ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

16 ส.ค. 2569 10:47 น.

ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ลุกลามเขตอนุรักษ์ธรรมชาติในเบลเยียม

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังดับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็วในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ เผาผลาญพื้นที่กว่า 16,800 ไร่ และเข้าใกล้ชุมชนจนต้องสั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน ขณะที่หลายประเทศในยุโรประดมเครื่องบินทิ้งน้ำและเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเบลเยียมระดมกำลังต่อสู้กับไฟป่าครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้ชายแดนเยอรมนี โดยทางการระบุว่าเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม

ไฟเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ (14 ส.ค.) และลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,700 เฮกตาร์ หรือประมาณ 16,875 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราว 80 เฮกตาร์ในวันแรก

พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของเบลเยียม ประกอบด้วยป่าต้นสน ทุ่งหญ้า พื้นที่พรุ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดไฟได้ยาก และไม่สามารถใช้วิธีดับไฟภาคพื้นดินตามปกติได้ในหลายจุด

นิโกลาส์ แยร์โนซ์ โฆษกหน่วยงานท้องถิ่นของแคว้นวัลโลเนียระบุว่า สถานการณ์ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม และมีความเสี่ยงที่เปลวไฟจะลุกลามไปถึงบ้านเรือน แต่เจ้าหน้าที่กำลังระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันชุมชน

ทางการสั่งอพยพประชาชนประมาณ 600-650 คนออกจากบางพื้นที่ของหมู่บ้านซูร์บรอดต์และบึตเกนบาค เพื่อความปลอดภัย และเปิดโรงยิมในเมืองมัลเมดีเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อื่นได้รับคำแนะนำให้อยู่ภายในอาคารและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด

ผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่เล่าว่า กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และเถ้าถ่านปลิวตกลงบนโต๊ะของร้านอาหารจนต้องอพยพลูกค้าออกจากพื้นที่

ภารกิจดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นพื้นที่พรุและทุ่งหญ้าที่เข้าถึงได้ยาก เจ้าหน้าที่บางส่วนจำเป็นต้องถอนกำลังไปตั้งแนวบริเวณชายป่า และปล่อยให้ไฟเผาพื้นที่ทุ่งหญ้าบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่ป่าสนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

เกรกอรี เมลอตต์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เปิดเผยว่า ทีมสามารถควบคุมไฟบางส่วนที่ลุกลามมาจากพื้นที่ราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าสู่ป่าสนได้สำเร็จ แต่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากทิศทางลมเปลี่ยนแปลงถึงสองครั้ง ส่งผลให้แนวไฟเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย

เบลเยียมได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านกลไกคุ้มครองพลเรือนของสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถส่งกำลังพลและอุปกรณ์เข้ามาสนับสนุน โดยมีเฮลิคอปเตอร์จากเนเธอร์แลนด์เข้าร่วมปฏิบัติการแล้ว และกำลังมีเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 2 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งน้ำ 2 ลำจากสวีเดนเดินทางเข้ามาช่วยดับไฟ

ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ไฟป่าครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อยุโรป พร้อมชี้ว่า ฤดูไฟป่าในยุโรปเริ่มต้นเร็วขึ้นและขยายไปถึงพื้นที่ทางตอนเหนือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวนมากในเบลเยียมได้ขับรถและนำอุปกรณ์เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ โดยบางรายใช้รถบรรทุกน้ำและเครื่องมือทางการเกษตรช่วยพรมน้ำตามแนวไฟเพื่อชะลอการลุกลาม

เบอร์นาร์ด แก็งแต็ง รัฐมนตรีมหาดไทยเบลเยียม กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับความรวดเร็วและขนาดของความเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็ชื่นชมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และอาสาสมัครที่ร่วมกันรับมือกับสถานการณ์

เบลเยียมเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 37 องศาเซลเซียสเมื่อวันศุกร์ ขณะที่ไฟป่าอีกหลายจุดกำลังเกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรป ทั้งในฝรั่งเศส โครเอเชีย สเปน และเซอร์เบีย

ที่ฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชนราว 650 คน หลังไฟป่าในแคว้นล็องด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดี กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในวันเสาร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นายระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์

นอกจากนี้ ไฟป่าครั้งใหญ่ในฝั่งตะวันตกของเยอรมนี ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุในเบลเยียมเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ยังทำให้ประชาชนราว 1,800 คนต้องอพยพ หลังเปลวไฟลุกลามเข้าใกล้บ้านเรือนในเมืองฮือร์ทเกนวัลด์

หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือโคเปอร์นิคัส ระบุว่า ยุโรปตะวันตกเพิ่งเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งต่อเนื่องทำให้พืชพรรณแห้งและติดไฟได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากมากขึ้นทั่วภูมิภาค.

ที่มา BBC / AFP

ฮาวายรับมือ “เฮอริเคนลาลา” พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

ฮาวายรับมือ "เฮอริเคนลาลา" พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

16 ส.ค. 2569 10:13 น.

ฮาวายรับมือ “เฮอริเคนลาลา” พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม

ฮาวายเร่งรับมือเฮอริเคน “ลาลา” พายุระดับ 1 ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะบิ๊กไอแลนด์ และอาจเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่พื้นที่ภูเขาเสี่ยงฝนตกหนักสูงสุด 63 เซนติเมตร เตือนน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และคลื่นทะเลอันตราย ด้านสายการบินยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก กระทบผู้โดยสารทั่วรัฐ

รัฐฮาวายของสหรัฐฯ เร่งเตรียมพร้อมรับมือเฮอริเคน “ลาลา” ซึ่งทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 1 เมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ด้วยความเร็วลมสูงสุดต่อเนื่องประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของเกาะบิ๊กไอแลนด์ ท่ามกลางฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นทะเลสูง

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ คาดว่า ศูนย์กลางพายุจะเคลื่อนผ่านหรือเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของบิ๊กไอแลนด์ในช่วงค่ำ ก่อนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนในเวลาต่อมา

หากพายุพัดขึ้นฝั่งโดยตรง จะถือเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดเข้าฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 หรือในรอบ 34 ปี ขณะที่เกาะบิ๊กไอแลนด์อาจเผชิญเฮอริเคนพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 155 ปี โดยข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวายระบุว่า เฮอริเคนระดับ 3 เคยพัดเข้าบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะในปี 1871

จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในที่พักและเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณน้ำฝนมหาศาล โดยบางพื้นที่มีฝนตกถึงประมาณ 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเตือนถึงลมแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นทะเลอันตราย

พื้นที่สูงของเกาะบิ๊กไอแลนด์ โดยเฉพาะบริเวณภูเขาไฟเมานาเคอา อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 63 เซนติเมตร ขณะที่พื้นที่ระดับต่ำและเกาะเมาวีอาจมีฝนประมาณ 20-30 เซนติเมตร และพื้นที่อื่น ๆ ของหมู่เกาะฮาวายอาจมีฝน 10-15 เซนติเมตร

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่า ฝนที่ตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง จนต้องอพยพและช่วยเหลือประชาชนหลายพื้นที่ โดยแม่น้ำและลำน้ำสาขาอาจเอ่อล้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่ภูเขามีความเสี่ยงเกิดดินถล่มที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะบริเวณที่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

ทางการประกาศเตือนภัยเฮอริเคนสำหรับเกาะบิ๊กไอแลนด์ ส่วนเกาะเมาวี โมโลไก ลาไน คาโฮโอลาเว โออาฮู คาวายอี และนิอีเฮา อยู่ภายใต้คำเตือนพายุโซนร้อน พร้อมเปิดศูนย์พักพิงในพื้นที่ต่าง ๆ และยกเลิกกิจกรรมจำนวนมากเพื่อความปลอดภัย

ประชาชนในบิ๊กไอแลนด์ต่างเร่งเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยบางคนกักตุนน้ำมัน อาหาร และอุปกรณ์จำเป็น ขณะที่เจ้าของบ้านบางรายนำกระสอบทรายมาป้องกันน้ำท่วม ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า ประชาชนควรเตรียมแผนอพยพและหาที่พักพิงให้พร้อมก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง

ผู้พักอาศัยในเมืองฮิโล ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของบิ๊กไอแลนด์ ระบุว่า ดินถล่มได้ตัดขาดถนนบางสายแล้ว และต้นไม้ที่ล้มลงมาทับสายไฟทำให้เกิดไฟฟ้าดับ ขณะที่แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำทะเลบริเวณอ่าวฮิโลเปลี่ยนเป็นสีแดงจากตะกอนดินที่ถูกกระแสน้ำพัดลงมา

ผลกระทบยังขยายไปถึงระบบคมนาคม โดยมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก สนามบินนานาชาติเอลลิสัน โอนิซึกะ โคนา ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดของบิ๊กไอแลนด์ ยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สนามบินนานาชาติฮิโลยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามไฟฟ้าดับระบุว่า ช่วงบ่ายวันเสาร์ มีลูกค้าราว 37,000 รายทั่วฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยบนบิ๊กไอแลนด์เพียงแห่งเดียว มีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ได้รับผลกระทบ

นอกจากน้ำท่วมและดินถล่มแล้ว ทางการยังจับตาความเสี่ยงจากไฟป่า เนื่องจากลมแรงสามารถทำให้ไฟลุกลามได้รวดเร็ว โดยฮาวายยังคงอยู่ระหว่างรับมือกับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุไม่จำเป็นต้องพัดขึ้นฝั่งโดยตรงก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้ ขณะที่เหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในเมืองลาไฮนา บนเกาะเมาวี เมื่อปี 2566 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสลมแรง ขณะที่เฮอริเคนเคลื่อนตัวอยู่ห่างออกไปทางใต้ ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง

เฮอริเคนลูกสุดท้ายที่พัดขึ้นฝั่งในฮาวายคือ “อินิกิ” ซึ่งเป็นพายุระดับ 4 และพัดขึ้นฝั่งเกาะคาวายอีในปี 2535 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และสร้างความเสียหายประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ฤดูเฮอริเคนในสหรัฐฯ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยรวมค่อนข้างสงบ โดยพายุลูกใหญ่ล่าสุดคือเฮอริเคน “มิลตัน” ระดับ 3 ซึ่งพัดถล่มรัฐฟลอริดาในเดือนตุลาคม 2024

สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA คาดการณ์ว่า ฤดูเฮอริเคนปี 2026 อาจเป็นอีกปีที่มีพายุเกิดขึ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยประเมินโอกาสไว้ที่ 55 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนดังกล่าว ตามข้อมูลของหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และเดือนกรกฎาคมยังถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมของโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จับตาว่าอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อรูปแบบและความรุนแรงของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก.

ที่มา BBC / Associated Press

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

16 ส.ค. 2569 09:48 น.

คิม จองอึน – ปูติน ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับรัสเซีย ในสารที่ส่งถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องในเนื่องในวันประกาศอิสรภาพเกาหลี ครบรอบ 81 ปี ซึ่งเป็นวันแห่งการปลดแอกเกาหลีจากการตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับวันที่ 15 สิงหาคม

สารของนายคิมมีขึ้นเพื่อตอบกลับสารแสดงความยินดีจากนายปูติน ซึ่งระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือมีรากฐานมาจากการต่อสู้ร่วมกันของทหารโซเวียตกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือในทุกภาคส่วน

นายคิมกล่าวว่า เขาภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกับนายปูตินนำความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า รัสเซียจะสามารถปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศได้ภายใต้การนำของนายปูติน

ด้านนายปูตินระบุในสารว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้พัฒนาไปสู่ “ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมย้ำว่ารัสเซียและเกาหลีเหนือกำลังร่วมมือกันในทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียใกล้ชิดขึ้นอย่างมาก หลังจากทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านเมื่อปี 2567 และเกาหลีเหนือส่งทหารและอาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน ซึ่งถือเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่สงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า เกาหลีเหนือได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางทหารตอบแทน

ในช่วงเดียวกัน เรือรัสเซียชื่อ “ปัลลาดา” เดินทางถึงเมืองวอนซานของเกาหลีเหนือเมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) เพื่อเยือนในลักษณะไมตรีจิตเนื่องในวันครบรอบการปลดปล่อย โดยมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเกาหลีเหนือและเจ้าหน้าที่สถานทูตรัสเซียให้การต้อนรับ

ขณะที่นายลี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจา เพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยกล่าวในพิธีวันปลดปล่อยของเกาหลีใต้ว่า ทั้งสองฝ่ายควรมีกลไกป้องกันความขัดแย้ง และควรเดินหน้าจากข้อตกลงหยุดยิงไปสู่ระบอบสันติภาพอย่างเป็นทางการ

นายลีเสนอให้มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีปี 1950–1953 อย่างเป็นทางการ ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง แต่ไม่เคยมีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพ พร้อมระบุว่าการเจรจาอาจครอบคลุมถึงแนวทางควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม เปียงยางยังคงปฏิเสธข้อเสนอของนายลี และวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้ นายคิมยังเดินทางไปยังอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงทหารโซเวียตที่ต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถือเป็นการเยือนสถานที่ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงวันปลดปล่อยของเกาหลี

ขณะเดียวกัน ยูเครนกล่าวหารัสเซียว่าได้ใช้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในการโจมตี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นอกจากนี้ ยูเครนยังกล่าวอ้างว่า เกาหลีเหนืออาจส่งทหารมากถึง 50,000 นายไปยังรัสเซีย แต่ยังไม่มีหลักฐานหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนรองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ส่วนในญี่ปุ่น นายปูตินเพิ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลญี่ปุ่น หลังเดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล นอกชายฝั่งจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งญี่ปุ่นอ้างกรรมสิทธิ์ ขณะที่รัสเซียเข้าควบคุมเกาะดังกล่าวในช่วงไม่กี่วันหลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1945.

ที่มา Reuters / Yonhap

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

16 ส.ค. 2569 05:34 น.

กาตาร์ยืนยัน ไม่ได้จับ 3 นักบินอิหร่าน หลังยิงเครื่องบินขับไล่ตก

(ภาพจาก AFP PHOTO / HO / IRANIAN ARMY OFFICE)

ทางการกาตาร์ยืนยัน ไม่ได้ควบคุมตัวนักบินอิหร่าน 3 คนเอาไว้ หลังจากเครื่องบินรบของพวกเขาถูกยิงตกขณะโจมตีฐานทัพในกาตาร์เมื่อเดือนมีนาคม ขณะที่เตหะรานกล่าวหากาตาร์ว่าละเมิดกฎหมายสากล

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 ทางการอิหร่านเรียกร้องให้กาตาร์ปล่อยตัวนักบินชาวอิหร่าน 3 นาย ที่พวกเขาอ้างว่าถูกกาตาร์จับตัวเอาไว้ หลังจากเครื่องบินขับไล่ 2 เครื่องถูกระบบป้องกันทางอากาศยิงตก ระหว่างปฏิบัติการทางทหารในช่วงเริ่มต้นของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ในจดหมายถึง มีร์ยานา สโพลยาริช ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) พลตรี โมฮัมหมัด บาเกอร์ซาเดห์ ของอิหร่าน ระบุว่า นักบินทั้งสามนาย ซึ่งได้แก่ จาวาด ซาเลฮี, อับดุล มาจิด ดัชเตียน และอิมราน เบห์โรเชียน ถูกควบคุมตัวเป็นเชลยมานาน 6 เดือนแล้ว

อิหร่านกล่าวหากาตาร์ว่า “ละเมิดสิทธิอันไม่อาจลิดรอนได้ของเชลยเหล่านี้ ซึ่งขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศทั้งหมด” นอกจากนี้ จดหมายยังอ้างว่านักบินทั้ง 3 นายไม่ได้รับอนุญาตให้พบหรือติดต่อกับครอบครัวของพวกเขาด้วย

เขากล่าวว่า ร่างของนักบินคนที่สี่ คือ มาจิด คาเซมี ได้รับการส่งคืนแล้วหลังจากเขาเสียชีวิตในปฏิบัติการเดียวกันเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของสงคราม

ด้านกาตาร์ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า “รู้สึกประหลาดใจกับคำแถลงที่บิดเบือนความจริงเหล่านี้”

ขณะที่นาย มาเจด โมฮัมเหม็ด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้มีการติดต่อนักบินเหล่านั้นแล้ว “หลังจากพวกเขาล่วงละเมิดน่านฟ้าของกาตาร์” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบกลับมา และมีการใช้ “มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องดินแดนของเราตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

นาย อัล อันซารี ระบุอีกว่า ทีมค้นหาและกู้ภัยของกาตาร์ “ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการค้นหาร่างของนักบินกลุ่มนี้”

เขาบอกด้วยว่า กาตาร์ติดต่อไปยังอิหร่าน “เพื่อประสานเรื่องการส่งมอบร่างของนักบินคนหนึ่งที่กู้ขึ้นมาได้” แต่เตหะรานยังไม่ได้ตอบรับคำเชิญในการเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

16 ส.ค. 2569 04:22 น.

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน ฐานพยายามข้ามแดนเข้าเมืองเซวตา

โมร็อกโกจับกุมผู้อพยพนับ 100 คน หลังพยายามข้ามเขตแดนเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น หลังเกิดเหตุผู้อพยพทะลักครั้งใหญ่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวความมั่นคงในโมร็อกโกว่า ทางการโมร็อกโกได้สกัดกั้นผู้อพยพหลายร้อยคนที่พยายามจะข้ามแดนไปยังเมือง “เซวตา” (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า มีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวน 111 คน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพยายามมุ่งหน้าไปยังชายแดนบริเวณชานเมืองฟนิเดก (Fnideq) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 3 กิโลเมตร โดยผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา

มีรายงานว่าตำรวจโมร็อกโก ซึ่งบางส่วนสวมชุดควบคุมฝูงชน ได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มผู้อพยพที่รวมตัวกันตามเนินเขาใกล้เคียงด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 2 สัปดาห์หลังจากที่มีผู้อพยพประมาณ 78,000 คนว่ายน้ำอ้อมรั้วกันชายแดนโมร็อกโกที่ยื่นลงไปในทะเล และเข้าสู่เขตเมืองเซวตา ทำให้เกิดกระแสความกังวลเรื่องการไหลทะลักของผู้อพยพในยุโรป โดยมีผู้เสียชีวิตระหว่างการบุกฝ่าครั้งนี้กว่า 100 ศพ ก่อนที่ผู้อพยพส่วนใหญ่จะถูกผลักดันกลับโมร็อกโก

หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางฝ่ายโมร็อกโกและสเปน ต่างยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนเมืองเซวตามากขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียที่ส่งสัญญาณถึงความพยายามข้ามแดนครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 2 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ทางการโมร็อกโกระบุว่า กำลังเฝ้าระวัง “การแพร่กระจายของโพสต์และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ทราบแหล่งที่มา” ซึ่งชักชวนให้เกิดการข้ามแดนครั้งใหญ่ในวันเสาร์ (15 ส.ค.) พร้อมเตือนว่าจะดำเนินคดีกับผู้จัดและผู้เข้าร่วมทุกคน

ส่วนหนังสือพิมพ์ El País ของสเปนรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าเขื่อนกันคลื่น “เข้มงวดกว่าวันก่อนถึง 10 เท่า” นอกเหนือจากรั้วโลหะและแผงกั้นลอยน้ำที่ติดตั้งไว้เมื่อต้นสัปดาห์แล้ว ในวันเสาร์โมร็อกโกยังส่งเจ้าหน้าที่กองทัพ เรือเร็วของกองทัพเรือ และโดรน ไปยังชายแดนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สเปนได้ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 1,500 นาย เพื่อลาดตระเวนในพื้นที่เมืองเซวตาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

16 ส.ค. 2569 02:55 น.

รัฐในออสเตรเลีย จ่อเริ่มแคมเปญซื้อคืนปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

รัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อคืนปืนในช่วงปลายปีนี้ ตามแผนการลดความรุนแรงจากปืน หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐที่ประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อปืนคืนในวันที่ 2 พ.ย.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้ามาตรการปฏิรูปตามที่เขาเคยให้สัญญาไว้ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน

ในเหตุการณ์นั้นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค. 2568 นายซาจิด อักรัม วัย 50 ปี กับ นาวีด ลูกชายของเขา ก่อเหตุกราดยิงผู้คนที่หาดบอนได จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ก่อนที่ซาจิดจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ส่วนลูกชายยังคงถูกคุมขังระหว่างกระบวนการดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

หลังเกิดเหตุ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปรอบด้านเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนรวมถึงเริ่มโครงการซื้อคืนปืนด้วย

นายอัลบาเนซีระบุว่า โครงการรับซื้อคืนปืนดังกล่าวจะมอบเงินสดแลกเปลี่ยนสำหรับปืนสั้น ปืนลูกซอง และปืนไรเฟิลที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยย้ำว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่า เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดจากการต่อต้านชาวยิวที่บอนไดจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก … นั่นรวมถึงการปฏิรูปอาวุธปืนทั่วประเทศอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ผ่านกฎหมายจำกัดให้บุคคลทั่วไปครอบครองปืนได้ไม่เกิน 4 กระบอก โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับเกษตรกร

โครงการรับซื้อคืนนี้จะเปิดโอกาสให้กับเจ้าของปืนที่มีอาวุธปืนเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายใหม่กำหนด สามารถนำปืนไปคืนให้ทางการ โดยพวกเขาจะได้เงินชดเชยสูงสุดถึง 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นอยู่กับประเภทของปืน โดยค่าใช้จ่ายจะแบ่งกันรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คริส มินนส์ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์คาดว่า อาจมีการส่งมอบปืนคืนเป็นจำนวนหลายแสนกระบอก “เราต้องการให้ปืนเหล่านั้นถูกส่งมอบคืน มีการชดเชยอย่างเหมาะสม และนำไปทำลายอย่างปลอดภัย”

“นี่เป็นภารกิจขนาดใหญ่ แต่หลักการเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย ซึ่งก็คือ การมีปืนอันตรายน้อยลงในชุมชนของเรา หมายถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

อนึ่ง เดิมทีทางการออสเตรเลียได้ประกาศโครงการรับซื้อคืนทั่วประเทศ ที่จะปรับใช้ในทุกรัฐและเขตปกครอง แต่แผนการดังกล่าวหยุดชะงักลง เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและควรดำเนินการอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

16 ส.ค. 2569 01:41 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนรอบใหม่ดับ 11 ศพ อ้างสังหาร ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีภาคใต้ของเลบานอนรอบใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่า ได้สังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การโจมตีทหารอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของทางการเลบานอนว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศรอบใหม่ในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ จนกลายเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงเพื่อลดการปะทะกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 4.30 น. วันเสาร์ ซึ่ง นาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 7 รายจากการโจมตีบ้านหลังหนึ่งบริเวณชานเมืองอันซาร์ (Ansar) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเบรุตไปทางใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร ขณะที่สื่อของรัฐรายงานว่า มีเด็ก 3 รายและผู้หญิง 2 รายรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

“อิสราเอลต้องหยุดการยกระดับความรุนแรงนี้” นายซาลามกล่าว “เพราะความปลอดภัยของประชาชนของเราและสิทธิในการมีชีวิตบนแผ่นดินของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาต่อรองหรือเจรจาได้”

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อ้างว่า ได้สังหารนาย อาลี ซาเมียร์ อัล-ฮัจ ฮัสซัน ผู้บัญชาการหน่วยรัดวาน (Radwan Force) ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หลังเกิดเหตุโจมตีใส่ทหารอิสราเอล และอ้างอีกว่า ครอบครัวของผู้บัญชาการรายนี้ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วย เนื่องจากถูกใช้เป็นโล่มนุษย์

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเกิดการโจมตีอีกระลอกถล่มเมืองเดียร์ อัล-ซะฮ์รานี (Deir al-Zahrani) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บอีก 5 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน

เลบานอนถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่อิหร่าน ได้ยิงจรวดข้ามไปยังอิสราเอลเพื่อตอบโต้การโจมตีที่คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอลตอบโต้ด้วยการเปิดฉากทิ้งบอมบ์ทั่วเลบานอนและส่งกำลังบุกเข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยยึดครองพื้นที่ราว 5% ของดินแดนเลบานอน

เมื่อเดือนมิถุนายน ผู้แทนทั้งสองประเทศมีการกำหนดกรอบข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเรียกร้องให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ ขณะที่ให้กองทัพอิสราเอลค่อยๆ ถอนกำลังออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน และให้กองทัพเลบานอนกระจายกำลังเข้าดูแลทั่วพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้มีส่วนร่วมในข้อตกลงดังกล่าวและปฏิเสธการเจรจาโดยตรง โดยย้ำว่า “ศัตรูอิสราเอลต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การโจมตี การละเมิด และการพยายามยัดเยียดสถานการณ์แบบมัดมือชกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และจะต้องเจอการตอบโต้อย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องเลบานอน ประชาชน อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติ”

แม้การสู้รบจะลดระดับลงหลังข้อตกลงในเดือนมิถุนายน แต่อิสราเอลยังคงโจมตีและรื้อถอนอาคารในภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตัวแทนเจรจาของเลบานอนและอิสราเอลมีกำหนดจะพบกันในการเจรจารอบที่ 8 ในเดือนกันยายน แต่ยังไม่มีการกำหนดวันและเวลาที่แน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

15 ส.ค. 2569 23:57 น.

เกิดเหตุยิงกัน ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เจ็บ 5 ราย อาการวิกฤต 1 คน

เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้วหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ (15 ส.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย โดยหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยระบุว่า มีผู้ต้องสงสัยหลายคน

ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์บริเวณภายนอกหอพักนักศึกษาเมื่อเวลาประมาณ 01:28 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น พบผู้บาดเจ็บมีแผลจากการถูกยิง 5 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมแล้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยกเลิกคำสั่งล็อกดาวน์ในวิทยาเขตแล้ว แม้ว่าจะยังมีตำรวจจำนวนมากตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ก็ตาม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย (VSU) มีนักศึกษาประมาณ 5,000 คน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองริชมอนด์ ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐเวอร์จิเนีย โดยห่างกันราว 20 ไมล์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยระบุว่า มหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนียมีกำหนดเปิดภาคเรียนใหม่ในวันจันทร์นี้ (17 ส.ค.) และหอพักในวิทยาเขตเริ่มเปิดรับนักศึกษาที่ทยอยกลับมาตั้งแต่วันศุกร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

15 ส.ค. 2569 22:48 น.

ดับแล้ว 47 ศพ แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

แผ่นดินไหวระดับ 7.7 ที่เกาะโฟลเรสของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 47 ศพ ขณะที่ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ที่เกาะสุมาตราซึ่งเกิดตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่องในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค. 2569 หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง นอกชายฝั่งเกาะโฟลเรส (Flores) ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ศพ

สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) ได้ปรับเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตขึ้นจากเดิม 40 รายเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ ขณะที่นายฟาธูร์ เราะห์มาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 50 รายจากแผ่นดินไหวความแรงขนาด 7.7 ในครั้งนี้

นายซูฮาร์ยันโต หัวหน้าสำนักงาน BNPB กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอาคารหลายแห่ง ซึ่ง “สถานที่เหล่านี้จะเป็นเป้าหมายแรกของทีมตอบโต้ภัยพิบัติในการเข้าช่วยเหลือ”

BNPB รายงานอีกว่า บ้านเรือนเกือบ 160 หลัง รวมถึงสถานศึกษา สถานพยาบาล และอาคารสาธารณะอื่น ๆ อีกหลายสิบแห่งได้รับความเสียหาย ขณะที่รัฐบาลส่งถุงยังชีพจำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวมกว่า 275 ตัน ไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ด้านสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยราว 2,000 คนในศูนย์พักพิงชั่วคราว

ส่วนนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้ความช่วยเหลือผ่านระบบดาวเทียมสำรวจโลก โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยของอินโดนีเซีย

ผู้สื่อข่าว AFP ในพื้นที่รายงานว่า ชาวบ้านในเขตนาเกเกโอ (Nagekeo) ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ต่างเร่งอพยพขึ้นที่สูงหลังจากระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดคลื่นสึนามิ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีฟิสิกส์แห่งอินโดนีเซีย (BMKG) รายงานว่า มีการพบคลื่นสูงถึง 1.6 เมตรในบางพื้นที่บริเวณชายฝั่งของเกาะโฟลเรส แต่ไม่มีรายงานว่าคลื่นได้สร้างความเสียหายใด ๆ หรือไม่

แม้ว่าตอนนี้ทางการจะยกเลิกประกาศเตือนภัยสึนามิแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเพิ่งกลับเข้าอาคารที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเกรงว่าแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกอาจทำให้อาคารพังทลายลงมาได้

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะโฟลเรสไปราว 12 ชั่วโมง ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกครั้งใกล้กับเมืองเปอมาตังซียันตาร์ (Pematangsiantar) บนเกาะสุมาตรา ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยวัดขนาดได้ 6.9 แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

15 ส.ค. 2569 21:51 น.

ศ.เคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพ หลังถูกกดดันหนัก ข้อหาลอกผลงานวิชาการ

เจสัน อาร์เดย์ อดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบเป็นศพที่บ้านพักของตัวเอง หลังจากเขาเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังถูกกล่าวหาว่าลอกผลงานวิชาการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาสตราจารย์ เจสัน อาร์เดย์ (Jason Arday) วัย 41 ปี อดีตศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านพักของเขาในย่านแบทเทอร์ซี (Battersea) กรุงลอนดอน เมื่อวันศุกร์ที่ 14 ส.ค. 2569 หลังยื่นใบลาออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อสัปดาห์ก่อน

อาร์เดย์ตกเป็นเป้าของการตรวจสอบอย่างหนักจากทั้งสื่อมวลชนและสาธารณชน หลังถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและผลงานที่ผ่านมา แม้เขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งใจคัดลอกผลงาน แต่เขาก็ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในงานวิชาการยุคแรก จนกระทั่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เริ่มดำเนินการสอบข้อเท็จจริงภายใน ทำให้เขาตัดสินใจยื่นใบลาออกเมื่อต้นเดือนสิงหาคม

ตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนได้รับแจ้งเหตุและพบร่างของอาร์เดย์ในสภาพไม่ตอบสนองเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ เบื้องต้นตำรวจระบุว่าเป็นการเสียชีวิตที่ไม่คาดคิด แต่ไม่มีร่องรอยต้องสงสัยว่าเป็นการโจรกรรมหรือการฆาตกรรมโดยผู้อื่น

ครอบครัวของอาร์เดย์ระบุในแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า อาร์เดย์เป็นคนอ่อนโยน แต่ต้องอดทนต่อ “การคุกคามและสร้างข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง” มานานกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งที่เคมบริดจ์ จนสร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง

ขณะที่ ศ. ไซมอน บารอน-โคเอน เพื่อนร่วมงานใกล้ชิด เผยว่าอาร์เดย์รับมือกับความเครียดไม่ไหว โดยในข้อความเสียงสุดท้ายที่อาร์เดย์ส่งมาให้ก่อนเสียชีวิต เขากล่าวว่า “เขาไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้ว”

การเสียชีวิตของอาร์เดย์จุดชนวนการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร ผู้นำทางการเมืองและนักวิชาการ เช่น นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์นแฮม, นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซาดิก ข่าน และองค์กรครู ต่างออกมาระบุว่า การกระหน่ำข่าวและโจมตีตัวบุคคลโดยสื่อมวลชนและฝ่ายขวาจัดนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากอาร์เดย์ถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงและเป็นข่าวหน้าหนึ่งต่างจากกรณีของศาสตราจารย์คนอื่น ๆ ที่เผชิญกับเรื่องอื้อฉาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn