นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

25 ส.ค. 2569 01:46 น.

นายกฯ UK มอบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครน ไปผลิตเองในประเทศ

นายกฯ อังกฤษเยือนยูเครน ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนยูเครนต่อ แม้จะเผชิญคำขู่จากรัสเซีย พร้อมเดินหน้าปลดชั้นความลับ มอบแบบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครนไปผลิตเองด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนยูเครนในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และให้คำมั่นว่า ประเทศของเขาจะให้การสนับสนุนแก่ยูเครนต่อไป แม้รัสเซียจะออกโรงขู่อย่างรุนแรงว่า จะดำเนินการตอบโต้

นายเบิร์นแฮมได้พบประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน และร่วมการประชุม “กลุ่มพันธมิตรผู้เต็มใจ” (Coalition of the Willing) โดยเน้นย้ำเรื่องการสนับสนุนระบบและจรวดป้องกันทางอากาศ เช่น ระบบ “แพทริออต” (Patriot) พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรดึงยุทโธปกรณ์จากคลังออกมาช่วยยูเครนรับมือการโจมตีจากรัสเซีย

สหราชอาณาจักรยังอนุมัติให้บริษัท MBDA ผู้พัฒนาและผลิตขีปนาวุธสำหรับกองทัพ ถอดชั้นความลับข้อมูลชิ้นส่วนขีปนาวุธ Scalp ซึ่งเป็นเวอร์ชันฝรั่งเศสของขีปนาวุธร่อน Storm Shadow เพื่อมอบแบบแปลนให้ยูเครนสามารถผลิตขีปนาวุธนำวิถีระยะไกลนี้ได้เองภายในประเทศ

นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรเรียกร้องให้สภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ เร่งเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอย่างเข้มงวดขึ้นด้วย

ด้านนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การมอบแบบแปลนขีปนาวุธให้ยูเครนว่าเป็นการ “ราดน้ำมันเข้ากองไฟ” และระบุว่ากองทัพรัสเซียกำลังเก็บข้อมูลเพื่อทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธดังกล่าว รวมถึงเตือนว่าสหราชอาณาจักรจะต้องชดใช้ราคาแพงหากยิ่งถลำลึกในสงครามนี้

ขณะที่นายเบิร์นแฮมปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่า UK ช่วยยูเครนโจมตีดินแดนรัสเซีย โดยระบุว่า สหราชอาณาจักรเพียงช่วยให้ยูเครนปกป้องตนเอง และตั้งคำถามกลับว่า “ใครกันแน่ที่เป็นคนจุดไฟสงครามนี้ขึ้นมา” พร้อมยืนยันว่าความสัมพันธ์และความช่วยเหลือของสหราชอาณาจักรกับยูเครนจะมั่นคงและยาวนานจนกว่าจะบรรลุสันติภาพที่ยุติธรรม

ทั้งนี้ รัสเซียยืนยันว่า อังเดร เคลิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร พ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของการออกจากตำแหน่งในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: bbc

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

24 ส.ค. 2569 23:53 น.

เกาหลีใต้เผย สหรัฐฯ ยกเลิกซ้อมรบร่วมเดือนหน้า เพราะสงครามอิหร่าน

เกาหลีใต้เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับพวกเขาที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังพล หลังจากเกิดสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 ทางการเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการฝึกซ้อมยกพลขึ้นบกสะเทินน้ำสะเทินบกครั้งใหญ่ที่ทั้งสองประเทศจะกระทำร่วมกันในเดือนหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังพลอันเป็นผลมาจากสงครามกับอิหร่าน

การซ้อมรบดังกล่าวมีชื่อว่า “ซังยง” (Ssangyong) จัดขึ้นแบบปีเว้นปี เป็นการฝึกร่วมระหว่างนาวิกโยธินเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการปฏิบัติการร่วมกัน โดยปกติต้องใช้เรือรบ อากาศยาน และกำลังทางบกในการซ้อมยกพลขึ้นบก

การยกเลิกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่งเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ปรับลดขนาดการฝึกซ้อมรบประจำปี “อุลชี ฟรีดอม ชีลด์” (Ulchi Freedom Shield) ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันนั้น โดยลดระยะเวลาการซ้อมรบร่วมจาก 11 วัน เหลือเพียง 5 วัน

ในตอนนั้น ทรัมป์อ้างถึงค่าใช้จ่ายที่สูง และกล่าวว่าการซ้อมรบเป็นการส่งสัญญาณที่ “ไม่เหมาะสมและไม่เป็นมิตร” ต่อเกาหลีเหนือ พร้อมกับเน้นย้ำว่าเขากับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากๆ ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะออกมาเผยว่า เขาเตรียมพบกับผู้นำเปียงยางในช่วงปลายปีนี้

“กองพลนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อกองทัพของเราอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ความสามารถในการส่งกำลังพลระหว่างการฝึกซ้อมซังยงในปีนี้จะถูกจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง” ฮัน ซึง-ชอน โฆษกกองพลนาวิกโยธินเกาหลีใต้ บอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าว

เขากล่าวอีกว่า รัฐบาลกรุงโซลและวอชิงตันกำลังหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูการฝึกซ้อมสะเทินน้ำสะเทินบกดังกล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดมากไปกว่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

24 ส.ค. 2569 23:02 น.

โดรนยูเครนถล่มโกดังบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้าของบริษัทค้าปลีกออนไลน์อันดับ 2 ของรัสเซียหลายแห่ง ยกระดับการโจมตีทางเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า การโจมตีของยูเครนทำให้เด็กเสียชีวิตด้วย 3 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ส.ค. 2569 ว่า คลังสินค้าของบริษัท “โอซอน” (Ozon) ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซียหลายแห่ง ทั้งในแคว้นคราสโนดาร์, ดาเกสถาน, สตาฟโรโปล และ อาดีเกีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนักจนเกิดไฟลุกไหม้และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ยูเครนกำลังขยายเป้าหมายการโจมตีทางเศรษฐกิจของรัสเซีย หลังจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาส่งโดรนโจมตีคลังสินค้าของบริษัท “ไวด์เบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์อันดับ 1 ของรัสเซีย หลายแห่ง โดยอ้างว่าทำเพื่อทำลายสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้สองทาง และสกัดการขนส่งสนับสนุนกองทัพรัสเซีย

โอซอนกับไวด์เบอร์รีส์ เปรียบเหมือน “แอมะซอน” (Amazon) แห่งรัสเซีย และถูกใช้งานโดยประชากรวัยทำงานของรัสเซียมากถึง 85-90% การโจมตีครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวรัสเซียโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องพึ่งพาการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบออนไลน์

เนื่องจากทั้งสองบริษัทใช้โมเดลตลาดกลางเชื่อมต่อผู้ขายรายย่อย ความเสียหายของคลังสินค้าจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในรัสเซียด้วย

ก่อนหน้านี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียเตือนว่า ยูเครนกำลังเปิด “กล่องแพนโดรา” ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และยืนยันว่ารัสเซียจะทำการตอบโต้อย่างแน่นอน

ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า มีเด็ก 3 คน อายุ 13, 15 และ 16 ปี เสียชีวิตในแคว้นคราสโนดาร์ หลังถูกโดรนของยูเครนโจมตี นอกจากนั้นยังมีเด็กได้รับบาดเจ็บอีก 6 รายด้วย

ส่วนรัสเซียก็ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและคลังสินค้าในยูเครนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเหตุโจมตีคลังอาหารและพลังงานในเมืองโอเดซา ส่งผลให้สงครามยกระดับความรุนแรงในมิติทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ก่อนที่ฤดูหนาวในปีนี้จะมาถึง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

24 ส.ค. 2569 22:00 น.

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์-อะไหล่ จากแคนาดาเป็น 50%

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่จะขึ้นภาษี รถยนต์, รถบรรทุก, ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็กกล้า ที่นำเข้าจากแคนาดา เป็น 50% หลังทั้งสองฝ่ายเจรจาการค้าล้มเหลว

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก ชิ้นส่วนยานยนต์ และเหล็กกล้าทั้งหมดเป็น 50% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 หลังจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาประสบความล้มเหลว

“หากผลิตในสหรัฐฯ จะเสียภาษี 0%! แคนาดาจะไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ อีกต่อไป!” ทรัมป์เขียนระบุ “ในเรื่องการค้าและเรื่องอื่นๆ พวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่รับมือได้ยากที่สุดในโลก พวกเขารู้สึกเหมือนว่าตนเองมีสิทธิ์ได้รับสิ่งต่างๆ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแคนาดา แต่พวกเขาต่างหากที่จำเป็นต้องพึ่งพาเรา!”

ทั้งนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค.) ประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติมในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าหลายรายการ ไวน์, ผลิตภัณฑ์นม, ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ มูลค่าการนำเข้าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่สหรัฐฯ นำเข้าจากแคนาดา

ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุให้การเจรจาล้มเหลว ขณะที่แคนาดาเตรียมบังคับใช้ภาษีกับสินค้าสหรัฐฯบางรายการเพื่อเป็นการตอบโต้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คณะรัฐบาลของทรัมป์ออกมาเตือนว่า แคนาดาจะ “โง่เขลา” มากหากคิดว่าจะสามารถเอาชนะสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ได้ พร้อมคาดการณ์ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนทางตอนเหนือนี้จะ “ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

24 ส.ค. 2569 19:38 น.

น้ำมันเถื่อน-ยาเสพติด เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ยันขบวนการมดชายแดน

เปิดเบื้องลึกขบวนการน้ำมันเถื่อน-ยาเสพติดข้ามชาติ เส้นทางถ่ายลำเลียงกลางทะเลอ่าวไทย ขบวนการมดชายแดน เผยมาตรการเด็ดขาดตัดท่อน้ำเลี้ยงชายแดนใต้

จากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 22 – 23 ส.ค. 69 ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุ ทำลายสถานที่ราชการ และพื้นที่ของเอกชน สร้างความเสียหายจำนวนมาก และจากการออกมาสัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า เหตุผลหนึ่งในการก่อเหตุเนื่องจาก มีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเถื่อน ที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน และอาจโยงกับขบวนการยาเสพติด

ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยังแหล่งข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อน เปิดเผยข้อมูลว่า ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการนำเข้าของเถื่อนและยาเสพติด โดยสินค้าหลักที่ทำการลักลอบเข้ามาคือ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันปาล์ม

โดยสาเหตุที่มีการลักลอบนำเข้า “น้ำมันปาล์ม” เนื่องจากฝั่งประเทศมาเลเซียมีกำลังการผลิตในการปลูกต้นปาล์มได้มากกว่าไทย ทำให้ราคาขายฝั่งทางมาเลเซียถูกกว่าฝั่งไทย จึงมีการนำเข้ามาขายและส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศไทยถูกลง

นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสีฟัน สบู่ ผ้าอ้อมเด็กหรือแพมเพิสจากประเทศมาเลเซียโดยไม่เสียภาษี

เส้นทางการค้าของเถื่อนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก

1. เส้นทางทางทะเลอ่าวไทย

การขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ จะไม่ผ่านช่องทางปกติ แต่ใช้วิธีนำเรือขนถ่ายน้ำมันขนาดใหญ่วิ่งเข้ากลางทะเล ก่อนจะใช้เรือเล็ก หรือเรือประมงที่ดัดแปลงพิเศษถ่ายน้ำมันเข้ามา สินค้าเหล่านี้บางส่วนจะถูกลำเลียงขึ้นฝั่งจนถึงทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอ่าวไทยฝั่งหาดใหญ่ หรือนครศรีธรรมราช ไม่มีท่าเรือที่เอื้อต่อการขนถ่าย

2. เส้นทางชายแดนนราธิวาส

เนื่องจากพื้นที่นราธิวาส มีแม่น้ำสายเล็กๆ กั้นพรมแดน จึงใช้เรือเล็กข้ามแม่น้ำไม่ถึง 5 นาที ลักษณะเป็นการขนส่งแบบ “ขบวนการมด” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันเถื่อนและสินค้าอื่นๆ ลักลอบวิ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ดำเนินการมานาน โดยกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นที่อาศัยการดูแลคนรอบข้างและจ่ายผลประโยชน์ให้คนในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งด้านผลประโยชน์หรือมีการเปลี่ยนชุดผู้ดูแลใหม่ในพื้นที่ ขบวนการนี้จึงถูกเปิดเผยและจับกุมขึ้นมา

ทางผ่านยาเสพติดข้ามแดน

ในส่วนของยาเสพติด มีเส้นทางการลำเลียงโดยรับมาจากประเทศลาว เข้าทางภาคเหนือและภาคอีสาน มารวมไว้ที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะถ่ายของลงมาทางภาคใต้ เพื่อส่งออกไปทางประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะยาบ้าซึ่งไทยจะเน้นส่งออก เนื่องจากไม่ได้ทำการผลิตเอง

มาตรการเด็ดขาด ตัดท่อน้ำเลี้ยงผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 69 ได้มีการบังคับใช้กฎหมายต่อเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี มีการจับกุมผู้ต้องหา 3 รายพร้อมยึดของกลางทั้งบุหรี่ผิดกฎหมาย 2,452,680 มวน , อาวุธปืน 3 กระบอกและเงินสด 8,759,000 บาท ซึ่งคาดว่ามีการเชื่อมโยงว่าเป็นการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบ

นอกจากนี้ ผลการเปิดยุทธการ “90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนและ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้ทำการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถดำเนินคดีได้รวมถึง 972 คดี จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด993 ราย ยึดของกลางยาบ้ามากกว่า 981,638 เม็ด , ยาไอซ์ 235 กรัมและเฮโรอีนอีก 422 กรัม ถือว่าเป็นการเดินหน้าตัดวงจรการเงินมืดที่คอยค้ำจุนขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ใช้ดับไฟใต้

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง "ศอ.บต." ใช้ดับไฟใต้

24 ส.ค. 2569 17:56 น.

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ใช้ดับไฟใต้

ส่องงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” ตั้งแต่ปี 2565-2568 ใช้ดับไฟใต้ พบเพิ่มสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะงบประจำ ที่ใช้จ่ายงบประมาณบุคลากร และแผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ด้านงบลับ 20 ล้าน ได้รับทุกปีต่อเนื่อง

โดยงบประมาณรายจ่าย 4 ปีย้อนหลัง “ศอ.บต.” มีดังนี้

งบปี 2565

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,147,232,000.00 บาท 

แบ่งเป็น

งบลงทุน 39,536,700.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,107,695,300.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท

งบปี 2566

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,174,674,300.00 บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 7,722,700.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,166,951,600.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

งบปี 2567

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,246,437,400.00  บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 23,323,400.00 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,223,114,000.00 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

งบปี 2568

ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,495,584,400.00  บาท 

แบ่งเป็น 

งบลงทุน 164,999,400 บาท 

งบประจำ จำนวน 1,330,585,000 บาท 

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักนายกรัฐมนตรี งบราชการลับ จำนวน 20,000,000.00 บาท  

รับโอนงบประมาณเบิกแทนกันจากสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 2,000,000.00 บาท

สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

สหรัฐฯ ขู่ใช้ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

24 ส.ค. 2569 15:46 น.

สหรัฐฯ ขู่ใช้ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” กดดันอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่หยุดส่งออกน้ำมันทั้งหมด

สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านและประเทศคู่ค้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากสงครามเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

สหรัฐฯ เตรียมเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังประเทศและภาคธุรกิจที่ยังคงทำการค้าหรือเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานประกาศพร้อมตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในบทความที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” และเป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยระดมใช้กับฝ่ายตรงข้าม โดยเขามีกำหนดแถลงรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ในวันนี้ (24 ส.ค.)

เบสเซนต์ส่งสัญญาณว่า มาตรการจะไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่าน แต่รวมถึงประเทศที่เขามองว่า “ยอมอ่อนข้อ” และยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินกับเตหะราน พร้อมเตือนว่าประเทศเหล่านั้นควรพิจารณาผลที่จะตามมาจากการสนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน

ด้านโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ประกาศตอบโต้ว่า หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะไม่ส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือพื้นที่อื่นใดในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมเตือนว่าอิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่เท่ากับการประกาศสงคราม

ขณะที่คาเซ็ม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน โต้แย้งคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสามารถทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ โดยตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายศักยภาพดังกล่าวจริง เหตุใดจึงยังจำเป็นต้องระดมหน่วยงานและอำนาจทั้งหมดเพื่อเปิด “การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ความตึงเครียดครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค

แม้การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนจะยุติการโจมตีอย่างหนักเกือบ 40 วัน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ โดยอิหร่านยังคงควบคุมเส้นทางดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้เปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันและก๊าซ

อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ

สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน เข้าร่วมมาตรการกดดันและแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือ เนื่องจากจีนพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง

อย่างไรก็ตาม จีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูต

ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่มีมายาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยก่อนเกิดสงคราม อิหร่านมีปัญหาเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนแอ การขาดแคลนพลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

สงครามยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของการค้า การสูญเสียกำลังการผลิต และต้นทุนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอาจทำให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จุดชนวนความไม่สงบภายในประเทศ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาล

ปากีสถาน กาตาร์ และตุรกี ต่างพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อผลักดันการเจรจา โดยอิหร่านระบุว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน จะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และความพยายามฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนมีความลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนและประเทศอื่น ๆ ลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน

สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบาย “กดดันสูงสุด” ต่ออิหร่านอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่อิหร่านยังคงยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรและการข่มขู่จะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืนได้.

ที่มา Reuters /AFP

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

24 ส.ค. 2569 15:15 น.

อียูอัดฉีดเงิน 6.1 พันล้านยูโร เสริมความช่วยเหลือด้านกลาโหม ในวันชาติยูเครน

สหภาพยุโรปอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 6.1 พันล้านยูโร หรือประมาณ 2.32 แสนล้านบาท เนื่องในโอกาสวันชาติยูเครน สำหรับจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ ขีปนาวุธ กระสุน และเรดาร์ให้ยูเครน ในขณะที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

สหภาพยุโรป หรือ อียู อนุมัติเงินสนับสนุนด้านกลาโหมเพิ่มเติมมูลค่า 6.1 พันล้านยูโร หรือประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยยูเครนเสริมศักยภาพในการป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย โดยการอนุมัติมีขึ้นในวันชาติยูเครน (24 ส.ค.)

เงินก้อนดังกล่าวจะนำไปใช้จัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ ขีปนาวุธ กระสุน และเรดาร์ ซึ่งสหภาพยุโรประบุว่าเป็นยุทโธปกรณ์ที่ยูเครนต้องการอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องประชาชนและเสริมความสามารถในการป้องกันน่านฟ้าของประเทศ

เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า การสนับสนุนของยุโรปต่อยูเครนยังคงเป็นรูปธรรมและไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่า ขณะที่รัสเซียเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี ยุโรปจะเร่งส่งมอบสิ่งที่ยูเครนต้องการในเวลาที่จำเป็น

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการบันทึกการโจมตีด้วยขีปนาวุธในยูเครนถึง 376 ครั้ง ทำให้การเสริมระบบป้องกันภัยทางอากาศมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น ขณะที่ยูเครนกำลังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต เพื่อรับมือการโจมตีเมืองต่าง ๆ ของรัสเซีย

งบประมาณก้อนใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเงินกู้เพื่อสนับสนุนยูเครน  ซึ่งมีวงเงินรวมสูงสุด 9 หมื่นล้านยูโร สำหรับปี 2026-2027 แบ่งเป็นเงินช่วยเหลือด้านงบประมาณ 3 หมื่นล้านยูโร และเงินสนับสนุนด้านกลาโหม 6 หมื่นล้านยูโร

จากวงเงินดังกล่าว อียู ได้อนุมัติแผนจัดซื้อด้านกลาโหมไปแล้ว 1.6 หมื่นล้านยูโร และมีการเบิกจ่ายให้ยูเครนแล้วประมาณ 8.35 พันล้านยูโร การอนุมัติครั้งล่าสุดจึงมีเป้าหมายเพื่อให้ยูเครนได้รับยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและในปริมาณที่เพียงพอ

อียูระบุว่า ยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่จะจัดซื้อจากบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในยุโรป ขณะที่การใช้ขีปนาวุธแบบบอลลิสติกและโดรนติดเครื่องยนต์ไอพ่นของรัสเซียเพิ่มขึ้น ทำให้ยุโรปจำเป็นต้องเร่งส่งมอบอาวุธ ทั้งจากคลังสำรอง การปรับลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อ และการเพิ่มกำลังการผลิต

สำหรับขั้นตอนต่อไป ยูเครนสามารถยื่นขอเบิกจ่ายเงินได้ด้วยการส่งสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ให้คณะกรรมาธิการยุโรปตรวจสอบ ก่อนอนุมัติการจ่ายเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินสนับสนุนถูกนำไปใช้ตามรายการจัดซื้อที่ตกลงร่วมกัน

ตั้งแต่ปี 2022 สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกได้ให้ความช่วยเหลือยูเครนในด้านต่าง ๆ รวมมูลค่า 2.202 แสนล้านยูโร รวมถึงเงินประมาณ 3.8 พันล้านยูโรที่มาจากผลประโยชน์ของทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้

อียูระบุว่า เงินสนับสนุนด้านกลาโหมยังมุ่งช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงฐานอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศของยูเครน รวมถึงสนับสนุนการผนวกอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนเข้ากับฐานอุตสาหกรรมด้านกลาโหมของยุโรปในระยะยาว.

ที่มา European Commission / AFP

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน "ฟอร์มาลีน" กันเน่าก่อนส่งขาย

24 ส.ค. 2569 14:21 น.

จีนสั่งลุยปราบ หลังพบผู้ค้าแช่ผักกาดขาวใน “ฟอร์มาลีน” กันเน่าก่อนส่งขาย

ทางการจีนสั่งสอบสวนกรณีผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” แช่ผักกาดขาว ก่อนขนส่งไปจำหน่าย หลังมีคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริง พร้อมสั่งตรวจสอบผักสดที่เน่าเสียง่ายทั่วประเทศ และเร่งติดตามผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้าสู่ตลาด

ทางการจีนสั่งหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศตรวจสอบและสุ่มเก็บตัวอย่างผักสดที่เน่าเสียง่าย หลังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” กับผักกาดขาว เพื่อรักษาความสดระหว่างการขนส่ง

สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านอาหารแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท และสำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ มีคำสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผักกาดขาวที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ตลาด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอำเภอคังเป่า เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย์ ทางภาคเหนือของจีน หลังบล็อกเกอร์รายหนึ่งเผยแพร่วิดีโอเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม โดยอ้างว่าผักกาดขาวหลายชุดที่ถูกสุ่มตรวจ พบว่าถูกนำไปจุ่มในสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ก่อนบรรทุกขึ้นรถ เพื่อยืดอายุความสดและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง

ทางการอำเภอคังเป่าประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านเกษตรและกิจการชนบท การกำกับดูแลตลาด และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และพบเบื้องต้นว่าเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิปเกิดขึ้นจริง โดยผู้ค้าส่งใช้ฟอร์มัลดีไฮด์อย่างผิดกฎหมายระหว่างการบรรทุกและขนส่งผัก

ตำรวจได้ใช้มาตรการทางกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง ขณะที่การสอบสวนยังดำเนินต่อไป พร้อมเร่งตรวจสอบว่าผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องถูกส่งไปยังที่ใดบ้าง โดยมีรายงานว่าสินค้าบางส่วนมุ่งหน้าไปยังเมืองซู่เชียน มณฑลเจียงซู และบางส่วนถูกส่งไปยังตลาดในเมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย

ทางการอำเภอคังเป่ายังสั่งตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการผลิต การรับซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายผัก เพื่อค้นหาการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการใช้สารต้องห้าม เพื่อรับประกันความปลอดภัยของสินค้าเกษตร

ขณะเดียวกัน เขตเฟิงไถ กรุงปักกิ่ง ระบุว่า จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ยังไม่พบผักกาดขาวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดซินฟาตี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งค้าส่งผักสดรายใหญ่ของกรุงปักกิ่ง โดยตลาดมีข้อกำหนดเข้มงวดสำหรับสินค้าเกษตรที่นำเข้ามาจำหน่าย ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาและการสุ่มตรวจตัวอย่าง

ตลาดซินฟาตี้ยังเพิ่มความถี่ในการตรวจสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและสารเติมแต่งที่ผิดกฎหมายในผัก พร้อมยืนยันว่าปริมาณผักกาดขาวในตลาดยังเพียงพอ และราคายังทรงตัว โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (23 ส.ค.)

หนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลีของทางการจีน ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นว่า การใช้ฟอร์มัลดีไฮด์เพื่อปรับปรุงรูปลักษณ์ของผักกาดขาวและลดความเสียหายระหว่างขนส่ง ถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและไร้เหตุผล เนื่องจากผู้ค้าส่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยละเลยความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภค

ตามกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของจีนและกฎหมายว่าด้วยคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การใช้สารช่วยรักษาความสด สารกันเสีย หรือสารอื่น ๆ ในการบรรจุ รักษา จัดเก็บ และขนส่งสินค้าเกษตร ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศ ขณะที่ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ หรือ IARC จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 ห้ามนำมาเติมหรือใช้กับอาหาร

ทางการจีนจึงสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบพิเศษและสุ่มเก็บตัวอย่างผักที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักกาดขาวโดยทันที พร้อมย้ำว่าหากพบการฝ่าฝืนกฎหมายหรือมาตรฐานความปลอดภัย จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการผ่อนปรน.

ที่มา China Daily / Global Times

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

24 ส.ค. 2569 12:50 น.

อิสราเอลจับวัยรุ่น 16 ปี ต้องสงสัยทำร้ายชาวปาเลสไตน์ขาพิการด้วยท่อเหล็กในเวสต์แบงก์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งพิการขาข้างหนึ่งจากเหตุถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่วัยรุ่นอีกคนถูกควบคุมตัว หลังถูกกล่าวหาว่าถ่ายคลิปเหตุการณ์

ตำรวจอิสราเอลจับกุมวัยรุ่นชายชาวอิสราเอลวัย 16 ปี จากนิคมอาวิไกยิล ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ท่อเหล็กทำร้ายชายชาวปาเลสไตน์วัย 61 ปี บริเวณหน้าบ้านของเขาในหมู่บ้านคีร์เบต อัล-ราเกซ ทางตอนใต้ของเวสต์แบงก์

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่แสดงให้เห็นชายชาวปาเลสไตน์ถูกทำร้ายจนมีรอยฟกช้ำและมีอาการเจ็บปวด โดยผู้เสียหายคือ ซาอีด มูฮัมหมัด อิบราฮิม ราบาห์ ซึ่งสูญเสียขาข้างหนึ่งหลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเมื่อเดือนเมษายนปี 2025

ราบาห์เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ (22 ส.ค.) เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐาน 2 คนขับรถแทรกเตอร์มายังบ้านของครอบครัว และเริ่มเคลื่อนย้ายก้อนหินที่ครอบครัวนำมาวางไว้บริเวณทางเข้า ก่อนพยายามเข้าไปในพื้นที่ เมื่อเขาเดินเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หนึ่งในนั้นใช้ท่อเหล็กตีเข้าที่แผ่นหลัง

ราบาห์กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ยอมละทิ้งบ้านเกิด โดยกล่าวว่า ที่ดินแห่งนี้คือบ้านและแผ่นดินของพวกเขา และพวกเขาต้องปกป้องมัน

ตำรวจยังควบคุมตัววัยรุ่นชาวอิสราเอลวัย 17 ปีจากนครเยรูซาเล็ม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ายืนอยู่ใกล้เหตุการณ์และใช้โทรศัพท์บันทึกภาพการทำร้าย โดยตำรวจระบุว่าวัยรุ่นวัย 16 ปีถูกควบคุมตัวตลอดคืน และจะขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวต่อ ส่วนวัยรุ่นวัย 17 ปีได้รับการปล่อยตัวให้อยู่ภายในบ้านระหว่างการสอบสวน

ตำรวจยังยึดรถเอทีวีชนิด Ranger ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ โดยระบุว่าวัยรุ่นทั้งสองขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ทั้งนี้ รถประเภทดังกล่าวเป็นรถที่กระทรวงกิจการนิคมของอิสราเอลจัดหาให้กับพื้นที่เกษตรกรรมในนิคมที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในเวสต์แบงก์

ราบาห์เคยถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงที่ขาเมื่อเดือนเมษายน 2025 ขณะเผชิญหน้ากับผู้ตั้งถิ่นฐานบนที่ดินของเขา และจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดขา ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา มีภาพทหารอิสราเอลผลักเขาล้ม ยึดไม้ค้ำ และนำตัวขึ้นรถทหาร โดยราบาห์ระบุว่าเขาถูกควบคุมตัวหลายชั่วโมง ถูกมัดและปิดตา ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุในเวลานั้นว่าใช้กำลังในระดับ “สมเหตุสมผล” เนื่องจากราบาห์มีพฤติกรรมรุนแรงต่อรถรักษาความปลอดภัยของนิคมอาวิไกยิล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 87 คน จากเหตุโจมตีเกือบ 1,500 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับผู้ตั้งถิ่นฐานและทหารอิสราเอล ขณะที่มีชาวอิสราเอล 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีโดยชาวปาเลสไตน์ในปีนี้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนของอิสราเอลระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นควบคู่กับการที่รัฐบาลอิสราเอลอนุมัตินิคมใหม่ และขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงปล่อยให้ดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลระบุว่า กำลังติดตามผู้ต้องสงสัยก่อเหตุแทงชายชาวอิสราเอลวัย 24 ปีในพื้นที่อัล-เอาจา ทางตะวันออกของเวสต์แบงก์ โดยหน่วยฉุกเฉินระบุว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและมีอาการปานกลาง

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังคงทวีความตึงเครียดในเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญทั้งความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติการด้านความมั่นคงของอิสราเอล ขณะที่ประเด็นการขยายตัวของนิคมชาวอิสราเอลยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความขัดแย้งในพื้นที่.

ที่มา The Times of Israel / ASSOCIATED PRESS