ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

22 ส.ค. 2569 09:13 น.

ฝนถล่มอิตาลีเหนือ ดินถล่ม-น้ำท่วมหนัก สะพานพัง เร่งอพยพคน

อิตาลีเผชิญสภาพอากาศเลวร้าย หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายพื้นที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอิตาลีเปิดเผยว่า มีการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและรับมือเหตุฉุกเฉินทั่วพื้นที่ทางตอนเหนือและบางส่วนของภาคกลางราว 1,000 ครั้ง โดยในลอมบาร์เดียเพียงแห่งเดียวมีภารกิจกว่า 400 ครั้ง ขณะที่พีดมอนต์มีมากกว่า 260 ครั้ง ทัสคานีมากกว่า 200 ครั้ง และลิกูเรียมากกว่า 160 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากน้ำท่วม ดินถล่ม ต้นไม้ล้ม และความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ริโน ดิ โซนิโก ในจังหวัดเบรสชา แคว้นลอมบาร์เดีย โดยเกิดดินถล่ม 2 จุด ส่งผลให้สะพานข้ามลำธารวัล ราบเบีย พังเสียหาย แม้สะพานดังกล่าวจะถูกสั่งปิดการจราจรไว้ก่อนหน้านี้เพื่อความปลอดภัยแล้วก็ตาม

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพประชาชนรวม 81 คน โดย 57 คนอยู่ฝั่งริโน ดิ โซนิโก และอีก 24 คนอยู่ฝั่งการ์ดา ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านพื้นที่ตอนล่างของเมืองโซนิโก แม่น้ำโอกลิโอ เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางส่วนของชุมชนมาลอนโน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงส่งทีมปฏิบัติการพิเศษพร้อมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ เพื่อพยายามควบคุมและสกัดมวลน้ำไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น

สถานการณ์ในจังหวัดแบร์กาโมก็รุนแรงเช่นกัน โดยมี 6 เมืองถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ Valleve, Carona, Foppolo, Branzi, Valbondione และ Gandellino หลังเกิดดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทาง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีประชาชนราว 350 คนได้รับการอพยพ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ประมาณ 200 คนเป็นผู้เข้าพักในแคมป์แห่งหนึ่งที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากดินถล่มและระดับน้ำในลำธารที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนที่เมือง Valleve เจ้าหน้าที่ต้องช่วยอพยพคน 3 คน รวมเด็ก 2 คน หลังบ้านถูกตัดขาดจากดินถล่ม

นอกจากลอมบาร์เดียแล้ว พื้นที่อื่น ๆ ทางตอนเหนือและภาคกลางของอิตาลีก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยในพีดมอนต์มีรายงานน้ำท่วมและหลังคาอาคารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในจังหวัดตูริน โนวารา และแวร์เชลลี ขณะที่ทัสคานีมีรายงานน้ำท่วมและต้นไม้ล้มในหลายพื้นที่ รวมถึงฟลอเรนซ์ ปิซา ลุกกา และปิสโตยา

ส่วนแคว้นลิกูเรียมีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้เมืองชีอาวารี มีปริมาณฝนสูงถึง 126 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ และทางการต้องยกระดับคำเตือนภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่

ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงดินถล่มและน้ำท่วม หลังฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังอิตาลีเผชิญ อากาศร้อนจัดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่มวลอากาศแปรปรวนจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลูกเห็บ และลมกระโชกแรง ขณะที่สภาพอากาศในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศยังคงร้อน โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียส.

ที่มา :reuters

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

22 ส.ค. 2569 06:10 น.

