“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

"เจดี แวนซ์" ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

14 ส.ค. 2569 11:05 น.

“เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ เป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งกับอิหร่านขณะนี้ คือการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินถูกลงสำหรับชาวอเมริกัน ส่วนการป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเคยเป็นเหตุผลหลักในการเข้าสู่สงคราม จะเป็นเป้าหมายรองลงมา

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ เปิดเผยว่า เป้าหมายสูงสุดของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านในขณะนี้ ไม่ได้อยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นอันดับแรกอีกต่อไป แต่เป็นการทำให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินลดลง เพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภคชาวอเมริกัน

แวนซ์กล่าวให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ว่า ราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงแรกของความขัดแย้งแล้ว และการรักษาราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้ถูกลงสำหรับชาวอเมริกันทั่วประเทศคือ “เป้าหมายอันดับหนึ่ง” ขณะที่เป้าหมายอันดับสองคือการทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อิหร่านมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากสามารถปิดกั้นการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงน้ำมันและเชื้อเพลิงออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดฉากสงครามร่วมกับอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดให้เรือเดินทางได้ตามปกติ แต่หลังจากอิหร่านตอบโต้ด้วยการเกือบปิดเส้นทางดังกล่าว เตหะรานจึงมีเครื่องมือต่อรองสำคัญในมือ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามหาทางยุติสงครามและหลีกเลี่ยงการกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แวนซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีท่าทีระมัดระวังต่อการทำสงครามกับอิหร่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า บางช่วงสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน เพื่อให้ชาวอเมริกันสามารถรับมือกับราคาน้ำมันและก๊าซได้ ขณะที่บางช่วงก็ต้องมุ่งเน้นด้านการทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าอิหร่านอาจถูกผลักเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ “อย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” และคาดว่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ในสัปดาห์หน้า

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์เคยระบุว่า ข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งใกล้บรรลุผล แต่ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมีแนวโน้มใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไป โดยหวังว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะบีบให้อิหร่านยอมถอย

ทรัมป์กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเจรจากับอิหร่านอย่างระมัดระวัง โดยเฝ้าดูสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนเงินทุนของอิหร่าน พร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสำคัญ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพงจำนวนมาก ทั้งขีปนาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงและอาวุธประเภทอื่น ๆ ตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และขณะนี้มีรายงานว่าสต็อกอาวุธบางส่วนเริ่มลดลง ซึ่งอาจจำกัดทางเลือกของทรัมป์ หากต้องการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกครั้ง

สถานการณ์ยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศต่อทรัมป์ โดยคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงอย่างมาก ขณะที่สงครามไม่ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกัน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พรรครีพับลิกันจึงกังวลว่า ทั้งสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้พรรคสูญเสียการควบคุมรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะชะลอการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ขณะนี้อิหร่านได้กำหนดเงื่อนไขหลายประการสำหรับการเปิดเส้นทางดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มยอมรับได้ยาก

เงื่อนไขของอิหร่านประกอบด้วย การยุติสงครามในทุกแนวรบ การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ การยุติมาตรการคว่ำบาตร การปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

เงื่อนไขเหล่านี้สอดคล้องกับข้อตกลงเบื้องต้น หรือบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองฝ่ายเคยบรรลุในเดือนมิถุนายน แต่ข้อตกลงดังกล่าวล่มลงหลังการสู้รบรอบใหม่ปะทุขึ้น โดยในข้อตกลงยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วย

สถานการณ์จึงทำให้ ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของความขัดแย้ง มากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกดดันให้อิหร่านยอมถอย การป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการควบคุมราคาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวอเมริกัน.

ที่มา AFP

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

14 ส.ค. 2569 08:59 น.

แอร์อินเดียคุมเข้มสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคน หลังเครื่องบินดิ่งกลางอากาศ ผู้โดยสารเจ็บ 24 คน

แอร์อินเดีย สั่งตรวจสารเสพติดนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม หลังเกิดเหตุเครื่องบินดิ่งกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต โดยตรวจพบสารเสพติดประเภทกัญชาในร่างกายนักบิน

แอร์อินเดีย ออกมาตรการคุมเข้มนักบิน หลังเกิดเหตุเครื่องบิน Airbus A320 ดิ่งระดับความสูงกลางอากาศหลังออกจากจังหวัดภูเก็ต มุ่งหน้ากรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม จนมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 24 คน โดยมีรายงานว่า มีการตรวจพบสารกัญชาในการตรวจสารเสพติดนักบินผู้ควบคุมเครื่องบินลำดังกล่าว

โดยทางสายการบิน จะมีการตรวจสารเสพติดและสารต้องห้ามกับนักบินทุกคนเป็นกรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยการตรวจครั้งนี้เป็น การตรวจภาคบังคับ และเริ่มดำเนินการทันที

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กฎระเบียบที่มีอยู่ของอินเดียกำหนดให้สายการบินต้องสุ่มตรวจลูกเรืออย่างน้อย 10% ของจำนวนลูกเรือทั้งหมดต่อปี เพื่อค้นหาการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับอุบัติเหตุทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ขณะที่เครื่องบิน Airbus A320 ของแอร์อินเดียเดินทางออกจาก จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย มุ่งหน้าไปยังกรุงนิวเดลี โดยหลังทะยานขึ้นจากสนามบิน เครื่องบินเกิดสูญเสียระดับความสูงประมาณ 91 เมตรอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้โดยสารอย่างน้อย 24 คนได้รับบาดเจ็บ

สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงานว่า นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินอาจสูบกัญชาและมีผลตรวจสารเสพติดเป็นบวกในการตรวจยืนยันครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม แอร์อินเดียระบุว่า ผลการตรวจดังกล่าวยังไม่ได้ถูกส่งให้สายการบิน และทางสายการบินยังไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหานี้

ด้านคณะสอบสวนของอินเดียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานเรื่องผลตรวจสารเสพติดของนักบิน แต่ระบุว่ากำลังตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยการสอบสวนได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Airbus และสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของฝรั่งเศส หรือ BEA

เหตุการณ์เครื่องบินดิ่งกลางอากาศเกิดขึ้นในช่วงที่แอร์อินเดียกำลังเร่งปรับปรุงมาตรฐานและการดำเนินงานของสายการบิน หลังเผชิญเหตุการณ์หลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร

ก่อนหน้านี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 เครื่องบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ซึ่งเดินทางจากเมืองอาห์เมดาบัดไปกรุงลอนดอน ประสบเหตุตกไม่นานหลังขึ้นบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องเสียชีวิต 241 จากทั้งหมด 242 คน รวมถึงมีผู้เสียชีวิตบนพื้นดินอีก 19 คน

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอร์อินเดียแต่งตั้ง เทโวลเด เกเบรมาเรียม อดีตผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Ethiopian Airlines เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพื่อเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างและยกระดับการดำเนินงานของสายการบิน

การสั่งตรวจสารเสพติดนักบินทั้งหมดในครั้งนี้ จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่แอร์อินเดียนำมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารกลับคืนมา.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

14 ส.ค. 2569 08:35 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนและเส้นทางรถไฟหลายสายถูกตัดขาด บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 13 สิงหาคม ส่งผลให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ประกาศคำเตือนฝนตกหนักระดับสูงสุดในพื้นที่ชิบะเป็นครั้งแรก ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงมากกว่า 360 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนและทางรถไฟถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน หนึ่งในนั้นพบว่าเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่มีการส่งกำลังทหารเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย โดยสถานการณ์ฝนตกหนักถูกระบุว่าอยู่ในระดับรุนแรงผิดปกติ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสภาพอากาศที่รุนแรงของญี่ปุ่น

ผลกระทบยังลุกลามถึง สนามบินนาริตะ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยมีผู้โดยสารประมาณ 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับสนามบินหยุดให้บริการจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สนามบินแจกน้ำ อาหาร และถุงนอนให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกจากสนามบินได้

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังมีกำหนดให้บริการตามปกติในวันที่ 14 สิงหาคม แต่สายการบิน Japan Airlines เตือนว่าอาจมีเที่ยวบินล่าช้า ขณะที่ถนนสายหลักหลายเส้นทางในจังหวัดชิบะ รวมถึงเส้นทางเชื่อมสนามบินนาริตะกับกรุงโตเกียว ยังคงปิดการจราจร ทำให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนักบนเส้นทางเลี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนหลายร้อยคนติดค้างอยู่ที่สถานีรถไฟชิบะ หลังการให้บริการรถไฟหลายสายถูกระงับ ขณะที่พื้นที่ประสบภัยบางแห่งมีรถยนต์จมอยู่ในน้ำจนเกือบมิดหลังคา และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปพักตามศูนย์พักพิง

ทางการญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ฝนที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนในหลายพื้นที่ของชิบะ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา :channelnewsasia

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

14 ส.ค. 2569 08:23 น.

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

เรือนักท่องเที่ยว เกิดไฟลุกไหม้กลางทะเล นอกชายฝั่งของตุรกี ทำให้ผู้โดยสารแตกตื่นตกใจกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิง เจ้าหน้าที่ยามฝั่งสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่เรือเสียหายทั้งลำ

เกิดเหตุระทึกบนเรือท่องเที่ยว “Toys Boat”  นอกชายฝั่งเมืองเฟทิเย จังหวัดมูกลา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลังเกิดไฟไหม้ขึ้นบนเรือระหว่างพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมอ่าว ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 115 คน ต้องสวมเสื้อชูชีพและกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยมีเด็กอยู่ในกลุ่มผู้โดยสารด้วย

ภาพจากเหตุการณ์เผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง พร้อมกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากเรือ ขณะที่ผู้โดยสารทยอยกระโดดลงน้ำ โดยหน่วยยามฝั่งตุรกี เรือที่อยู่ใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

เบื้องต้น หน่วยยามฝั่งระบุว่าสามารถช่วยเหลือคนจากเรือได้ 107 คน ขณะที่หน่วยงานด้านการเดินเรือของตุรกีระบุในเวลาต่อมาว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 115 คนได้รับการอพยพขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยทั้งหมด

รายงานระบุว่า มีผู้โดยสารอย่างน้อย 11 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังได้รับผลกระทบจากการสูดควันไฟ แต่ไม่มีผู้ใดอาการสาหัส ขณะที่เด็กบางส่วนได้รับการตรวจร่างกายเพื่อความปลอดภัย

มีรายงานว่าเปลวเพลิงได้สร้างความเสียหายให้เรืออย่างหนักจนแทบถูกเผาทั้งลำ และมีรายงานว่าเรือเริ่มจมหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ทั้งนี้ เมืองเฟทิเยเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งยอดนิยมของตุรกี โดยเฉพาะกิจกรรมล่องเรือชมอ่าวและชายฝั่ง หรือที่เรียกว่า “Blue Tour” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูท่องเที่ยว.

ที่มา : Turkiyetoday

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

14 ส.ค. 2569 06:47 น.

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือเพียง 14 ปี เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้ หวังยกระดับการปราบปรามอาชญากรรม แก๊งค้ายา โดยกฎหมายจะมีผล 10 ก.ย.นี้ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือ 14 ปี โดยผลการลงมติพบว่า สมาชิกสภา 281 คนเห็นชอบให้ลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 14 ปี ขณะที่ 66 คนไม่เห็นด้วย เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดสามารถถูกจำคุกได้ตั้งแต่อายุน้อยลง

การลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางรัฐบาลฝ่ายขวาที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปและประกาศเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม หลังประเทศเผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากรรมมานานกว่าทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลสวีเดนต้องการลดอายุรับผิดทางอาญาลงเหลือ 13 ปี แต่ต้องถอนข้อเสนอนี้ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากองค์กรและหน่วยงานส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมให้ความเห็นถึง 126 แห่ง รวมถึงตำรวจและหน่วยงานราชทัณฑ์ ซึ่งมองว่าอายุ 13 ปีต่ำเกินไป 

นอกจากลดอายุรับผิดทางอาญาแล้ว รัฐสภายังลงมติลดสิทธิในการได้รับการลดโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน โดยภายใต้กฎหมายใหม่ เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอาจถูกจำคุกเป็นเวลาสูงสุดถึง 18 ปี ซึ่งกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กันยายน 2569  

ที่มา Euro News

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

14 ส.ค. 2569 05:17 น.

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนสูงสุด 100% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หลังสหรัฐฯ พึ่งพาโดรนจากต่างประเทศมากเกินไป กระทบทั้งพันธมิตรสำคัญหลายประเทศ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Unmanned Aircraft Systems – UAS) และชิ้นส่วนโดรนจากต่างประเทศ โดยกำหนดอัตราภาษีสูงสุด 100% สำหรับโดรนบางประเภทที่มีขนาดหรือขีดความสามารถซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการใหม่กำหนดภาษีนำเข้าแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) 100% สำหรับโดรนที่เข้าข่ายประเภทอ่อนไหวด้านความมั่นคง ขณะที่โดรนที่มีขนาดเล็กกว่าจะถูกเก็บภาษี 25% และสำหรับโดรนและชิ้นส่วนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 15% ส่วนสินค้าประเภทโดรนจากสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษี 10%

โดยทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีสำหรับโดรนและสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวจะเริ่มมีผลภายใน 21 วัน หลังประธานาธิบดีลงนาม ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวเป็นพิเศษ จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลังการลงนาม 180 วัน ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อนุมัติให้ได้รับการยกเว้นจากบัญชี “Covered List” ของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ ภายใน 20 วันหลังการลงนาม จะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีหลังจากนั้น 180 วัน

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตรวจสอบผลกระทบจากการนำเข้าโดรน และพบว่าสหรัฐฯ พึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และสหรัฐฯ พึ่งพาแหล่งผลิตจากต่างประเทศมากเกินไป ทั้งในส่วนของตัวโดรนและชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบว่าโดรนและชิ้นส่วนจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตต่างชาติบางรายอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มการปกป้องอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศของสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญความท้าทายทางกฎหมายและเสียงวิจารณ์จากนักวิเคราะห์บางส่วน.

ที่มา Reuters

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

14 ส.ค. 2569 04:34 น.

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

เกิดเหตุรถไฟโดยสารบรรทุกผู้โดยสารราว 150 คน ตกรางใกล้สถานีลูอิส ทางตอนใต้ของอังกฤษ ตู้รถไฟ 3 ตู้พลิกตะแคง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คน เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนสาเหตุ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้สถานีรถไฟลูอิส ในเขตอีสต์ซัสเซกซ์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางใต้ประมาณ 72 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คนราย ในจำนวนนี้ 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายหน่วยระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร

นายเอียน ดรัมมอนด์-สมิธ ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจขนส่งอังกฤษ ระบุว่า รถไฟของบริษัทเซาเทิร์น เรล (Southern Rail) ขบวนนี้เดินทางจากสถานีวิกตอเรียในกรุงลอนดอนไปยังเมืองอีสต์บอร์น ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารประมาณ 150 คน โดยตู้รถไฟ 3 ตู้ตกรางและพลิกตะแคง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนติดอยู่ภายใน พร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่ประกาศให้เหตุการณ์เป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรง และระดมกำลังหน่วยกู้ภัยจำนวนมากเข้าพื้นที่ โดยสามารถอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากขบวนรถไฟได้อย่างปลอดภัย

