เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

13 ส.ค. 2569 00:44 น.

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่บรรทุกผู้โดยสารเกินขนาดล่มในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ดับ 44 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่ายังมีเด็กอยู่บนเรืออีกจำนวนหนึ่ง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจซิมบับเวเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รี่ล่มในทะเลสาบคาริบา  เพิ่มเป็นอย่างน้อย 44 ศพ หลังเกิดเหตุเมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติซิมบับเว รายงานว่า เรือกู้ภัยและเฮลิคอปเตอร์เข้าปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ หลังเรือเฟอร์รี่พลิกคว่ำกลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย โดยตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นจากทะเลสาบได้แล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดของผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้สูญหายจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นกับเรือเฟอร์รี่ที่ให้บริการโดยหน่วยงานของรัฐบาล

ขณะที่สื่อต่างประเทศระบุว่า เรือมีผู้โดยสารรวมราว 153 คน ซึ่งเกินกว่าความจุที่ออกแบบไว้ประมาณ 90 คน และเรือประสบเหตุขณะเผชิญคลื่นขนาดใหญ่ในทะเลสาบคาริบา ก่อนพลิกคว่ำในเวลาต่อมา

ทางด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของซิมบับเวเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เรือมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่ซื้อตั๋วโดยสารเรืออย่างน้อย 114 คน และลูกเรือ 5 คน โดยสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นฝั่งได้ 77 คนในช่วงแรก ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากตัวเลขที่เจ้าหน้าที่รวบรวมมีเฉพาะผู้ที่ซื้อตั๋ว ขณะที่เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ต้องซื้อตั๋วอาจเดินทางมากับผู้ปกครองและไม่ได้ถูกนับรวมในจำนวนผู้โดยสาร.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

12 ส.ค. 2569 23:25 น.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตประธานาธิบดี ฐานความผิดรวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังรัฐบาลอำนาจนิยมของเขาล่มสลายเมื่อปี 2567

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวของทางการซีเรีย รายงานว่า ศาลในกรุงดามัสกัสมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ในความผิดหลายข้อหา รวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยรายละเอียดของคำพิพากษาระบุว่า นายอัสซาดในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของประเทศ มีบทบาทในการสั่งปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง หลังสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นในปี 2554 และดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 13 ปี ก่อนรัฐบาลของอัสซาดจะล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567

อย่างไรก็ตาม นายอัสซาดไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดี เนื่องจากหลบหนีออกจากซีเรียไปยังรัสเซียทันทีหลังรัฐบาลของเขาล่มสลาย ทำให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวจำเลยอยู่ในศาล และขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัสเซียจะส่งตัวอัสซาดกลับมารับโทษในซีเรียหรือไม่

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้ต้องหาอีก 8 คน ซึ่งรวมถึงน้องชายของเขา และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลชุดเดิม 

ทั้งนี้ หลังการเปลี่ยนแปลงอำนาจ ซีเรียเริ่มเดินหน้ากระบวนการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดเดิม ขณะที่ประเทศพยายามฟื้นฟูและสร้างระบบการเมืองขึ้นใหม่

ที่มา Aljazeera

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

"จู หรงจี" อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

12 ส.ค. 2569 22:14 น.

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี หลังมีบทบาทสำคัญผลักดันจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก ปฏิรูปเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 97 ปี โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนระหว่างปี 2541-2546 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2545 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดเศรษฐกิจจีนสู่ตลาดโลก และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่แยกตัวจากระบบเศรษฐกิจโลก สู่มหาอำนาจด้านการผลิตและการค้า

โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขายังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการโอนอำนาจด้านภาษีจากรัฐบาลท้องถิ่นมายังรัฐบาลกลาง การปิดหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ประสบภาวะขาดทุน และส่งเสริมการมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของประชาชน  

บรรดาสื่อทางการจีนยกย่องชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ว่าเป็นชีวิตแห่งการปฏิวัติ การต่อสู้ และความรุ่งโรจน์ พร้อมระบุในคำไว้อาลัยว่าเขาเป็นสมาชิกที่โดดเด่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นักปฏิวัติที่ภักดี และผู้นำที่โดดเด่นของพรรคและรัฐ 

ทั้งนี้ นายจู หรงจี เกิดที่มณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของจีน เมื่อปี 2471 สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนเข้าสู่ระบบราชการและเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2492 เขาเคยถูกปลดออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของเหมา เจ๋อตง และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวา ก่อนถูกกวาดล้างอีกครั้งในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จากนั้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขาได้รับการคืนตำแหน่งและค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจในปี 2534 ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2541

