บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

17 พ.ค. 2569 10:03 น.

บัลแกเรียสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูโรวิชันครั้งแรก อิสราเอลคว้าอันดับ 2

“ดาร่า” (Dara) นักร้องสาวป๊อปชื่อดังของบัลแกเรีย สร้างประวัติศาสตร์พาประเทศคว้าแชมป์การประกวดเพลงยูโรวิชันเป็นครั้งแรก ส่วนอิสราเอลที่ถูกหลายประเทศบอยคอตต์ ตามมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่สหราชอาณาจักรยังคงคว้าอันดับสุดท้ายอีกครั้ง

การแข่งขันประกวดเพลงยูโรวิชันประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย จบลงด้วยชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของบัลแกเรีย หลัง “ดาร่า” นักร้องสาววัย 27 ปี คว้าแชมป์ด้วยเพลงแดนซ์ “Bangaranga” ด้วยคะแนนรวมสูงถึง 516 คะแนน เอาชนะอิสราเอลอันดับ 2 ที่ได้ 343 คะแนน และโรมาเนียอันดับ 3 ที่ได้ 296 คะแนน

ดาร่าซึ่งไม่ใช่ตัวเต็งก่อนการแข่งขัน สามารถพลิกความคาดหมายด้วยการแสดงสุดอลังการ ผสมผสานท่าเต้นอันซับซ้อนและวัฒนธรรมพื้นบ้านบัลแกเรีย “คูเครี” ที่ใช้หน้ากากเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย จนกลายเป็นโชว์ที่โดดเด่นที่สุดของค่ำคืน

เพลง “Bangaranga” มีความหมายว่า “ความโกลาหล” ในภาษาถิ่นจาเมกา โดยเนื้อเพลงสะท้อนการต่อสู้กับความวิตกกังวลและโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ที่เธอเพิ่งได้รับการวินิจฉัยเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมส่งสารถึงการเลือกใช้ “ความรักแทนความกลัว”

หลังคว้าถ้วยไมโครโฟนคริสตัล ดาร่ากล่าวขอบคุณแฟนเพลงทั่วโลกที่ “สัมผัสถึงพลังของ Bangaranga” ขณะที่สถานีโทรทัศน์แห่งชาติบัลแกเรียยืนยันแล้วว่า การแข่งขันปีหน้าจะจัดขึ้นที่กรุงโซเฟีย

ด้านสหราชอาณาจักรยังคงทำผลงานย่ำแย่ โดย Look Mum No Computer กับเพลง “Eins, Zwei, Drei” จบอันดับสุดท้าย ได้เพียง 1 คะแนนจากคณะกรรมการยูเครน ถือเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2020 ที่สหราชอาณาจักรได้อันดับสุดท้าย

ภาพรวมของการแข่งขันในปีนี้เต็มไปด้วยโชว์ที่เน้นอารมณ์ความปรารถนาและตัณหาที่รุนแรง เริ่มตั้งแต่เดนมาร์กที่แดนเซอร์เต้นในตู้พลาสติก ส่วนเยอรมนีและนอร์เวย์ที่มากับเนื้อหาเพลงที่ร้อนแรง รวมถึง Felicia จากสวีเดนที่ร้องเนื้อหาโจ่งครึ่มจนน่าตกใจ ขณะที่วงร็อค Lavina จากเซอร์เบีย ปิดท้ายโชว์ด้วยการกรีดร้องอย่างโหยหวนจากความเจ็บปวดที่ถูกทำร้ายจิตใจ

ส่วน Alexandra Căpitănescu ตัวแทนจากโรมาเนีย เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มนักรณรงค์เรื่องเนื้อหาของเพลง “Choke Me” ที่ถูกมองว่าส่งเสริมความรุนแรงทางเพศ ทว่าเธอได้ออกมาโต้แย้งว่า เพลงนี้สื่อถึงความรู้สึกอึดอัดและถูกกดทับด้วยความลังเลในใจของตัวเองต่างหาก ซึ่งการแสดงในสไตล์ Lady Gaga ผสมวงร็อค Evanescence ของเธอก็ทรงพลังพอที่จะคว้าอันดับ 3 ไปได้

