รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

12 ส.ค. 2569 05:20 น.

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในรัสเซียมานานกว่า 4 ปี ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากมีรายงานว่าเขาป่วยหนักอาการวิกฤต

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า นายโรเบิร์ต กิลแมน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในคุกรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2565 และมีรายงานว่าอาการป่วยหนักอยู่ในขั้นวิกฤต ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

“หลังจากที่ผมได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน รัสเซียได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเขา ซึ่งทำไปด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมอย่างแท้จริง” ข้อความของทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปในปี 2565 นายกิลแมนซึ่งมาจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยการเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจบนรถไฟ เขาเพิ่งถูกย้ายจากคุกไปยังโรงพยาบาลพลเรือนในรัสเซีย หลังจากตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนไม่รับรู้สิ่งแวดล้อม (Catatonic-like state)

ทรัมป์ระบุว่า ชายวัย 32 ปีผู้นี้กำลังเดินทางกลับสหรัฐฯ ด้วยเที่ยวบินพิเศษ โดยมีมารดา ทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลร่วมเดินทางไปด้วย

แถลงการณ์จากครอบครัวระบุว่า กิลแมนมีกำหนดจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลทหารของสหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาตัวต่อไป

ครอบครัวบอกอีกว่า สุขภาพของกิลแมนอยู่ในภาวะ “อันตรายถึงชีวิต” หลังจากต้องเผชิญกับ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและทารุณ”

“พวกคนรัสเซียทำกับน้องชายของฉันอย่างเลวร้ายมาก พวกเขาทำร้ายเขาโดยไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกเสียจากว่าเขาเป็นทั้งคนอเมริกันและเป็นนาวิกโยธิน” เล็กซี ฮัดสัน พี่สาวของกิลแมนระบุในแถลงการณ์ “ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมากที่ช่วยชีวิตน้องชายของฉันไว้”

เธอระบุเสริมด้วยว่า เอ็ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ก็มีส่วนช่วยในการเจรจาปล่อยตัวน้องชายของเธอด้วยเช่นกัน

นายมาร์คีย์ “เมื่อประมาณ 50 วันที่แล้ว โรเบิร์ตได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นป่วยเป็นภาวะ Dissociative stupor ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ตอบสนอง ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ หรือทานอาหารได้

ด้านเอริก เลบสัน จากกลุ่ม Global Reach ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องการปล่อยตัวกิลแมน ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่า ในระหว่างถูกคุมขังที่รัสเซีย กิลแมนถูกกลั่นแกล้งทรมานหลายครั้ง รวมถึงถูกบังคับให้ฝึกร่างกายยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน และถูกบังคับให้ใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาท

เลบสันกล่าวว่า การทารุณกรรมนั้นรุนแรงมากจนถึงขั้นที่กิลแมนต้องใส่สายอาหารทางจมูกในบางช่วง

ทั้งนี้ กิลแมนเคยรับราชการในกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ถึงสิงหาคม 2563

เขาถูกจับกุมในข้อหาเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเมาสุราบนรถไฟมุ่งหน้าสู่กรุงมอสโกเมื่อเดือนมกราคม 2565 และเบื้องต้นถูกตัดสินจำคุก 3 ปีครึ่ง ต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้คุมขัง หลังจากก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ตรวจค้นเรือนจำ ทำให้โทษจำคุกของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 10 ปี

เลบสันเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยังคงมีชาวอเมริกันอีก 5 คนถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย ซึ่งทุกคนต่างประสบปัญหาด้านสุขภาพเช่นกัน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ อันโตนอฟ, เดวิด บาร์นส์, โอลกา เจซเลอร์, อังเดร คาชาตูเรียน และ ชัค ซิมเมอร์แมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

12 ส.ค. 2569 04:16 น.

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับว่า เฮลิคอปเตอร์ของพวกเขายิงขีปนาวุธใส่เรือสินค้าลำหนึ่งในอ่าวโอมาน ที่พยายามจะฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุในแถลงการณ์ว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-60 ขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ (Hellfire) จำนวน 2 ลูก เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือ M/V Vela Nova สัญชาติปานามา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (11 ส.ค. 2569) ขณะที่เรือกำลังพยายามแล่นผ่านอ่าวโอมาน

Centcom ระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก “ลูกเรือพลเรือนปฏิเสธและเมินเฉยต่อคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพอเมริกัน” พร้อมเสริมว่าเรือลำดังกล่าว “ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังอิหร่านอีกต่อไปแล้ว”

ในแถลงการณ์บน X เจ้าหน้าที่ของ Centcom ระบุว่าเรือ M/V Vela Nova พยายามแล่นไปยังท่าเรือแห่งหนึ่งในอิหร่านโดยไม่ได้ระบุชื่อท่าเรือ และเน้นย้ำว่ามาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่”

ทางด้านอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน หลังจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านประสบความล้มเหลว

Centcom เผยด้วยว่า ณ วันที่ 11 ส.ค. กองทัพสหรัฐฯ ทำการเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ที่พยายามฝ่ามาตรการปิดล้อมไปแล้ว 55 ลำ, ยิงทำลายจนไม่สามารถเดินเรือได้ 3 ลำ และส่งกำลังเข้าควบคุมเรือ 2 ลำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

12 ส.ค. 2569 03:00 น.

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

กัปตันของสายการบิน แอร์อินเดีย มีผลตรวจสารเสพติดในร่างกายเป็นบวก โดยพบสารกัญชาในร่างกาย หลังเครื่องบินที่เขาขับเพิ่งเกิดเหตุระดับความสูงตกวูบกะทันหัน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า กัปตันสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ในเที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต-เดลี ซึ่งประสบเหตุเครื่องบินตกวูบลดระดับความสูงลงอย่างกะทันหันราว 300 ฟุตเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ถูกตรวจพบว่ามีสารกัญชาในร่างกาย

แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงการบินพลเรือนของอินเดียได้เรียกตัว นายแคมป์เบลล์ วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของแอร์อินเดีย เข้าพบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินแอร์บัส A320neo ลำดังกล่าวด้วย

แอร์อินเดียและกระทรวงการบินพลเรือนยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข่าวนี้ แต่นายวิลสันบอกกับสำนักข่าวต่างๆ ว่า ทางสายการบินได้สรุปรายงานความคืบหน้าการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวให้ทางกระทรวงรับทราบแล้ว

ทั้งนี้ การเรียกเข้าพบเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทางการอินเดียเริ่มเปิดการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ผู้โดยสาร 13 คน และลูกเรือ 4 คนได้รับบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่า เที่ยวบินดังกล่าวซึ่งเดินทางมาจากเมืองท่องเที่ยวของไทย ประสบเหตุ “ระดับความสูงผันผวนชั่วขณะ” ขณะบินอยู่เหนือรัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย แต่เครื่องบินซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 137 คน และลูกเรือ 8 คนลำนี้ สามารถลงจอดที่เดลีได้อย่างปลอดภัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงการบินพลเรือนเปิดเผยว่า ผลการตรวจคัดกรองสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทขั้นต้นของกัปตัน ให้ผลลัพธ์ที่จำเป็นต้องมีการส่งตรวจยืนยันผลซ้ำในห้องปฏิบัติการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

12 ส.ค. 2569 02:00 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้องคดีติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีอินเดียตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้ว แต่ตั้งข้อสังเกตว่า มีความ “ไม่ปกติ” อย่างยิ่งในกระบวนการถอนฟ้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ย. 2569 ว่า ผู้พิพากษาศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกฟ้องคดีอาญาข้อหาติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของอินเดียแล้ว หลังถูกกล่าวหามาตั้งแต่ปี 2567 ว่ายึดส่วนแบ่งโครงการพลังงานหมุนเวียนผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่อินเดีย และบิดเบือนข้อมูลต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน ซึ่งอาดานิปฏิเสธมาตลอด

ผู้พิพากษาเขต นิโคลัส การอฟิส อนุมัติคำร้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ให้ถอนฟ้องคดีแบบ “With Prejudice” (ห้ามนำคดีเดิมกลับมาฟ้องใหม่อีก)

แม้จะอนุมัติ แต่ผู้พิพากษาการอฟิสได้ วิจารณ์กระบวนการถอนฟ้องอย่างรุนแรง ว่ามีความ “ไม่ปกติอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า อาร์. เทรนต์ แมคคอตเตอร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ได้ทำข้อตกลงร่วมกับทีมทนายของอาดานิ โดยข้ามหัวอัยการและเจ้าหน้าที่สอบสวนที่รับผิดชอบคดีโดยตรง

กระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลในการขอถอนฟ้องว่า พฤติกรรมความผิดส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ ดำเนินคดีได้ยาก และไม่ตรงกับความสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงอีกต่อไป

