สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

16 ก.พ. 2569 11:25 น.

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านจำหน่ายพลุในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ ในช่วงที่มีการใช้ดอกไม้ไฟสูงสุดของประเทศ

เหตุสลดรับตรุษจีน เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น ในเขตตงไห่ มณฑลเจียงซู โดยสาเหตุเบื้องต้นมาจากการจุดพลุอย่างไม่เหมาะสม ของชาวบ้านหนึ่งรายหรือมากกว่า ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นที่ร้านขายพลุใกล้เคียง

หลังเกิดเหตุ หน่วยงานด้านการจัดการเหตุฉุกเฉิน ดับเพลิง ตำรวจ และสาธารณสุข ได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการกู้ภัยและควบคุมสถานการณ์ โดยสามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้จากแรงระเบิดได้ภายในเวลาประมาณ 16.00 น.

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 8 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย จากแผลไฟไหม้เล็กน้อย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนออกแถลงเตือนว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงการใช้พลุและดอกไม้ไฟสูงสุดในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันอังคารนี้ พร้อมเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทดลองจุดพลุนอกร้าน หรือการสูบบุหรี่บริเวณร้านจำหน่ายดอกไม้ไฟ

นอกจากนี้ ยังได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านจำหน่ายพลุทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ อุบัติเหตุในภาคอุตสาหกรรมยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีน ซึ่งมักถูกวิจารณ์เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวม ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน ก.พ. เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเทคโนโลยีชีวภาพในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย

ขณะที่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในมณฑลมองโกเลียใน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย.

ที่มา : channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พลุ

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน" เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

16 ก.พ. 2569 11:03 น.

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดตัวโครงการที่พักอาศัยใหม่อย่างเป็นทางการในกรุงเปียงยาง เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนครอบครัวทหารที่สละชีพในสมรภูมิยูเครนร่วมกับกองทัพรัสเซีย ด้านหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้คาดมีทหารเสียชีวิตรวมกว่า 6,000 นาย

รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จในการก่อสร้างย่านที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง เพื่อมอบให้แก่ครอบครัวของทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังรัสเซียในยูเครน ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ในการยกย่องและให้เกียรติแก่ผู้พลีชีพในสงคราม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เผยแพร่ภาพนิ่งจากพิธีซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) โดยปรากฏภาพนายคิม จองอึน และบุตรสาว “คิม จูแอ” ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดโครงการ ก่อนจะสวมกอดกับประชาชนและมอบเอกสารสิทธิ์ครอบครองห้องพักด้วยตนเอง ภาพชุดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นสตรีรายหนึ่งก้มคำนับนายคิมอย่างนอบน้อมขณะรับมอบเอกสาร อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระภายนอก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่สื่อทางการเกาหลีเหนือจะรายงานข่าวล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงหลายชั่วโมง

การเปิดตัวโครงการนี้มีขึ้นตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 ของนายคิม จองอิล อดีตผู้นำผู้ล่วงลับและบิดาของนายคิม จองอึน ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่เกาหลีเหนือเฉลิมฉลองเป็นประจำ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ได้ส่งทหารหลายพันนายรวมถึงยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งปืนใหญ่และขีปนาวุธ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสงครามรุกรานยูเครน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) รายงานต่อสมาชิกรัฐสภาว่า มีการประเมินว่าทหารเกาหลีเหนือประมาณ 6,000 นาย เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามครั้งนี้ แม้จะไม่มีการระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด แต่เมื่อปีที่ผ่านมา NIS เชื่อว่ามีทหารเสียชีวิตไปแล้วราว 600 นาย

โครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่ตั้งอยู่บนถนน “แซ-พยอล” ในเขตชานเมืองห่างจากศูนย์กลางกรุงเปียงยาง ซึ่งตามธรรมเนียมของเกาหลีเหนือนั้น การมอบที่พักอาศัยในทำเลเฉพาะถือเป็นรางวัลเกียรติยศสำหรับพลเมืองที่รัฐบาลต้องการตอบแทนเป็นพิเศษ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเชิดชูทหารที่ไปรบในรัสเซีย เช่น การสร้างกำแพงอนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่

พิธีเปิดโครงการครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้จะยังไม่มีการประกาศวันที่แน่ชัดออกมาก็ตาม.

ที่มา Associated Press

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง "อาชญากรรมสงคราม" สะเทือนอาเซียน

16 ก.พ. 2569 09:31 น.

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์ฯ ดำเนินคดีกับกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์เลสเตเปิดกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตภายในกลุ่มอาเซียน และตอกย้ำประเด็นสิทธิมนุษยชนเมียนมาที่ถูกจับตามองจากประชาคมโลก

แถลงการณ์ของรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ระบุว่า ได้เรียกอุปทูตของติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสั่งให้เดินทางออกจากประเทศภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าติมอร์-เลสเตแต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา ซึ่งทางการเมียนมาเรียกว่าเป็นความน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เปิดเผยว่า ติมอร์-เลสเตได้เริ่มดำเนินคดีตามหลัก เขตอำนาจศาลสากล ซึ่งเปิดทางให้ศาลภายในประเทศสามารถพิจารณาคดีอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศได้ แม้เหตุจะเกิดนอกอาณาเขตก็ตาม

องค์กรสิทธิฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ชินในเมียนมา ระบุว่า คดีดังกล่าวมีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ เกี่ยวกับการข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ประชาชน 10 ราย การสังหารผู้นำศาสนา และการโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาล

เมียนมาซึ่งกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลทหารเมียนมายังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีที่ International Court of Justice (ICJ) จากข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

กรณีล่าสุดถือเป็นความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 ของอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2025

รัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาติมอร์-เลสเตว่า ละเมิดกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเน้นย้ำหลักการเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสั่นคลอน โดยในเดือนสิงหาคม 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศมาแล้ว หลังรัฐบาลดิลีจัดการพบปะกับฝ่ายบริหารเงาที่ถูกสั่งห้าม ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

16 ก.พ. 2569 08:31 น.

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

รัฐบาลจีนไฟเขียวให้พลเมืองของแคนาดาและสหราชอาณาจักรเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังผู้นำของทั้งสองประเทศเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการมกราคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเคียร์ สตาร์เมอร์และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจีน ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่า การหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองของตน

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแคนาดาและสหราชอาณาจักรสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน การแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเดินทางผ่าน (ทรานซิต) ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนกับประเทศอื่น ๆ และสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับประชาชน

นโยบายยกเว้นวีซ่าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกด้านความร่วมมือระหว่างจีนกับทั้งสองประเทศตะวันตก และอาจช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าจีน

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

16 ก.พ. 2569 06:59 น.

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ ประกาศ ทหารบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ โดยตามล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย ลั่น “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันในมหาสมุทรอินเดียเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 หลังจากติดตามมาจากทะเลแคริบเบียน โดยต้องสงสัยว่า เรือดังกล่าวกำลังช่วยเวเนซุเอลาหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกตรวจยึดในครั้งนี้มีชื่อว่า “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ติดธงชาติปานามา โดยที่นับเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 7 เป็นอย่างน้อยแล้วที่ถูกสหรัฐฯ เข้ายึดนับตั้งแต่พวกเขาเริ่มการปราบปรามการส่งออกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาเมื่อปลายปีก่อน

“ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ พร้อมเผยแพร่วิดีโอและภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นการบุกตรวจค้นของกองทัพสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุอีกว่า นี่เป็นสิทธิในการเข้าตรวจค้น การสกัดกั้นทางทะเล และการขึ้นเรือ โดยไม่ได้เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือลำดังกล่าวหลังเข้าตรวจค้นหรืออนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

“เรือลำนี้พยายามฝ่าฝืนการกักกันของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยหวังว่าจะหนีรอดไปได้” แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุ “เราติดตามเรือลำนี้จากทะเลแคริบเบียนไปยังมหาสมุทรอินเดีย ลดระยะห่าง และหยุดเรือลำดังกล่าว”

“ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีขีดความสามารถ ความอดทน หรือความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนี้ น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย ไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเล เราจะหาคุณให้พบและนำความยุติธรรมมาสู่คุณ”

ทั้งนี้ รายงานจากกลุ่มตรวจสอบ TankerTrackers.com ระบุว่า เรือเวโรนิกา 3 ออกเดินทางจากเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในการบุกโจมตีบ้านพักของเขาในกรุงการากัส

เว็บไซต์ดังกล่าวระบุอีกว่า เรือลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรลในขณะที่ออกเดินทาง และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันของรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2566

เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่าได้ขึ้นตรวจค้นเรืออากีลา 2 (Aquila II) ซึ่งกองกำลังสหรัฐฯ ได้ “ติดตามและไล่ล่า” ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดียเช่นเดียวกัน

การปิดล้อมของสหรัฐฯ ลดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลงอย่างมาก โดยมีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเชฟรอน (Chevron) และมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินงานตามปกติ

นายแมตต์ สมิธ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล “เคปเลอร์” (Kpler) ของสหรัฐฯ บอกกับ บีบีซี ว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

16 ก.พ. 2569 03:44 น.

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า คณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งเขาเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้ง จะประกาศที่การประชุมครั้งแรกในสัปดาห์นี้ว่า จะมอบเงินจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ประเทศสมาชิกของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) จะประกาศคำมั่นสัญญาในการประชุมที่กำลังจะมาถึงในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. ว่าจะมอบเงินมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อบูรณะฉนวนกาซา และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า ประเทศสมาชิกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งบุคลากรหลายพันคนเข้าร่วมในกองกำลังรักษาเสถียรภาพที่ได้รับอนุญาตจากสหประชาชาติ และกองกำลังตำรวจท้องถิ่นในดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้

การประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของคณะกรรมการฯ จะจัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งเปลี่ยนชื่อตามประธานาธิบดี (ชื่อเดิมคือ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา – USIP) โดยคาดว่าจะมีคณะผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐเข้าร่วมด้วย

อนึ่ง การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพได้รับการรับรองโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของรัฐบาลทรัมป์ในการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายไปเป็นการรักษาเสถียรภาพโลก

แม้ว่ามหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงตุรกี อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอิสราเอล ตลอดจนประเทศเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมคณะกรรมการนี้แล้ว แต่มหาอำนาจโลกและพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังไม่ด่วนตัดสินใจเข้าร่วม

ผู้นำสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการนี้ต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเข้าร่วม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะกรรมการนี้อาจกลายเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในรูปแบบ “จ่ายเพื่อเข้าร่วม”

บางประเทศรวมถึงโครเอเชีย ฝรั่งเศส อิตาลี นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

16 ก.พ. 2569 02:38 น.

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

ทางการยูเครนจับกุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังพบว่า เขาพยายามหลบหนีออกจากประเทศ ท่ามกลางการปราบปรามคดีคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วงของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของรัฐบาลยูเครนว่า นายเกอร์มัน กาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2568 หลังจากมีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต ถูกจับกุมในขณะอยู่บนรถไฟที่กำลังเดินทางออกจากยูเครน โดยยังไม่ชัดเจนว่าเขาตั้งใจจะเดินทางไปที่ใด

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (Nabu) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ควบคุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “ขณะกำลังข้ามพรมแดนประเทศ” โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ไมดัส” (Operation Midas)

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชื่อของนายกาลุชเชนโกอย่างชัดเจน แต่สื่อชั้นนำของยูเครนหลายสำนักได้ระบุชื่อของชายคนนี้เอาไว้ Nabu ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมตัวกาลุชเชนโก แต่ระบุว่าจะแจ้งข้อมูลความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ด้านสถานีวิทยุ Radio Free Europe รายงานว่า นายกาลุชเชนโกถูกนำตัวไปยังกรุงเคียฟเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้รับคำสั่งให้แจ้งเตือนทางการหากเขาพยายามหลบหนี

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสูงของรัฐบาลยูเครน ที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับแผนการยักยอกทรัพย์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

