เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

12 ส.ค. 2569 12:29 น.

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เสนอต่อสภาคองเกรสระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และบาดเจ็บอีก 243 คนในปี 2025 โดยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยัน เกิดจากการโจมตี 3 ครั้งในเยเมน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2024 ซึ่งมีพลเรือนเสียชีวิตเพียง 2 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยรายงานประเมินผลกระทบต่อพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหารในปี 2025 โดยระบุว่า ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 243 คน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเพนตากอนประเมินว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 2 คนจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

รายงานที่ส่งให้สภาคองเกรสระบุว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยันในปี 2025 เกิดจากการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งในเยเมน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Rough Rider” เพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮูตีในเยเมนระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 โดยมีเป้าหมายลดขีดความสามารถของกลุ่มฮูตีในการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง

รายงานของเพนตากอนประเมินว่า การโจมตี 3 ครั้งในเดือนเมษายนปีที่แล้ว “มีแนวโน้มมากกว่าที่จะไม่” ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือน โดยการโจมตีเมื่อวันที่ 6 เมษายน ใกล้กรุงซานา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ส่วนการโจมตีเมื่อวันที่ 17 เมษายน ใกล้ท่าเรือราสอีซา มีผู้เสียชีวิต 80 คน และการโจมตีเมื่อวันที่ 28 เมษายน ใกล้เมืองซาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 68 คน รวมทั้งหมด 153 คน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 243 คน อยู่ในเหตุการณ์ที่เพนตากอนประเมินว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทั้ง 3 ครั้งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า กองทัพไม่ได้ลงพื้นที่หรือสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงในการประเมิน แต่ใช้ข้อมูลข่าวกรอง ภาพถ่ายและภาพจากการเฝ้าระวัง รวมถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสาธารณะประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังอยู่ระหว่างประเมินเหตุการณ์อีก 15 กรณีในเยเมน หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับความเสียหายต่อพลเรือนจากองค์กรนอกภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเยเมนอาจเพิ่มขึ้นได้ หากการประเมินพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าว ไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็นปฏิบัติการต่อต้านเครือข่ายค้ายาเสพติดที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” หรือกลุ่มค้ายาที่ถูกจัดให้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ปฏิบัติการโจมตีเรือดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2025 และจากการรวบรวมยอดผู้เสียชีวิตหลังการโจมตีแต่ละครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 200 คน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอตช์ และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าการโจมตีลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่ผิดกฎหมาย

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ยังวิจารณ์ว่า ข้อกล่าวหาของรัฐบาลทรัมป์ต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอและเป็นการสร้างความหวาดกลัว

รายงานของเพนตากอนยังเกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังลดงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลดความสูญเสียของพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะ ศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection Center of Excellence) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดการเสียชีวิตของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง

รายงานประจำปีของศูนย์ระบุว่า จำนวนบุคลากรประจำลดลงเหลือเพียง 9 คนในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2025 จากเดิม 40 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และบุคลากรสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังเสนอปรับลดงบประมาณและบุคลากรในโครงการลดผลกระทบต่อพลเรือนในภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งประกาศแนวทางให้กองทัพมุ่งเน้น “ความสามารถในการสังหาร” หรือประสิทธิภาพในการโจมตีมากขึ้น ขณะที่เพนตากอนยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน และมีมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายพลเรือนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สหรัฐฯ ยังเผชิญคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร หลังเกิดสงครามกับอิหร่านในปีนี้ รวมถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลอิหร่านอ้างว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 170 คน โดยจนถึงขณะนี้เพนตากอนยังไม่ได้เปิดเผยผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดสะท้อนว่า จำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ซึ่งในปี 2023 มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตเพียง 1 คน และเพิ่มเป็น 2 คนในปี 2024 ก่อนพุ่งขึ้นเป็น 153 คนในปี 2025 จากปฏิบัติการครั้งใหญ่ต่อกลุ่มฮูตีในเยเมน.

ที่มา Reuters / CBS News

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

"ทรัมป์" ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

12 ส.ค. 2569 11:51 น.

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมยอดนาโตที่ตุรกี หลังหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพเตือนภัยคุกคามขั้นสูงสุดจากอิหร่าน เผยหลบออกทาง “รถส่งอาหาร” ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ขณะที่นักข่าวและรัฐมนตรียังคงนั่งบนเครื่องบินลำเดิม โดยไม่ทราบว่าทรัมป์ถูกนำตัวออกไปแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับ ๆ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด นาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินที่เขาโดยสารอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาฯ และกองทัพ โดยยอมรับว่าได้รับคำสั่งให้ขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามมากนัก เนื่องจากได้รับคำขู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยใกล้พื้นที่ประชุมนาโต ซึ่งมีผู้พบเห็นว่าถือเครื่องยิงขีปนาวุธประทับบ่า

โดยภาพจากสนามบินอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม แสดงให้เห็นทรัมป์เดินขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ แต่หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวออกจากเครื่องบินผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยงที่ถูกยกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับประตูเครื่องบิน ก่อนถูกพาไปขึ้นเครื่องบินทหาร C-32A ซึ่งเป็นเครื่องบิน โบอิ้ง 757 ที่ดัดแปลงสำหรับใช้โดยรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ

ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ รถบรรทุกจัดเลี้ยงถูกนำมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ทรัมป์ขึ้นเครื่อง จากนั้นประธานาธิบดีถูกนำตัวออกจากแอร์ฟอร์ซวัน โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องสังเกตเห็น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ขึ้นเครื่อง C-32A แยกต่างหากผ่านบันไดภายนอก เพื่อทำให้การเดินทางดูเป็นไปตามปกติ ส่วนผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังคงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม และได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่าง โดยไม่ทราบว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องแล้ว

ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่างตลอดเที่ยวบิน ขณะที่ช่างภาพคนหนึ่งเปิดม่านขึ้นชั่วครู่และถูกสั่งให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบรถบรรทุกจัดเลี้ยงอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเครื่องบิน และรถของสื่อมวลชนอยู่ห่างจากขบวนรถมากเกินกว่าจะสามารถบันทึกภาพทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องได้

ตามหลักการแล้ว “แอร์ฟอร์ซวัน” เป็นสัญญาณเรียกขานของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารอยู่ แต่ในเที่ยวบินดังกล่าว เครื่อง C-32A ที่ทรัมป์โดยสารใช้สัญญาณเรียกขานว่า “Reach 18” ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมีผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่บางส่วนอยู่บนเครื่องยังคงใช้สัญญาณ “AF1” เพื่อรักษาฉากบังหน้า

รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางคนยังคงอยู่บนเครื่องบินลำเดิม รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า แม้เครื่องบิน C-32A ที่เขาเปลี่ยนไปโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เขากลับมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าแอร์ฟอร์ซวัน เพราะหากฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามรู้ว่าเขาอยู่บนเครื่องบินลำใด เครื่องบินลำนั้นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสถูกโจมตีมากกว่า

การเปลี่ยนเครื่องบินเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมที่ตุรกีว่า เขาเป็น “เป้าหมายหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน

หลังออกจากตุรกี ทรัมป์เดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาใช้ Air Force One ลำเดิม และต่อมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์บริจาคให้สหรัฐฯ เพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายจากเครื่อง C-32A กลับไปยังแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมในช่วงใด

การเปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนเครื่องบินลับทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่บนเครื่องบินลำเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องบินดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องลวงเพื่อทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าประธานาธิบดียังคงอยู่บนเครื่อง

โฮเซ ซาโมรา ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว หรือ CPJ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มีหน้าที่ต้องดูแลให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามทำข่าวประธานาธิบดีไม่ต้องเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้รับแจ้งเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกนำไปล้อเลียนบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพและมีมเกี่ยวกับทรัมป์ถูกนำออกจากแอร์ฟอร์ซวันผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การเปลี่ยนเครื่องบินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา BBC / Reuters

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

12 ส.ค. 2569 11:08 น.