การประกวดปีนี้ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังจาก JJ ศิลปินวัย 25 ปีพาออสเตรียชนะเมื่อปีก่อนด้วยเพลง Wasted Love เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสประท้วงต่อต้านการเข้าร่วมของอิสราเอล สืบเนื่องจากความสูญเสียในสงครามกาซา มีถึง 5 ประเทศที่ประกาศบอยคอตต์ไม่ร่วมส่งเพลงเข้าประกวดในปีนี้ ซึ่งรวมถึง สเปน ไอซ์แลนด์ และไอร์แลนด์ (อดีตแชมป์ 7 สมัย) นอกจากนี้ยังมีการประท้วงใหญ่ใจกลางกรุงเวียนนาก่อนรอบชิงชนะเลิศ

ในรอบรองชนะเลิศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Noam Bettan นักร้องตัวแทนจากอิสราเอล ถูกผู้ชมบางส่วนโห่ไล่ด้วยสโลแกนต่อต้านอิสราเอล แต่ในรอบชิงชนะเลิศ โชว์เพลงรักสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน “Michelle” ของเขากลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีเหตุปั่นป่วน และสามารถคว้าอันดับ 2 ไปครองได้สำเร็จ

นอกจากนี้ การแข่งขันปีนี้ยังถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปีของยูโรวิชัน ซึ่งเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1956 ภายใต้ชื่อ “European Grand Prix” โดยมีเพียง 7 ประเทศเข้าร่วม และ Lys Assia จากสวิตเซอร์แลนด์เป็นแชมป์คนแรก โดยผู้จัดได้จัดการแสดงพิเศษรวมเพลงระดับตำนานจากตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองเวทีประกวดเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปรายการนี้.

ที่มา BBC

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

17 พ.ค. 2569 05:25 น.

ชายคลั่งขับรถพุ่งชนคนเดินถนนในเมืองอิตาลี บาดเจ็บ 8 ราย

เกิดเหตุชายมีประวัติป่วยทางจิต ขับรถพุ่งชนผู้คนในเมืองทางเหนือของประเทศอิตาลี จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย ก่อนจะถูกพลเมืองดีล้อมจับตัวเอาไว้ได้

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 ทางการอิตาลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุคนขับรถรายหนึ่งซึ่งมีประวัติปัญหาด้านสุขภาพจิต ขับรถพุ่งชนผู้คนจำนวนมากในเมืองโมเดนา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 4 ราย

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่สื่ออิตาลีนำมาเผยแพร่แสดงให้เห็นนาทีที่รถยนต์คันหนึ่งขับด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้ามาบนถนนใจกลางเมืองซึ่งคลาคล่ำไปด้วยคนเดินเท้าและผู้ขี่จักรยาน

นางฟาบริเซีย ตริโอโล ผู้ว่าราชการจังหวัดโมเดนา แถลงข่าวว่า คนขับรถคันดังกล่าวเป็นชายชาวอิตาลีเชื้อสายโมร็อกโกขับรถชนผู้คนไปหลายราย ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนกระจกหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง และชนเข้าอย่างจังกับผู้หญิงคนหนึ่ง

คนขับพยายามจะหลบหนีจากที่เกิดเหตุ แต่ถูกผู้เห็นเหตุการณ์ 4 คนวิ่งไล่ตามและล้อมกรอบเอาไว้ได้ ทว่าเขาได้ชักมีดออกมาและแทงจนหนึ่งในกลุ่มผู้ล้อมจับจนได้รับบาดเจ็บ

ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทั้งหมด 8 ราย รวมถึงชาวเยอรมันและชาวโปแลนด์ โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บรายหนึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดขาทั้งสองข้าง

สำหรับตัวคนขับ เป็นผู้สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ เกิดในปี พ.ศ. 2538 ไม่มีประวัติอาชญากรรม แต่เคยมีช่วงเวลาที่เผชิญกับ “ภาวะแปรปรวนทางจิตใจ” ในปี พ.ศ. 2565

“เขาเคยเข้ารับการรักษาที่ศูนย์สุขภาพจิตเนื่องจากมีอาการบุคลิกภาพผิดปกติแบบแยกตัวจากสังคม (Schizoid Disorder) แต่หลังจากช่วงเวลาที่เฝ้าสังเกตอาการในสถานดูแลระยะแรก เราก็ขาดการติดต่อและไม่ทราบเบาะแสของเขาอีกเลย” นางตริโอโลกล่าวเสริม

นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบระบุว่าคนขับไม่ได้อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของ สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทแต่อย่างใด และล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองโมเดนาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

17 พ.ค. 2569 03:58 น.

ดับแล้ว 87 ศพ อีโบลาระบาดรอบใหม่ ในดีอาร์คองโก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดระลอกใหม่ของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เพิ่มเป็น 87 ศพแล้ว และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีกหลายร้อยราย

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DRC) กำลังแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาระลอกใหม่ ในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 87 ศพ

ขณะนี้พบผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อแล้วหลายร้อยราย ซึ่งรวมถึงมีกรณีผู้ติดเชื้อรายหนึ่งที่เดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศยูกันดาด้วย นอกจากนั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ยังระบุด้วยว่า ไวรัสสายพันธุ์ล่าสุดที่กำลังแพร่ระบาดนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ทางการดีอาร์คองโกยืนยันการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้ครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไวรัสอีโบลาสามารถติดต่อผ่านทางเลือดและของเหลวอื่นๆ จากร่างกาย รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่ เป็นไข้ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย อาเจียน “และในบางรายอาจมีอาการเลือดออกร่วมด้วย”

ดร. ฌอง คาเซยา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Africa CDC กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอคอลเมื่อวันเสาร์ว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่าการระบาดน่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยในขณะนี้มียอดผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 336 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 87 ศพ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ตรวจพบจนถึงตอนนี้กระจุกตัวอยู่ในเมืองเหมืองแร่สองแห่งที่มีชื่อว่า มงกวาลู (Mongwalu) และ รวามพารา (Rwampara) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้าออกเพื่อมาทำงานเป็นจำนวนมาก “เรากำลังพูดถึงภูมิภาคที่มีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก” ดร. คาเซยากล่าว

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชายชาวคองโกวัย 59 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ที่กรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศยูกันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของดีอาร์คองโกด้วย

มีบุคคลหนึ่งเดินทางมาจากดีอาร์คองโก เข้ามายังยูกันดา แล้วก็เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล … เขาป่วยในขณะที่อยู่ในชุมชนนี้และมีผู้คนรายล้อมอยู่รอบตัวเขาจำนวนหนึ่ง แถมเขายังใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางมายังยูกันดาด้วย

ดร.คาเซยาเสริมด้วยว่า ชายคนนี้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลแต่จากนั้นร่างของเขาถูกส่งกลับข้ามพรมแดนไปยังดีอาร์คองโกเพื่อทำพิธีฝังศพ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไวรัสกำลังแพร่กระจายรวดเร็วเพียงใด ก่อนหน้านี้เคยเกิดการระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งมีชื่อว่า “บุลดีบูเกียว” (Bundibugyo) มาแล้ว 2 ครั้ง แต่เนื่องจากพบได้น้อยกว่าสายพันธุ์ “ซาอีร์” (Zaire) จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับมันค่อนข้างน้อย และยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยเปิดเผยว่า ในปัจจุบันเริ่มมีวัคซีนทดลองที่เข้าเกณฑ์คัดเลือกและกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมแล้ว แต่วัคซีนดังกล่าวจะเพิ่งผ่านการทดสอบในลิงเพียงบางส่วนเท่านั้น และมีอัตราประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 50% โดยที่ยังไม่มีการประเมินศักยภาพในการนำมาใช้กับผู้ป่วยที่เป็นมนุษย์แต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

17 พ.ค. 2569 02:45 น.

ไต้หวันย้ำมีสถานะประเทศ “อธิปไตย” หลังทรัมป์ออกโรงเตือน

ทางการไต้หวันยืนยันว่า ดินแดนของพวกเขาเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องประกาศใดๆ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาเป็นประเทศ “ที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ” อยู่แล้ว หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งเดินทางเยือนประเทศจีน ออกโรงเตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศไต้หวันระบุว่า ไต้หวันรู้สึกขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่มีมาอย่างยาวนานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในบริเวณช่องแคบไต้หวัน พร้อมทั้งยืนยันหนักแน่นว่าไต้หวันเป็นประเทศ “ที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ”

“ไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เป็นอิสระและมีอธิปไตย และไม่ได้เป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ใต้บังคับของสาธารณรัฐประชาชนจีน” กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุในแถลงการณ์

นอกจากนี้ ทางกระทรวงฯ ยังยืนยันด้วยว่า การขายอาวุธของสหรัฐฯ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของข้อผูกพันด้านความมั่นคงที่วอชิงตันมีต่อไต้หวัน หลังจากที่ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าเขากำลังพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอยู่

“สำหรับการขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ นั้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อผูกพันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวันตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) เท่านั้น แต่ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการร่วมมือกันป้องปรามภัยคุกคามในภูมิภาคอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน นายเฉิน หมิงจื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวัน แถลงข่าวที่กรุงไทเปโดยยืนยันเช่นกันว่า การขายอาวุธของสหรัฐฯ ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน

“การขายอาวุธระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นรากฐานสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในภูมิภาคมาโดยตลอด” นายเฉินกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ได้อนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธให้แก่ไต้หวันด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ยังมีแพ็กเกจที่สองซึ่งมีมูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์อยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเขาคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน และดูเหมือนจะตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐฯ จะต้องเป็นฝ่ายปกป้องเกาะแห่งนี้หากถูกโจมตี

“ผมไม่ได้อยากเห็นใครลุกขึ้นมาประกาศเอกราช และคุณก็รู้ใช่ไหมว่า เราถูกคาดหมายว่าจะต้องเดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อไปทำสงคราม ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้นเลย” ทรัมป์บอกกับ เบรต ไบเออร์ นักข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) “ผมอยากให้พวกเขาใจเย็นลงก่อน และผมก็อยากให้จีนใจเย็นลงด้วยเช่นกัน”

“เราไม่ได้ต้องการให้เกิดสงคราม และถ้าคุณยังคงรักษาสถานภาพให้มันเป็นอยู่แบบนี้ต่อไป ผมคิดว่าจีนก็คงจะรับได้กับเรื่องนั้น”

อนึ่ง ภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน รัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อใช้ในการป้องกันตนเอง แต่กฎหมายดังกล่าวกลับมีความคลุมเครือในประเด็นที่ว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เกาะแห่งนี้โดยตรงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : france24

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

17 พ.ค. 2569 00:57 น.

สื่ออิหร่านอ้าง ชาติยุโรปเตรียมเจรจา ขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สื่ออิหร่านอ้างว่า ชาติยุโรปหลายประเทศกำลังเข้าเจรจากับรัฐบาลเตหะราน เพื่อขอเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านอนุญาตให้เรือจากเอเชียหลายสิบลำผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กลุ่มประเทศในยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเตหะราน เพื่อขอใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.

“หลังจากที่เรือจากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และปากีสถาน ได้แล่นผ่านทางนี้ไป ล่าสุดในวันนี้เราได้รับข้อมูลที่ระบุว่า ฝ่ายยุโรปเองก็ได้เริ่มเปิดฉากเจรจากับกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแล้ว เพื่อขออนุมัติในการเดินเรือผ่าน” สถานีโทรทัศน์อิหร่านระบุ โดยไม่เจาะจงว่าเป็นประเทศใด

การที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน และสร้างข้อได้เปรียบอย่างมากให้แก่รัฐบาลเตหะราน ในขณะที่ทางฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเรือเข้าปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านเช่นกัน

ในยามปกติ เส้นทางเดินเรือนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญอื่นๆ

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านระบุในแถลงการณ์ว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านได้อนุญาตให้เรือหลายสิบลำ รวมถึงเรือจากประเทศจีน เดินเรือผ่านได้ “หลังจากบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพิธีสารการบริหารจัดการช่องแคบของอิหร่าน”

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น อิหร่านได้ย้ำหลายครั้งว่าการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะ “ไม่กลับไปสู่สภาวะเหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม” และเมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านเปิดเผยว่าได้รับรายได้ก้อนแรกจากการเรียกเก็บค่าผ่านทางในน่านน้ำดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นายอิบราฮิม อาซีซี (Ebrahim Azizi) ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่าน “ได้จัดเตรียมกลไกที่เป็นมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการการจราจร” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้แล้ว พร้อมเสริมว่าจะมีการ “เปิดตัวกลไกดังกล่าวในเร็วๆ นี้”

“ในกระบวนการนี้ จะมีเพียงเรือพาณิชย์และฝ่ายที่ให้ความร่วมมือกับอิหร่านเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์” เขากล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่จำเป็นสำหรับบริการเฉพาะทางต่างๆ และ เส้นทางจะปิดสำหรับผู้ที่เข้าร่วม “โครงการสันติภาพ” (Project Freedom) ซึ่งสื่อถึงปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการพาเรือสินค้าที่ตกค้างออกจากฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

16 พ.ค. 2569 23:45 น.

อิสราเอลยืนยัน ผบ.ฝ่ายติดอาวุธของฮามาส ถูกสังหารในฉนวนกาซา

กองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสยืนยันว่า ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ถูกสังหารแล้ว ในการโจมตีทางอากาศในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อ 16 พ.ค. 2569 กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้ออกมายืนยันว่า นายเอซเซดีน อัล-ฮัดดัด (Ezzedine Al-Haddad) ผู้บัญชาการฝ่ายกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566 เสียชีวิตแล้วจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาเมื่อวานนี้

นับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 กองทัพและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการค้นหาและโจมตีอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้นำทางการเมืองระดับสูงและผู้บัญชาการกลุ่มติดอาวุธของฮามาส ทั้งในฉนวนกาซาและทั่วภูมิภาค

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาซึ่งมีเป้าหมายคือตัวนายฮัดดัด ก่อนที่จะออกมายืนยันการเสียชีวิตของเขาในวันเสาร์

“กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) และหน่วยงานความมั่นคงภายใน (ISA หรือ ชินเบต) ขอประกาศว่า เมื่อวานนี้ ปฏิบัติการโจมตีอย่างแม่นยำในพื้นที่เมืองกาซา ซิตี้ สามารถกำจัดผู้ก่อการร้าย เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ได้สำเร็จ” กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสสองรายเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP เช่นกันว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตแล้วจากการโจมตีของอิสราเอล “ผู้บัญชาการระดับสูง… เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด ถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยและยานพาหนะของพลเรือนในเมืองกาซา ซิตี้ เมื่อวานนี้”

แหล่งข่าวรายหนึ่งจากกลุ่มฮามาสระบุว่า นายฮัดดัดเสียชีวิตพร้อมกับภรรยาและลูกสาวของเขา

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า นายฮัดดัดเป็น “หนึ่งในผู้บัญชาการระดับสูงคนสุดท้ายของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาส ที่ทำหน้าที่บงการ, วางแผน และลงมือปฏิบัติการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.” และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวตัวประกันชาวอิสราเอลในระหว่างสงครามอีกด้วย

“ฮัดดัดเป็นผู้บริหารจัดการระบบคุมขังตัวประกันของกลุ่มฮามาส และมักจะเอาตัวประกันมาอยู่รายล้อมรอบตัวเขา เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ตนเองถูกกำจัด” กองทัพอิสราเอลระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ – ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ - ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

16 พ.ค. 2569 23:03 น.

ทรัมป์เผย กองทัพสหรัฐฯ – ไนจีเรีย สังหารรองผู้นำ ISIS

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า รองผู้นำของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพไนจีเรีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค. 2569) ว่านาย อาบู-บิลาล อัล-มินูกี (Abu-Bilal al-Minuki) ซึ่งเป็นผู้นำหมายเลขสองของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) ในระดับสากล ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการร่วมระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และไนจีเรีย

การโจมตีในครั้งนี้ได้รับการยกย่องจากประธานาธิบดี โบลา อาเหม็ด ตินูบู แห่งไนจีเรีย ว่าเป็น “ตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย”

“ค่ำคืนนี้ ภายใต้การสั่งการของผม กองกำลังอเมริกันผู้กล้าหาญร่วมกับกองทัพแห่งไนจีเรีย ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนและมีการวางแผนมาอย่างพิถีพิถันได้อย่างไร้ที่ติ เพื่อกำจัดผู้ก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในโลกคนหนึ่งออกจากสมรภูมิ” นายตินูบูกล่าว