ที่มา Reuters

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

12 ส.ค. 2569 19:39 น.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศสอย่างน้อย 11 คนถูกจับที่สนามบินพร้อมกัญชาหลายกิโลกรัม ขณะกำลังเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทย

สำนักข่าว RTL ของฝรั่งเศสรายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศสระบุว่า มีชาวฝรั่งเศส 11 คนถูกควบคุมตัวในประเทศไทย หลังถูกตรวจพบยาเสพติดในกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน และถูกกล่าวหาว่าพยายามลักลอบนำยาเสพติดออกจากประเทศไทย

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้กรณีผู้ที่ถูกจับพร้อมกัญชาจะถูกยึดของกลางแต่สามารถเดินทางกลับได้ แต่หลังไทยเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการลักลอบขนกัญชา ผู้ต้องหาที่ไม่สามารถชำระค่าปรับศุลกากรภายในเวลาที่กำหนด จะถูกส่งตัวให้ตำรวจไทยและถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี

ข้อมูลจาก RTL ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ไทยกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม หากไม่ชำระค่าปรับ จะถูกควบคุมตัวและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยผู้กระทำผิดอาจเผชิญโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

อ้างถูกหลอกผ่านโซเชียล เสนอเที่ยวไทยฟรีแลกขนกระเป๋า

ด้านครอบครัวของผู้ต้องหาหลายรายระบุว่า พวกเขาอาจตกเป็นเหยื่อของข้อเสนอที่เรียกว่า “แผนประเทศไทย” หรือ “Thailand plan” ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการยื่นข้อเสนอให้มาเที่ยวประเทศไทยฟรี ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ แลกกับการนำกระเป๋าเดินทางกลับไปยังยุโรป

รายงานของ AFP ที่เผยแพร่ผ่าน HuffPost ระบุว่า ผู้ที่ตอบรับข้อเสนอ ได้รับข้อมูลเพียงว่ากระเป๋าดังกล่าวบรรจุโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ผู้ต้องหาหลายคนอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋ามีกัญชา

หนึ่งในกรณีที่มีการเปิดเผยรายละเอียดคือชายชาวฝรั่งเศสวัย 20 ปี ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยช่วงกลางเดือนมิถุนายน และถูกจับขณะเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยในกระเป๋าที่ถูกล็อกและเจ้าตัวไม่มีรหัสเปิด พบกัญชาน้ำหนัก 16.8 กิโลกรัม ตามคำให้สัมภาษณ์ของครอบครัวที่ AFP รายงาน

ครอบครัวระบุว่า ชายหนุ่มได้รับการติดต่อผ่าน Snapchat พร้อมข้อเสนอ “Thailand plan” โดยอ้างว่าเป็นการขนส่งโทรศัพท์มือถืออย่างถูกกฎหมาย มีทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าตอบแทนให้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าชาวฝรั่งเศสทั้ง 11 คนไม่ทราบว่ากระเป๋าที่นำออกจากไทยมีสิ่งผิดกฎหมายจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสอีก 2 คนถูกควบคุมตัวที่ฮ่องกงในข้อหาขนส่งกระเป๋าเดินทางบรรจุกัญชาเช่นกัน ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินทางมาจากประเทศไทยและถูกจับกุมระหว่างแวะพักที่ฮ่องกง แหล่งข่าวจากตำรวจกล่าวกับ franceinfo

ด้านกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส หรือ France Diplomatie มีการระบุในคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยว่า การส่งออกกัญชาจากประเทศไทยเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 มีการกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม และมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ หากไม่ชำระค่าปรับ ผู้กระทำผิดจะถูกควบคุมตัวและถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังย้ำว่า กฎระเบียบเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงและขอให้นักท่องเที่ยว ติดตามกฎระเบียบล่าสุดอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรุงปารีสกำลังติดตามสถานการณ์ของพลเมืองฝรั่งเศสที่ถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด และหน่วยงานกงสุลฝรั่งเศสในไทยกำลังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลตามสิทธิของผู้ต้องหา

ทั้งนี้ ทางการฝรั่งเศสระบุว่า ปัจจุบันกำลังมีการสอบสวนปรากฏการณ์ “Thailand plan” เพื่อค้นหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบวิธีการคัดเลือกผู้ที่ถูกชักชวนให้เดินทางไปขนยาเสพติดกลับยุโรปด้วย.

ที่มา : huffingtonpost , กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

12 ส.ค. 2569 15:35 น.