คาดกันว่า เรื่องอื้อฉาวดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจก่อนที่รัสเซียจะรุกรานเต็มรูปแบบไม่นาน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะขจัดคอร์รัปชัน

ก่อนหน้านี้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของนายเซเลนสกี และเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาตลอดช่วงสงครามเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ลาออกจากตำแหน่งหลังบ้านพักของเขาถูกตรวจค้น แต่ทั้งประธานาธิบดีและนายเยอร์มักไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดใดๆ

แต่เรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันให้ยูเครนจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถูกระงับไว้ตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2565 เนื่องจากเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของยูเครน

ทั้งนี้ Nabu และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริต (Sap) ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตอีกแห่งของยูเครน ระบุว่า การสืบสวนต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในยูเครน ภายใต้ชื่อภารกิจว่า “ปฏิบัติการไมดัส” เป็นผลรวมจากการสืบสวนนาน 15 เดือน

ทั้ง 2 หน่วยงานกล่าวหาบุคคลหลายรายว่า ร่วมกันวางแผนยักยอกเงินในภาคพลังงานของยูเครน รวมถึงจากบริษัท “เอเนอร์โกอะตอม” (Energoatom) ผู้ดำเนินการกิจการนิวเคลียร์แห่งชาติ

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมาของ Energoatom โดยมีมูลค่าระหว่าง 10% ถึง 15% ของมูลค่าสัญญา

นอกจากนายกาลุชเชนโกแล้ว นายโอเล็กซี เชอร์นิชอฟ อดีตรองนายกรัฐมนตรียูเครนก็เพิ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ในข้อหา “ร่ำรวยผิดปกติ” หลังจากถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบไปก่อนหน้านั้นแล้ว

นายติมูร์ มินดิช นักธุรกิจและเจ้าของร่วมของ Kvartal95 สตูดิโอโทรทัศน์ซึ่งเคยเป็นต้นสังกัดเก่าของนายเซเลนสกี หลบหนีออกนอกประเทศหลังจากถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีคอร์รัปชัน

การที่บุคคลเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยขึ้นจากการทุจริตในภาคพลังงานของยูเครน สร้างความโกรธแค้นให้แก่ประชาชนในประเทศเป็นพิเศษ เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน จนส่งผลให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ทำให้ประชาชนไม่มีความร้อนให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

16 ก.พ. 2569 01:19 น.

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ ลั่น ไม่มีเหตุผลที่จะโต้แย้งข้อกล่าวหาของยุโรปที่อ้างว่า รัฐบาลรัสเซียใช้สารพิษจากกบลูกศรพิษ ในการสังหารนายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 สหรัฐอเมริกาประกาศว่าไม่ได้โต้แย้งผลการตรวจสอบของยุโรปที่ระบุว่า อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ถูกวางยาด้วยสารพิษหายากจากกบลูกศรพิษ ในขณะที่สหราชอาณาจักรส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเยือนสโลวาเกียเมื่อวันอาทิตย์ โดยเรียกรายงานของยุโรปว่าเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และ “ร้ายแรงมาก”

เมื่อวันเสาร์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ได้กล่าวหาว่ารัฐรัสเซียเป็นผู้สังหารนาวาลนีเมื่อ 2 ปีก่อนในทัณฑนิคมในไซบีเรีย

ทั้ง 5 ประเทศกล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า การวิเคราะห์ตัวอย่างจากร่างกายของนาวาลนีในห้องปฏิบัติการพบสาร “เอพิบาทิดีน” (epibatidine) ซึ่งเป็นสารพิษที่พบในกบลูกศรพิษของอเมริกาใต้ และว่าไม่มีเหตุผลด้านดีใดๆ ที่อธิบายได้ว่า เหตุใดสารพิษตัวนี้จึงอยู่ในร่างของเขา

การประกาศครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นเกือบจะตรงกับวันครบรอบ 2 ปี การเสียชีวิตของนาวาลนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลรัสเซีย และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ชาติตะวันตกจะมีมาตรการร่วมกันต่อไป

แม้ว่าวอชิงตันจะไม่ได้เข้าร่วมในการแถลงการณ์ร่วมของยุโรป แต่รูบิโอกล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

“เราไม่มีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงเรื่องนี้” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการ “หาเรื่อง” กับพันธมิตรยุโรปเกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลจะ “เดินหน้าพิจารณามาตรการร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลรัสเซีย”

“เราเชื่อว่าพันธมิตรที่เราสร้างขึ้นในต่างประเทศคือสิ่งที่ทำให้ประเทศเราแข็งแกร่งขึ้น การดำเนินการควบคู่ไปกับพันธมิตรในยุโรป และพันธมิตรทั่วโลก คือวิธีการที่เรายังคงใช้กดดันรัฐบาลรัสเซียต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

15 ก.พ. 2569 23:29 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีในฉนวนกาซาหลายจุดในวันอาทิตย์ อ้างมุ่งเป้าหมายที่กลุ่มติดอาวุธ แต่หน่วยงานสาธารณสุขอ้างว่า กระสุนถูกเต็นท์ผู้พลัดถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า อิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาโจมตีโดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้าย เพื่อโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกลุ่มฮามาส และได้สังหารนักรบติดอาวุธที่ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินแดนในพื้นที่ของฉนวนกาซาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลโดนเต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่นทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ ในขณะที่การโจมตีอีกครั้งทางตอนใต้ของฉนวนกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

นับตั้งแต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมปีก่อน ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงแทบไม่เว้นแต่ละวัน และมีผู้เสียชีวิตในกาซาแล้วอย่างน้อย 600 ศพ

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่การเตรียมการเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สองซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางกำลังดำเนินอยู่

เมื่อเดือนมกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติที่ได้รับมอบหมายให้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนของฉนวนกาซา และดูแลการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส

คณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดจะประชุมครั้งแรกที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 ก.พ. จะดูแลการจัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ที่มาจากคณะผู้เชี่ยวชาญในฉนวนกาซา และการบูรณะหลังสงครามด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

15 ก.พ. 2569 21:54 น.

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ประธานาธิบดีไต้หวันเผยคลิปวิดีโอข้อความเนื่องในวันตรุษจีน ยืนยันจะเพิ่มความพยายามในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ เพื่อคานอำนาจของจีนซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้มาตลอด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันตรุษจีน โดยระบุว่า ไต้หวันจะเพิ่มความพยายามด้านการป้องกันปกป้องความมั่นคงของดินแดนตลอดช่วง 1 ปีข้างหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปี 2568 นายไล่เสนอเพิ่มงบประมาณด้านการกลาโหมจำนวน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคานอำนาจกับจีน แต่ฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภาปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว และเสนอร่างงบประมาณของตัวเองที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแทน โดยให้งบฯ จัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพียงบางส่วนของที่นายไล่ต้องการเท่านั้น

ในสุนทรพจน์ของนายไล่ในวันอาทิตย์ ซึ่งสถานีเรดาร์เสี่ยวเสวี่ยซาน (Hsiaohsuehshan) หนึ่งในสถานีเรดาร์ทางทหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันในเทือกเขาตอนกลาง นายไล่กล่าวว่าเขาต้องการขอบคุณกองทัพที่คุ้มครองไต้หวันตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะเดินหน้าเสริมสร้างความพยายามด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงสาธารณะต่อไป โดยปกป้องความมั่นคงของชาติและรักษาเสถียรภาพทางสังคม” ผู้นำไต้หวันระบุในวิดีโอซึ่งเผยแพร่ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา โดยในวิดีโอมีภาพเรือดำน้ำที่ไต้หวันพัฒนาขึ้นเองเป็นครั้งแรกด้วย โดยกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบใต้ทะเล

ทั้งนี้ จีนประณามนายไล่ว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” จากการที่เขาปฏิเสธเรื่องที่จีนอ้างความเป็นเจ้าของไต้หวัน โดยที่ผ่านมาจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันคือดินแดนที่สักวันจะกลับมารวมกับจีนอีกครั้ง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความจริง

เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 จีนเพิ่งจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน เพื่อแสดงการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna