มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

12 ส.ค. 2569 11:08 น.

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

กรุงมะนิลาเร่งระดมเจ้าหน้าที่เก็บกวาดขยะจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าท่วมลำน้ำและชายฝั่งเมืองปารานาก จนกลายสภาพเป็นทะเลขยะ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 9 วัน ประชาชนและทางการชี้ปัญหาขยะในแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่ฝนตกหนักทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เร่งปฏิบัติการเก็บกวาดขยะจำนวนมาก หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้ขยะจากอ่าวมะนิลาไหลเข้าสู่ลำน้ำและชายฝั่งในเมืองปารานาก จนพื้นที่ใกล้โบสถ์บาคลารันเต็มไปด้วยขยะ ทั้งถุงพลาสติก ยางรถยนต์ เสื้อผ้า และโฟม โดยปริมาณขยะหนาแน่นจนปกคลุมพื้นผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง

ชาวเขตบาคลารันต้องตกตะลึงกับภาพและกลิ่นของขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกกระแสน้ำพัดมาจากอ่าวมะนิลาและกองสะสมตามแนวชายฝั่งของเมืองปารานาก ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจัดการขยะและผลกระทบต่อระบบระบายน้ำของเมือง

เบอร์นี อามูเราโอ หัวหน้าสำนักงานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเมืองปารานาก ระบุว่า ทางการรู้สึกตกใจกับปริมาณขยะที่ไหลเข้ามา เนื่องจากช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำขึ้นสูงทำให้ขยะในทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานดังกล่าวลงพื้นที่เก็บขยะด้วยมือบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า LRT-1 ในย่านบาคลารัน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันจันทร์ ขณะที่หน่วยงานพัฒนานครมะนิลา หรือ MMDA กำลังดำเนินการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งเปิดทางระบายน้ำ

อามูเราโอประเมินว่า อาจต้องใช้รถบรรทุกประมาณ 10 คันในการขนย้ายขยะทั้งหมดออกจากพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหยุดทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คลอง และทางน้ำ โดยย้ำว่าการมีวินัยในการจัดการขยะเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาน้ำท่วม

ทางการระบุว่า ขยะที่สะสมอยู่ในลำน้ำและท่อระบายน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการอุดตันและน้ำท่วม ขณะที่ แคลร์ คาสโตร รองปลัดสำนักประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม แต่ประชาชนเองก็มีหน้าที่ร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ก่อนหน้านี้ เมืองปารานากระบุว่า ขยะจำนวนมากถูกกระแสน้ำจากอ่าวมะนิลาพัดเข้าสู่คลองบาคลารัน หลังมีการนำเครื่องดักขยะออก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ลำน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีขยะปนเปื้อนอย่างหนัก

รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับหลายหน่วยงาน รวมถึง MMDA ในการเก็บและขนย้ายขยะ ขณะที่ วินซ์ ดิซอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบลำน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนาน 9 วัน โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดหนึ่งเดือน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และสถานการณ์ฝนตกหนักยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการ “เครื่องดักขยะ” ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ สามารถช่วยสกัดขยะมูลฝอยไม่ให้ไหลลงสู่อ่าวมะนิลาได้อย่างน้อย 30 ตัน เครื่องดักขยะดังกล่าวเป็นสิ่งกีดขวางหรือตาข่ายที่ติดตั้งบริเวณแม่น้ำและทางระบายน้ำ เพื่อดักจับขยะลอยน้ำ เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ยังเปิดทางให้น้ำไหลผ่านได้

ภาพขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้งานบางส่วนเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษสำหรับการทิ้งขยะ ปรับปรุงระบบจัดการขยะ และจัดระเบียบชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองและทางน้ำ ขณะที่อีกส่วนมองว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานท้องถิ่นควรมีระบบจัดเก็บขยะ การรีไซเคิล และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดการขยะของกรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง เมื่อขยะจำนวนมากไหลลงสู่ระบบระบายน้ำและลำน้ำ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันและทำให้การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon 

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

12 ส.ค. 2569 09:58 น.

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รี่ “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” จากเกาะบาหลีไปลอมบอก เกิดไฟไหม้กลางทะเล เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 คนเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 130 คน 

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 130 คน เกิดไฟไหม้ขณะแล่นอยู่ในน่านน้ำช่องแคบลอมบอก ของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้โดยสารออกจากเรือ

รายงานข่าวระบุว่า เรือออกจากท่าเรือปาดังไบ บนเกาะบาหลี มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเลมบาร์ ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยนายอิกุสตี ลานัง วิสวานันดา หัวหน้าหน่วยกู้ภัยบาหลี เปิดเผยว่า เรือเกิดเหตุระหว่างการเดินทางไปยังลอมบอก

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ฮาริยาดี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นในช่องแคบลอมบอก  โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 นายเข้าช่วยเหลือและอพยพผู้โดยสารทั้งหมด โดย้ข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้โดยสารระบุว่า บนเรือมีผู้โดยสาร 114 คน และลูกเรือ 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปาดังไบเปิดเผยว่า สามารถอพยพผู้โดยสารออกจากเรือได้แล้ว 33 คน และสื่อท้องถิ่นรายงานว่าผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนเรือและตรวจสอบสถานการณ์ต่อไป

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

12 ส.ค. 2569 09:42 น.

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

งานวิจัยใหม่จากม.เวียนนา ออสเตรียชี้ สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์จากสีหน้าได้ โดยพบว่าสมองของสุนัขตอบสนองต่อใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันความสามารถดังกล่าว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนา แห่งประเทศออสเตรีย ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Machine Learning วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของสุนัขจำนวน 12 ตัว ขณะที่พวกมันดูภาพใบหน้ามนุษย์ที่แสดงอารมณ์หลากหลาย ทั้งความสุข ความโกรธ ความกลัว และความเศร้า

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร iScience ของ Cell Press พบว่า บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการรับรู้ระดับสูงและการประมวลผลความรู้สึกพึงพอใจ ได้แก่ เปลือกสมองกลีบขมับ และ นิวเคลียสหาง ทำงานอย่างชัดเจนเมื่อสุนัขเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่กำลังยิ้มและแสดงความสุข

แต่เมื่อสุนัขเห็นใบหน้าที่แสดงความโกรธ ความกลัว หรือความเศร้า บริเวณสมองทั้งสองส่วนกลับไม่ได้ตอบสนองในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมนักวิจัยวิเคราะห์การทำงานของสมองสุนัขทั้งสมอง พวกเขาพบรูปแบบกิจกรรมทางสมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างใบหน้าที่แสดง ความกลัว ความโกรธ และความเศร้า ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่า สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์เชิงลบแต่ละประเภทจากสีหน้าของมนุษย์ได้

ลอรา กวยา ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสกล่าวว่า สุนัขวิวัฒนาการร่วมกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จนสามารถทำความเข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์และทำงานร่วมกับเราได้ ดังนั้นการเข้าใจความสามารถนี้อาจช่วยเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารและดูแลสุนัขให้เหมาะสมมากขึ้น

ทีมวิจัยเตรียมศึกษาต่อว่า สุนัขนำข้อมูลจากสัญญาณอื่น ๆ มาประกอบการตีความอารมณ์ของมนุษย์อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาษากาย น้ำเสียง และกลิ่น รวมถึงต้องการเปรียบเทียบว่า สมองของมนุษย์และสุนัขประมวลผลสัญญาณทางอารมณ์แบบเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า สุนัขทั้ง 12 ตัวที่เข้าร่วมการทดลองเป็นสัตว์เลี้ยงจากครอบครัวที่ดูแลและให้ความรักเป็นอย่างดี จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสุนัขทุกตัวจะตอบสนองต่อสัญญาณทางอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะสุนัขที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป.

ที่มา : channelnewsasia

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อน "จันหอม" ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

12 ส.ค. 2569 09:19 น.

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อนจันหอมเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกแล้ว หลังพัดขึ้นฝั่งพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นไม้หักโค่นบ้านเรือนหลายพันหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุว่า พายุจันหอมอ่อนกำลังลงอย่างมากหลังขึ้นฝั่งบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิในช่วงดึกวันอังคาร ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในช่วงเช้าวันพุธ และมุ่งหน้าสู่บริเวณอ่าววาคาสะ ทางชายฝั่งตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ

ขณะนั้นพายุมีความเร็วลมคงที่ประมาณ 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังทำให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและฟ้าคะนองตลอดทั้งวัน

ในจังหวัดอิบารากิและจังหวัดโทจิงิที่อยู่ใกล้เคียง มีบ้านเรือนมากกว่า 3,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ตามข้อมูลของ TEPCO Power Grid ขณะที่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน แบ่งเป็นชาย 2 คนในจังหวัดอิวาเตะทางภาคเหนือ และหญิง 3 คนในจังหวัดอิบารากิ

พายุยังทำให้ต้นไม้หลายจุดในกรุงโตเกียวหักโค่น รวมถึงต้นไม้ต้นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งหรูอย่าง โอโมเตซันโด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

แม้พายุจะส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ แต่การเดินรถไฟโดยสารและเที่ยวบินในกรุงโตเกียวยังคงให้บริการตามปกติ และภาพรวมของเมืองยังดำเนินไปเกือบเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม พายุส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางจำนวนมากในช่วงวันหยุดโอบ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ

เมื่อวันอังคาร เที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ราว 60 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่ชายหาดโออาไรในจังหวัดอิบารากิ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ต้องปิดให้บริการเนื่องจากอิทธิพลของพายุ ทำให้ชายหาดแทบไม่มีนักท่องเที่ยว

การขึ้นฝั่งของพายุจันหอมในจังหวัดอิบารากิเมื่อวันอังคาร ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติในปี 1951 ที่มีพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งในจังหวัดดังกล่าว

พายุจันหอมพัดถล่มญี่ปุ่นเพียงไม่กี่วันหลังจากไต้ฝุ่นดอลฟินสร้างความเสียหายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้การคมนาคมหยุดชะงักและประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิง ก่อนพายุจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาคอื่น

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่นดอลฟินยังคร่าชีวิตประชาชน 10 คนในฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดน้ำท่วมในจีน จนประชาชนหลายแสนคนต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง.

ที่มา : AP

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

12 ส.ค. 2569 09:13 น.

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กเผยยึดปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนแล้วกว่า 3,200 กระบอกในปีนี้ ชี้ 7 เดือนแรกมีคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากการยิงต่ำสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เจสสิกา ทิช ผู้บัญชาการตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สามารถนำปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนได้แล้วประมาณ 3,200 กระบอกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี เมืองนิวยอร์กมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อาชญากรรมร้ายแรงโดยรวมลดลงเกือบ 7% ทั่วเมือง ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วง 7 เดือนแรกที่มีความปลอดภัยสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ 

นอกจากนี้ระบุว่า สำหรับในพื้นที่เคหะสาธารณะมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง ผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิง และคดีปล้นทรัพย์ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูลเช่นกัน โดยเชื่อว่า ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์การทำงานของตำรวจที่มุ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปยังพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความจำเป็นมากที่สุด รวมถึงการระบุตัวบุคคลและกลุ่มที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง และนำปืนออกจากการหมุนเวียนก่อนที่จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุ

ขณะเดียวกัน เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ปืนผิดกฎหมายทุกกระบอกที่อยู่บนท้องถนนมีโอกาสทำลายครอบครัว สร้างความเสียหายให้ชุมชน และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปตลอดกาล พร้อมชี้ว่าการนำปืนกว่า 3,000 กระบอกออกจากพื้นที่ช่วยลดโอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรง.

ที่มา AP

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

12 ส.ค. 2569 08:46 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดที่ผลิตเองในประเทศ เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาอาวุธนำเข้า

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เวียดนามเริ่มก่อสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่รัฐบาลระบุว่าเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศเคยผลิตเอง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ

หนังสือพิมพ์กองทัพประชาชนเวียดนาม รายงานว่า เรือรบลำนี้กำลังก่อสร้างที่อู่ต่อเรือซองทู ของกระทรวงกลาโหมในเมืองดานัง และอาวุธรวมถึงอุปกรณ์ทางทหารส่วนใหญ่ของเรือจะได้รับการพัฒนาหรือประกอบภายในประเทศ พร้อมระบุว่า โครงการนี้สะท้อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความเป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง เสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ สามารถรองรับการใช้งานทั้งทางทหารและพลเรือน และมีความทันสมัย

ทั้งนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามดำเนินโครงการปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ โดยจัดซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเรือเร็วติดขีปนาวุธและเรือตรวจการณ์ที่ผลิตภายในประเทศ.

ที่มา Reuters

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

12 ส.ค. 2569 08:15 น.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

แอนดี กรีน นักแข่งรถชาวอังกฤษ สร้างสถิติโลกใหม่ด้วยการขับรถแข่งพลังไฮโดรเจน ด้วยความเร็วกว่า 653 กม./ชม. บนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ รัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับยานยนต์

แอนดี กรีน นักขับชาวอังกฤษ วัย 64 ปี เจ้าของสถิติความเร็วทางบกและผู้ที่เคยเป็นคนแรกที่ขับรถทำลายกำแพงเสียง สร้างสถิติโลกใหม่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยรถแข่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน โดยสามารถทำความเร็วได้ถึง 406.320 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนพื้นผิวทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ

สถิติดังกล่าวเป็นสถิติสูงสุดสำหรับรถแข่งประเภทนี้ ตามข้อมูลของสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA โดยรถคันดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน 2 เครื่อง ให้กำลังรวมกันถึง 1,600 แรงม้า และได้รับการออกแบบโดยบริษัท JCB ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างจากอังกฤษ

รถแข่งความยาวประมาณ 9.75 เมตร หรือ 32 ฟุต พุ่งทะยานไปตามทางตรงบนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งมีระยะทางสำหรับเร่งความเร็วถึง 10 ไมล์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ท่ามกลางทีมวิศวกรและผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าชมการทำสถิติจากระยะไกล

กรีนเปิดเผยว่า พื้นผิวเกลือของบอนเนวิลล์เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เพราะมีความลื่นอย่างมากจนรถเกิดอาการล้อหมุนฟรีแม้ขณะใช้เกียร์สูง ส่งผลให้ทีมวิศวกรต้องลดกำลังเครื่องยนต์ลงเพื่อควบคุมรถ

กรีนระบุว่ามันเป็นพื้นผิวที่ท้าทายอย่างมาก พร้อมชื่นชมศักยภาพของเครื่องยนต์ที่ยังสามารถส่งกำลังจนทำให้ล้อหมุนฟรีได้แม้ในความเร็วสูง

การทำความเร็วครั้งนี้ยังถือเป็นการทำลายสถิติรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมที่อยู่ที่ 185.5 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 298.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างขาดลอย

อย่างไรก็ตาม ความเร็ว 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังห่างไกลจากสถิติความเร็วทางบกสูงสุดที่กรีนเคยทำไว้ในปี 1997 โดยครั้งนั้นเขาขับรถ Thrust SSC ที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต ทำความเร็วได้ถึง 763.035 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1,227.985 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกลายเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำลายกำแพงเสียงได้สำเร็จ

กรีนยังเคยสร้างสถิติความเร็วสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่ทะเลเกลือบอนเนวิลล์ในปี 2006 ด้วยความเร็ว 350.092 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 563.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการกลับมาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายสถิติเดิมด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเขามองว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต

กรีนระบุว่า การทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ JCB ทำให้เกิดรถแข่งพลังไฮโดรเจนรูปแบบใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนจากการเผาไหม้โดยตรงในระดับต่ำมาก เพราะเมื่อไฮโดรเจนถูกเผาไหม้ ผลผลิตหลักที่ออกจากท่อไอเสียคือน้ำ เขาระบุอีกว่านี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีนี้ และแสดงให้เห็นว่าวิศวกรรมสามารถทำอะไรได้บ้าง

JCB ระบุว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งต้องการพลังงานสูง และบริษัทกำลังพัฒนาเครื่องจักรก่อสร้างที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไฮโดรเจนไม่ได้สะอาดโดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตไฮโดรเจนด้วย ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

สำหรับทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซอลต์เลกซิตีไปทางตะวันตกราว 160 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ก้นทะเลสาบโบราณที่มีพื้นผิวเกลือกว้างสุดลูกหูลูกตา และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสถิติความเร็วทางบก เนื่องจากพื้นผิวที่ราบเรียบและสภาพอากาศแห้งของทะเลทราย

การทำสถิติครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็ว แต่ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ รถยนต์พลังไฮโดรเจนและเทคโนโลยีเครื่องยนต์พลังงานสะอาด ที่กำลังถูกจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมหนักทั่วโลก.

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

12 ส.ค. 2569 07:53 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมุ่งหน้าสู่ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นก่อนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธจากพื้นที่เมืองวอนซาน เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 05.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์ โดยขีปนาวุธพุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวน่าจะตกลงในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ EEZ ของญี่ปุ่น

โดยกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม เพื่อรับมือกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือเคยประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร สื่อของทางการเกาหลีเหนือออกมาประณามสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น โดยกล่าวหาว่าเป็นเอกสารที่มีเป้าหมายฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม และใช้การกล่าวอ้างว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านอาวุธของญี่ปุ่น

ตลอดปีนี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธหลายครั้ง ทั้งขีปนาวุธบอลลิสติกพิสัยใกล้ จรวดปืนใหญ่ และอาวุธทางยุทธวิธีประเภทอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีใต้ก็เพิ่งรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงสู่ทะเล.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

12 ส.ค. 2569 07:40 น.

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอีก หลังความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน นักลงทุนรอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นโดยในการซื้อขายช่วงแรกพุ่งขึ้นมากกว่า 2% หลังถ้อยแถลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ก่อนที่ราคาจะลดช่วงบวกลง และกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งตามความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเจรจา 

ขณะเดียวกันสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยิงเรือที่ติดธงปานามาเพื่อสกัดไม่ให้ฝ่าฝืนการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในภูมิภาคและผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน

ทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com กล่าวว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังความหวังว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบเริ่มลดลง ขณะเดียวกันทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงท้ายของการซื้อขาย โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปิดลบ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.3% นอจกากนี้บรรดานักลงทุนยังจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธ โดยข้อมูลนี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ 

ที่มา AFP

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

12 ส.ค. 2569 05:55 น.

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นทางการ เป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง เรียกเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ส่งผลให้เลบานอนกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยุติการลงโทษดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และหลังจากนี้ความผิดในคดีร้ายแรงที่สุดจะถูกเปลี่ยนเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตพร้อมการใช้แรงงานหนักแทน

แม้เลบานอนจะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ศาลยังคงมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตอยู่เรื่อยมา โดยคำตัดสินครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล ระบุว่า จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีนักโทษประหารชีวิตที่รอการลงอาญาในเลบานอนอย่างน้อย 85 คน

โดยทั่วไปแล้ว โทษประหารชีวิตจะนำมาใช้กับคดีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการจารกรรมข้อมูล เป็นต้น

นายอาดิล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเลบานอน เรียกการยกเลิกโทษประหารชีวิตในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ “ครั้งประวัติศาสตร์” พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เงื่อนไขเรื่องโทษประหารชีวิตเคยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขา สามารถขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วได้

นายฟิราส ฮัมดาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมยินดีต่อความเคลื่อนไหวนี้ โดยขอบคุณ “ทุกคนที่มีส่วนร่วมตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งบรรลุผลในวันนี้”

นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) ก็ออกมายกย่องการยกเลิกโทษประหารของเลบานอน โดยนายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเลบานอนในตะวันออกกลาง ให้เจริญรอยตามเลบานอน

เขากล่าวเสริมว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงถึง “ความมุ่งมั่นอันทรงพลังและการยึดมั่นในหลักสิทธิในการมีชีวิต” ในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะสงคราม

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เลบานอนได้ “สร้างแบบอย่างอันทรงพลังให้กับประเทศอื่น ๆ ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นด้วย” ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นอดีตชาติเจ้าอาณานิคม เรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “มีความกล้าหาญและเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna