นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก "เมลอน" พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

11 ส.ค. 2569 15:39 น.

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังคลิปรายการพอดแคสต์เผยภาพเจ้าตัวเล่นมุกตลกเชิงเหยียดเพศและใช้ท่าทางไม่เหมาะสมเกี่ยวกับ “เมลอนญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นของขวัญจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ด้านอดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นและฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ขอโทษอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย เผชิญแรงกดดันทางการเมือง หลังคลิปการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ “บุช ดีพ” กลับมาเป็นประเด็น โดยฝ่ายค้านเรียกร้องให้เขาขอโทษนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น จากคำพูดติดตลกเกี่ยวกับเมลอนญี่ปุ่น 2 ลูกที่ผู้นำญี่ปุ่นมอบให้ระหว่างเยือนออสเตรเลียเมื่อเดือนพฤษภาคม

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการสนทนากับนิกกี ออสบอร์น พิธีกรรายการ ซึ่งอัลบาเนซีเล่าว่าได้รับ “ของขวัญที่ค่อนข้างแปลก” เป็นเมลอนญี่ปุ่นจากทาคาอิจิ ก่อนจะยกมือขึ้นบริเวณหน้าอกและพูดในลักษณะเล่นคำเกี่ยวกับ “เมลอนสองลูก” จากนั้นออสบอร์นกล่าวเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของทาคาอิจิกับพาเมลา แอนเดอร์สัน นักแสดงและนางแบบชาวอเมริกัน

แม้บทสนทนาดังกล่าวออกอากาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและไม่ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในขณะนั้น แต่กลับถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังชินโงะ ยามางามิ อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำออสเตรเลีย ออกมาเรียกคำพูดดังกล่าวว่าเป็น “มุกเหยียดเพศ” และระบุว่าเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

ยามางามิเขียนบทความแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งสุดท้ายที่ทาคาอิจิคาดหวังคือการถูกผู้นำของประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของญี่ปุ่นนำของขวัญมาล้อเลียนอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมระบุว่าเมลอนพันธุ์คุณภาพสูง หรือ “Crown Melon” ถือเป็นผลไม้ชั้นเลิศและเป็นของมีค่าที่ชาวญี่ปุ่นมอบให้ในโอกาสพิเศษ โดยเมลอนหนึ่งลูกอาจมีราคามากกว่า 30,000 เยน หรือราว 6,200 บาท

ยามางามิเรียกร้องให้อัลบาเนซีรับประทานเมลอนเหล่านั้นโดยไม่เชื่อมโยงกับรูปลักษณ์ทางกายภาพของผู้หญิง และหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ออสเตรเลียและญี่ปุ่นจำเป็นต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามในรัฐสภาเมื่อวันอังคารว่า จะขอโทษต่อคำพูดที่ถูกมองว่าไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติผู้หญิงหรือไม่ อัลบาเนซีตอบว่า เขา “ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อยู่ในคำถาม” และยืนยันว่าทาคาอิจิเป็นทั้งมิตรของออสเตรเลียและเป็นเพื่อนของเขา

อัลบาเนซียังกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่นไม่เคยใกล้ชิดกันมากเท่านี้มาก่อน และรัฐบาลของเขาได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศขึ้นสู่ระดับใหม่

แองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำฝ่ายค้านออสเตรเลีย วิจารณ์คำพูดดังกล่าวว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ และเรียกร้องให้อัลบาเนซีออกมาขอโทษทาคาอิจิโดยตรง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลแรงงานออกมาปกป้องนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าคำพูดของอัลบาเนซีไม่ได้มีเจตนาให้ตีความในลักษณะที่ฝ่ายค้านและสื่อบางส่วนกำลังนำเสนอ

เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ได้มีเจตนาให้คำพูดดังกล่าวถูกตีความในลักษณะที่ฝ่ายค้านกล่าวหา ขณะที่เคที กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีคลัง ระบุว่า คำพูดดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการดูหมิ่น และทันยา พลิเบอร์เซก รัฐมนตรีบริการสังคม กล่าวว่า การตีความในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง”

ประเด็นนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังอัลบาเนซีเพิ่งเผชิญเสียงวิจารณ์จากการให้สัมภาษณ์รายการเดียวกันเกี่ยวกับไคลี มิโนก นักร้องชื่อดังชาวออสเตรเลีย โดยเมื่อพิธีกรถามว่าเขาจะ “มีเพศสัมพันธ์ แต่งงาน หรือออกเดต” กับมิโนก, นิโคล คิดแมน หรือนักแสดงหญิงรอนดา เบิร์ชมัวร์ อัลบาเนซีตอบในลักษณะติดตลกว่าเลือกมิโนก และกล่าวในทำนองว่ารับได้ทุกตัวเลือก โดยหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ อัลบาเนซีได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อคำพูดดังกล่าว

ขณะที่กรณีเมลอนจากทาคาอิจิ อัลบาเนซียังคงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น และปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษ ท่ามกลางความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวอาจกระทบภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างใกล้ชิด.

ที่มา BBC / AFP 

จรวดจีน “ลองมาร์ช 7A” ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

จรวดจีน "ลองมาร์ช 7A" ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

11 ส.ค. 2569 14:50 น.

จรวดจีน “ลองมาร์ช 7A” ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

จีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นสู่อวกาศ หลังจรวด “ลองมาร์ช 7A” เกิดความผิดปกติระหว่างการบินไม่นานหลังทะยานขึ้นจากฐานปล่อยในมณฑลไห่หนาน ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นลูกไฟและเศษซากร่วงลงสู่พื้น เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และทางการจีนอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุ

จีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นสู่วงโคจร หลังจรวดขนส่ง “ลองมาร์ช 7A” ซึ่งบรรทุกดาวเทียมจงซิง-4บี (Zhongxing-4B) หรือไชน่าแซต-4บี ChinaSat-4B เกิดความผิดปกติระหว่างการบิน หลังทะยานขึ้นจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง ในมณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของจีน เมื่อเวลา 20.02 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ภารกิจไม่ประสบความสำเร็จ และขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์และสอบสวนหาสาเหตุของความผิดปกติ

ขณะที่สื่อในสิงคโปร์และคลิปที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นวัตถุคล้ายจรวดเกิดระเบิดและลุกเป็นไฟบนท้องฟ้า โดยคลิปหนึ่งซึ่งเผยแพร่หลังการปล่อยจรวดประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แสดงภาพจรวดเกิดไฟลุกท่วมราว 85 วินาทีหลังทะยานขึ้น ก่อนกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาและมีเศษวัสดุตกลงสู่พื้น

นักวิเคราะห์ด้านอวกาศระบุว่า จากภาพการปล่อยจรวดที่เผยแพร่ จรวดถูกทำลายทั้งหมดที่ระดับความสูงและความเร็วค่อนข้างต่ำ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าทั้งดาวเทียมและชิ้นส่วนของจรวดไม่ได้เข้าสู่วงโคจร

ลองมาร์ช 7A เป็นจรวดขนาดกลางที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรระดับสูง โดยความล้มเหลวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เที่ยวบินแรกในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งครั้งนั้นก็ประสบปัญหาขัดข้องระหว่างการบินเช่นกัน ก่อนกลับมาปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จในปีถัดมา และทำภารกิจสำเร็จมากกว่าสิบครั้งติดต่อกันก่อนเกิดเหตุครั้งล่าสุด

ดาวเทียม ChinaSat-4B เป็นดาวเทียมในตระกูลเดียวกับ ChinaSat-4A ที่ส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2024 โดยดาวเทียมประเภทนี้สามารถใช้ส่งสัญญาณเสียง ข้อมูล วิทยุ และโทรทัศน์ ครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลการสอบสวนจะเป็นตัวชี้ว่าปัญหาครั้งนี้จำกัดอยู่เฉพาะจรวดลองมาร์ช 7A หรือจำเป็นต้องตรวจสอบชิ้นส่วน กระบวนการผลิต และการปฏิบัติงานที่ฐานปล่อยในวงกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าเหตุการณ์จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภารกิจอวกาศอื่นของจีน