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

กรุงมะนิลาเร่งระดมเจ้าหน้าที่เก็บกวาดขยะจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าท่วมลำน้ำและชายฝั่งเมืองปารานาก จนกลายสภาพเป็นทะเลขยะ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 9 วัน ประชาชนและทางการชี้ปัญหาขยะในแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่ฝนตกหนักทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เร่งปฏิบัติการเก็บกวาดขยะจำนวนมาก หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้ขยะจากอ่าวมะนิลาไหลเข้าสู่ลำน้ำและชายฝั่งในเมืองปารานาก จนพื้นที่ใกล้โบสถ์บาคลารันเต็มไปด้วยขยะ ทั้งถุงพลาสติก ยางรถยนต์ เสื้อผ้า และโฟม โดยปริมาณขยะหนาแน่นจนปกคลุมพื้นผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง

ชาวเขตบาคลารันต้องตกตะลึงกับภาพและกลิ่นของขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกกระแสน้ำพัดมาจากอ่าวมะนิลาและกองสะสมตามแนวชายฝั่งของเมืองปารานาก ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจัดการขยะและผลกระทบต่อระบบระบายน้ำของเมือง

เบอร์นี อามูเราโอ หัวหน้าสำนักงานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเมืองปารานาก ระบุว่า ทางการรู้สึกตกใจกับปริมาณขยะที่ไหลเข้ามา เนื่องจากช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำขึ้นสูงทำให้ขยะในทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานดังกล่าวลงพื้นที่เก็บขยะด้วยมือบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า LRT-1 ในย่านบาคลารัน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันจันทร์ ขณะที่หน่วยงานพัฒนานครมะนิลา หรือ MMDA กำลังดำเนินการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งเปิดทางระบายน้ำ

อามูเราโอประเมินว่า อาจต้องใช้รถบรรทุกประมาณ 10 คันในการขนย้ายขยะทั้งหมดออกจากพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหยุดทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คลอง และทางน้ำ โดยย้ำว่าการมีวินัยในการจัดการขยะเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาน้ำท่วม

ทางการระบุว่า ขยะที่สะสมอยู่ในลำน้ำและท่อระบายน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการอุดตันและน้ำท่วม ขณะที่ แคลร์ คาสโตร รองปลัดสำนักประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม แต่ประชาชนเองก็มีหน้าที่ร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ก่อนหน้านี้ เมืองปารานากระบุว่า ขยะจำนวนมากถูกกระแสน้ำจากอ่าวมะนิลาพัดเข้าสู่คลองบาคลารัน หลังมีการนำเครื่องดักขยะออก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ลำน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีขยะปนเปื้อนอย่างหนัก

รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับหลายหน่วยงาน รวมถึง MMDA ในการเก็บและขนย้ายขยะ ขณะที่ วินซ์ ดิซอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบลำน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนาน 9 วัน โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดหนึ่งเดือน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และสถานการณ์ฝนตกหนักยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการ “เครื่องดักขยะ” ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ สามารถช่วยสกัดขยะมูลฝอยไม่ให้ไหลลงสู่อ่าวมะนิลาได้อย่างน้อย 30 ตัน เครื่องดักขยะดังกล่าวเป็นสิ่งกีดขวางหรือตาข่ายที่ติดตั้งบริเวณแม่น้ำและทางระบายน้ำ เพื่อดักจับขยะลอยน้ำ เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ยังเปิดทางให้น้ำไหลผ่านได้

ภาพขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้งานบางส่วนเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษสำหรับการทิ้งขยะ ปรับปรุงระบบจัดการขยะ และจัดระเบียบชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองและทางน้ำ ขณะที่อีกส่วนมองว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานท้องถิ่นควรมีระบบจัดเก็บขยะ การรีไซเคิล และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดการขยะของกรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง เมื่อขยะจำนวนมากไหลลงสู่ระบบระบายน้ำและลำน้ำ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันและทำให้การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon 

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

12 ส.ค. 2569 09:58 น.

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รี่ “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” จากเกาะบาหลีไปลอมบอก เกิดไฟไหม้กลางทะเล เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 คนเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 130 คน 

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 130 คน เกิดไฟไหม้ขณะแล่นอยู่ในน่านน้ำช่องแคบลอมบอก ของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้โดยสารออกจากเรือ

รายงานข่าวระบุว่า เรือออกจากท่าเรือปาดังไบ บนเกาะบาหลี มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเลมบาร์ ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยนายอิกุสตี ลานัง วิสวานันดา หัวหน้าหน่วยกู้ภัยบาหลี เปิดเผยว่า เรือเกิดเหตุระหว่างการเดินทางไปยังลอมบอก

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ฮาริยาดี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นในช่องแคบลอมบอก  โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 นายเข้าช่วยเหลือและอพยพผู้โดยสารทั้งหมด โดย้ข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้โดยสารระบุว่า บนเรือมีผู้โดยสาร 114 คน และลูกเรือ 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปาดังไบเปิดเผยว่า สามารถอพยพผู้โดยสารออกจากเรือได้แล้ว 33 คน และสื่อท้องถิ่นรายงานว่าผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนเรือและตรวจสอบสถานการณ์ต่อไป

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

12 ส.ค. 2569 09:42 น.

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

งานวิจัยใหม่จากม.เวียนนา ออสเตรียชี้ สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์จากสีหน้าได้ โดยพบว่าสมองของสุนัขตอบสนองต่อใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันความสามารถดังกล่าว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนา แห่งประเทศออสเตรีย ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Machine Learning วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของสุนัขจำนวน 12 ตัว ขณะที่พวกมันดูภาพใบหน้ามนุษย์ที่แสดงอารมณ์หลากหลาย ทั้งความสุข ความโกรธ ความกลัว และความเศร้า

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร iScience ของ Cell Press พบว่า บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการรับรู้ระดับสูงและการประมวลผลความรู้สึกพึงพอใจ ได้แก่ เปลือกสมองกลีบขมับ และ นิวเคลียสหาง ทำงานอย่างชัดเจนเมื่อสุนัขเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่กำลังยิ้มและแสดงความสุข

แต่เมื่อสุนัขเห็นใบหน้าที่แสดงความโกรธ ความกลัว หรือความเศร้า บริเวณสมองทั้งสองส่วนกลับไม่ได้ตอบสนองในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมนักวิจัยวิเคราะห์การทำงานของสมองสุนัขทั้งสมอง พวกเขาพบรูปแบบกิจกรรมทางสมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างใบหน้าที่แสดง ความกลัว ความโกรธ และความเศร้า ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่า สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์เชิงลบแต่ละประเภทจากสีหน้าของมนุษย์ได้

ลอรา กวยา ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสกล่าวว่า สุนัขวิวัฒนาการร่วมกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จนสามารถทำความเข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์และทำงานร่วมกับเราได้ ดังนั้นการเข้าใจความสามารถนี้อาจช่วยเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารและดูแลสุนัขให้เหมาะสมมากขึ้น

ทีมวิจัยเตรียมศึกษาต่อว่า สุนัขนำข้อมูลจากสัญญาณอื่น ๆ มาประกอบการตีความอารมณ์ของมนุษย์อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาษากาย น้ำเสียง และกลิ่น รวมถึงต้องการเปรียบเทียบว่า สมองของมนุษย์และสุนัขประมวลผลสัญญาณทางอารมณ์แบบเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า สุนัขทั้ง 12 ตัวที่เข้าร่วมการทดลองเป็นสัตว์เลี้ยงจากครอบครัวที่ดูแลและให้ความรักเป็นอย่างดี จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสุนัขทุกตัวจะตอบสนองต่อสัญญาณทางอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะสุนัขที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป.

ที่มา : channelnewsasia

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อน "จันหอม" ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

12 ส.ค. 2569 09:19 น.

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อนจันหอมเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกแล้ว หลังพัดขึ้นฝั่งพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นไม้หักโค่นบ้านเรือนหลายพันหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุว่า พายุจันหอมอ่อนกำลังลงอย่างมากหลังขึ้นฝั่งบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิในช่วงดึกวันอังคาร ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในช่วงเช้าวันพุธ และมุ่งหน้าสู่บริเวณอ่าววาคาสะ ทางชายฝั่งตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ

ขณะนั้นพายุมีความเร็วลมคงที่ประมาณ 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังทำให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและฟ้าคะนองตลอดทั้งวัน

ในจังหวัดอิบารากิและจังหวัดโทจิงิที่อยู่ใกล้เคียง มีบ้านเรือนมากกว่า 3,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ตามข้อมูลของ TEPCO Power Grid ขณะที่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน แบ่งเป็นชาย 2 คนในจังหวัดอิวาเตะทางภาคเหนือ และหญิง 3 คนในจังหวัดอิบารากิ

พายุยังทำให้ต้นไม้หลายจุดในกรุงโตเกียวหักโค่น รวมถึงต้นไม้ต้นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งหรูอย่าง โอโมเตซันโด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