การถอนฟ้องเกิดขึ้นหลังจากอาดานิว่าจ้างทีมกฎหมายใหม่ นำโดย โรเบิร์ต เจ จิฟฟรา จูเนียร์ ทนายความส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษาตั้งข้อสังเกตถึงคำสัญญาของอาดานีเมื่อพฤศจิกายน 2567 ที่จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ เป็นเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างงาน 15,000 ตำแหน่ง แม้ทนายของอาดานียืนยันว่าการลงทุนไม่ได้ทำเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง และผู้พิพากษาสรุปว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แต่เขาระบุว่าสาธารณชนสามารถวิเคราะห์เองได้ว่าการหารือลักษณะนี้กระทบต่อความยุติธรรมอย่างไร

นายอาดานิแสดงความยินดีต่อคำตัดสินผ่าน X โดยระบุว่าเขายอมรับคำตัดสินด้วยความถ่อมตน และยึดมั่นในความถูกต้อง ความเป็นธรรม และหลักนิติธรรมมาโดยตลอด

ด้านคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเดือนพฤษภาคม อาดานีตกลงจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์ และหลานชาย (สาการ์ อาดานี) จ่าย 12 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของบริษัทจดทะเบียนให้นักลงทุนและสาธารณชนทราบ โดยไม่ต้องรับผิดหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา

ขณะเดียวกัน บริษัท Adani Enterprises ยินยอมจ่ายเงิน 275 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติความรับผิดทางแพ่งกรณีละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

11 ส.ค. 2569 23:28 น.

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

กบฏฮูตีโจมตีเรือสินค้าลำหนึ่งในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ ขณะที่มีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน โดยคาดว่าเป็นฝีมือเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในน่านน้ำสำคัญสองแห่ง โดยมีรายงานการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ ขณะเดียวกันมีรายงานเรือคอนเทนเนอร์บริเวณอ่าวโอมานนอกชายฝั่งปากีสถาน ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

เหตุโจมตีในทะเลแดง เรือสินค้าขนาดเล็กชื่อว่า “ติฮามาห์” (Tihamah) ของอียิปต์ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบ บับเอลมันเดบ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย เป็นชาวปากีสถาน 3 ราย และชาวอินโดนีเซีย 1 ราย และทำให้เรือสูญเสียการควบคุม

นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งเยเมนถูกโดรนโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือลูกเรือด้วย

หากได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นครั้งแรกที่มีลูกเรือสินค้าเสียชีวิตจากการโจมตีของกบฏฮูตีในเยเมน นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แต่จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮูตียังไม่ได้ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ส่วนเหตุโจมตีในอ่าวโอมาน เรือคอนเทนเนอร์ “เบลา โนบา” (Vela Nova) สัญชาติปานามา ถูกยิงด้วยขีปนาวุธห่างจากชายฝั่งปากีสถานประมาณ 71 ไมล์ทะเล

สำนักข่าว วอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ที่ยิงขีปนาวุธ “เฮลล์ไฟร์” (Hellfire) ใส่หางเสือเรือ หลังเรือลำดังกล่าวพยายามหลบเลี่ยงมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

หากได้รับการยืนยัน นี่จะนับเป็นเรือลำที่ 12 ที่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ โจมซีนับตั้งแต่ประกาศมาตรการปิดล้อมในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ บับเอลมันเดบ และทะเลแดงลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และยิ่งซบเซาลงเหลือเฉลี่ยเพียง 32 ลำต่อวันหลังจากกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อม

สภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซวิกฤตหนักยิ่งกว่า โดยเมื่อวันจันทร์มีเรือแล่นผ่านเพียง 6 ลำ ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับก่อนเกิดสงครามที่เคยสูงถึง 130–140 ลำต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

11 ส.ค. 2569 22:46 น.

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียมีคำตัดสินลับหลังจำเลย ให้ประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการซึ่งขณะที่พำนักอยู่ในรัสเซีย ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ศาลซีเรียมีคำตัดสินแบบลับหลังจำเลย ให้ลงโทษประหารชีวิตนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการผู้ถูกโค่นอำนาจในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานนับสิบปี

นี่ถือเป็นคำตัดสินลงโทษครั้งแรกต่อนายอัสซาด นับตั้งแต่เขาและครอบครัวหลบหนีออกจากกรุงดามัสกัสไปพักพิงในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย หลังระบอบการปกครองของตระกูลอัสซาดที่คงอยู่มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ล่มสลายลงเมื่อเดือนธันวาคม 2567

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังตัดสินประหารชีวิตนายอาเตฟ นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของเขา และอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดเดราอา (Deraa) ในข้อหาฆาตกรรม, เจตนาสังหารเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และการทรมานจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเขาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในชุดนักโทษในกรงขัง

ส่วนนายมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชายของอัสซาด และอดีตผู้บังคับบัญชากองพลที่ 4 ของกองทัพซีเรีย กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและความมั่นคงอีกหลายนาย รวมถึง ฟาฮัด อัล-เฟรจ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบลับหลังจำเลยเช่นกัน โดยนายมาเฮอร์หลบหนีไปรัสเซียแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเดราอาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือเมื่อเดือนมีนาคม 2554 หลังจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งถูกจับกุมและทรมานเนื่องจากพ่นสีสเปรย์ต่อต้านรัฐบาล นำไปสู่การประท้วงและการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจากฝั่งรัฐบาล จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พรากชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน

บริเวณหน้าอาคารศาล ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันแสดงความยินดี ถือภาพถ่ายของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากฝีมือของระบอบอัสซาด พร้อมร่วมร้องเพลง บีบแตรรถยนต์ และโบกธงชาติ

ตัวแทนฝ่ายอัยการระบุว่า ประชาชนรอคอยความยุติธรรมนี้มานานถึง 15 ปี และยืนยันว่าซีเรียยุคใหม่จะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป

อนึ่ง ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชั่วคราวซึ่งนำโดย ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา โดยรัฐบาลของเขากำลังเร่งส่งตัวอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องยากในการประสานงานส่งตัวอัสซาดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ กลับมาจากรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

11 ส.ค. 2569 21:43 น.

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ของโคลอมเบียกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 224 ศพ และจำนวนอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในภาคตะวันตกของโคลอมเบีย ดำเนินมาเป็นวันที่ 2 แล้ว โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 224 ศพ แต่คาดว่าจำนวนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อการค้นหาดำเนินต่อไป

แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายเมือง เช่นที่เมืองกาลิ (Cali) ในจังหวัดบาเย เดล เกากา (Valle del Cauca) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ศพ อาคารพังทลายจำนวนมาก รวมทั้งชั้นบนของโรงพยาบาลซึ่งเป็นแผนกกุมารเวชกรรมพังลงมา จนต้องอพยพคนไข้ และต้องรักษาผู้ป่วยราว 600 คนริมถนน

ที่เมืองเปเรรา (Pereira) เมืองเอกของจังหวัดริซารัลดา (Risaralda) มีผู้เสียชีวิต 66 ศพ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่งพังทลาย ขณะที่อาคารสนามบินก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ส่วนที่จังหวัดโชโก (Choco) ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ ขณะที่เมืองมานิซาเลส (Manizales) เมืองเอกของจังหวัดกัลดาส (Caldas) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ หอคอยของอาสนวิหารประวัติศาสตร์ได้รับความเสียหาย

ทีมกู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครต้องขุดค้นเศษซากอาคารตลอดทั้งคืน โดยบางจุดต้องใช้มือเปล่าในการขุดเพื่อเร่งหาผู้รอดชีวิตที่ยังติดอยู่ใต้ซาก

นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา ประธานาธิบดีโคลอมเบีย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคง 1,000 นาย เข้าตรึงกำลังในเมืองกาลิเพื่อควบคุมสถานการณ์หลังมีรายงานการปล้นสะดม พร้อมทั้งมีการประกาศเคอร์ฟิวในเมืองกาลิ และเมืองเปเรราด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

สุดเศร้า เผาแล้ว "ฮลุน โซโล่" มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

11 ส.ค. 2569 16:55 น.

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

บรรยากาศสุดเศร้า มวลชนเนืองแน่นร่วมส่ง “ฮลุน โซโล่” เดินทางไกลครั้งสุดท้าย ส่งกำลังใจให้ครอบครัว ประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ จ.กาฬสินธุ์

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศพิธีฌาปนกิจศพ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” อายุ 27 ปี ยูทูบเบอร์ดังสายแบกเป้เที่ยว

โดยเมื่อเวลา 12.19 น. แฟนคลับต่างหลั่งไหลเข้ามาจุดธูปส่งดวงวิญญาณ “ฮลุน” พร้อมมอบพวงหรีดและเงินทำบุญให้กับครอบครัว โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่ทางครอบครัวมีผู้ที่บวชพระ บวชเณรหน้าไฟ จำนวน 9 รูป มีคณะผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเกาะติดรายงานสดมาตั้งแต่วันแรก ที่รับร่างน้องฮลุนมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน “ดิว ธนภัทร” อินฟลูฯ ดัง ได้โผเข้ากอดกระเป๋าเป้คู่ใจฮลุน บอกว่า เป้ใบนี้น้องแบกเดินทางไป 50 กว่าประเทศ ขอให้น้องไปสำรวจเส้นทางบนสรวงสวรรค์ต่อไป

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรี่ ก็เร่ขายรางวัล บอกกับแฟนคลับที่มาร่วมงานน้องฮลุนว่า ให้สังเกตเลขทะเบียนรถขนโลงศพ และเลขทะเบียนรถที่พระเณรนั่งไปบวชหน้าไฟดีๆ เผื่อน้องฮลุนจะตอบแทนแฟนคลับที่มาทำให้ด้วยการให้โชคใหญ่

จากนั้นได้มีการเคลื่อน “ฮลุน โซโล่” เพื่อไปสู่เมรุฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ประกอบพิธีและขั้นตอนทางศาสนา

จนเมื่อเวลา 17.05 น. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้น โดยทางครอบครัว และบรรดาแฟนคลับหลายคน ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมอวยพรให้ฮลุนเดินทางไปสู่โลกใหม่ในภพภูมิที่ดี

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

11 ส.ค. 2569 16:51 น.

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนเผย รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายระลอกทั่วประเทศในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน พร้อมกล่าวหาว่ารัสเซียใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือกำลังขยายตัวในระดับโลกที่ไม่เพียงส่งผลต่อยูเครน แต่ยังกระทบเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า เมืองซาโปริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 19 คน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงทั้งขีปนาวุธวิถีโค้งจากเกาหลีเหนือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Zircon และระเบิดนำวิถี พุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนโดยเฉพาะ ขณะที่ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากโดรนและขีปนาวุธ

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานโดยยูเครน และรัสเซียไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในกรุงเคียฟ สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นหลังเที่ยงคืน ก่อนประชาชนจะได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และมีการเตือนภัยอีกครั้งในช่วงประมาณตี 3 นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า กรุงเคียฟตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง และทีมแพทย์ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

มีรายงานไฟไหม้โกดังบริเวณชานเมือง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งถูกโจมตีเช่นกัน แต่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปหลบภัยได้ทัน กระทรวงสาธารณสุขยูเครนเผยภาพหน้าต่างแตกและเศษซากกระจายอยู่ภายในพื้นที่โรงพยาบาล พร้อมยืนยันว่าไม่มีเด็กหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 120 ลำ รวมถึงขีปนาวุธหลายชนิดเข้ามาโจมตีในช่วงข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กองทัพอากาศยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนขีปนาวุธที่ถูกยิงหรือสกัดไว้ได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศได้เรียกร้องให้สื่อหลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนอาวุธสำหรับรับมือขีปนาวุธวิถีโค้ง

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธความแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน โดยมุ่งเป้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร รวมถึงศูนย์ขนส่งและโลจิสติกส์ในกรุงเคียฟและเมืองซาโปริซเซีย แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่ามีการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ

เซเลนสกีเตือนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยกล่าวว่า รัสเซียได้รับขีปนาวุธวิถีโค้งเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ และอ้างว่าอาจมีการส่งทหารเกาหลีเหนือระหว่าง 30,000-50,000 นายไปยังรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้เปิดเผยหลักฐานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลาของการส่งกำลังพล

เซเลนสกีกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียไม่สามารถทำสงครามได้โดยปราศจากกำลังสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า ยิ่งมีการใช้ขีปนาวุธและกำลังพลเกาหลีเหนือในยูเครนมากเท่าใด เกาหลีเหนือก็จะยิ่งได้เรียนรู้และปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารจากประสบการณ์ในสนามรบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นทั่วโลก

เขายังเตือนว่าความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยต่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านของเกาหลีเหนือ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกช่วยสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน

รัสเซียและเกาหลีเหนือลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในปี 2024 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย ขณะที่ชาติตะวันตก ยูเครน และเกาหลีใต้กล่าวหามาเป็นเวลานานว่าเกาหลีเหนือส่งอาวุธและกระสุนให้รัสเซีย

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความเร็วสูงและสกัดกั้นได้ยาก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง เช่น แพทริออตของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในระบบที่สามารถรับมือกับอาวุธประเภทนี้ได้

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็เพิ่มการโจมตีด้วยโดรนพิสัยไกลต่อเป้าหมายในรัสเซีย โดยมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและคลังสินค้าของบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการตอบโต้และมีเป้าหมายลดความสามารถด้านโลจิสติกส์และรายได้ของรัสเซีย

เซเลนสกียังกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของยูเครนต่อโรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งในไซบีเรียตะวันตก โดยเรียกว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครน และประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียต่อไป เพื่อกดดันให้รัสเซียตระหนักถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม

องค์การสหประชาชาติระบุว่า การยกระดับการโจมตีระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนในยูเครนเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนแรก ๆ ของสงครามในปี 2022.

ที่มา FRANCE 24 / BBC

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

11 ส.ค. 2569 16:07 น.

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ภาคตะวันตกของโคลอมเบียเดินหน้าสู่วันที่สอง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 480 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานตลอดทั้งคืน ทั้งใช้เครื่องจักรหนักและลงมือขุดค้นด้วยมือเปล่า เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารและบ้านเรือนที่พังถล่ม ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกจำนวนมาก

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.34 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางใกล้เมืองซานโฮเซ เดล ปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ทางตะวันตกของประเทศ ที่ความลึกประมาณ 103 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในเวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และปานามา

เมืองเปเรย์รา ในเขตรีซารัลดา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญของโคลอมเบีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางการรายงานผู้เสียชีวิต 66 ราย ขณะที่อาคารหลายหลังพังถล่มจนเหลือเพียงกองคอนกรีตและเหล็กบิดงอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาคาร 65 แห่งพังถล่มในเขตมหานครเปเรย์รา และเชื่อว่ายังมีผู้ติดอยู่ในอาคาร 15 แห่ง

ส่วนเมืองกาลี ซึ่งมีประชากรราว 2.2 ล้านคน ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ราย และอาคารหลายสิบแห่งพังถล่มหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถล่ม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยชั้นบนหลายชั้น รวมถึงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก พังถล่มลงมา ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนติดอยู่ภายใน และต้องย้ายผู้ป่วยประมาณ 600 คนออกมารับการดูแลบนถนน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 13 รายในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และมีผู้เสียชีวิตในเมืองมานิซาเลส กิบโด และเมเดยิน รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดโชโกและวัลเล เดล เกากา

ในเมืองมานิซาเลส แผ่นดินไหวทำให้ส่วนหนึ่งของหอคอยมหาวิหารเก่าแก่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนรายงานว่าอาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและมีเศษอิฐตกลงมาจากอาคารโดยรอบ

สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคได้รับความเสียหาย รวมถึงสนามบินในเปเรย์รา มานิซาเลส กิบโด อาร์เมเนีย การ์ตาโก และบวยนาเบนตูรา ขณะที่กรุงโบโกตา ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวหลายร้อยกิโลเมตร ก็สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ โดยมีรายงานต้นไม้และสัญญาณไฟจราจรสั่นอย่างรุนแรง รวมถึงรอยร้าวในอาคารบางแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวง

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศให้เหตุการณ์เป็นภัยพิบัติระดับชาติ พร้อมมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลสามารถระดมทรัพยากรและปรับโยกงบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยืนยันว่ามีบ้านเรือนเสียหายแล้วมากกว่า 1,500 หลัง

ขณะเดียวกัน ทางการได้ประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ของเปเรย์ราและกาลี หลังมีรายงานการปล้นสะดม ขณะที่ประธานาธิบดีระบุว่า จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 1,000 นายไปยังกาลี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ปลูกกาแฟของโคลอมเบียและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,000 ราย รวมถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,300 ราย

นานาชาติได้เสนอความช่วยเหลือแก่โคลอมเบีย โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือ ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังนำข้อมูลจากดาวเทียมโคเปอร์นิคัสมาใช้สนับสนุนภารกิจกู้ภัย ด้านประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ส่งสารแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนโคลอมเบีย พร้อมเสนอส่งบุคลากรและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ประเมินว่า มีประชาชนราว 1.5 ล้านคนรับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับใกล้เคียง 7 และระบุว่า แม้แผ่นดินไหวที่เกิดในระดับความลึกมากมักมีอันตรายน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดใกล้พื้นผิว แต่สามารถปลดปล่อยพลังงานที่สร้างความเสียหายต่ออาคารได้อย่างมาก และอาจทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงตามมาได้

ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังคงแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้เพิ่มเติม ก่อนที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน.

ที่มา  Reuters / BBC