ด้านทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “อาบู-บิลาล อัล-มินูกี รองผู้นำกลุ่ม ISIS ทั่วโลก คิดว่าเขาจะสามารถกบดานอยู่ในแอฟริกาได้ แต่หารู้ไม่ว่าเรามีสายข่าวที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดเวลา”

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ประธานาธิบดีตินูบูระบุว่า ผลการประเมินเบื้องต้นยืนยันว่า นายอัล-มินูกี หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “อาบู-ไมนอก” (Abu-Mainok) ถูกกำจัดแล้ว พร้อมด้วยสมุนระดับรองอีกหลายคน ในระหว่างการโจมตีค่ายกบดานของเขาบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบชาด

ตินูบูกล่าวว่า กองทัพไนจีเรียทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรจากสหรัฐฯ ในปฏิบัติการร่วมครั้งสำคัญที่เขาเรียกว่า “ภารกิจที่อาจหาญ” ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้กับกองกำลังของกลุ่มรัฐอิสลาม

จากข้อมูลของกรมทะเบียนกลางของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า นายอัล-มินูกี ซึ่งเป็นชาวไนจีเรีย เคยถูกรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศให้เป็น “ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ” ในปี 2566

ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกล่าวหาไนจีเรียว่าล้มเหลวในการปกป้องชาวคริสต์จากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มอิสลามิสต์ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไนจีเรียสำหรับความร่วมมือในปฏิบัติการครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

16 พ.ค. 2569 22:12 น.

สื่อนอกตีข่าว รถไฟชนรถเมล์ในกรุงเทพ คร่าชีวิตแล้ว 8 รายเจ็บนับสิบ

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าวเหตุรถไฟชนกับรถบัสประจำทางกลางกรุงเทพมหานครของไทย โดยตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และมีรายงานผู้บาดเจ็บอีก 35 คน

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานอ้างการเปิดเผยของตำรวจไทยว่า เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถโดยสารประจำทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 30 คน ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.)

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยได้ทำการปิดกั้นพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีภาพของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเข้าตรวจสอบสภาพรถบัสที่ถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โครง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้กันผู้สัญจรผ่านไปมาให้ออกจากบริเวณแยกใจกลางเมืองที่การจราจรคับคั่ง ซึ่งเป็นจุดที่มีรถยนต์สัญจรผ่านไปมาหลายหมื่นคันในแต่ละวัน

“มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และบาดเจ็บอีก 35 คน” พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกกับสำนักข่าว AFP พร้อมอัปเดตยอดผู้ได้รับบาดเจ็บจากรายงานก่อนหน้านี้

เหตุการณ์ชนกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่าย โดยภาพบนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นนาทีที่รถไฟกำลังแล่นเข้าใกล้จุดตัดทางรถไฟด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนจะพุ่งชนกับรถบัสอย่างแรง จนเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นทันที

“ขณะนี้เพลิงสงบลงแล้ว และเรากำลังเร่งกู้ร่างของผู้เสียชีวิต” พ.ต.ท. อุรัมพร กล่าว

ด้านสำนักข่าวเดอะเนชั่นรายงานอ้างคำพูดของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ระบุว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า รถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จอดติดสัญญาณไฟแดงอยู่ โดยที่ตัวรถคร่อมอยู่บนรางรถไฟ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไม้กั้นทางรถไฟไม่สามารถเลื่อนลงมาได้ ส่วนรถไฟซึ่งเป็นรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์นั้น บรรทุกน้ำหนักมาค่อนข้างมาก จึงทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที

สำนักนายกรัฐมนตรีของไทยแถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว

ทั้งนี้ สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานว่า ในประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางคมนาคมรุนแรงจนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และไทยมักติดอันดับประเทศที่มีถนนหนทางที่อันตรายและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความเร็วในการขับขี่ การเมาแล้วขับ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งเกิดเหตุเครนล้มทับรถไฟโดยสารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

นอกจากนี้ ในปี 2563 เคยเกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถบัสที่กำลังนำผู้โดยสารเดินทางไปร่วมพิธีทางศาสนา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 18 ราย และ 3 ปีต่อมาก็เกิดเหตุรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถกระบะที่กำลังขับข้ามทางรถไฟทางภาคตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

16 พ.ค. 2569 14:57 น.

สลด หนุ่มออสซี่ถูกฉลามขาวยักษ์ยาว 4 เมตรกัดกลางทะเล เร่ง CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในน่านน้ำของออสเตรเลียตะวันตก หลังชายวัย 38 ปีถูกฉลามขาวยักษ์ยาวราว 4 เมตรจู่โจม บริเวณแนวปะการัง ใกล้เกาะท่องเที่ยวชื่อดัง เจ้าหน้าที่เร่งช่วย CPR แต่ยื้อชีวิตไม่ไหว

เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นในน่านน้ำของออสเตรเลียตะวันตก บริเวณแนวปะการัง Horseshoe Reef ใกล้เกาะท่องเที่ยวชื่อดัง Rottnest Island ใกล้เมืองเพิร์ท ช่วงก่อนเวลา 10.00 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้เคราะห์ร้ายถูกฉลามกัดขณะอยู่ในทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะดังกล่าว

สื่อท้องถิ่นของออสเตรเลียรายงานว่า ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่และผู้เห็นเหตุการณ์เร่งนำตัวชายคนดังกล่าวขึ้นเรือกลับเข้าฝั่งอย่างเร่งด่วน ก่อนพาตัวไปยังท่าเรือ จอร์จดีย์ เบย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพและตำรวจทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ช่วยชีวิต แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ด้านกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาคแห่งรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียยืนยันว่า ได้รับรายงานว่าผู้เสียชีวิตถูกฉลามขาวโจมตี พร้อมออกคำเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษหากลงเล่นน้ำหรือทำกิจกรรมทางทะเลในบริเวณดังกล่าว

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการเสียชีวิตจากฉลามโจมตีครั้งแรกในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นมีนักโต้คลื่นถูกฉลามทำร้ายเสียชีวิตบริเวณชายหาดห่างไกลแห่งหนึ่ง

ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดเหตุฉลามโจมตีบ่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสถิติระบุว่านับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1791 พบเหตุฉลามโจมตีมนุษย์แล้วเกือบ 1,300 ครั้ง และมากกว่า 260 ครั้งจบลงด้วยการเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2026 บริเวณชายฝั่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ก็เกิดเหตุฉลามโจมตีถึง 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน หนึ่งในเหยื่อคือ “นิโก แอนติช” เด็กชายวัย 12 ปี ที่กระโดดลงจากโขดหินในอ่าวซิดนีย์ก่อนถูกฉลามหัวบาตรโจมตี และเสียชีวิตในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัว.

ที่มา : BBC

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

16 พ.ค. 2569 07:58 น.

ทรัมป์กลับถึงทำเนียบขาว สรุปผลเยือนจีนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จับตาปมไต้หวัน-อิหร่านยังเปราะบาง

โดนัลด์ ทรัมป์ กลับถึงสหรัฐฯ หลังปิดฉากเยือนจีน 3 วัน ชี้การหารือกับ สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ยังมีความเห็นต่างเรื่องไต้หวัน การค้า และสงครามอิหร่าน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซีแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการพบหารือระดับสูงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี ไต้หวัน และสงครามอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจของโลก แม้ยังคงมีความเห็นต่างในหลายประเด็นสำคัญ นอกจากนี้หนึ่งในหัวข้ออ่อนไหวที่สุดคือปัญหาไต้หวัน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน อาจนำไปสู่การปะทะหรือความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ หากบริหารจัดการผิดพลาด

หลังเสร็จสิ้นการหารือ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าแผนขายอาวุธล็อตใหญ่ของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่จีนคัดค้านมาโดยตลอด

ส่วนประเด็นสงครามอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า สี จิ้นผิง แสดงความต้องการให้จีนมีบทบาทช่วยผลักดันการเจรจายุติสงคราม และสนับสนุนการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานทั่วโลก

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ผู้นำจีนยืนยันกับเขาว่า จีนจะไม่จัดส่งอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ทั้งสองฝ่ายพยายามส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องไต้หวัน เทคโนโลยีขั้นสูง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของความสัมพันธ์สองประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา AP