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

อินโดนีเซียเร่งระดมกำลังควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 668,750 ไร่ ท่ามกลางฤดูแล้งที่ร้อนและยาวนานกว่าปกติจากอิทธิพลเอลนีโญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องปิดโรงเรียน ขณะที่หมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย ทำให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ”

อินโดนีเซียกำลังเร่งรับมือสถานการณ์ไฟป่าที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วมากกว่า 107,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 668,750 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกือบ 50,000 นายถูกระดมเข้าร่วมภารกิจดับไฟในหลายจังหวัด

ทางการอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับ 6 จังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง ได้แก่ จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง กาลิมันตันใต้ และเรียว เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีพื้นที่พรุเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ในช่วงฤดูแล้ง

นอกจากการส่งเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ดับเพลิงลงพื้นที่แล้ว รัฐบาลยังนำเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยภารกิจ โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายดจามารี ชานิอาโก  รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคง ระบุว่า อินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ 43 ลำ และเครื่องบินปีกตรึงอีกสูงสุด 15 ลำ เพื่อสนับสนุนการทำฝนเทียมในพื้นที่ที่จำเป็น

การทำฝนเทียมใช้เครื่องบินโปรยสาร เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์และเกลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝน แต่ประสิทธิภาพของภารกิจขึ้นอยู่กับว่ามีเมฆเพียงพอในพื้นที่หรือไม่

สถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการศึกษาในหลายพื้นที่ โดยเมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก สั่งให้นักเรียนเรียนจากบ้าน เนื่องจากหมอกควันจากไฟป่าปกคลุมเมือง โดยจะให้เรียนออนไลน์ต่อไปจนกว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้น

เอดี รุสดี คัมโตโน นายกเทศมนตรีเมืองปอนเตียนัก กล่าวว่า เมืองเริ่มได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและช่วงเช้า ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง ชาวบ้านเปิดเผยว่าต้องเผชิญไฟป่ามานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว โดยดาร์วิน โรมี ชาวพื้นเมืองดายักในเมืองปาลังการายา ระบุว่า หมอกควันเริ่มหนาขึ้นจนทำให้แสบตาและมีกลิ่นควันรุนแรง ขณะที่ไฟบางจุดลุกลามเข้าใกล้พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งน้ำที่ใช้ดับไฟกำลังเริ่มขาดแคลน

สถานการณ์ไฟป่ายังเกิดขึ้นบนเกาะชวา โดยไฟไหม้ในอุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู จังหวัดชวาตะวันออก ลุกลามต่อเนื่องหลายวัน เผาผลาญพื้นที่ประมาณ 5,625 ไร่ หรือคิดเป็นราว 2% ของพื้นที่อุทยาน และทำให้ทางการต้องปิดอุทยานไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการส่งกำลังดับเพลิงประมาณ 200 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ตำรวจ และทหาร พร้อมเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำ 3 ลำและรถดับเพลิงเข้าร่วมภารกิจ โดยพยายามดับไฟและฉีดน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟปะทุขึ้นมาอีก

ซาตริโย นูร์เซโน เจ้าหน้าที่ด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังระดมทุกทรัพยากรที่มีเพื่อดับไฟและทำให้พื้นที่เปียกชุ่ม พร้อมหวังว่าจะสามารถควบคุมไฟได้ทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนป้องกันการปะทุซ้ำ

สำหรับสาเหตุของไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความประมาท หลังมีผู้ก่อไฟในพื้นที่และเข้าใจว่าดับไฟแล้ว ทั้งที่ไฟยังไม่ดับสนิท

นอกจากพื้นที่บนเกาะชวาแล้ว ทางการยังเตือนถึงจุดความร้อนใหม่บริเวณใกล้ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซีย

หมอกควันจากไฟป่าได้ลอยข้ามช่องแคบไปยังมาเลเซีย โดยเมืองเซเรียน ในรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API แตะระดับ 195 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” และเป็นระดับสูงสุดของรัฐในวันดังกล่าว

ตามเกณฑ์ของมาเลเซีย ค่า API ระหว่าง 101-200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ระดับ 201-300 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และมากกว่า 301 ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยมีรายงานว่าพื้นที่อย่างน้อย 9 แห่งในรัฐซาราวักมีค่าดัชนีอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียเตือนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบให้อยู่ภายในอาคาร พร้อมระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนจากเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ขณะที่มาเลเซียเคยสั่งปิดโรงเรียนในปี 2015 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากปัญหาสุขภาพจากหมอกควันรุนแรงที่เกิดจากไฟป่าในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงผิดปกติในปี 2026 โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG เตือนว่าประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อภัยแล้งและไฟป่า อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น

BMKG ระบุว่า อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของอินโดนีเซียในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 26.2 องศาเซลเซียส และเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบฝนทั่วโลก โดยในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ ขณะที่เอลนีโญครั้งก่อนมีส่วนทำให้ปี 2023 และ 2024 กลายเป็นสองปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญในอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี 2026 มีขนาดมากกว่าสองเท่าของพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ตลอดปี 2023 สะท้อนถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในปีนี้ และเพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์หมอกควันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพอากาศของประชาชนในอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านต่อไป.

ที่มา BBC / AFP / The Star

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

12 ส.ค. 2569 14:57 น.

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) อนุมัติมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำสำหรับไรเดอร์ส่งอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ให้ได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 31.30–32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย  หรือราว 732 – 748 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ พร้อมบังคับแพลตฟอร์มต้องทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แรงงาน มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคมนี้

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) มีคำสั่งรับรองมาตรฐานขั้นต่ำฉบับใหม่สำหรับแรงงานที่ให้บริการส่งอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยกำหนดให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำตามช่วงเวลาที่ปฏิบัติงาน และได้รับความคุ้มครองด้านประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะส่งผลต่อแรงงานประมาณ 250,000 คนทั่วออสเตรเลีย โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการยกระดับสิทธิของแรงงานในระบบแรงงานรับจ้างอิสระและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป

ภายใต้มาตรฐานใหม่ แรงงานส่งอาหารและสินค้าโดยใช้จักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าจะได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำ 31.30 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 732 บาทต่อชั่วโมง ขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จะได้รับอย่างน้อย 31.80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 743 บาทต่อชั่วโมง และผู้ขับรถยนต์จะได้รับอย่างน้อย 32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 748 บาทต่อชั่วโมง โดยค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำระดับประเทศของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ที่ 26.44 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 618 บาทต่อชั่วโมง

มาตรฐานใหม่นี้กำหนดให้แรงงานได้รับ “ค่าตอบแทนขั้นต่ำสำหรับเวลาที่ทำงาน” โดยนับตั้งแต่แรงงานกดยอมรับงานจนกระทั่งส่งสินค้าเสร็จสิ้น ไม่ใช่เพียงเวลาที่เดินทางไปส่งสินค้าเท่านั้น

แพลตฟอร์มดิจิทัลจะต้องคำนวณรายได้ของแรงงานในแต่ละรอบ ซึ่งอาจครอบคลุมระยะเวลาไม่เกิน 21 วัน หากพบว่าแรงงานได้รับเงินต่ำกว่าระดับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่กำหนด แพลตฟอร์มจะต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่มเติมให้ครบตามเกณฑ์

มาตรการดังกล่าวยังเพิ่มสิทธิให้แรงงานสามารถหยุดพักจากการรับงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างได้ตามความต้องการของตนเอง โดยไม่ต้องสูญเสียสถานะการทำงานกับแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มจะต้องจัดตั้งช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียน เพื่อให้แรงงานสามารถแจ้งปัญหาหรือสอบถามเกี่ยวกับการทำงานได้ หากไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทระหว่างแรงงานกับแพลตฟอร์มได้ แรงงานสามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแรงงานได้

ด้านการประกันภัย มาตรฐานใหม่กำหนดให้แรงงานยังคงมีหน้าที่จัดทำและรักษาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการส่งสินค้า รวมถึงต้องแจ้งบริษัทประกันว่ายานพาหนะดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อการจัดส่งสินค้า

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มส่งอาหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทำและรักษาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับแรงงานที่อยู่ในกลุ่ม “เสมือนลูกจ้าง” เพื่อคุ้มครองกรณีได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติงาน แม้คำสั่งไม่ได้กำหนดวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจน แต่กำหนดให้ต้องมีระดับความคุ้มครองที่เหมาะสม

สหภาพแรงงานขนส่งออสเตรเลีย (TWU) ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานรับจ้างอิสระ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังจากมีการผลักดันเรื่องสิทธิแรงงานส่งอาหารมานานหลายปี โดย TWU ยื่นคำร้องต่อ FWC เพื่อขอกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำตั้งแต่ปี 2024 ร่วมกับแพลตฟอร์มส่งอาหารอย่าง Uber Eats และ DoorDash

ไมเคิล เคน เลขาธิการแห่งชาติของ TWU เรียกมาตรฐานใหม่ว่าเป็น “มาตรฐานระดับแนวหน้าของโลก” พร้อมระบุว่าแรงงานรับจ้างอิสระของออสเตรเลียถูกปล่อยให้อยู่นอกระบบคุ้มครองแรงงานมาเป็นเวลานาน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต

อแมนดา ริชเวิร์ธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและความสัมพันธ์ในสถานประกอบการของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรฐานใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความคุ้มครองที่แข็งแกร่งขึ้นให้แก่แรงงาน พร้อมย้ำว่าแรงงานส่งอาหารไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “ความยืดหยุ่นในการทำงาน” กับ “สิทธิและความเป็นธรรม”

ด้าน Uber Eats และ DoorDash ต่างแสดงการสนับสนุนมาตรฐานใหม่ โดยระบุว่า การคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็งขึ้นสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นที่แรงงานในระบบแพลตฟอร์มให้ความสำคัญได้

เอ็ด คิตเชน กรรมการผู้จัดการ Uber Eats ประจำออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากรอบมาตรฐานดังกล่าว และมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับแรงงานส่งอาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจออสเตรเลียและชีวิตประจำวันของประชาชนหลายล้านคน

แม้ที่ผ่านมาแรงงานส่งอาหารจำนวนมากถูกจัดสถานะเป็นผู้รับจ้างอิสระ ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหลายประการ แต่รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้พรรคแรงงานได้ผ่านกฎหมายในปี 2023 และ 2024 เพื่อเพิ่มสิทธิให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเจรจาเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานได้มากขึ้น พร้อมให้อำนาจคณะกรรมาธิการแรงงานในการกำหนดมาตรฐานด้านค่าจ้างและการประกันภัย

ก่อนหน้านี้ บริษัทแพลตฟอร์มบางแห่งเคยเตือนว่า การปฏิรูปกฎหมายแรงงานรับจ้างอิสระอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงานและทำให้ต้นทุนการจัดส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ต่อมาบริษัทเหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาและพัฒนามาตรฐานใหม่ร่วมกับสหภาพแรงงาน

มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศเริ่มปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งแรงงานมีความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาและรูปแบบการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากลูกจ้างในระบบดั้งเดิม

คำสั่งของออสเตรเลียยังมีขึ้นหลังองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO มีมติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รับรองมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันฉบับแรกสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยครอบคลุมประเด็นค่าจ้าง ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ทางสังคม แม้มาตรฐานดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันจากรัฐบาลประเทศสมาชิกก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ในระดับประเทศ.

ที่มา SBS Australia / Reuters

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

12 ส.ค. 2569 14:06 น.

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รีบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน สูญหายอีก 27 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 77 คน และเร่งค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารรวมอยู่ในเรือด้วย

เกิดเหตุเรือโดยสารของสำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนบท หรือ RIDA พลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ทางตอนเหนือของซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และยังสูญหายอีก 27 คน ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

หน่วยคุ้มครองพลเรือนของซิมบับเว หรือ CPU ระบุว่า สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้แล้ว 77 คน โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนสามารถเดินทางไปถึงเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งในทะเลสาบ และเจ้าหน้าที่กำลังส่งเรือเข้าไปรับกลับมายังฝั่ง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังพบและนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ 15 ราย ขณะที่มีการส่งทีมกู้ภัยทางน้ำเฉพาะทาง รวมถึงทีมนักประดาน้ำ เข้าไปช่วยค้นหาผู้ที่ยังสูญหาย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ

โจสฟัต จาจี ปลัดจังหวัดฝ่ายกิจการจังหวัดและการกระจายอำนาจของจังหวัดมาชอนาแลนด์เวสต์ เปิดเผยว่า RIDA ออกตั๋วโดยสารสำหรับการเดินทางครั้งนี้ 114 ใบ และบนเรือมีลูกเรืออีก 5 คน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์การซื้อตั๋วโดยสารอยู่บนเรือด้วย ทำให้จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้

หน่วยคุ้มครองพลเรือนระบุว่า เรือดังกล่าวมีความจุที่กำหนดไว้เพียง 90 คน แต่ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่มีตั๋ว 114 คน รวมถึงลูกเรือ 5 คน และอาจมีเด็กโดยสารอยู่ด้วย จึงถือเป็นเรือที่มีผู้โดยสารเกินความจุอย่างมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือพลิกคว่ำหลังเผชิญคลื่นลมแรงในทะเลสาบ โดยเรือลำดังกล่าวทำหน้าที่ขนส่งผู้คนจากเมืองคาริบาไปยังเกาะต่าง ๆ และค่ายประมงหลายแห่งในทะเลสาบ การเดินทางในเส้นทางดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

มุตซา มูรอมเบดซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เผยแพร่วิดีโอที่บันทึกภาพผู้คนบนฝั่งโบกมือส่งเรือที่กำลังออกเดินทาง โดยระบุว่าชุมชนชนบทจำนวนมากใช้เรือดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักเพื่อเดินทางเข้าเมืองคาริบา

ในวิดีโอดังกล่าว ผู้คนบางส่วนบนฝั่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพของเรือและตั้งข้อสงสัยว่าเรือจะสามารถรับมือกับคลื่นแรงในทะเลสาบได้หรือไม่

สถานีโทรทัศน์ของรัฐซิมบับเวเผยแพร่ภาพเรือเร็วหลายลำแล่นเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งพบเรือโดยสารพลิกคว่ำอยู่ในทะเลสาบ ขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือพื้นที่ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจซิมบับเวยืนยันว่าเกิดเหตุเรือล่มและมีการเปิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทันที โดยกรมคุ้มครองพลเรือนได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อเร่งค้นหาผู้สูญหาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขผู้โดยสาร ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีข้อเสนอให้ประกาศเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ

ทะเลสาบคาริบาตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย และเป็นทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีปริมาตรมากที่สุดในโลก เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแซมเบซีในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ทำให้หุบเขาขนาดใหญ่ค่อย ๆ ถูกน้ำท่วมและกลายเป็นทะเลสาบ

ทะเลสาบแห่งนี้มีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร และบางช่วงกว้างถึงประมาณ 40 กิโลเมตร โดยแนวพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบียพาดผ่านกลางทะเลสาบ

เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนผู้โดยสารที่แท้จริง ขณะที่สาเหตุอย่างเป็นทางการของอุบัติเหตุ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เรือซึ่งบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา ZBC / Associated Press / AFP

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ "โจมตีทางอากาศ" เจตนาสังหารพลเรือน

12 ส.ค. 2569 12:59 น.

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา (IIMM) เผยรายงานล่าสุด ระบุว่ากองทัพเมียนมาเพิ่มความถี่และความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน โดยมุ่งเป้าไปยังบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายผู้พลัดถิ่น ขณะที่หลักฐานยังชี้ถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีสัญญาณยุติ

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา หรือ IIMM เปิดเผยรายงานประจำปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ระบุว่า กองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทางอากาศและก่ออาชญากรรมต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จัดขึ้นและเสร็จสิ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และการโจมตีดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

รายงานครอบคลุมช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ถึง 30 มิถุนายน 2026 และพบรูปแบบการโจมตีทางอากาศโดยเจตนาต่อพื้นที่พลเรือน รวมถึงบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายพักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

IIMM ระบุว่า การพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็กแบบพารามอเตอร์และโดรนของกองทัพเมียนมาที่เพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนตรวจจับการโจมตีได้ยากขึ้น และมีเวลาน้อยลงในการหลบหนีหรือหาที่กำบัง โดยคณะสอบสวนสามารถระบุหน่วยทหารบางส่วนที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านี้ได้แล้ว

นิโคลัส คูมเจียน หัวหน้ากลไกสอบสวนฯ กล่าวว่า เบื้องหลังหลักฐานทุกชิ้นที่ทีมงานรวบรวมคือชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมเตือนว่า ชุมชนทั่วเมียนมาไม่เพียงต้องใช้ชีวิตภายใต้ภัยคุกคามจากความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเผชิญผลกระทบที่ลึกและยาวนานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานยังพบหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศภายในสถานที่คุมขังที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ รวมถึงกรณีที่เชื่อมโยงกับกฎหมายปี 2025 ซึ่งกำหนดให้การวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งเป็นความผิด

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมหลายรายและอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต จากการกระทำต่าง ๆ เช่น การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งบนสื่อสังคมออนไลน์

สถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐยะไข่ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่รายงานครอบคลุม โดยกองทัพเมียนมายังคงสู้รบกับกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ในภาพรวม ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มทั่วประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง

IIMM ระบุว่า แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่รวบรวมได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร แต่กลไกสอบสวนฯ ยังตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายของกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านกองทัพด้วย

จนถึงขณะนี้ IIMM รวบรวมและประมวลข้อมูลและหลักฐานแล้วมากกว่า 28 ล้านรายการ จากแหล่งข้อมูลกว่า 1,600 แหล่ง ซึ่งรวมถึงคำให้การพยานมากกว่า 750 ราย ภาพถ่าย วิดีโอ ไฟล์เสียง เอกสาร แผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

IIMM ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2018 มีหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเมียนมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อเก็บรักษาหลักฐานและจัดทำข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในศาลระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ

กลไกสอบสวนฯ ยังแบ่งปันหลักฐานและผลการวิเคราะห์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินกระบวนการเอาผิดผู้ก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และกระบวนการทางกฎหมายในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังตอบสนองต่อคำร้องขอจากหน่วยงานอื่นที่กำลังสอบสวนอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021

IIMM ยังส่งมอบหลักฐานและการวิเคราะห์จำนวนมากให้แก่คู่ความในคดี แกมเบียกับเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ณ กรุงเฮก โดยคดีดังกล่าวกล่าวหาว่าเมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาในปี 2016 และ 2017

