“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

"มิน อ่อง หล่าย" เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

18 ส.ค. 2569 08:22 น.

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมา เดินทางเยือนรัสเซียครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี หารือ “วลาดิเมียร์ ปูติน” พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และการทหาร

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางออกจากกรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม เพื่อเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชูสติน และนายวยาเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาดูมาแห่งรัฐ รวมถึงเข้าร่วมเวทีการประชุมเศรษฐกิจเมียนมา-รัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ขณะที่คณะผู้ติดตามของมิน อ่อง หล่าย ประกอบด้วยรัฐมนตรีหลายกระทรวงและนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวของเขาและรัฐบาลทหาร

นอกจากนี้ยังมีโซ มินต์ หม่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานอวกาศเมียนมา ร่วมเดินทางด้วย ท่ามกลางกระแสการหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดาวเทียมกับรัสเซีย รวมถึงแนวคิดในการคัดเลือกและฝึกอบรมนักบินอวกาศคนแรกของเมียนมาในรัสเซีย ขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงหลายรายร่วมคณะเดินทางเพื่อหารือกับฝ่ายกองทัพรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 5 ของมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน โดยก่อนหน้านี้เดินทางเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย และเป็นการเดินทางไปรัสเซียครั้งที่ 6 นับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564.

ที่มา Irrawaddy

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

18 ส.ค. 2569 06:46 น.

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เข้าประทับที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการประชวร และจะทรงลาป่วยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีก็ทรงเข้ารับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 สำนักพระราชวังนอร์เวย์ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เข้าประทับที่โรงพยาบาลและทรงลาจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เนื่องจาก “ภาวะคั่งของน้ำในร่างกายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล”

สำนักพระราชวังระบุอีกว่า เจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 53 พรรษา จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนองค์ ในระหว่างที่พระราชบิดาทรงลาป่วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คิงฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งมีพระชนมายุ 89 พรรษาแล้ว และเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในยุโรป เพิ่งเข้ารับการรักษาด้วยฮอร์โมนคอร์ติโซนสำหรับโรคโลหิตจางจากภาวะเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย (haemolytic anaemia) ซึ่งเป็นโรคเลือดหายาก ที่ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดลง

ทั้งนี้ คิงฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในเดือนมกราคม 2534 และทรงปฏิเสธการสละราชสมบัติอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

ในปี 2567 พระองค์ทรงได้รับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหลังจากทรงพระประชวรขณะเสด็จประพาสพักผ่อนที่ประเทศมาเลเซีย และในปีเดียวกัน สำนักพระราชวังนอร์เวย์ก็ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์จะทรง “ลดพระราชกรณียกิจสาธารณะลงอย่างถาวร” เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นของพระองค์

คิงฮารัลด์เคยถูกนำส่งโรงพยาบาลบนเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังทรงมีพระอาการติดเชื้อและภาวะขาดน้ำ

นอกจากคิงฮารัลด์แล้ว สำนักพระราชวังเผยด้วยว่า สมเด็จพระราชินีซอนยาได้เสด็จฯ เข้าประทับที่โรงพยาบาลในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการตรวจและเฝ้าระวังอาการเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย (หัวใจ)

ปัญหาสุขภาพของสมเด็จพระราชาและพระราชินีแห่งนอร์เวย์ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของราชวงศ์

ในเดือนมีนาคม เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารี พระชายาในเจ้าชายฮากอน ตกเป็นข่าวพัวพันกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ โดยพระองค์ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะไม่เคยพบกับชายคนนี้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ถูกเปิดเผยว่า เคยแลกเปลี่ยนอีเมลหลายร้อยฉบับกับเอปสตีน ในช่วงปี 2554-2557 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาค้าประเวณีไปแล้ว และเคยประทับที่บ้านของเอปสตีนในฟลอริดาในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย

3 เดือนต่อมา ในเดือนมิถุนายน มาริอุส บอร์ก ฮอยบี บุตรชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาข่มขืน 2 กระทง และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

18 ส.ค. 2569 06:02 น.

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลในรัสเซียตัดสินจำคุกสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนสำคัญ ซึ่งต่อต้านการทำสงครามกับยูเครนเป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน ในข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จและทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นาย เลฟ ชลอสเบิร์ก นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซียวัย 63 ปี และรองหัวหน้าพรรค “ยาโบลโค” (Yabloko) ฝ่ายเสรีนิยม ถูกศาลในเมืองปัสคอฟ (Pskov) ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 ปีกับอีก 1 เดือน

ข่าวระบุว่า ชลอสเบิร์ก ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ของกองทัพรัสเซีย และ “เผยแพร่ข้อมูลเท็จ” เกี่ยวกับกองทัพ ผ่านข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ชลอสเบิร์กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่ากระบวนการตัดสินนี้เป็นเพียงการเลียนแบบการสอบสวนเพื่อลงโทษผู้ที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่าง และเขาได้ย้ำข้อเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิงกับยูเครน และเริ่มการเจรจาทางการเมืองอีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ ศาลฎีกาของรัสเซียได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของพรรคยาโบลโค ส่งผลให้พรรคถูกห้ามส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะเกิดขึ้น โดยพรรคยาโบลโคถือเป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องเพียงพรรคเดียวที่คัดค้านการรุกรานยูเครน

พรรคถูกถอดถอนจากการเลือกตั้งรัฐสภาภายใต้ข้อกล่าวหาว่า ให้การสนับสนุน “ขบวนการ LGBT สากล” ซึ่งรัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่พรรคฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลรัสเซียยื่นฟ้องร้อง โดยพรรคยาโบลโคปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

อนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียเหลือพรรคการเมือง 10 พรรคที่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งรัฐสภา และทั้งหมดล้วนให้การสนับสนุนการทำสงครามในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

18 ส.ค. 2569 03:47 น.

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ด้านความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ เพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของสิงคโปร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ในขณะที่สิงคโปร์กำลังสร้างเสริมขีดความสามารถเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์

ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งลงนามโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน (CAEA) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือล่าสุดของสิงคโปร์กับพันธมิตรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

MTI ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า บันทึกความเข้าใจนี้จะสนับสนุนความพยายามของสิงคโปร์ในการพัฒนาขีดความสามารถที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นกลางและถูกต้องตามหลักเทคนิค

การทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศยังช่วยในการเตรียมความพร้อมของสิงคโปร์ สำหรับภารกิจการทบทวนโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แบบบูรณาการ (INIR) ระยะที่ 1 ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2570 ด้วย

MOU ฉบับนี้ลงนามโดยนาย ออกัสติน ลี เลขาธิการถาวรด้านพลังงานและการค้าของ MTI และนายหลิว จิ้ง รองประธาน CAEA โดยมี ดร.ตัน ซี เล่ง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (ด้านพลังงานและอุตสาหกรรม) และนายซ่าน จงเต๋อ ประธาน CAEA ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สิงคโปร์และจีนจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์, การฝึกอบรมบุคลากรและการเยี่ยมชมเชิงวิทยาศาสตร์, การศึกษาและการสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน, ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์, มาตรการพิทักษ์ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ลงนามในกรอบข้อตกลงระยะเวลา 5 ปีกับ IAEA เพื่อยกระดับความสามารถของสิงคโปร์ในการประเมินเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ, เสริมสร้างการเฝ้าระวังรังสีในสิ่งแวดล้อม, ปรับปรุงเคมีรังสีในอาหารและการทดสอบความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูง และการรักษาโรคมะเร็ง

ในเดือนเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (NEA) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา (USNRC) เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับฝ่ายความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ด้วย

โดยโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของ NEA เข้าร่วมการฝึกอบรมและการดูงานในด้านต่างๆ เช่น การกำกับดูแลเตาปฏิกรณ์, การประเมินความปลอดภัย และขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ของสิงคโปร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สิงคโปร์ประกาศเมื่อหลายปีก่อนว่า จะเริ่มการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และผลกระทบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยในการประกาศงบประมาณปี 2568 นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวว่า รัฐบาลจะศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์ และสร้างเสริมขีดความสามารถในด้านนี้อย่างเป็นระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

18 ส.ค. 2569 02:48 น.

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

รัฐมนตรีเมียนมาเปิดเผยว่า เกิดการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคในนครย่างกุ้ง ส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่า 500 รายแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โบ เทย์ (Bo Htay) รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมประจำภูมิภาคออกมาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นมา มีประชาชนรวม 500 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการท้องร่วงรุนแรง โดยในจำนวนนี้เกือบ 150 รายมีผลตรวจเชื้ออหิวาตกโรคเป็นบวก

ถ้อยแถลงของนาย โบ เทย์ นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่ามีการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรค หลังจากในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการท้องร่วงอย่างต่อเนื่อง

นาย โบ เทย์ แถลงต่อสภาภูมิภาคย่างกุ้ง ซึ่งครอบคลุมเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศว่า ผลการตรวจหาเชื้ออหิวาตกโรคแบบรวดเร็ว (Rapid tests) พบผู้มีผลเป็นบวกแล้ว 149 ราย และในจำนวนนี้ มี 9 รายที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการสาธารณสุขแห่งชาติ ว่าติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae

ทั้งนี้ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารรุนแรงที่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้เป็น “ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำตลอดจนการขาดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและภาคสาธารณสุขของเมียนมาอยู่ในสภาทรุดโทรม หลังเผชิญสงครามกลางเมืองมา 5 ปี

รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 100 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เริ่มลดลงหลังจากนั้น

ผู้ป่วยวัย 92 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการท้องร่วง แต่หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ของรัฐบาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตจากโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและปอด โดยไม่มีการยืนยันว่าเขาติดเชื้ออหิวาตกโรคหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

18 ส.ค. 2569 01:47 น.

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนีประกาศชื่อลูกสาวคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่เคารพ 3 คน รวมถึงควีนเอลิซาเบธที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหญิงยูจีนี แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า ทรงตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กของพระองค์ว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “บุคคล 3 ท่านที่เราเคารพรักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน” ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุอีกว่า การตั้งชื่อนี้ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของอังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็น “สองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ด้วย

แอดิเลด เกิดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 6 ปอนด์ 9 ออนซ์ หรือประมาณ 2,976 กรัม โดยเป็นทายาทคนที่ 3 ของเจ้าหญิงยูจีนี กับ แจ็ก บรูกส์แบงก์ พระสวามี ต่อจากลูกชาย 2 คนคือ ออกัสต์ ฟิลิป ฮอว์ก บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2564 และ เออร์เนสต์ จอร์จ รอนนี บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2566

ทั้งนี้ เจ้าหญิงยูจีนี พระชนมายุ 36 พรรษา ทรงแบ่งปันรูปใหม่ของ แอดิเลด รวมถึงรูปที่ลูกชายทั้งสองกำลังอุ้มน้องสาวพร้อมข้อความว่า “ครบ 2 สัปดาห์พอดีในวันนี้ที่เราได้ต้อนรับลูกสาวของเราสู่โลกใบนี้ และนับตั้งแต่นั้นมา เราได้ใช้เวลาที่แสนพิเศษ อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรักอย่างที่สุด”

“พวกเรามีความสุขอย่างยิ่งที่จะแนะนำ แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์” ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุ “ชื่อนี้ตั้งตามบุคคลสามคนที่เรารักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงย่าทวดของแอดิเลด (ควีนเอลิซาเบธที่ 2) ผู้ซึ่งอยู่ในใจของเราเสมอ”

“พระนามของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ข้อความระบุต่อ “อ็อกกี และ เออร์นี เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดเรียบร้อยแล้ว”

ด้านสำนักข่าว PA Media รายงานว่า ชื่อ “แอดิเลด” เชื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมเด็จพระราชินีแอดิเลด (ค.ศ. 1792-1849) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 รวมถึงนักบุญมาเรีย แอดิเลด แห่งโปรตุเกส

ส่วนที่มาของชื่อ “แอนนินา” นั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่คาดกันว่าเป็นความผูกพันส่วนตัวของเจ้าหญิงยูจีนีและแจ็กที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ แอดิเลดจะไม่มียศ “เจ้าหญิง” เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองคนของเธอที่ไม่มียศ “เจ้าชาย” และจะอยู่ในลำดับที่ 15 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ก่อนหน้าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ เสด็จอาของเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

17 ส.ค. 2569 23:50 น.

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ขณะอยู่บนภูเขาไฟเอตนา ในประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดการปะทุต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองบนยอดเขา

สื่อของอิตาลีรายงานในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นักท่องเที่ยวชายชาวอเมริกันวัย 30 ปี ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ เสียชีวิตหลังจากถูกฟ้าผ่าขณะอยู่บนภูเขาไฟ “เอตนา” (Mount Etna) ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) ในตอนที่เกิดพายุฟ้าคะนอง

รายงานระบุว่า พนักงานดับเพลิงและหน่วยบริการฉุกเฉินพบชายคนดังกล่าวในภาวะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 20:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่หวงห้ามซึ่งบางครั้งถูกใช้เป็นเส้นทางเพื่อเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้น โดยชายคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล “คันนิตซาโร” ในเมืองคาตาเนีย ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อมาถึง

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในยุโรป เกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าเหนือแคว้นซิซิลีตะวันออก และส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาตาเนีย

แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมของภูเขาไฟนี้ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมปรากฏการณ์เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละปีมีผู้เยี่ยมชมภูเขาไฟเอตนาประมาณ 1.5 ล้านคน

เจ้าหน้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ของภูเขาไฟเอตนามากขึ้น รวมถึงบริเวณลาดเขาส่วนบนเหนือแนวเขตป่า ซึ่งแทบไม่มีที่หลบภัย เนื่องจากภูเขาไฟมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

หน่วยงานป้องกันพลเรือนของอิตาลีเตือนว่า การผสมผสานระหว่างกิจกรรมของภูเขาไฟและความกดอากาศ หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันบนที่สูง สามารถทำให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นอันตรายได้ รวมถึงพายุฟ้าคะนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

17 ส.ค. 2569 22:52 น.

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ทางการดีอาร์คองโกยืนยันว่า ประเทศกำลังเผชิญการระบาดของอีโบลาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ออกมายืนยันว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนั้น เป็นการระบาดครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาในการระบาดครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว นับตั้งแต่ทางการของดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 แซงหน้าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดในช่วงปี 2561-2563 ซึ่งอยู่ที่ 2,299 ศพ ไปแล้ว

นาย ทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและการประสานงานบรรเทาภัยฉุกเฉิน (OCHA) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดที่แพร่กระจายเร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ พร้อมเตือนว่า “โรคระบาดนี้กำลังคร่าชีวิตผู้คนทุกๆ 30 นาที”

ไวรัสที่อยู่เบื้องหลังการระบาดในปัจจุบันคือ อีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรับมือ แต่มีวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรวมถึงวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท “แอสตราเซนเนกา” (AstraZeneca) ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาทั้งสิ้น 4,945 ราย โดยรวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ 101 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดครั้งก่อน มีการพบผู้ป่วยนอกประเทศค่อนข้างน้อย โดย ณ วันที่ 12 ส.ค. มีการยืนยันผู้ป่วย 20 รายในประเทศยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่มีผู้ได้รับการรักษา 2 รายในเยอรมนี และมีการประกาศพบผู้ป่วย 1 รายในฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า ความเร็วในการแพร่เชื้อของไวรัสในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งระบาดไปแล้ว 6 จังหวัดจากทั้งหมด 26 จังหวัดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การระบาดของอีโบลาครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในโลกช่วงปี 2557-2559 ในแอฟริกาตะวันตก ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน กว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตถึง 1,000 ราย แต่การระบาดในปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตถึง 2,000 รายภายในเวลาเพียงสามเดือน แม้ว่านักวิจัยจะระบุว่าไวรัสอาจแพร่ระบาดโดยไม่ถูกตรวจพบมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม

อนึ่ง การระบาดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 17 ที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้ออีโบลาเมื่อ 50 ปีก่อน โดยความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหลายปีและการย้ายถิ่นฐานของประชากรในระดับสูง ได้กลายเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมของประเทศในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

องค์การอนามัยโลกคาดหวังว่า จะสามารถพลิกสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคให้ลดลงได้ภายใน 3 เดือน แต่ก็เตือนว่านั่นหมายถึงการควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ใช่การยุติการระบาดทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

17 ส.ค. 2569 21:44 น.

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทิ้งระเบิดใส่โอมาน หากมาขวางทางการทำข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดใส่ประเทศโอมานหากโอมาน “เข้ามากีดขวาง” ข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานหลายเดือน

“ถ้าโอมานเข้ามากีดขวาง เราจะทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์บอกกับ เทรย์ ยิงสต์ นักข่าวจากสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่านเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ในขณะที่วอชิงตันเองก็กำลังดำเนินการเจรจาในส่วนของตนเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านและโอมานได้หารือกันเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมานานหลายสัปดาห์แล้ว และกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านก็ระบุเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทำปฏิญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ แม้ว่าในทางปฏิบัติ การจราจรทางเรือจะยังคงถูกขัดขวางและชะลอตัวอย่างมากก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ส.ค.) ทรัมป์ถึงขั้นอ้างว่าเขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสหรัฐฯ ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทั้งนี้ ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ช่องแคบฮอร์มุซถูกนับว่าเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

อิหร่านได้ใช้การเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อคานอำนาจความพยายามของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะทำลายกองทัพของอิหร่าน และบีบบังคับให้ละทิ้งโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งมานานหลายปี

นอกจากข่มขู่โอมานแล้ว นายทรัมป์ยังกล่าวว่า อิหร่านควรจะ “ชูธงขาวเพื่อยอมจำนน” ด้วย

ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะบรรลุข้อตกลง แม้ว่าสงครามครั้งนี้จะไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกัน ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งพรรคเดโมแครตกำลังพยายามที่จะแย่งชิงการควบคุมรัฐสภาคืนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

"สีจิ้นผิง" รำลึก 100 ปี ชาตกาล "เจียง เจ๋อหมิน" ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

17 ส.ค. 2569 15:44 น.

“สีจิ้นผิง” รำลึก 100 ปี ชาตกาล “เจียง เจ๋อหมิน” ยกย่องมรดกปฏิรูปเศรษฐกิจ ย้ำเดินหน้าฝ่าวิกฤตโลก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศ ขณะที่เรียกร้องพรรคคอมมิวนิสต์จีนสานต่อแนวทางดังกล่าว ท่ามกลางความท้าทายทั้งเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับชาติตะวันตก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน เข้าร่วมการประชุมที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง วันนี้ (17 ส.ค.) เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีชาตกาล ของอดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่ยังมีบทบาทจำกัดบนเวทีโลก สู่การเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวยกย่องเจียงว่า มีคุณูปการสำคัญต่อการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีน รวมถึงการสร้างความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน

สีระบุว่า เจียงมีส่วนสำคัญในการปกป้องและพัฒนาสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน เปิดยุคใหม่ของการปฏิรูปและการเปิดประเทศ ตลอดจนยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผลักดันแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

เจียง เจ๋อหมิน เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1926 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี 1989 ถึง 2002 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางจนถึงปี 2004 ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2022 ด้วยวัย 96 ปี

ในช่วงที่เจียงเป็นผู้นำ จีนเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น รัฐบาลจีนในยุคนั้นเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับระบบที่อยู่อาศัย เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและธุรกิจมากขึ้น รวมถึงรับมือวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือการที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2001 ซึ่งช่วยเร่งการบูรณาการของจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