ทางด้านหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุให้รถไฟตกราง ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยในวันเกิดเหตุ อุณหภูมิในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส และก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวรถไฟบางขบวน รวมถึงจำกัดความเร็วการเดินรถ เนื่องจากคลื่นความร้อน อย่างไรก็ตาม ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุ 

ขณะที่ นางไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ แสดงความกังวลอย่างมากต่อรายงานเหตุรถไฟตกราง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร และระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งประสานงานกับภาคส่วนรถไฟและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เหตุรถไฟตกรางครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟร้ายแรงครั้งที่ 2 ของอังกฤษในช่วง 2 เดือน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย.

ที่มา CNN

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

14 ส.ค. 2569 00:10 น.

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

เกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บหลายคน เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบสาเหตุ เบื้องต้นคาดอาจเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณท่าเรือรอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายคนโดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นช่วงสายวันพฤหัสบดี ภายในพื้นที่อุตสาหกรรมของท่าเรือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นและสถานีขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทกันวอร์ เอเนอร์จี (Gunvor Energy) หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

โฆษกตำรวจรอตเตอร์ดัม ระบุว่า เบื้องต้นเหตุระเบดมีลักษณะคล้ายอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ด้านสถานีโทรทัศน์เอ็นโอเอส (NOS) ของเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า ก่อนเกิดเหตุมีทีมช่างซ่อมบำรุงกำลังทำงานอยู่บริเวณท่อส่วนหนึ่งของโรงกลั่น จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการทำงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหรือไม่

ขณะเดียวกัน หน่วยประสานงานฉุกเฉินของเมืองรอตเตอร์ดัมรายงานว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของท่าเรือ และพบหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องหยุดการดำเนินงานและอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา BBC 

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

13 ส.ค. 2569 22:43 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังฝนตกหนักในจังหวัดชิบะ และอีกหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก ทำให้น้ำท่วมและเสี่ยงดินถล่ม มีคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 1 แสนครัวเรือน 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สำหรับภัยดินถล่มในเมืองชิบะ และเมืองอิจิฮาระ ในจังหวัดชิบะ พร้อมออกคำเตือนระดับเดียวกันสำหรับฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรง

คำเตือนฝนตกหนักครอบคลุมหลายเมืองในจังหวัดชิบะ โดยปริมาณฝนในหลายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเมืองชิบะ วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 107 มิลลิเมตร ขณะที่เมืองยาชิโยะ มีฝนตกถึง 115 มิลลิเมตร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่าได้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจากน้ำท่วมและแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่งแล้ว พร้อมเตือนประชาชนให้ดำเนินการเพื่อความปลอดภัยในทันที เนื่องจากสถานการณ์อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่เตือนว่า ฝนครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ประชาชนไม่เคยประสบมาก่อน ทางการท้องถิ่นในเมืองและพื้นที่มากกว่า 10 แห่งได้ออกคำสั่งอพยพระดับสูงสุด พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอย่ารอจนสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือจุดที่อยู่สูงกว่าโดยเร็ว   

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังตรวจพบกลุ่มเมฆฝนตกหนักก่อตัวเหนือพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และทางใต้ของจังหวัดชิบะ พร้อมเตือนว่าอาจประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งหาทางป้องกันตัวเองก่อนที่คำเตือนจะถูกประกาศ

ทั้งนี้ ระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นกำหนด ระดับ 5 เป็นระดับสูงสุด หมายถึงภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นหรือใกล้จะเกิดขึ้น และประชาชนควรดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตทันที ไม่ควรรอให้สถานการณ์เข้าสู่ขั้นรุนแรงก่อนจึงค่อยอพยพ.

ที่มา NHK

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

13 ส.ค. 2569 16:38 น.

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เตรียมอนุมัติงบประมาณสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้อ “ถุงมือช็อตไฟฟ้า” สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นช่องทางทรมานและละเมิดสิทธิประชาชนโดยไม่สามารถตรวจสอบได้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE เตรียมจัดซื้อถุงมือที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่า ICE อาจใช้งบประมาณสูงสุด 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 663 ล้านบาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว

เอกสารประกาศบนเว็บไซต์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Generated Low Output Voltage Emitter หรือ GLOVE ซึ่งเป็นถุงมือที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อขัดขวางความสามารถของบุคคลในการตอบโต้เจ้าหน้าที่

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอธิบายว่า GLOVE เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างความเจ็บปวดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ โดยจะออกให้เจ้าหน้าที่และสายสืบของหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ซึ่งรับผิดชอบปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วย Enforcement and Removal Operations (ERO) ซึ่งมีหน้าที่จับกุม ควบคุมตัว และส่งตัวผู้ฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองออกจากสหรัฐฯ

ตามข้อมูลของผู้ผลิต ถุงมือดังกล่าวสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 380 โวลต์ และสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 30 ครั้งต่อวินาที โดยทำงานผ่านการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่บนถุงมือ อีกทั้งมีไมโครโปรเซสเซอร์ในตัวสำหรับบันทึกการเปิดใช้งานอุปกรณ์

โดยถุงมือนี้แตกต่างจากปืนช็อตไฟฟ้าที่ใช้เข็มโลหะแหลมยิงเข้าไปในร่างกายและสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 50,000 โวลต์ ขณะที่ถุงมือ GLOVE จะต้องสัมผัสผิวหนังโดยตรงเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า และไม่ได้ทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกายเป็นวงจรเหมือนปืนช็อตไฟฟ้า

ผู้ผลิตระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งนำไปใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตาม คู่มือการใช้งานแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้กับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้พิการรุนแรง รวมถึงแนะนำให้มีเจ้าหน้าที่อีกคนช่วยควบคุมตัวบุคคลที่ถูกใช้ถุงมือดังกล่าว

แผนจัดซื้อดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ซึ่งวิจารณ์ว่า การมอบเครื่องมือที่สามารถปล่อยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและซ่อนอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ อาจนำไปสู่การทำร้ายประชาชนมากขึ้นและทำให้การตรวจสอบการใช้กำลังทำได้ยากขึ้น

เจน รอลนิก บอร์เชตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการใช้กำลังของ ACLU กล่าวว่า ICE ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้กำลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง และในบางกรณีถึงขั้นเสียชีวิตทั้งกับพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง โดยการติดตั้งอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าด้วยการกดปุ่มเล็ก ๆ บนมือ อาจทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างสังเกตเห็นการใช้กำลังได้ยาก

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยืนยันว่า ICE ประเมินความต้องการของเจ้าหน้าที่ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการจับกุมและส่งตัวบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างปลอดภัย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการลดความรุนแรงของสถานการณ์ และได้รับการฝึกอบรมเรื่องการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง โดยการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมจัดซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้าเกิดขึ้นในช่วงที่ ICE ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมุ่งเพิ่มการจับกุมและการส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้มีเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงบุคคลเสียชีวิตหลายกรณีระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกรณี ลอเรนโซ ซัลกาโด อาเราโฮ ชาวเม็กซิโกที่ถูกยิงเสียชีวิตในรัฐเท็กซัส และ โยฮัน เซบาสเตียน ดูรัน เกร์เรโร ชาวโคลอมเบีย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองในรัฐเมน

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ควบคุมตัวของ ICE โดยข้อมูลของหน่วยงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดย ICE มากกว่า 50 คน ทั่วประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีที่แล้ว

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า เป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพคือการยกระดับความปลอดภัยภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวกระทบต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยที่กังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติ

สำหรับการจัดซื้อ GLOVE นั้น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า สัญญาจัดซื้อแบบไม่เปิดประมูลอาจได้รับการเผยแพร่เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว การจัดซื้อของ ICE จะถือเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท Compliant Technologies ผู้ผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ.

ที่มา Reuters / BBC