ตุรกีขอหมายจับอินเตอร์โพล ล่า “เนทันยาฮู” ผู้นำอิสราเอล ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์-อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ตุรกีเดินหน้าขอหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อติดตามตัวนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล หลังศาลออกหมายจับในคดีโจมตีกองเรือช่วยเหลือกาซา

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ศาลตุรกีเดินหน้าขอให้อินเตอร์โพลออกหมายแดง เพื่อติดตามตัวนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หลังตั้งข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และทรมาน จากกรณีกองทัพอิสราเอลสกัดกองเรือช่วยเหลือฉนวนกาซาในเดือน พ.ค. 2569

โดยนายอาคิน เกอร์เล็ก รัฐมนตรียุติธรรมตุรกี เปิดเผยว่า ศาลตุรกีออกหมายจับเนทันยาฮูและผู้ต้องสงสัยอีก 1 คน ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ในคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 35 คน จากเหตุทหารอิสราเอลเข้าสกัดกองเรือ Global Sumud Flotilla for Gaza ในทะเลสากล พร้อมกระบุว่า กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกหมายแดงอินเตอร์โพล เพื่อให้สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าตุรกีจะใช้กลไกทางกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้อิสราเอลรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตุรกีระบุว่าเป็นอาชญากรรมในกาซา

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของคดีเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. เมื่อกองทัพอิสราเอลเข้าสกัดเรือของ Global Sumud Flotilla ซึ่งกำลังเดินทางไปยังฉนวนกาซาเพื่อส่งความช่วยเหลือ โดยผู้จัดงานระบุว่ามีเรือเข้าร่วมราว 50 ลำ ก่อนถูกทหารอิสราเอลควบคุมตัวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนำตัวผู้ร่วมขบวนไปยังเรือนจำ ก่อนส่งกลับประเทศ ซึ่งการสกัดกองเรือครั้งนั้นทำให้เกิดเสียงประณามจากนานาชาติ โดยฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรเลีย ต่างเปิดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์

ทางด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูตอบโต้ว่า ความพยายามของเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในการข่มขู่ผู้นำและทหารอิสราเอลจะไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกล่าวหาแอร์โดอันว่ามีท่าทีต่อต้านชาวยิว และยืนยันว่าอิสราเอลจะเดินหน้าต่อต้านความพยายามของตุรกีในการสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

22 ส.ค. 2569 05:14 น.

ทรัมป์ไฟเขียวนำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่ม-เว้นภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อ-ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวบดเพิ่มได้สูงสุด 300,000 ตันใน 90 วัน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หวังลดราคาเนื้อและค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

 วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการชั่วคราวเปิดทางให้สหรัฐฯ นำเข้าเนื้อวัวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงสุด 300,000 เมตริกตัน ในช่วง 90 วันข้างหน้า โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าที่อยู่นอกโควตา เพื่อช่วยลดราคาเนื้อบดสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยระบุว่าจะมีการรับประกันว่าเนื้อวัวเหล่านี้จะจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด 25% อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดจะเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวเข้าสู่สหรัฐฯ ตามมาตรการใหม่ 

มาตรการนี้มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาจำนวนโคในประเทศลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยแล้งและการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศ ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวลดลงและราคาเนื้อวัวปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ราคาเนื้อวัวที่พุ่งสูงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของปัญหาค่าครองชีพในสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเร่งหามาตรการลดราคาสินค้า ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยประเด็นค่าครองชีพคาดว่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เลี้ยงโคและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการนำเข้าเนื้อวัว โดยนางเด็บ ฟิสเชอร์ วุฒิสมาชิกรัฐเนแบรสกาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตเนื้อวัวรายสำคัญ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับมาตรการนี้.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

22 ส.ค. 2569 04:45 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างยูเครน ดับ 15 ศพ เจ็บ 130 ราย หวั่นติดใต้ซากจำนวนมาก

รัสเซียส่งโดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าในเมืองครีวีริกของยูเครน 2 ระลอก ระลอกสองพุ่งเป้าหน่วยกู้ภัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บ 130 ราย

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรัสเซียใช้โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองครีวีริก แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ ทางตอนกลางของยูเครน 2 ระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และบาดเจ็บ 130 ราย ขณะที่ยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่ เหยียดหยามและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง โดยระบุว่าเหตุโจมตีเกิดขึ้นในช่วงกลางวันและเป็นการโจมตี 2 ระลอก โดยโดรนระลอกที่สองพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ทางด้านนายอเล็กซานเดอร์ ฮันชา ผู้ว่าการแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์ เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 15 ศพ รวม 2 รายที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล ส่วนผู้บาดเจ็บมี 130 ราย ในจำนวนนี้ 29 รายอาการสาหัส และเกรงว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากอีก 4 แคว้นของยูเครนถูกส่งเข้าไปยังเมืองครีวีริกอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่กรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 40 ราย อาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงพยาบาลเด็กและโรงเรียน.

