการเสริมสมรรถนะ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผย “โดนัลด์ ทรัมป์” เน้นการทูตนำหน้า แม้จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำประชิดภูมิภาคตะวันออกกลางก็ตาม

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) ว่าเขาได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ จะทำกับอิหร่านนั้น จะต้องครอบคลุมถึงการ “รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์” ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การสั่งให้หยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมประจำปีของประธานองค์กรยิวรายใหญ่ในอเมริกา นายเนทันยาฮูแสดงความกังขาต่อการเจรจา แต่ย้ำว่าหากจะมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดต้องถูกส่งออกนอกประเทศอิหร่าน “จะต้องไม่มีขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่การหยุดกระบวนการ แต่ต้องรื้อถอนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คุณสามารถกลับมาเสริมสมรรถนะได้อีกครั้งตั้งแต่ต้น” 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซาว่าอิสราเอลยังคงต้อง “ปิดงาน” ในการทำลายอุโมงค์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันทำลายไปได้แล้ว 150 กิโลเมตร จากทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ราว 500 กิโลเมตร

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เตรียมเปิดการเจรจารอบที่สอง ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคารนี้ โดยนายมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เผยว่าอิหร่านพร้อมพิจารณาการประนีประนอม หากสหรัฐฯ ยอมหารือเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนกรานว่า “การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์” คือเส้นตายที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นสิทธิภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงที่สโลวาเกียว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชอบวิธีการทางการทูตและการเจรจามากกว่าการโจมตีโดยตรง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อป้องกันภัยคุกคาม

ในการเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ส่งคนสนิทของทรัมป์อย่างนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา เข้าร่วมพบกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยนายรูบิโอยอมรับว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านได้สำเร็จ แต่เราจะพยายาม”

นอกเหนือจากประเด็นนิวเคลียร์ อิสราเอลยังเรียกร้องเงื่อนไขสำคัญอื่นๆ ที่มองว่าจำเป็นต่อความมั่นคงของโลก ได้แก่การควบคุมขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งอิหร่านใช้โจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะหารือเรื่องนี้ และการตัดการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน ได้แก่ กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC / Reuters

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

"หลุมยุบยักษ์" อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

16 ก.พ. 2569 11:46 น.

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในหมู่บ้านปอนด็อก บาเล็ก เกตอล ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นการเคลื่อนตัวของดินบริเวณ “หลุมยุบยักษ์” ที่ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและคุกคามเขตที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้างกว่า 18 ไร่ และยังคงเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร

หลุมบยุบขนาดมหึมาอยู่ในพื้นที่อำเภออาเจะห์กลาง จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักงานทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุแห่งอาเจะห์รายงานว่า หลุมดังกล่าวได้ขยายตัวจนมีพื้นที่กว้างถึง 18.75 ไร่แล้วในปีนี้ และยังคงทรุดตัวเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน เช่น ไร่พริก ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจและแหล่งรายได้หลัก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ขอบของหลุมยักษ์มีการพังทลายและขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 1 เมตร โดยขณะนี้ระยะห่างระหว่างปากหลุมกับชุมชนเหลือเพียงประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

พลโท ซูฮารยันโต ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงออกจากพื้นที่เสี่ยง และเร่งสร้างถนนทางเลือกใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ

ทางด้านกระทรวงโยธาธิการ  ได้สั่งระงับการปล่อยน้ำทิ้งจากชุมชนลงสู่บริเวณดังกล่าวชั่วคราว เพื่อลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ดินอ่อนตัวและพังทลายเพิ่มขึ้น

นายมุลยาดี เจ้าหน้าที่จากกระทรวงโยธาธิการ เปิดเผยว่า “ขณะนี้ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากขนาดความเสียหายของหน้าดินกว้างขวางมาก เราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการกำหนดมาตรการบรรเทาภัย เพื่อป้องกันดินถล่มซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ผสมได้เข้าทำการติดตั้งแนวเขตกั้นถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้บริเวณขอบหลุมยุบ เนื่องจากสภาพดินมีความไม่เสถียรสูงและมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันทางการท้องถิ่นได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักซึ่งอาจเร่งให้ดินเกิดการกัดเซาะและทรุดตัวเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดหลุมยุบครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้.

ที่มา KOMPAS