เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

17 ส.ค. 2569 06:13 น.

เฮอริเคน “ลาลา” ถล่มหนักรัฐฮาวาย คร่าแล้ว 1 ศพ

รัฐฮาวายกำลังรับมือกับอิทธิพลจากเฮอริเคน “ลาลา” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐฮาวายของสหรัฐฯ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอิทธิพลของเฮอริเคน “ลาลา” (Lala) ซึ่งเคลื่อนตัวเฉียดผ่านเกาะบิ๊ก (Big Island) ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมสูงสุดถึง 89 ซม. จนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มหลายจุด

เบื้องต้นมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีบ้านเรือนหลายหลังในแถบชุมชนชายฝั่ง นาอาเลฮู (Naalehu) และ ไวโอฮีนู (Waiohinu) ถูกกระแสน้ำพัดหลุดออกจากฐานราก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ขณะเดียวกัน ทางการรัฐฮาวายได้ส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติจำนวนประมาณ 180 นาย ออกปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยด้วย

รายงานระบุอีกว่า ประชาชนกว่า 219,000 รายบนเกาะฮาวายประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ โรงพยาบาล 3 แห่งต้องใช้เครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อให้พลังงาน ส่วนในเกาะเมาอี (Maui) ประชาชนบางส่วนประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหลด้วย

ทั้งนี้ เฮอริเคน “ลาลา” มีความเร็วลมสูงสุด 91 ไมล์/ชม. ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนด้วยความเร็วลมประมาณ 65 ไมล์/ชม. และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเตือนภัยพายุโซนร้อนครอบคลุมทั้ง 8 เกาะหลักของฮาวาย เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่อง

สนามบินหลัก 2 แห่งบนเกาะบิ๊กได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติ “ฮิโล” (Hilo) กับท่าอากาศยาน เอลลิสัน โอนิซุกะ โคนา ต้องปิดให้บริการชั่วคราวก่อนระยะหนึ่งจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ส่งผลให้เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือล่าช้ากว่า 190 เที่ยวบิน

อนึ่ง ในปีนี้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) กำลังแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดพายุหมุนที่มีความรุนแรงขึ้น และมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

17 ส.ค. 2569 05:07 น.

ทรัมป์ประกาศ ลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ คิม จอง-อึน ดีมาก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ อ้างเนื่องจากความสัมพันธ์อันดีมากระหว่างเขากับ คิม จอง-อึน และการที่เกาหลีใต้ไม่ช่วยสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อประกาศว่า สหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์อันดีมากกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งคัดค้านการซ้อมรบนี้มาตลอด

“จากความสัมพันธ์อันดีมากของผมกับ คิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือ ผมรู้สึกไม่พอใจกับข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาได้ตกลงเข้าร่วมการซ้อมรบทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้มาเป็นเวลานานแล้ว การซ้อมรบเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นสหรัฐอเมริกาเป็นผู้จ่าย (ตามเคย!) แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและแสดงความเป็นศัตรู ต่อประเทศที่ปฏิบัติตนโดยไม่คุกคามและให้เกียรติมาโดยตลอด ตราบเท่าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดี”

“ดังนั้น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่ามัน (การซ้อมรบ) สายเกินกว่าจะยกเลิกแล้ว ผมจึงได้สั่งการให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารลงอย่างมีนัยสำคัญ! และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันสักเท่าไร (?) เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ถามประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า พวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ และพวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ละ ขอบคุณ!’”

“ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” ข้อความของทรัมป์ระบุทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ในการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก โดนัลด์ ทรัมป์ แหกธรรมเนียมปฏิบัติด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ กับผู้นำเกาหลีเหนือ โดยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง-อึน 3 ครั้ง เพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ตกลงกันไม่ได้ ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักนับตั้งแต่ปี 2562

สหรัฐฯ และเกาหลีใต้มีกำหนดการเริ่มต้นการซ้อมรบทางทหารประจำในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truth social

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

17 ส.ค. 2569 04:00 น.

ทูตพิเศษทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาส เดินหน้าผลักดันแผนสันติภาพกาซา

จาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เข้าพบผู้นำฮามาสที่ประเทศอียิปต์ เพื่อหารือเรื่องการผลักดันการบังคับใช้แผนการสันติภาพกาซา หลังจากอิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าวไปก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า นายจาเรด คุชเนอร์ ทูตพิเศษประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและลูกเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือครั้งสำคัญกับผู้นำกลุ่มฮามาส เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผนสันติภาพกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์เปิดเผยกับบีบีซีว่า ลูกเขยของทรัมป์ได้พบกับคณะผู้แทนซึ่งนำโดย คาลิล อัล-ฮายยา ผู้นำกลุ่มฮามาส ที่ประเทศอียิปต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม “คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าได้บรรลุข้อตกลงสำหรับการ “ปลดอาวุธโดยสมบูรณ์” ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในกาซาแล้ว

แต่สัปดาห์ก่อน อิสราเอลออกมาปฏิเสธแผนการ 15 ข้อดังกล่าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลถอนกำลังออกจากกาซา และให้มีการฟื้นฟูกาซาภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือนปาเลสไตน์ชุดใหม่ ส่งผลให้ 8 ประเทศมุสลิมออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์เพื่อประณามการปฏิเสธของอิสราเอล

ทรัมป์เป็นผู้นำคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในฐานะองค์กรระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อสร้างสันติภาพในกาซา ก่อนจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมความขัดแย้งทั่วโลก

การพบกันระหว่าง คุชเนอร์ กับ อัล-ฮายยา ถือเป็นการพบปะระดับสูงครั้งแรกนับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาเมื่อปีที่แล้ว

รายงานข่าวระบุว่า นายนิโคไล มลาเดนอฟ ทูตของคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ และโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้เข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย พร้อมกับผู้แทนจากอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในความพยายามสร้างสันติภาพครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดของการหารือ แต่คาดกันว่าเป็นการพูดคุยที่มุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธของกลุ่มฮามาสอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการถอนกำลังทหารอิสราเอลและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ในขณะที่อยู่ในอียิปต์ คุชเนอร์ยังได้เข้าพบกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ ขณะที่รายงานของสื่ออิสราเอลระบุว่า คุชเนอร์, มลาเดนอฟ และแบลร์ มีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) เพื่อผลักดันแผนการของทรัมป์ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

17 ส.ค. 2569 03:15 น.

ภาพวาดยุคเรอเนซองส์ มูลค่ามหาศาล 4 ภาพ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์อิตาลี

เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกขโมยภาพวาดบนแผ่นไม้ยุคเรอเนซองส์ 4 ภาพ ไปจากพิพิธภัณฑ์ในเมืองเมสซินาของอิตาลี ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า ภาพวาดในยุคเรอเนซองส์ที่มี “มูลค่ามหาศาล” จำนวน 4 ภาพ ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์สหวิทยาการส่วนภูมิภาคแห่งเมสซินา (Messina) บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลาประมาณ 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภาพวาดดังกล่าวเป็นผลงานของ อันโตเนลโล ดา เมสซินา ศิลปินเอกในยุคเรอเนซองส์ตอนต้น โดยภาพที่หายไป ได้แก่ แผงภาพวาด 3 ภาพจากผลงานชุด Polyptych of San Gregorio ซึ่งวาดในปี พ.ศ. 2016 และแผงภาพวาดสองด้าน Madonna with Child and Christ in Pietà ซึ่งถูกยกออกไปจากตู้จัดแสดงที่มีระบบคุ้มกันความปลอดภัยโดยตรง

ภาพวาดทั้งหมดเป็นภาพบนแผงไม้ ซึ่งไม่สามารถม้วนเก็บได้ง่าย โดยตำรวจกำลังเร่งสอบสวนว่าคนร้ายสามารถเล็ดลอดเข้าไปโดยที่สัญญาณเตือนไม่ดังได้อย่างไร และเบื้องต้นสันนิษฐานว่านี่เป็นการโจรกรรมตามคำสั่งซื้อของตลาดมืด

นายอเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลียืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ส่วนนางมาริซา เมอร์คูริโอ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ออกมาแสดงความเสียใจและระบุว่านี่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เมือง และวงการศิลปะ

ขณะที่นายเฟเดริโก บาซิเล นายกเทศมนตรีเมืองเมสซินา แสดงความโกรธต่ออาชญากรรมครั้งนี้ และระบุว่านี่เป็นการล่วงละเมิดมรดกตกทอดของชาวเมืองทุกคน

อนึ่ง การโจรกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ ตำรวจอิตาลีเพิ่งยึดคืนภาพวาด 3 ภาพ ซึ่งเป็นผลงานของ เซซาน, เรอนัวร์ และมาติสส์ มูลค่ากว่า 9 ล้านยูโร ที่ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มากลับมาได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงวิกฤตความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ในยุโรป หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้วเคยเกิดเหตุแก๊งคนร้ายบุกเข้าไปขโมยเครื่องเพชรโบราณมูลค่ากว่า 88 ล้านยูโรจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสกลางวันแสกๆ มาแล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาของกลับคืนมาไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

17 ส.ค. 2569 02:30 น.

รถบัสโปแลนด์แหกโค้งตกทางหลวงฮังการี ดับสลด 12 ศพ

รถบัสบรรทุกผู้แสวงบุญชาวโปแลนด์เสียหลักตกทางหลวงลงไปในคูน้ำในประเทศฮังการี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ตำรวจในประเทศฮังการีเปิดเผยว่า รถบัสคันหนึ่งซึ่งบรรทุกผู้แสวงบุญชาวโปแลนด์พลิกคว่ำ หลังหลุดออกจากทางหลวงสาย M3 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี กับเมืองญีเร็จฮาซา (Nyíregyháza) ทางตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเวลาประมาณ 01:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าว MTI ของฮังการีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยเหลือผู้โดยสาร 35 คน จากทั้งหมด 57 คน รวมถึงคนขับรถอีก 2 คนออกมาได้แล้ว โดยตำรวจเชื่อว่า คนขับที่เป็นผู้ควบคุมรถในเวลาเกิดเหตุ เกิดอาการหลับใน จึงควบคุมตัวคนขับรถรายนี้เอาไว้แล้ว

รายงานระบุอีกว่า หน่วยบริการฉุกเฉินพยายามยกเพลาหลังของรถบัสน้ำหนัก 24 ตัน เพื่อนำตัวผู้ที่ติดอยู่ข้างใต้ออกมา ก่อนที่รถเครนจะเดินทางมาถึงเพื่อยกตัวรถขึ้นทั้งคัน

หน่วยกู้ชีพของฮังการีระบุว่า ได้ทำการรักษาผู้บาดเจ็บสาหัสขั้นวิกฤต 1 ราย ผู้บาดเจ็บสาหัส 9 ราย และผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 37 ราย

นายเปเตอร์ มอดยอร์ (Péter Magyar) นายกรัฐมนตรีฮังการี ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และอวยพรให้ผู้บาดเจ็บหายป่วยโดยเร็ว

ขณะที่นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ร่วมแสดงความเสียใจเช่นเดียวกัน พร้อมเสริมว่าเขาได้ตัดสินใจส่งเครื่องบิน “เที่ยวบินพิเศษ” ของโปแลนด์ พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและทีมแพทย์เดินทางไปช่วยเหลือ โดยระบุว่า “เราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ สำนักข่าว PAP ของโปแลนด์ระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยบรรทุกผู้แสวงบุญจากภูมิภาคปอดการ์ปาแช (Podkarpacie) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดของโปแลนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

16 ส.ค. 2569 23:56 น.

ไฟป่าปะทุบนเกาะกรีซ คร่าแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชน

ไฟป่า 2 จุดปะทุบนเกาะแห่งหนึ่งของประเทศกรีซ ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามควบคุมไฟป่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟป่าปะทุ 2 จุดในเวลาไล่เลี่ยกันบนเกาะซาลามินา (Salamina) ของประเทศกรีซ ทำให้ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ เจ้าหน้าที่กว่า 200 นายกำลังเร่งควบคุมเพลิง เพื่อไม่ให้ไฟทั้ง 2 จุดมาบรรจบกัน

เกาะซาลามินาอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังไฟป่าความเสี่ยงระดับสูงอยู่แล้วในวันอาทิตย์ (16 ส.ค. 2568) เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดกำลังปกคลุมหลายพื้นที่ในยุโรป โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟป่าจุดแรกเมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น และไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากลมแรง

โฆษกจากกองกำลังยามฝั่งเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ ERT ของกรีซว่า จนถึงขณะนี้มีประชาชนได้รับการอพยพทางเรือแล้วประมาณ 90 คน โดยมีการส่งเรือลาดตระเวน 5 ลำไปยังเกาะซาลามินา พร้อมทั้งมีเรือภาคเอกชนอีกหลายลำคอยให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเครื่องบินดับเพลิงหลายลำและรถดับเพลิงอีก 50 คัน เข้าปฏิบัติการควบคุมไฟป่าด้วย

นายโธดอริส ซานนิส รองนายกเทศมนตรีเกาะซาลามินา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังพยายามสกัดไม่ให้ไฟป่าลุกลามข้ามภูเขาบนเกาะ จนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว

ทั้งนี้ เกาะซาลามินาตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 37,000 คน ซึ่งหลายรายเป็นผู้สูงอายุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

16 ส.ค. 2569 22:59 น.

ดับแล้ว 53 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไร้บ้านอีกหลายพันคน

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 53 ศพ ในขณะที่ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนที่ต้องอพยพออกจากบ้านที่พังเสียหาย และต้องไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ว่า เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 53 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 130 ราย โดยส่วนใหญ่กระดูกหัก นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในอินโดนีเซียนับตั้งแต่ปี 2565

รายงานระบุด้วยว่า มีประชาชนประมาณ 5,000 คนต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยในอำเภอ “สิกกา” (Sikka) มีประชาชนกว่า 3,300 คนที่ต้องอพยพตนเองไปอยู่ตามศูนย์พักพิง เช่น สนามกีฬา หรือสร้างเต็นท์ชั่วคราวอยู่หน้าบ้านที่พังทลาย

แผ่นดินไหวยังทำให้เกิดดินถล่ม ถนนหลายสายถูกตัดขาด ระบบไฟฟ้าได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าได้เกือบทั้งหมดแล้ว และทางการได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออกเพื่อเร่งระดมความช่วยเหลือ

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) ระบุว่า ตรวจพบอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นตามหลังแผ่นดินไหวหลักเกือบ 1,000 ครั้ง

ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งเคลียร์ซากปรักหักพังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่นที่อำเภอมังกาไร (Manggarai), มังกาไรตะวันออก และเขตนาเกเคโอ (Nagekeo) ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซาก โดยรัฐบาลส่งทหารและตำรวจกว่า 3,500 นาย เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

16 ส.ค. 2569 21:54 น.

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด มอสโกอ้างสอยโดรนได้ 800 ลำ

ยูเครนเปิดฉากโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ขณะที่รัสเซียระบุว่า สกัดโดรนที่ยูเครนส่งมาได้กว่า 800 ลำ แต่สถานที่สำคัญหลายแห่งยังถูกโจมตี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค. 2569 ทางการรัสเซียออกมาระบุว่า กองทัพของพวกเขาสามารถยิงทำลายโดรนที่ยูเครนส่งมาโจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาได้มากกว่า 800 ลำ นับเป็นหนึ่งในการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครน โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ

กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยว่า มีการยิงสกัดกั้นโดรนในพื้นที่ครอบคลุมถึง 17 แคว้น โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้, ตะวันตก และในพื้นที่แถบกรุงมอสโก โดยแค่เฉพาะในแคว้นมอสโกอย่างเดียว ก็มีการยิงสกัดกั้นโดรนถึง 187 ลำแล้ว

สถานที่สำคัญที่ถูกโจมตีรวมถึงคลังสินค้าของบริษัท “ไวด์เบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงที่คลังสินค้าขนาด 250,000 ตารางเมตรในแคว้นมอสโก โดยยูเครนอ้างว่าคลังสินค้านี้ส่งมอบยุทธปัจจัยให้กองทัพรัสเซีย และยูเครนได้โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัทนี้ไปแล้ว 7 แห่งจาก 10 แห่ง

กองทัพยูเครนระบุด้วยว่า ได้โจมตีโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้ในจรวดหลากหลายรุ่นของรัสเซีย ในแคว้นรอสตอฟด้วย

คลังสินค้าของบริษััท ไวด์เบอร์รีส์ ในแคว้นมอสโก เสียหายยับเยิน
คลังสินค้าของบริษััท ไวด์เบอร์รีส์ ในแคว้นมอสโก เสียหายยับเยิน

ด้านรัสเซียยังคงใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ เช่น เครเมนชุค, ครีวีรีห์ และซูมี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพที่เมืองครีวีรีห์ และอีก 1 ศพที่เมืองซูมี นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่าไม่สามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missiles) ที่รัสเซียยิงเข้าใส่ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาได้เลย สะท้อนถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุนและมิสไซล์สกัดกั้นที่กำลังวิกฤตอย่างหนัก

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัสเซียส่งโดรนกว่า 1,550 ลำ, ทิ้งระเบิดนำวิถีกว่า 1,560 ลูก และยิงมิสไซล์เข้าใส่อีก 62 ลูก พร้อมเรียกร้องให้ชาติยุโรปเร่งสนับสนุนขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

"จินนี่ ลู" ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ "สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก" ประจำปี 2026

16 ส.ค. 2569 12:30 น.

“จินนี่ ลู” ปั๊กสู้ชีวิต คว้าแชมป์ “สุนัขที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026

“จินนี่ ลู” สุนัขพันธุ์ปั๊กวัย 6 ปี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากตลาดค้าเนื้อสุนัขในเกาหลีใต้ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” ครั้งที่ 50 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้จัดย้ำว่า การประกวดมีเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้ผู้คนหันมารับเลี้ยงสุนัขที่ถูกมองข้าม และสื่อสารว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้สัตว์ตัวหนึ่งต้องถูกทอดทิ้ง

“จินนี่ ลู” สุนัขพันธุ์ปั๊กวัย 6 ปี คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่งาน Sonoma County Fair ในเมืองซานตาโรซา รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 50 และมีสุนัขจากทั่วสหรัฐฯ รวมถึงจากต่างประเทศเข้าร่วม โดยมีสุนัขทั้งหมด 9 ตัวลงแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่จินนี ลูจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง

จินนี่ ลู ซึ่งมีลักษณะเด่นคือดวงตากลมโตและลิ้นที่มักห้อยออกมานอกปาก ได้รับการช่วยเหลือจากเกาหลีใต้เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ก่อนจะได้รับการรับเลี้ยงโดยมิเชลล์ เกรดี เจ้าของจากเมืองยูไคอาห์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผ่านองค์กรช่วยเหลือสุนัขพันธุ์ปั๊กของเธอ

เกรดีเปิดเผยว่า จินนี่ ลูได้รับการช่วยเหลือออกมาจากตลาดค้าเนื้อสุนัขในเกาหลีใต้ ก่อนเดินทางมายังสหรัฐฯ และกลายเป็นสมาชิกของครอบครัว โดยจินนี่ ลูยังเคยเข้าร่วมการประกวดรายการนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง ก่อนกลับมาแข่งขันเป็นครั้งที่ 4 และคว้ารางวัลชนะเลิศได้สำเร็จ

นอกจากตำแหน่ง “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” แล้ว เกรดียังได้รับเงินรางวัล 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170,000 บาท รวมถึงรางวัลพิเศษเป็นการเดินทางไปนครนิวยอร์ก เพื่อออกรายการโทรทัศน์ “Today” และจินนี่ ลู จะปรากฏบนกระป๋องเครื่องดื่ม MUG Root Beer รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ “พิงกี้” สุนัขพันธุ์ผสมปอมเมอเรเนียนกับชิวาวา จากเมืองเรดวูดซิตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยได้รับเงินรางวัล 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อันดับ 3 ได้แก่ “ออตโต” สุนัขพันธุ์ผสมชิวาวา อายุ 2 ปี จากเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา ได้รับเงินรางวัล 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เจ้าของออตโตเปิดเผยว่า สุนัขของเธอมีภาวะปากแหว่งทั้งสองข้างและเพดานโหว่ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทำให้สุนัขจำนวนมากที่มีอาการเช่นเดียวกันไม่ได้รับโอกาสในการมีชีวิตรอด

การแข่งขันปีนี้ยังมีผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศ โดยมาร์เซลินา คัสปรุส เดินทางจากโปแลนด์พร้อม “คลารา” สุนัขพันธุ์ไชนีส เครสต์ วัย 12 ปี เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน แม้จะไม่ได้รับรางวัล แต่เธอบอกว่าเงินรางวัลไม่ใช่เหตุผลหลักที่พาสุนัขมาร่วมงาน

คัสปรุสระบุว่า หากการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนตัดสินใจรับเลี้ยงสุนัข พวกเธอก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว พร้อมต้องการเป็นตัวแทนรณรงค์ให้สุนัขในศูนย์พักพิงทั่วโปแลนด์และยุโรปได้รับความสนใจ เพราะสุนัขทุกตัวสมควรได้รับความรัก

ผู้จัดงานระบุว่า การประกวดไม่ได้มุ่งเน้นการล้อเลียนรูปลักษณ์ของสุนัข แต่ต้องการเฉลิมฉลองสุนัขที่อาจถูกมองข้าม และสื่อสารว่ารูปลักษณ์ไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้สัตว์ตัวหนึ่งถูกทอดทิ้ง

แมนดี คลินเดเนน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสมาคมเกษตรกรรมโซโนมา-มาริน (Sonoma-Marin Agricultural Association) กล่าวว่า งานนี้ให้ความสำคัญกับสุนัขที่อาจถูกมองข้าม และต้องการใช้ความสนุกของการแข่งขันเป็นช่องทางสื่อสารเรื่องการรับเลี้ยงสัตว์และการให้โอกาสสุนัขทุกตัวได้มีบ้านถาวร

จินนี่ ลู เองยังทำหน้าที่เป็น “ทูตสุนัข” โดยเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนประถม ผู้ป่วยในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อช่วยเผยแพร่แนวคิดว่า สัตว์เลี้ยงทุกตัวควรได้รับโอกาส ไม่ว่ารูปลักษณ์จะแตกต่างจากสุนัขทั่วไปเพียงใด

ข้อมูลจากองค์กร Best Friends Animal Society ระบุว่า ในปี 2025 มีสุนัขและแมวประมาณ 4.74 ล้านตัวเข้าสู่ศูนย์พักพิงสัตว์ทั่วสหรัฐฯ โดยในจำนวนนี้มีสุนัขประมาณ 209,000 ตัว และแมว 187,000 ตัวที่ถูกการุณยฆาต อย่างไรก็ตาม สุนัขและแมวเกือบ 4 ล้านตัวสามารถหาบ้านใหม่ได้จากการรับเลี้ยง และจำนวนสัตว์ที่ถูกการุณยฆาตลดลงประมาณ 34,000 ตัวจากปีก่อนหน้า

การประกวด “สุนัขหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก” จึงมีเป้าหมายมากกว่าการมอบรางวัลให้สุนัขที่มีรูปลักษณ์แปลกตา แต่ต้องการใช้เวทีนี้สร้างความตระหนักถึงปัญหาสุนัขถูกทอดทิ้ง และย้ำว่าสุนัขทุกตัว ไม่ว่าจะมีหน้าตาหรือความผิดปกติอย่างไร ล้วนสมควรได้รับความรักและมีบ้านที่ถาวร.

ที่มา TODAY.com / New York Post

“ลิกเตนสไตน์” เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

"ลิกเตนสไตน์" เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

16 ส.ค. 2569 11:32 น.

“ลิกเตนสไตน์” เปลี่ยนกฎสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางผู้หญิงขึ้นครองราชบัลลังก์

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ประกาศเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ จากเดิมที่ให้สิทธิทายาทฝ่ายชายก่อน เป็นระบบให้บุตรคนโตไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงขึ้นครองราชย์ในอนาคต ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลางที่มีระบอบกษัตริย์ซึ่งยังคงมีอำนาจทางการเมืองสูง

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ประกาศเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ เปิดทางให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชบัลลังก์ได้ในอนาคต โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันชาติของลิกเตนสไตน์ ประเทศขนาดเล็กในยุโรปกลางที่มีประชากรราว 40,000-44,000 คน และตั้งอยู่ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย

เจ้าชายอาลัวส์ มกุฎราชกุมารแห่งลิกเตนสไตน์ เป็นผู้ประกาศการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ โดยระบุว่า สมาชิกในราชวงศ์ที่มีสิทธิออกเสียงได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงด้วยเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ระบุว่า กฎใหม่จะเปลี่ยนจากระบบ “สิทธิของพระโอรสองค์โต” หรือการให้ทายาทชายมีสิทธิก่อน เป็นระบบ “สิทธิของบุตรคนโตโดยไม่คำนึงถึงเพศ” หมายความว่า ในอนาคตพระโอรสหรือพระธิดาพระองค์แรกที่ประสูติจะได้ขึ้นเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่งเพื่อสืบพระราชบัลลังก์ทันที

เจ้าชายอาลัวส์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทั้งราชรัฐลิกเตนสไตน์และราชวงศ์ได้รับการนำโดยบุคคลที่ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุดสำหรับความรับผิดชอบดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า การผสมผสานระหว่างความต่อเนื่องกับการปรับตัวให้ทันสมัย เป็นหลักการที่ราชวงศ์ยึดถือมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนกฎครั้งนี้จะยังไม่ส่งผลต่อลำดับการสืบราชบัลลังก์ในปัจจุบัน โดยจะมีผลเฉพาะกับพระนัดดาหรือผู้สืบสายเลือดในรุ่นถัดไปของเจ้าชายอาโลอิสและเจ้าหญิงโซฟี พระชายา

ปัจจุบันเจ้าชายฮันส์-อาดัมที่ 2 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐและประมุขราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ โดยทรงครองตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989 แต่พระองค์ทรงโอนอำนาจส่วนใหญ่ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้เจ้าชายอาลัวส์ พระราชโอรสองค์โต ตั้งแต่ปี 1994 ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ที่มักส่งต่อภาระหน้าที่ให้รัชทายาทก่อนการเปลี่ยนแปลงผู้ครองราชย์อย่างเป็นทางการ

เจ้าชายอาลัวส์ พระชนมายุ 58 พรรษา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเป็นทางการส่วนใหญ่มานานประมาณ 2 ทศวรรษ และยังคงเป็นรัชทายาทลำดับปัจจุบัน การเปลี่ยนกฎจึงไม่ได้ทำให้ลำดับการสืบราชบัลลังก์ในระยะใกล้เปลี่ยนแปลง

พระโอรสองค์โตของเจ้าชายอาลัวส์ คือ เจ้าชายโจเซฟ เวนเซล พระชนมายุ 31 พรรษา ขณะที่พระธิดาองค์ที่สองคือ เจ้าหญิงมารี-แคโรไลน์ พระชนมายุ 29 พรรษา โดยกฎใหม่จะมีผลต่อทายาทรุ่นถัดไปที่เกิดหลังจากนี้

ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลและไม่มีพรมแดนติดทะเลประเทศเดียวในยุโรป ที่มีลักษณะ “ถูกล้อมด้วยประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล” โดยมีพื้นที่ขนาดเล็กและตั้งอยู่ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับออสเตรีย แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ราชวงศ์มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าราชวงศ์ส่วนใหญ่ในยุโรป

เจ้าผู้ครองราชรัฐลิกเตนสไตน์มีอำนาจยับยั้งผลการลงประชามติ แต่งตั้งผู้พิพากษา และปลดรัฐบาลได้ ทำให้ระบอบกษัตริย์ของประเทศมีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น

การเปิดทางให้ผู้หญิงสามารถสืบราชบัลลังก์ได้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประเทศที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมมาโดยตลอด โดยลิกเตนสไตน์เพิ่งให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปี 1984 และถือเป็นประเทศสุดท้ายในยุโรปที่ให้สิทธิดังกล่าว หลังผู้มีสิทธิเลือกตั้งชายลงมติสนับสนุนอย่างฉิวเฉียดในการลงประชามติครั้งนั้น

ด้านการเมือง ลิกเตนสไตน์ยังสร้างประวัติศาสตร์เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากบริตทิจท์ ฮาส ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงกฎสืบราชสันตติวงศ์ครั้งล่าสุดจึงสะท้อนความพยายามของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ในการปรับระบบให้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ขณะที่ยังคงรักษาความต่อเนื่องของราชวงศ์และระบบการปกครองของประเทศเอาไว้.