สี จิ้นผิง กล่าวว่า เจียงสามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์ และรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายได้อย่างสุขุม ซึ่งช่วยให้กระบวนการสร้างความทันสมัยของจีนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนในปัจจุบันต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

ผู้นำจีนเรียกร้องให้พรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มความตระหนักต่อความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความมั่นคง พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศอย่างเด็ดขาด

สี จิ้นผิง ยังกล่าวว่า จีนต้องเดินหน้าสร้าง “ปาฏิหาริย์สองประการ” ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว พร้อมเชื่อมโยงมรดกทางการเมืองของเจียงเข้ากับเป้าหมายของจีนในปัจจุบัน ทั้งการสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจระดับโลก และการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

การรำลึกถึงเจียงเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเผชิญโจทย์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ขณะที่แนวทางการบริหารประเทศในยุคเจียงและนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ซึ่งเป็นคู่หูสำคัญในการบริหารประเทศช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เน้นการปฏิรูปตลาด การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชน และการสร้างความมั่งคั่ง

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลภายใต้สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการควบคุมจากส่วนกลางมากขึ้น และเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายเจียงและนายจูผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจจีน ทั้งการปิดรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง การยกเลิกระบบที่อยู่อาศัยแบบเดิมเพื่อเปิดทางสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การรับมือวิกฤตการเงินเอเชีย และการนำจีนเข้าสู่ WTO

ขณะเดียวกัน พิธีรำลึกดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์การเมืองจีน เนื่องจากเป็นโอกาสในการติดตามลำดับอำนาจภายในพรรค รวมถึงสถานะของอดีตผู้นำและกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน

อดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ซึ่งสืบทอดตำแหน่งต่อจากเจียงและปัจจุบันมีอายุ 83 ปี ไม่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวของสื่อทางการจีนในช่วงแรก ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า และอดีตรองประธานาธิบดี หวัง ฉีซาน ซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตในยุคสี จิ้นผิง ปรากฏตัวในงานดังกล่าว

ก่อนถึงวันครบรอบ 100 ปีชาตกาลของเจียง สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนได้ออกอากาศสารคดีช่วงไพรม์ไทม์จำนวน 12 ตอน ถ่ายทอดชีวิตและผลงานของอดีตผู้นำรายนี้

แม้เจียงจะเป็นผู้นำจีนในช่วงหลังเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 และรัฐบาลของเขายังคงควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด แต่ชาวจีนบางส่วน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับมองย้อนยุคเจียงด้วยความรู้สึกเชิงบวก

ในช่วงที่เจียงดำรงตำแหน่ง อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่จีนในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จีนจะพัฒนาระบบควบคุมและกลั่นกรองข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Great Firewall” เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดที่รัฐบาลมองว่าอาจกระทบต่อเสถียรภาพของสังคม

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนบางส่วนยังจดจำยุคเจียงว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วส่งผลให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ซึ่งชื่อของผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันมักถูกควบคุมหรือเซ็นเซอร์ เจียงกลับได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ผู้อาวุโส”” และกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมออนไลน์กลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบบุคลิกของอดีตผู้นำ ซึ่งเคยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์และได้รับการฝึกอบรมในสหภาพโซเวียต

เจียงยังเป็นที่รู้จักจากบุคลิกที่เป็นกันเอง ความชื่นชอบการร้องเพลง และความสามารถในการท่องสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเป็นภาษาอังกฤษจากความทรงจำ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศเตรียมออกเหรียญที่ระลึกพร้อมภาพของเจียงในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปีวันเกิดของเขา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนที่ชื่นชอบอดีตผู้นำรายนี้

การรำลึกถึงเจียง เจ๋อหมิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสดุดีอดีตผู้นำ แต่ยังสะท้อนความพยายามของผู้นำจีนในปัจจุบันที่จะเชื่อมโยงยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเข้ากับภารกิจของจีนในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก.

ที่มา Reuters / AP