อย่างไรก็ตาม IIMM ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหาการตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้ทรัพยากรและขีดความสามารถในการสอบสวนลดลง ในช่วงเวลาที่อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงในเมียนมากลับทวีความรุนแรงขึ้น

คูมเจียนย้ำว่า การรวบรวมหลักฐานมีความสำคัญต่อผู้เสียหาย เพราะช่วยให้พวกเขารู้ว่ายังมีผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น และในอนาคตอาจนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมได้

ขณะเดียวกัน เขากล่าวว่า IIMM กำลังตรวจสอบด้วยว่า บุคคลหรือหน่วยงานนอกเมียนมาที่สนับสนุนความขัดแย้งด้วยการจัดหาอาวุธและวัสดุให้คู่ขัดแย้ง อาจถูกดำเนินคดีจากการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรหรือกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินได้หรือไม่

IIMM ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยให้ความร่วมมือกับกลไกสอบสวนฯ และไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลที่ส่งไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี ได้ยุติช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาเป็นเวลาราว 10 ปี และทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งติดอาวุธและวิกฤตมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ขณะที่รายงานล่าสุดของ IIMM ชี้ว่า ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปและผลกระทบต่อประชาชนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา  Independent Investigative Mechanism for Myanmar / AFP

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

12 ส.ค. 2569 12:29 น.

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เสนอต่อสภาคองเกรสระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และบาดเจ็บอีก 243 คนในปี 2025 โดยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยัน เกิดจากการโจมตี 3 ครั้งในเยเมน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2024 ซึ่งมีพลเรือนเสียชีวิตเพียง 2 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยรายงานประเมินผลกระทบต่อพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหารในปี 2025 โดยระบุว่า ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 243 คน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเพนตากอนประเมินว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 2 คนจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

รายงานที่ส่งให้สภาคองเกรสระบุว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยันในปี 2025 เกิดจากการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งในเยเมน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Rough Rider” เพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮูตีในเยเมนระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 โดยมีเป้าหมายลดขีดความสามารถของกลุ่มฮูตีในการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง

รายงานของเพนตากอนประเมินว่า การโจมตี 3 ครั้งในเดือนเมษายนปีที่แล้ว “มีแนวโน้มมากกว่าที่จะไม่” ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือน โดยการโจมตีเมื่อวันที่ 6 เมษายน ใกล้กรุงซานา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ส่วนการโจมตีเมื่อวันที่ 17 เมษายน ใกล้ท่าเรือราสอีซา มีผู้เสียชีวิต 80 คน และการโจมตีเมื่อวันที่ 28 เมษายน ใกล้เมืองซาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 68 คน รวมทั้งหมด 153 คน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 243 คน อยู่ในเหตุการณ์ที่เพนตากอนประเมินว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทั้ง 3 ครั้งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า กองทัพไม่ได้ลงพื้นที่หรือสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงในการประเมิน แต่ใช้ข้อมูลข่าวกรอง ภาพถ่ายและภาพจากการเฝ้าระวัง รวมถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสาธารณะประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังอยู่ระหว่างประเมินเหตุการณ์อีก 15 กรณีในเยเมน หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับความเสียหายต่อพลเรือนจากองค์กรนอกภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเยเมนอาจเพิ่มขึ้นได้ หากการประเมินพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าว ไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็นปฏิบัติการต่อต้านเครือข่ายค้ายาเสพติดที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” หรือกลุ่มค้ายาที่ถูกจัดให้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ปฏิบัติการโจมตีเรือดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2025 และจากการรวบรวมยอดผู้เสียชีวิตหลังการโจมตีแต่ละครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 200 คน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอตช์ และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าการโจมตีลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่ผิดกฎหมาย

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ยังวิจารณ์ว่า ข้อกล่าวหาของรัฐบาลทรัมป์ต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอและเป็นการสร้างความหวาดกลัว

รายงานของเพนตากอนยังเกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังลดงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลดความสูญเสียของพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะ ศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection Center of Excellence) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดการเสียชีวิตของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง

รายงานประจำปีของศูนย์ระบุว่า จำนวนบุคลากรประจำลดลงเหลือเพียง 9 คนในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2025 จากเดิม 40 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และบุคลากรสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังเสนอปรับลดงบประมาณและบุคลากรในโครงการลดผลกระทบต่อพลเรือนในภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งประกาศแนวทางให้กองทัพมุ่งเน้น “ความสามารถในการสังหาร” หรือประสิทธิภาพในการโจมตีมากขึ้น ขณะที่เพนตากอนยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน และมีมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายพลเรือนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สหรัฐฯ ยังเผชิญคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร หลังเกิดสงครามกับอิหร่านในปีนี้ รวมถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลอิหร่านอ้างว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 170 คน โดยจนถึงขณะนี้เพนตากอนยังไม่ได้เปิดเผยผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดสะท้อนว่า จำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ซึ่งในปี 2023 มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตเพียง 1 คน และเพิ่มเป็น 2 คนในปี 2024 ก่อนพุ่งขึ้นเป็น 153 คนในปี 2025 จากปฏิบัติการครั้งใหญ่ต่อกลุ่มฮูตีในเยเมน.

ที่มา Reuters / CBS News

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

"ทรัมป์" ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

12 ส.ค. 2569 11:51 น.

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมยอดนาโตที่ตุรกี หลังหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพเตือนภัยคุกคามขั้นสูงสุดจากอิหร่าน เผยหลบออกทาง “รถส่งอาหาร” ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ขณะที่นักข่าวและรัฐมนตรียังคงนั่งบนเครื่องบินลำเดิม โดยไม่ทราบว่าทรัมป์ถูกนำตัวออกไปแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับ ๆ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด นาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินที่เขาโดยสารอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาฯ และกองทัพ โดยยอมรับว่าได้รับคำสั่งให้ขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามมากนัก เนื่องจากได้รับคำขู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยใกล้พื้นที่ประชุมนาโต ซึ่งมีผู้พบเห็นว่าถือเครื่องยิงขีปนาวุธประทับบ่า

โดยภาพจากสนามบินอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม แสดงให้เห็นทรัมป์เดินขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ แต่หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวออกจากเครื่องบินผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยงที่ถูกยกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับประตูเครื่องบิน ก่อนถูกพาไปขึ้นเครื่องบินทหาร C-32A ซึ่งเป็นเครื่องบิน โบอิ้ง 757 ที่ดัดแปลงสำหรับใช้โดยรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ

ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ รถบรรทุกจัดเลี้ยงถูกนำมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ทรัมป์ขึ้นเครื่อง จากนั้นประธานาธิบดีถูกนำตัวออกจากแอร์ฟอร์ซวัน โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องสังเกตเห็น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ขึ้นเครื่อง C-32A แยกต่างหากผ่านบันไดภายนอก เพื่อทำให้การเดินทางดูเป็นไปตามปกติ ส่วนผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังคงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม และได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่าง โดยไม่ทราบว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องแล้ว

ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่างตลอดเที่ยวบิน ขณะที่ช่างภาพคนหนึ่งเปิดม่านขึ้นชั่วครู่และถูกสั่งให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบรถบรรทุกจัดเลี้ยงอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเครื่องบิน และรถของสื่อมวลชนอยู่ห่างจากขบวนรถมากเกินกว่าจะสามารถบันทึกภาพทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องได้

ตามหลักการแล้ว “แอร์ฟอร์ซวัน” เป็นสัญญาณเรียกขานของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารอยู่ แต่ในเที่ยวบินดังกล่าว เครื่อง C-32A ที่ทรัมป์โดยสารใช้สัญญาณเรียกขานว่า “Reach 18” ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมีผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่บางส่วนอยู่บนเครื่องยังคงใช้สัญญาณ “AF1” เพื่อรักษาฉากบังหน้า

รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางคนยังคงอยู่บนเครื่องบินลำเดิม รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า แม้เครื่องบิน C-32A ที่เขาเปลี่ยนไปโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เขากลับมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าแอร์ฟอร์ซวัน เพราะหากฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามรู้ว่าเขาอยู่บนเครื่องบินลำใด เครื่องบินลำนั้นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสถูกโจมตีมากกว่า

การเปลี่ยนเครื่องบินเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมที่ตุรกีว่า เขาเป็น “เป้าหมายหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน

หลังออกจากตุรกี ทรัมป์เดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาใช้ Air Force One ลำเดิม และต่อมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์บริจาคให้สหรัฐฯ เพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายจากเครื่อง C-32A กลับไปยังแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมในช่วงใด

การเปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนเครื่องบินลับทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่บนเครื่องบินลำเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องบินดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องลวงเพื่อทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าประธานาธิบดียังคงอยู่บนเครื่อง

โฮเซ ซาโมรา ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว หรือ CPJ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มีหน้าที่ต้องดูแลให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามทำข่าวประธานาธิบดีไม่ต้องเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้รับแจ้งเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกนำไปล้อเลียนบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพและมีมเกี่ยวกับทรัมป์ถูกนำออกจากแอร์ฟอร์ซวันผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การเปลี่ยนเครื่องบินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา BBC / Reuters