แม้พายุจะส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ แต่การเดินรถไฟโดยสารและเที่ยวบินในกรุงโตเกียวยังคงให้บริการตามปกติ และภาพรวมของเมืองยังดำเนินไปเกือบเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม พายุส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางจำนวนมากในช่วงวันหยุดโอบ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ

เมื่อวันอังคาร เที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ราว 60 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่ชายหาดโออาไรในจังหวัดอิบารากิ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ต้องปิดให้บริการเนื่องจากอิทธิพลของพายุ ทำให้ชายหาดแทบไม่มีนักท่องเที่ยว

การขึ้นฝั่งของพายุจันหอมในจังหวัดอิบารากิเมื่อวันอังคาร ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติในปี 1951 ที่มีพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งในจังหวัดดังกล่าว

พายุจันหอมพัดถล่มญี่ปุ่นเพียงไม่กี่วันหลังจากไต้ฝุ่นดอลฟินสร้างความเสียหายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้การคมนาคมหยุดชะงักและประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิง ก่อนพายุจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาคอื่น

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่นดอลฟินยังคร่าชีวิตประชาชน 10 คนในฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดน้ำท่วมในจีน จนประชาชนหลายแสนคนต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง.

ที่มา : AP

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

12 ส.ค. 2569 09:13 น.

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กเผยยึดปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนแล้วกว่า 3,200 กระบอกในปีนี้ ชี้ 7 เดือนแรกมีคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากการยิงต่ำสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เจสสิกา ทิช ผู้บัญชาการตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สามารถนำปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนได้แล้วประมาณ 3,200 กระบอกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี เมืองนิวยอร์กมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อาชญากรรมร้ายแรงโดยรวมลดลงเกือบ 7% ทั่วเมือง ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วง 7 เดือนแรกที่มีความปลอดภัยสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ 

นอกจากนี้ระบุว่า สำหรับในพื้นที่เคหะสาธารณะมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง ผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิง และคดีปล้นทรัพย์ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูลเช่นกัน โดยเชื่อว่า ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์การทำงานของตำรวจที่มุ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปยังพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความจำเป็นมากที่สุด รวมถึงการระบุตัวบุคคลและกลุ่มที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง และนำปืนออกจากการหมุนเวียนก่อนที่จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุ

ขณะเดียวกัน เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ปืนผิดกฎหมายทุกกระบอกที่อยู่บนท้องถนนมีโอกาสทำลายครอบครัว สร้างความเสียหายให้ชุมชน และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปตลอดกาล พร้อมชี้ว่าการนำปืนกว่า 3,000 กระบอกออกจากพื้นที่ช่วยลดโอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรง.

ที่มา AP

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

12 ส.ค. 2569 08:46 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดที่ผลิตเองในประเทศ เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาอาวุธนำเข้า

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เวียดนามเริ่มก่อสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่รัฐบาลระบุว่าเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศเคยผลิตเอง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ

หนังสือพิมพ์กองทัพประชาชนเวียดนาม รายงานว่า เรือรบลำนี้กำลังก่อสร้างที่อู่ต่อเรือซองทู ของกระทรวงกลาโหมในเมืองดานัง และอาวุธรวมถึงอุปกรณ์ทางทหารส่วนใหญ่ของเรือจะได้รับการพัฒนาหรือประกอบภายในประเทศ พร้อมระบุว่า โครงการนี้สะท้อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความเป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง เสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ สามารถรองรับการใช้งานทั้งทางทหารและพลเรือน และมีความทันสมัย

ทั้งนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามดำเนินโครงการปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ โดยจัดซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเรือเร็วติดขีปนาวุธและเรือตรวจการณ์ที่ผลิตภายในประเทศ.

ที่มา Reuters

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

12 ส.ค. 2569 08:15 น.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

แอนดี กรีน นักแข่งรถชาวอังกฤษ สร้างสถิติโลกใหม่ด้วยการขับรถแข่งพลังไฮโดรเจน ด้วยความเร็วกว่า 653 กม./ชม. บนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ รัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับยานยนต์

แอนดี กรีน นักขับชาวอังกฤษ วัย 64 ปี เจ้าของสถิติความเร็วทางบกและผู้ที่เคยเป็นคนแรกที่ขับรถทำลายกำแพงเสียง สร้างสถิติโลกใหม่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยรถแข่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน โดยสามารถทำความเร็วได้ถึง 406.320 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนพื้นผิวทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ

สถิติดังกล่าวเป็นสถิติสูงสุดสำหรับรถแข่งประเภทนี้ ตามข้อมูลของสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA โดยรถคันดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน 2 เครื่อง ให้กำลังรวมกันถึง 1,600 แรงม้า และได้รับการออกแบบโดยบริษัท JCB ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างจากอังกฤษ

รถแข่งความยาวประมาณ 9.75 เมตร หรือ 32 ฟุต พุ่งทะยานไปตามทางตรงบนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งมีระยะทางสำหรับเร่งความเร็วถึง 10 ไมล์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ท่ามกลางทีมวิศวกรและผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าชมการทำสถิติจากระยะไกล

กรีนเปิดเผยว่า พื้นผิวเกลือของบอนเนวิลล์เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เพราะมีความลื่นอย่างมากจนรถเกิดอาการล้อหมุนฟรีแม้ขณะใช้เกียร์สูง ส่งผลให้ทีมวิศวกรต้องลดกำลังเครื่องยนต์ลงเพื่อควบคุมรถ

กรีนระบุว่ามันเป็นพื้นผิวที่ท้าทายอย่างมาก พร้อมชื่นชมศักยภาพของเครื่องยนต์ที่ยังสามารถส่งกำลังจนทำให้ล้อหมุนฟรีได้แม้ในความเร็วสูง

การทำความเร็วครั้งนี้ยังถือเป็นการทำลายสถิติรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมที่อยู่ที่ 185.5 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 298.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างขาดลอย

อย่างไรก็ตาม ความเร็ว 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังห่างไกลจากสถิติความเร็วทางบกสูงสุดที่กรีนเคยทำไว้ในปี 1997 โดยครั้งนั้นเขาขับรถ Thrust SSC ที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต ทำความเร็วได้ถึง 763.035 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1,227.985 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกลายเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำลายกำแพงเสียงได้สำเร็จ

กรีนยังเคยสร้างสถิติความเร็วสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่ทะเลเกลือบอนเนวิลล์ในปี 2006 ด้วยความเร็ว 350.092 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 563.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการกลับมาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายสถิติเดิมด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเขามองว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต

กรีนระบุว่า การทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ JCB ทำให้เกิดรถแข่งพลังไฮโดรเจนรูปแบบใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนจากการเผาไหม้โดยตรงในระดับต่ำมาก เพราะเมื่อไฮโดรเจนถูกเผาไหม้ ผลผลิตหลักที่ออกจากท่อไอเสียคือน้ำ เขาระบุอีกว่านี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีนี้ และแสดงให้เห็นว่าวิศวกรรมสามารถทำอะไรได้บ้าง

JCB ระบุว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งต้องการพลังงานสูง และบริษัทกำลังพัฒนาเครื่องจักรก่อสร้างที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไฮโดรเจนไม่ได้สะอาดโดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตไฮโดรเจนด้วย ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

สำหรับทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซอลต์เลกซิตีไปทางตะวันตกราว 160 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ก้นทะเลสาบโบราณที่มีพื้นผิวเกลือกว้างสุดลูกหูลูกตา และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสถิติความเร็วทางบก เนื่องจากพื้นผิวที่ราบเรียบและสภาพอากาศแห้งของทะเลทราย

การทำสถิติครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็ว แต่ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ รถยนต์พลังไฮโดรเจนและเทคโนโลยีเครื่องยนต์พลังงานสะอาด ที่กำลังถูกจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมหนักทั่วโลก.

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

12 ส.ค. 2569 07:53 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมุ่งหน้าสู่ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นก่อนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธจากพื้นที่เมืองวอนซาน เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 05.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์ โดยขีปนาวุธพุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวน่าจะตกลงในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ EEZ ของญี่ปุ่น

โดยกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม เพื่อรับมือกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือเคยประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร สื่อของทางการเกาหลีเหนือออกมาประณามสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น โดยกล่าวหาว่าเป็นเอกสารที่มีเป้าหมายฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม และใช้การกล่าวอ้างว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านอาวุธของญี่ปุ่น

ตลอดปีนี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธหลายครั้ง ทั้งขีปนาวุธบอลลิสติกพิสัยใกล้ จรวดปืนใหญ่ และอาวุธทางยุทธวิธีประเภทอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีใต้ก็เพิ่งรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงสู่ทะเล.

ที่มา : channelnewsasia