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

22 ส.ค. 2569 04:33 น.

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงจ่ายค่าคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว 1.5 พันล้าน

เจ้าชายแฮร์รี และคนดังอีก 6 ราย เสี่ยงต้องจ่ายค่าดำเนินคดีให้ผู้จัดพิมพ์เดลีเมล สูงสุด 34.5 ล้านปอนด์ หลังศาลอังกฤษยกฟ้องคดีละเมิดความเป็นส่วนตัว

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และบุคคลสาธารณะอีก 6 ราย อาจต้องจ่ายค่าดำเนินคดีสูงสุด 34.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัทแอสโซซิเอทเต็ด นิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด (Associated Newspapers Limited-ANL) ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์เดลีเมล หลังศาลสูงอังกฤษมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในคดีละเมิดความเป็นส่วนตัวที่กลุ่มโจทก์เป็นฝ่ายแพ้ โดยกลุ่มโจทก์ 7 ราย ซึ่งรวมถึงเซอร์เอลตัน จอห์น และลิซ เฮอร์ลีย์ ต้องชำระเงินเบื้องต้น 9.54 ล้านปอนด์ หรือราว 420 ล้านบาท ให้แก่ ANL ภายในวันศุกร์สัปดาห์หน้า

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้พิพากษามีคำตัดสินยกฟ้องข้อกล่าวหาที่ว่า ANL ใช้วิธีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่ง ANL ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด โดยเจ้าชายแฮร์รีและโจทก์อีก 6 รายมีเวลาถึงวันที่ 2 ตุลาคมในการยื่นขออุทธรณ์

นอกจากเจ้าชายแฮร์รีและเซอร์เอลตัน จอห์นแล้ว โจทก์ที่เหลือ ได้แก่ เดวิด เฟอร์นิช สามีของเซอร์เอลตัน  เซอร์ไซมอน ฮิวจ์ส อดีตรองหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยอังกฤษ  ตลอดจนบารอนเนสลอว์เรนซ์ นักรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ รวมถึงนักแสดงหญิงซาดี ฟรอสต์ และลิซ เฮอร์ลีย์

ก่อนหน้านี้ กลุ่มโจทก์มีประกันครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของ ANL สูงสุด 16.2 ล้านปอนด์ ในกรณีที่แพ้คดี แต่คำสั่งล่าสุดเปิดทางให้ ANL เรียกคืนค่าใช้จ่ายที่ระบุว่าใช้ไปในการต่อสู้คดีได้สูงสุดถึง 34.5 ล้านปอนด์ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มโจทก์อาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกราว 18 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 780 ล้านบาท

ผู้พิพากษากล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่าบุคคลกระทำความผิดทางอาญาหรือประพฤติมิชอบร้ายแรงไม่ควรถูกปล่อยค้างไว้ หากคู่ความไม่ต้องการเดินหน้ากับข้อกล่าวหานั้นอีก หรือไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุน ก็ควรถอนข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนและเป็นทางการ.

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

21 ส.ค. 2569 21:33 น.

หญิงอังกฤษฉลองวันเกิด 117 ปี ครองสถิติคนอายุมากที่สุดในโลก

“เอเธล แคเทอร์แฮม” หญิงชาวอังกฤษ ฉลองวันเกิดครบ 117 ปี ทำสถิติเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่มีอายุถึง 117 ปี และยังครองตำแหน่งคนอายุมากที่สุดในโลก

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นางเอเธล แคเทอร์แฮม หญิงชราชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ว่าเป็นบุคคลอายุมากที่สุดในโลก ได้ฉลองวันเกิดครบ 117 ปี ที่บ้านพักคนชราในเมืองเซอร์รีย์ ห่างจากกรุงลอนดอน ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร

นางแคเทอร์แฮมเปิดเผยว่า เธอมีความสุขกับการฉลองวันเกิดร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ และตั้งตารอว่าจะได้พบกับอะไรในปีหน้า ขณะที่นายโจเอล มารินโญ เนโต ชายชาวบราซิลซึ่งเป็นผู้มีอายุมากที่สุดในโลกในกลุ่มผู้ชาย ก็ร่วมอวยพรวันเกิดให้เธอด้วย

โดยนางแคเทอร์แฮม เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2452 ที่เมืองชิปตัน เบลลิงเกอร์ มณฑลแฮมป์เชียร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ เป็นบุตรคนรองสุดท้องจากพี่น้อง 8 คน และเป็นบุคคลสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเกิดในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

เมื่ออายุ 18 ปี เธอได้เดินทางเพียงลำพังไปอินเดีย และทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ครอบครัวทหาร ก่อนพบกับพันตรีนอร์แมน แคเทอร์แฮม นายทหารกองทัพอังกฤษ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำเมื่อปี  2474 และแต่งงานกันในอีก 2 ปีต่อมา ทั้งคู่มีบุตรสาว 2 คน ซึ่งทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ส่วนสามีเสียชีวิตในปี 2519 ปัจจุบันเธอมีหลานสาว 3 คน และเหลน 5 คน

ตลอดชีวิต 117 ปีของเธอ แคเทอร์แฮมผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งสงครามโลก 2 ครั้ง การจมของเรือไททานิก การปฏิวัติรัสเซีย และการระบาดของโควิด-19 โดยเธอเคยติดเชื้อโควิด-19 ในปี 2563 ขณะมีอายุ 110 ปี และเป็นหนึ่งในผู้มีอายุมากที่สุดที่รอดชีวิตจากโรคนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอายุยืนถึง 117 ปี แคเทอร์แฮมยังห่างจากสถิติอายุยืนที่สุดที่ได้รับการยืนยันมา โดยสถิตินี้เป็นของนางฌาน กัลม็อง หญิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งเสียชีวิตในปี 2540 ขณะมีอายุ 122 ปี กับอีก 164 วัน.

ที่มา CNN

อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

อุตุฯ อังกฤษเตือน"เอลนีโญ" รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

21 ส.ค. 2569 16:55 น.

อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ “รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเผชิญ” โดยเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่คนรุ่นปัจจุบันเคยประสบ และอาจส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรงในหลายพื้นที่ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

Met Office ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้ ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ซึ่งครองสถิติอยู่ในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ อดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของ Met Office กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาไม่เคยเห็นสัญญาณเอลนีโญที่รุนแรงเช่นนี้ในแบบจำลองพยากรณ์ของหน่วยงาน ขณะเดียวกัน มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลกเริ่มได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญแล้ว เช่น ปริมาณฝนมรสุมในอินเดียที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และกิจกรรมของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ลดลง

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศตามธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และแต่ละครั้งอาจกินเวลาประมาณ 1 ปี โดยปกติ ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงเอลนีโญ ลมดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงหรืออาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกมากขึ้น ความร้อนจากมหาสมุทรจะถูกถ่ายเทขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของฝนในหลายภูมิภาค

นักวิทยาศาสตร์จะประกาศการเกิดเอลนีโญเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส

แต่การตรวจวัดในปัจจุบันพบว่า อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส แล้ว และแบบจำลองล่าสุดของ Met Office คาดว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอาจเพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ เมื่อเอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุด หากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็นระดับที่ไม่เคยพบในข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1950 และอาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า น้ำทะเลในระดับความลึกประมาณ 100 เมตรบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึงประมาณ 8 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ ช่วยเสริมกำลังให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น

กลุ่มวิจัยด้านภูมิอากาศบางแห่งคาดการณ์ว่า เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าที่ Met Office ประเมินไว้ โดยอุณหภูมิอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียส หากเกิดขึ้นจริง เฮาส์ฟาเธอร์ระบุว่า อาจเป็นไปได้ที่จะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 500 ปี หรือแม้แต่ 1,000 ปี แม้จะไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอย้อนหลังไปไกลขนาดนั้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เมื่อปี 2021 ระบุว่า ความรุนแรงของเอลนีโญเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาย้อนหลังไปถึงประมาณปี 1400 และเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของเอลนีโญมีความผันผวนอย่างมากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา จึงยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าการเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันเอลนีโญเกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบต่อสภาพอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าในอดีต

การเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมในชั้นบรรยากาศ สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เอลนีโญแต่ละครั้งไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด แต่มีหลักฐานว่าผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยในเอเชียใต้ เอลนีโญอาจทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนลดลง และในปี 2026 ปริมาณฝนมรสุมในพื้นที่ดังกล่าวต่ำกว่าค่าปกติอย่างมาก

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมบริเวณทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนอาจลดกิจกรรมของพายุเฮอริเคน โดยฤดูพายุในปีนี้จนถึงขณะนี้มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อเพียง 3 ลูก

สำหรับพื้นที่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ผลกระทบอาจรุนแรงเป็นพิเศษ โดยออสเตรเลียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภัยแล้งและไฟป่า ขณะที่เปรู เอกวาดอร์ และพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น

สำหรับสหราชอาณาจักร Met Office ระบุว่า เอลนีโญไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว โดยเพิ่มโอกาสที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร จะเผชิญสภาพอากาศที่มีฝนตกมากและพายุรุนแรง ในทางตรงกันข้าม เอลนีโญอาจเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาวได้เช่นกัน แม้ความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสองจะยังไม่ชัดเจนมากนัก

ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ มหาสมุทรจะปลดปล่อยความร้อนจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีปฏิทินถัดจากช่วงที่เอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุดในฤดูหนาว

นิก ดันสโตน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของ Met Office ระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ ปี 2027 จะทำลายสถิติปี 2024 และกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เตือนเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เอลนีโญอาจทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนในประเทศที่มีความเปราะบางเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ทั่วโลก.

ที่มา BBC

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน "ถังน้ำแข็ง" นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

21 ส.ค. 2569 16:03 น.

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด หลังเรือประมงประสบเหตุจนขาดการติดต่อและทั้งคู่ต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนาน 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม ก่อนกองทัพเรือเม็กซิโกค้นพบทั้งสองคนลอยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสกว่า 240 กิโลเมตร และช่วยเหลือนำตัวขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม และอาศัยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ก่อนเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเม็กซิโกจะค้นพบและช่วยเหลือได้สำเร็จเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.)

กองทัพเรือเม็กซิโกเปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังสหกรณ์ประมงของชายทั้งสองแจ้งเหตุฉุกเฉินว่าไม่สามารถติดต่อชาวประมงวัย 53 ปีและ 32 ปีได้

รายงานระบุว่า ทั้งสองออกเรือจากเมืองปาเรดอน ในรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อออกไปทำประมงในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่วันรุ่งขึ้นได้ขาดการติดต่อทางวิทยุ ขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร

กองทัพเรือระดมกำลังค้นหาทั้งทางเรือและทางอากาศ ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรเป็นบริเวณกว้าง โดยส่งเรือออกค้นหาตามเส้นทางที่คาดว่าชาวประมงทั้งสองน่าจะเดินทางผ่าน พร้อมใช้เครื่องบินตรวจการณ์ค้นหาจากทางอากาศ

ในที่สุด หลังผ่านไป 5 วัน เจ้าหน้าที่พบชายทั้งสองลอยอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสมากกว่า 240 กิโลเมตร หรือกว่า 130 ไมล์ทะเล และอยู่ใกล้ชายแดนกัวเตมาลา

ภาพที่กองทัพเรือเผยแพร่แสดงให้เห็นชายทั้งสองอยู่ภายในถังน้ำแข็งสีฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นทะเล เจ้าหน้าที่นำเรือเข้าไปใกล้ ก่อนช่วยยกชายทั้งสองขึ้นจากถังและนำตัวขึ้นเรือได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายทั้งสองมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่โดยรวมอาการคงที่ ก่อนถูกนำตัวส่งกลับเข้าฝั่งโดยทางอากาศ และได้รับการรักษาพยาบาล จากนั้นจึงได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง

หนึ่งในชาวประมงกล่าวในวิดีโอที่กองทัพเรือเผยแพร่ว่า พวกเขาไม่คิดว่าจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และสิ่งเดียวที่ทำได้คือสวดภาวนาต่อพระเจ้าและรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ ส่วนชาวประมงอีกคนกล่าวว่า นี่เป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ และไม่อยากให้ใครต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ แม้แต่ศัตรูที่เกลียดชังที่สุด ทั้งสองเปิดเผยว่า ตลอด 5 วันที่ลอยอยู่กลางทะเล พวกเขา ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลย

กองทัพเรือเม็กซิโกระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการปกป้องชีวิตประชาชนในทะเล และยืนยันว่าหน่วยปฏิบัติการทั้งทางเรือและทางอากาศทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถระบุตำแหน่งของผู้สูญหายและช่วยเหลือได้สำเร็จ

ขณะนี้ทางการกำลังสอบสวนว่า เหตุใดเรือประมงของชายทั้งสองจึงออกนอกเส้นทางไปไกลจากชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร โดยเบื้องต้นมีข้อสันนิษฐานว่า กระแสลมแรงและสภาพอากาศเลวร้ายอาจมีส่วนทำให้เรือถูกพัดออกนอกเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือประมงลำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจม การขัดข้อง ลอยออกจากตัวชาวประมงทั้งสอง หรือสูญหายไปในทะเลด้วยสาเหตุอื่น.

ที่มา CNN / Daily Express

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

21 ส.ค. 2569 15:03 น.

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี เสด็จฯ เป็นประธานในพิธี ขณะที่รายชื่อผู้บริจาคก่อสร้างอาคารเผยให้เห็นชื่อมหาเศรษฐีรายใหญ่ของประเทศ รวมถึงนาย ลี ยง พัด ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร จากกรณีเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการค้ามนุษย์

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ หรือ “พระราชวังสามัคคี” (Samaki Palace) อย่างเป็นทางการวันนี้ (21 ส.ค.) ในกรุงพนมเปญ โดยสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สมาชิกวุฒิสภา นักการทูต และแขกจากต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงตัดริบบิ้นเปิดอาคาร โดยมีนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บุตรชายของฮุน เซน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมในพิธี

กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ตรัสว่า ทรงยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพระราชวังสามัคคี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศ

อาคารดังกล่าวริเริ่มโดยฮุน เซน เป็นอาคารสูงประมาณ 4 ชั้นครึ่ง มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้า และจะใช้เป็นหลักสำหรับรองรับการเยือนของบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ รวมถึงเป็นสถานที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงของวุฒิสภาและใช้จัดงานต้อนรับแขกทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า อาคารแห่งนี้มีขนาดประมาณ 79 เมตรคูณ 47 เมตร เริ่มก่อสร้างหลังพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2024 และก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2025

ทางการกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการก่อสร้าง แต่ป้ายรายชื่อภายในอาคารระบุชื่อผู้บริจาค 11 ราย โดยมีชื่อของ ลี ยง พัด สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาอยู่ในลำดับแรก และเจ้าตัวเข้าร่วมพิธีเปิดอาคาร

ลี ยง พัด ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2024 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทของเขาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เพื่อให้เข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ลี ยง พัด ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงเขากับเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์และการฟอกเงิน โดยระบุว่าข้อกล่าวหาเป็นข้อมูลเท็จและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา

กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเครือข่ายมิจฉาชีพใช้ทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน หลอกเหยื่อทั่วโลกให้สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวปลอม และการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

หนึ่งในผู้บริจาคอาคารที่มีรายชื่ออยู่ในป้ายเช่นกันคือ ฮุน โต นักธุรกิจและลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต โดยฮุน โตเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า เขาเคยถือหุ้น 30% ในแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัล “ฮวยวัน เพย์”  ซึ่งปัจจุบันปิดดำเนินการแล้ว และถูกเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางไซเบอร์และการฟอกเงิน

ฮุน โต ยืนยันว่า แม้เคยถือหุ้น แต่ไม่ได้เข้าไปบริหารการดำเนินงาน และ “ไม่เคยได้รับผลกำไร เงินปันผล หรือทรัพย์สินใด ๆ” จาก”ฮวยวัน เพย์”

รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเมื่อปีที่ผ่านมาว่า “กลุ่มฮวยวัน” (Huione Group) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดังกล่าว รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง มีส่วนฟอกเงินให้กับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายหลี่ สง อดีตประธานกลุ่มฮวยวันกรุ๊ป ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังทางการจีนกล่าวหาว่าเขามีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการพนันและฉ้อโกงข้ามชาติขนาดใหญ่ ขณะที่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์มฮวยวันแล้ว

สำหรับอาคารพระราชวังสามัคคีแห่งใหม่นี้ วุฒิสภากัมพูชาระบุว่า ฮุน เซน เป็นผู้ริเริ่มโครงการ เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นของวุฒิสภาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว โดยจะใช้เป็นสำนักงานของผู้นำวุฒิสภา รวมถึงรองรับภารกิจด้านการทูตรัฐสภา และการติดต่อกับประชาชนและชุมชนท้องถิ่น

ขณะที่ พระราชวังจำการมน หรือ “อาคารแดง” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องกับมรดกของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ จะยังคงใช้เป็นสถานที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

ทางวุฒิสภาระบุว่า การประชุมเต็มคณะจะยังคงเป็นเวทีสำหรับพิจารณาร่างกฎหมาย กฎหมาย และประเด็นต่าง ๆ โดยยึดหลักการปรองดอง ความเป็นเอกภาพ และความสามัคคี ขณะที่อาคารแห่งใหม่สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการปรับปรุงและพัฒนาสถาบันรัฐสภาให้ทันสมัย ควบคู่กับการอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อมรดกทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Kampucheathmey Daily

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

21 ส.ค. 2569 13:06 น.

เมียนมารุกยึด-เผาหมู่บ้าน เคลียร์พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่รัสเซียหนุนหลัง

กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารเปิดปฏิบัติการกวาดล้างและเผาทำลายหมู่บ้านในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อบังคับเคลียร์พื้นที่รองรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) ซึ่งมีรัสเซียให้การสนับสนุน โดยมุ่งหวังปั้นให้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ขนส่งสินค้าสายใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา ท่ามกลางการปะทะอย่างหนักกับกลุ่มต่อต้านและตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น

กองทัพเมียนมาส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หรือ Dawei Special Economic Zone และมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและโรงไฟฟ้าบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ตามข้อมูลจากนักรบฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มีความเข้าใจโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในภูมิภาคตะนาวศรี ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย และถือเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาพร้อมใช้กำลังเพื่อฟื้นโครงการทวาย ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางเลือกสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้และเอเชียตะวันตก โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารหลายร้อยนายเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และเกิดการสู้รบกับกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่น จนฝ่ายต่อต้านต้องถอนกำลังออกจากบางพื้นที่

ซอ ดา โก จากกองกำลังป้องกันประชาชนภูมิภาคตะนาวศรี กล่าวว่า กองทัพกำลังเคลื่อนกำลังเข้าไปในพื้นที่และปฏิบัติการกวาดล้าง โดยมีรายงานว่าหมู่บ้านและบ้านเรือนบางแห่งถูกเผาทำลาย

นักรบฝ่ายต่อต้านอีกรายจากกองพันเขตทวายหมายเลข 1 ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG กล่าวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า ทหารได้เผาบ้านเรือนในหมู่บ้านอย่างน้อย 3 แห่ง และสังหารเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ 3 คนที่ให้ความช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น

กลุ่มภาคประชาสังคมท้องถิ่น MAGGA Initiative ระบุว่า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทั้ง 3 คนถูกทหารควบคุมตัวและเสียชีวิต หลังพบกับกองกำลังทหารที่กำลังรุกคืบในเมืองเยบู เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้อย่างอิสระ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาและสถานทูตรัสเซียในเมียนมาไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็น

ปฏิบัติการทางทหารรุนแรงขึ้นหลังจาก พลโท จ่อ สวาร์ ลิน รองผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา เดินทางเยือนพื้นที่ภาคใต้ของประเทศเมื่อปลายเดือนมิถุนายน และเรียกร้องให้ทหารปกป้อง “โครงการยุทธศาสตร์” รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

กลุ่มติดตามความขัดแย้ง ACLED ระบุในรายงานเดือนสิงหาคมว่า หลังจากนั้น กองกำลังทหารราว 700 นายได้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่โดยรอบ พร้อมบุกตรวจค้นหมู่บ้านและมีรายงานการสังหารพลเรือน

ฝ่ายต่อต้านระบุว่า ปฏิบัติการยึดพื้นที่รอบเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้รับการสนับสนุนจากทั้งการโจมตีทางอากาศและทางเรือ ทำให้กลุ่มต่อต้านในพื้นที่ซึ่งมีการจัดกำลังอย่างหลวม ๆ ไม่สามารถต้านทานกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิน ลวิน อู จากคณะกรรมการการชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า กองทัพส่งกำลังเข้าไปในพื้นที่ และเมื่อได้รับการเสริมกำลังจากกองทัพเรือ ก็เปิดปฏิบัติการโจมตีหมู่บ้านที่อยู่ภายในพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึก ส่งผลให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง

การรุกคืบในทวายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของกองทัพเมียนมาในการยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์และพื้นที่ชายแดนที่สูญเสียให้กับกลุ่มต่อต้าน นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งจุดชนวนสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คน และประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่น

รัฐบาลทหารเมียนมายังจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากฝ่ายต่อต้านที่สำคัญไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขัน ส่งผลให้ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารสามารถก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเริ่มต้นในปี 2008 ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างเมียนมากับไทย โดยมีเป้าหมายอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันตก

แต่โครงการหยุดชะงักในปี 2013 เนื่องจากการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่และปัญหาด้านเงินทุน ต่อมาในเดือนมกราคม 2021 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดรัฐประหาร คณะกรรมการกำกับดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายประกาศยุติข้อตกลงสำหรับโครงการ 9 โครงการในระยะแรก และระบุว่าจะมุ่งหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อผลักดันศักยภาพของโครงการ

ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาพยายามฟื้นโครงการอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของมิน อ่อง หล่ายและกองทัพเมียนมา

ในเวทีธุรกิจที่กรุงมอสโกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซอ ซาน ไนง์ อู ผู้ว่าการภูมิภาคตะนาวศรี ระบุว่า โครงการทวายอาจช่วยให้การขนส่งสินค้าใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 4-6 วัน และยังชูจุดเด่นของท่าเรือที่อยู่ห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งสำคัญของเมียนมาประมาณ 45 กิโลเมตร

ด้านมิคาอิล มิชูสติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า บริษัทของรัสเซียมีแผนทำงานร่วมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อขยายการค้าและสร้างงานใหม่ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

แหล่งข่าวซึ่งรับทราบแนวคิดของรัฐบาลรัสเซียระบุว่า โครงการทวายอาจเปิดทางให้รัสเซียเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น และเพิ่มบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือของรัสเซียในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเตือนว่า ความเสี่ยงในการลงทุนในเมียนมายังคงอยู่ในระดับสูง และการลงทุนของรัสเซียจะต้องเชื่อมโยงกับระบบคมนาคมไปยังประเทศไทย จึงจะทำให้โครงการทวายมีความคุ้มค่าและมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ.

ที่มา Reuters