ด้านอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “จรวดเป็นสิ่งที่ยากอย่างเหลือเชื่อ” พร้อมหวังว่าจีนจะสามารถฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว

จีนยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าส่งนักบินอวกาศไปลงจอดบนดวงจันทร์ก่อนปี 2030 และกำลังเตรียมภารกิจ ฉางเอ๋อ-7 เพื่อสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งมีกำหนดปล่อยภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยภารกิจดังกล่าวจะใช้จรวดลองมาร์ช 5 ซึ่งเป็นคนละรุ่นกับลองมาร์ช 7A จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเหตุขัดข้องครั้งนี้จะกระทบกำหนดการของฉางเอ๋อ-7.

ที่มา Reuters / AFP

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

11 ส.ค. 2569 13:03 น.

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเปลี่ยนจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ลำเก่า โดยต้องซ่อนตัวในรถขนส่งอาหารของสนามบิน เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน C-32A ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มีขนาดเล็กกว่า เพื่อเดินทางออกจากตุรกีหลังเสร็จสิ้นประชุมสุดยอดนาโตเมื่อเดือนที่แล้ว โดยไม่ให้สื่อและเจ้าหน้าที่บางส่วนทราบ หลังหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน 

หนังสือพิมพ์เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางออกจากกรุงอังการาของตุรกีอย่างลับ ๆ ด้วยเครื่องบินทหารขนาดเล็กกว่า หลังหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่านที่อาจมุ่งสังหารประธานาธิบดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม หลังทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ที่กรุงอังการา โดยก่อนออกจากตุรกี ทรัมป์ขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน รุ่นเก่าแบบโบอิ้ง 747 ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า หลังขึ้นเครื่องบินได้ไม่นาน ทรัมป์ถูกพาออกจากเครื่องบินผ่านรถขนส่งอาหารของสนามบิน โดยรถดังกล่าวถูกยกขึ้นด้วยระบบไฮดรอลิกไปยังประตูอีกด้านหนึ่งของเครื่องบิน ก่อนนำทรัมป์และผู้ติดตามกลุ่มเล็กไปยังเครื่องบิน C-32A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และเดินทางต่อไปยังฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ในอังกฤษ

ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางส่วนเข้าใจว่าทรัมป์ยังคงเดินทางอยู่บนแอร์ฟอร์ซวันลำเก่า ขณะที่ผู้สื่อข่าวซึ่งเดินทางบนเครื่องบินลำดังกล่าวได้รับคำแนะนำให้ปิดม่านหน้าต่างก่อนเครื่องขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่โดยทั่วไปใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง

รายงานของวอชิงตัน โพสต์ อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ทราบรายละเอียดปฏิบัติการและแหล่งข่าวอีกคนหนึ่ง แต่สำนักข่าวเอพี ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบรายงานดังกล่าวได้อย่างเป็นอิสระ

ก่อนหน้านั้นมีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อิหร่านหรือกลุ่มตัวแทนของอิหร่านอาจโจมตีทรัมป์หรือเครื่องบินของประธานาธิบดี ทำให้ฝ่ายความมั่นคงตัดสินใจไม่ให้ทรัมป์เดินทางกลับด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ และเพิ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้เป็นเครื่องบินประธานาธิบดี

ทรัมป์เดินทางไปตุรกีด้วยเครื่องบินลำใหม่ดังกล่าว แต่ก่อนออกจากอังการา เขาระบุว่าจะเดินทางช่วงหนึ่งด้วยแอร์ฟอร์ซวันรุ่นเก่า โดยอ้างว่าจะเปิดโอกาสให้ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในอังกฤษได้ชมเครื่องบินลำใหม่

หลังเครื่องบินทั้งสองลำเดินทางถึงอังกฤษ ภาพที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยังแสดงให้เห็นทรัมป์ลงจากเครื่องบินลำใหญ่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเขากลับขึ้นเครื่องบินลำดังกล่าวเมื่อใดและอย่างไร โดยวอชิงตัน โพสต์ระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายกลับขึ้นเครื่องบินลำใหญ่ด้วยวิธีใด

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครื่องบินที่กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ โดยสื่อชั้นนำอย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และ ซีบีเอส นิวส์ ชี้ว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบภัยคุกคามจากการปองร้ายของอิหร่าน ประกอบกับเครื่องบินลำใหม่จากกาตาร์ยังไม่มีการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่สมบูรณ์เท่าเครื่องบินลำเดิม

สตีเวน จาง โฆษกฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ยืนยันว่า เครื่องบินลำใหม่เป็นอากาศยานที่มีเทคโนโลยีทันสมัย และได้รับการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงเพื่อปกป้องประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่อทรัมป์

ด้านหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ส่วนกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งรับผิดชอบเครื่องบินสำหรับการเดินทางของประธานาธิบดี ได้ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่ในภาวะตึงเครียด โดยขณะทรัมป์อยู่ในตุรกี กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายครั้ง เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในภูมิภาค

อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยหน่วยอารักขาประธานาธิบดีรายหนึ่งระบุว่า การเปลี่ยนเครื่องบินอย่างผิดปกติเช่นนี้อาจสะท้อนว่าหน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลภัยคุกคามที่มีมูล หรืออาจเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค

ด้านวุฒิสมาชิกริชาร์ด บลูเมนธัล จากพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้สภาคองเกรสสอบสวนเหตุการณ์ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นและน่าตกใจอย่างยิ่ง

หลังเสร็จภารกิจที่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ ทรัมป์จึงขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่กาตาร์มอบให้ และเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตัน ขณะที่เมื่อผู้สื่อข่าวถามบนเครื่องบินว่า อิหร่านมีภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือต่อแอร์ฟอร์ซวันหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาตกเป็นเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา และกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เดินทางร่วมคณะว่า “ถ้าผมไป พวกคุณก็ไปด้วย”.

ที่มา Associated Press / The Washington Post

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

11 ส.ค. 2569 12:04 น.

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ออสเตรเลียเตรียมเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดนก H5N1 ในอีกไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ เน้นนกพื้นเมืองและนกในกรงเลี้ยงที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบผู้ติดเชื้อในนกแล้วกว่า 230 ตัวทั่วประเทศ

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเริ่มโครงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ให้แก่นกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังออสเตรเลียพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน

โดยรัฐบาลจัดสรรวัคซีนมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 46 ล้านบาท จำนวนประมาณ 1,500 ขวด ให้รัฐและดินแดนต่างๆ เป็นผู้บริหารจัดการการฉีดวัคซีน โดยจะเน้นกลุ่มนกพื้นเมืองและนกในกรงเลี้ยงที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูงเป็นลำดับแรก

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา ออสเตรเลียพบการตายหมู่ของนกจากไข้หวัดนกเป็นครั้งแรก หลังนกนางนวลทะเลหงอนใหญ่ (Greater crested tern) ราว 50 ตัวตายจากโรคบนเกาะแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย พร้อมเตือนว่า ชาวออสเตรเลียควรเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนซากนกและการตายหมู่ของนกจากเชื้อไข้หวัดนก H5 ที่อาจเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลระบุว่า ความเสี่ยงต่อมนุษย์ยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่พบหลักฐานว่าโรคได้แพร่เข้าสู่ภาคปศุสัตว์หรืออุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ.

 ที่มา BBC

“Trump Media” บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

"Trump Media" บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

11 ส.ค. 2569 11:54 น.

“Trump Media” บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (TMTG) บริษัทแม่ของ “ทรูธ โซเชียล” รายงานผลขาดทุนไตรมาส 2 สูงถึง 238 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,865 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกิน 10 เท่า เหตุผลกระทบจากมูลค่าคริปโทเคอร์เรนซีที่ดิ่งลง พร้อมประกาศยกเลิกแผนขยายธุรกิจคริปโทและพนันออนไลน์ เพื่อกลับมาเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก รวมถึงบริการส่งข้อมูลซื้อขายหุ้นเชิงพาณิชย์

ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (TMTG) บริษัทสื่อและเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยขาดทุนสุทธิ 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,865 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขาดทุนประมาณ 22 ล้านดอลลาร์

บริษัทระบุว่า มีรายได้ในไตรมาสดังกล่าว 1.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 89% จากปีก่อน แต่ผลประกอบการโดยรวมถูกกดดันอย่างหนักจากการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่บริษัทถือครอง โดยเฉพาะบิตคอยน์และโทเคนดิจิทัล Cronos

หากไม่นับรวมผลขาดทุนทางบัญชีจากการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงภาษี ดอกเบี้ย และรายการอื่น ๆ บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 164 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 44 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน

ผลประกอบการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ มีเดีย ขยายธุรกิจออกนอกเหนือจากสื่อ ทั้งการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี การลงทุนด้านพลังงานสะอาด รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่เควิน แม็กเกิร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ระบุว่า บริษัทจะปรับทิศทางครั้งใหญ่และกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจโซเชียลมีเดียมากขึ้น

แม็กเกิร์นกล่าวว่า บริษัทตัดสินใจอย่างมีวินัยที่จะปรับทิศทาง เพื่อทุ่มเวลาและทรัพยากรให้กับโครงการที่มีความสำคัญที่สุด พร้อมระบุว่าจะยุติหรือเปลี่ยนแปลงแนวทางของธุรกิจที่ไม่ตอบโจทย์ตามความเหมาะสม

หนึ่งในธุรกิจหลักที่บริษัทกำลังผลักดันคือ Truth API ซึ่งเปิดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์เข้าถึงโพสต์สำคัญบนทรัมป์ มีเดีย ได้ก่อนผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะโพสต์จากบัญชีที่มีอิทธิพลต่อตลาด รวมถึงบัญชีของทรัมป์ ซึ่งมักใช้ทรูธ โซเชียล ประกาศนโยบายหรือท่าทีสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ และข้อความเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาหุ้นและสินทรัพย์ในตลาด

บริษัทเปิดเผยว่า Truth API คิดค่าบริการประมาณ 60,000-100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และมีลูกค้าลงทะเบียนแล้วมากกว่า 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทซื้อขายความถี่สูง ซึ่งสามารถส่งคำสั่งซื้อขายภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

แม็กเกิร์นประเมินว่า บริการดังกล่าวมีศักยภาพสร้างรายได้ปีละประมาณ 7-12 ล้านดอลลาร์ หากมีลูกค้า 10 ราย ซึ่งอาจคิดเป็นรายได้ราว 2-3 เท่าของรายได้รวมทั้งบริษัทในปีที่ผ่านมา และตลาดที่บริษัทมองไว้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ยังรวมถึงบริษัทศูนย์ข้อมูล สำนักข่าว และผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม Truth API ก่อให้เกิดข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากครอบครัวของทรัมป์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ขณะที่ข้อความของทรัมป์บนทรูธ โซเชียล อาจมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด จึงเกิดคำถามว่าการที่บริษัทเรียกเก็บเงินจากนักลงทุนเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้เร็วกว่าคนทั่วไปนั้นเหมาะสมหรือไม่

กลุ่มเฝ้าระวังด้านธรรมาภิบาลรัฐบาลสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ มีเดีย มาตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง โดยมองว่าบริษัทอาจเป็นช่องทางให้ทรัมป์ได้รับประโยชน์ทางการเงินจากตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่พรรคเดโมแครตประกาศว่าจะตรวจสอบบริการดังกล่าว หากสามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หลังการเลือกตั้งกลางสมัย

ด้านแม็กเกิร์นปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยระบุว่าการให้บริการข้อมูลสาธารณะแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ API เชิงพาณิชย์เป็นแนวทางที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ข้อมูลทางการเงิน และสื่อ

ส่วนธุรกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้จะยังเดินหน้าต่อ โดยทรัมป์ มีเดีย คาดว่าจะสามารถปิดดีลควบรวมกิจการกับ TAE Technologies บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยผู้บริหารมองว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าระยะยาวของบริษัท

ณ สิ้นไตรมาส 2 ทรัมป์ มีเดียมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นสินทรัพย์ทางการเงินประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ และถือครองบิตคอยน์กับสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน บริษัทมีหนี้จากตราสารแปลงสภาพประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีกำหนดชำระในปี 2028 แต่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทชำระคืนก่อนกำหนดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน แม้บริษัทจะยังมีเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในระดับสูงก็ตาม

หลังประกาศผลประกอบการ หุ้นทรัมป์ มีเดียปรับตัวลดลงประมาณ 8% ในการซื้อขายปกติ ก่อนขยับลงเล็กน้อยในการซื้อขายนอกเวลาทำการ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของกลยุทธ์การขยายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / BBC

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

11 ส.ค. 2569 11:20 น.

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

โอมานเร่งควบคุมเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันที่เกยตื้นนอกชายฝั่งทางตอนใต้ หลังพบคราบน้ำมันแผ่ปกคลุมพื้นที่ราว 390 ตารางกิโลเมตร ใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยาต ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่มีระบบนิเวศสำคัญและสัตว์ทะเลหายาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากน้ำมันเข้าถึงชายฝั่ง อาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

รัฐบาลโอมานเปิดเผยว่า กำลังเร่งดำเนินการควบคุมคราบน้ำมันดิบที่รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมัน “แคโรไลน์ เบเซนจี” (Caroline Bezengi) ซึ่งเกยตื้นบริเวณใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยาต ทางตอนใต้ของประเทศ โดยการประเมินล่าสุดพบคราบน้ำมันครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 390 ตารางกิโลเมตร 

เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้มีความยาว 274 เมตร และบรรทุกน้ำมันดิบจากรัสเซียเกือบ 1 ล้านบาร์เรล เพื่อส่งไปยังเอเชีย โดยเรือรายงานปัญหาขณะอยู่ใกล้ชายฝั่งเยเมนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ก่อนแหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า การประเมินเบื้องต้นพบอาจเกิดเหตุระเบิดบนเรือ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักงานสิ่งแวดล้อมโอมานระบุว่า คราบน้ำมันแผ่ขยายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่เกาะ และอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 7 กิโลเมตร ขณะนี้ยังไม่พบความเสี่ยงต่อโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลหรือสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งป้องกันไม่ให้น้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง

หมู่เกาะฮัลลานิยาตเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติที่รัฐบาลโอมานประกาศจัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด รวมถึงวาฬหลังค่อมในทะเลอาหรับ นกกาน้ำโซโคตรา แนวปะการัง และพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล

เจ้าหน้าที่โอมานระบุว่า ได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนตรวจสอบทางอากาศและส่งนักประดาน้ำลงพื้นที่ พร้อมอยู่ระหว่างจัดทำแผนถ่ายน้ำมันออกจากเรือ เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์และป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ขณะที่ Ambrey บริษัทด้านความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ จะเข้าร่วมภารกิจกู้เรือและจัดการคราบน้ำมัน โดยระบุว่าสถานการณ์มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อม “กรีนพีซ” ประเมินจากภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ว่า คราบน้ำมันอาจมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า คราบน้ำมันยังคงขยายตัวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสามารถควบคุมคราบน้ำมันให้อยู่ห่างจากชายฝั่งได้ ผลกระทบจะน้อยกว่าการที่น้ำมันเข้าสู่บริเวณน้ำตื้นและชายฝั่ง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อปะการัง นก ปลา และระบบนิเวศทางทะเลเป็นเวลาหลายปี

เรือแคโรไลน์ เบเซนจี สร้างขึ้นในปี 2001 และถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซีย ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเก่าที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก โดยเรือลำนี้อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป ยูเครน อังกฤษ แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์

ข้อมูลระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันจากท่าเรือโนโวรอสซีสค์ของรัสเซียในทะเลดำเมื่อเดือนเมษายน และเดินทางผ่านคลองสุเอซในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนเกิดเหตุใกล้ชายฝั่งเยเมนในเดือนมิถุนายน ขณะที่สาเหตุที่แน่ชัดของน้ำมันรั่วไหลยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา AFP / Reuters

โตแล้ว! “หนูน้อย Baby Shark” เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

โตแล้ว! "หนูน้อย Baby Shark" เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

11 ส.ค. 2569 11:20 น.

โตแล้ว! “หนูน้อย Baby Shark” เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

เด็กชายจากเพลง Baby Shark ที่เคยเต้นจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ เตรียมก้าวเข้าสู่วงการ K-pop อย่างเป็นทางการ พร้อมใช้ชื่อในวงการว่า Baby Shark Boy

ยังจำกันได้ไหม? เด็กชายปาร์ค กอน-รยอง จากเพลง Baby Shark ที่เคยเต้นจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ โดยเตรียมก้าวเข้าสู่วงการ K-pop อย่างเป็นทางการ พร้อมใช้ชื่อในวงการว่า Baby Shark Boy

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ปาร์ค กอน-รยอง เป็นหนึ่งในนักแสดงเด็กจากมิวสิกวิดีโอ Baby Shark Dance ของ Pinkfong บริษัทด้านการศึกษาและคอนเทนต์จากเกาหลีใต้

ในตอนนั้น ปาร์คปรากฏตัวในชุดนอนลายฟันฉลาม พร้อมเต้นและลิปซิงก์ไปกับเพลง Baby Shark ที่ติดหูคนทั่วโลก จนกลายเป็นหนึ่งในไวรัลที่โด่งดังที่สุดบนโลกออนไลน์

Baby Shark Boy เตรียมเดบิวต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ด้วยซิงเกิลใหม่ชื่อ Wave โดยเพลงนี้ยังได้ จูฮอน สมาชิกวง K-pop ชื่อดังอย่าง MONSTA X มาร่วมฟีเจอริงด้วย

โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการปล่อยทีเซอร์มิวสิกวิดีโอเพลง Wave ออกมาเรียกน้ำย่อยแฟน ๆ โดยเปิดด้วยท่อนหนึ่งของเพลง Baby Shark เวอร์ชันต้นฉบับ ก่อนที่ปาร์คจะปรากฏตัวพร้อมเต้นและร้องเพลงในฐานะ Baby Shark Boy

เพลง Baby Shark Dance กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก และมิวสิกวิดีโอมียอดเข้าชมบน YouTube แล้วมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง จนกลายเป็นวิดีโอที่มียอดชมสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม

ความสำเร็จของเพลงทำให้ Baby Shark ไม่ได้เป็นเพียงเพลงสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่คนทั่วโลกจดจำ และสร้างมีม รวมถึงกระแสเลียนแบบอย่างต่อเนื่องมาหลายปี

การกลับมาของปาร์คในครั้งนี้จึงถูกจับตามองไม่น้อย เพราะเขาไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะ เด็ก Baby Shark แต่กำลังจะเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะศิลปิน K-pop อย่างเต็มตัว

โปรเจกต์ Baby Shark Boy ยังได้รับการสนับสนุนโดย Pinkfong ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง และช่วยโปรโมตการเปิดตัวผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

ตัวแทนของ Pinkfong ให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ The Korea Herald ว่า โปรเจกต์นี้ต้องการให้ปาร์คได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง หลังจากที่ชื่อของเขาผูกติดกับเพลง Baby Shark มาตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Pinkfong เตรียมเผยแพร่ สารคดีเบื้องหลัง โปรเจกต์ Baby Shark Boy เพื่อพาแฟน ๆ ไปติดตามเส้นทางของเด็กชายจากมิวสิกวิดีโอไวรัล สู่การก้าวขึ้นเป็นศิลปิน K-pop อีกด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

11 ส.ค. 2569 11:00 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

เวียดนามเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บทางทะเล เริ่มพิธีวางกระดูกงูต่อเรือฟริเกตต่อต้านเรือดำน้ำอเนกประสงค์ลำใหม่ ที่อู่ต่อเรือซ่งทู เมืองดานัง ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยสร้างในประเทศ พร้อมติดตั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีหลักที่พัฒนาขึ้นเอง ตอกย้ำนโยบายสร้างความพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ซ่งทู คอร์ปอเรชัน สังกัดกระทรวงกลาโหมเวียดนาม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดพิธีเริ่มการต่อเรือฟริเกตอเนกประสงค์ปราบเรือดำน้ำลำใหม่ให้แก่กองทัพเรือเวียดนาม ณ เมืองดานัง โดยโครงการนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดเท่าที่เวียดนามเคยออกแบบและต่อขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมการและออกแบบมากว่า 36 เดือน

รายงานจากหนังสือพิมพ์ กวนตอยเญินเซิน สื่อของกองทัพเวียดนาม ระบุว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีกลาโหม โดยยุทโธปกรณ์ อาวุธ และระบบควบคุมส่วนใหญ่จะได้รับการพัฒนา พัฒนาต่อยอด หรือประกอบขึ้นเองภายในประเทศ ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกองทัพเรือ อู่ต่อเรือซ่งทู และเครือข่ายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีกองทัพอย่าง เวียดเทล (Viettel) ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านการป้องกันประเทศอื่นๆ

พลโท ฝ่าม ฮว่าย นาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เปิดเผยในพิธีว่า เรือฟริเกตต่อต้านดำน้ำรุ่นใหม่นี้จัดเป็นเรือรบยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อค้นหาและทำลายเรือดำน้ำโดยเฉพาะ ตัวเรือจะได้รับการติดตั้งเรดาร์แบบ Phased-Array, ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ทันสมัย ซึ่งพัฒนาโดยเครือเวียดเทลและโรงงานในสังกัดกรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ถือเป็นเรือรบที่มีสัดส่วนการใช้อะไหล่และเทคโนโลยีภายในประเทศ สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พลโท ฝ่าม ฮว่าย นาม ยังได้เน้นย้ำถึงมติที่ 20 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ว่าด้วยการพัฒนาเวียดนามให้เป็นชาติทางทะเลที่เข้มแข็ง โดยระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เวียดนามจำเป็นต้องสร้างกองทัพที่ทันสมัยและมีอธิปไตยทางเทคโนโลยี เพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเลและเกาะแก่งของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามเร่งเร่งยกระดับความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้จะพึ่งพาการนำเข้ายุทโธปกรณ์หลักจากรัสเซีย เช่น เรือดำน้ำชั้นคีโล และเรือฟริเกตชั้นเกพาร์ด แต่เวียดนามได้พยายามลดการพึ่งพาต่างชาติด้วยการขยายขีดความสามารถการผลิตภายในประเทศ ซึ่งเห็นได้จากฟลีตเรือยามฝั่งและเรือเร็วโจมตีติดขีปนาวุธที่ต่อขึ้นเอง

นอกจากนี้ เวียดนามมีกำหนดจัดงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ ครั้งที่ 3 ขึ้นที่กรุงฮานอยในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อแสดงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลายในระดับสากล.

ที่มา Reuters / nhandan.vn

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

11 ส.ค. 2569 10:21 น.

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์เตรียมจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลังเกิดความรุนแรงในโรงเรียนหลายครั้ง หวังสกัดเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์ รวมถึงกลุ่มสุดโต่งที่พยายามชักจูงหรือล่อลวงเด็ก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์กำลังผลักดันร่างกฎหมายที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ร่างกฎหมายอีกฉบับในวุฒิสภาเสนอให้ขยายข้อจำกัดไปถึงเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน หลังฟิลิปปินส์เผชิญเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และเจ้าหน้าที่เริ่มตั้งคำถามถึงอิทธิพลจากเนื้อหาบนโลกออนไลน์

หวั่นโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางล่อลวงเด็ก

ฆวน เอ็ดการ์โด อังกาลา รัฐมนตรีศึกษาธิการฟิลิปปินส์ ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า อิทธิพลด้านลบจากโลกออนไลน์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน

เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลว่า เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ที่มีแนวคิดรุนแรง รวมถึงกลุ่มที่พยายาม ล่อลวงเด็ก และกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้โลกออนไลน์เป็นช่องทางในการชักชวนเยาวชนเข้าร่วม

ภายใต้ร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณา แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องจัดให้มีระบบ ตรวจสอบอายุและยืนยันตัวตน ของผู้ใช้งาน รวมถึงต้องดำเนินการปิดบัญชีของผู้ใช้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์โดยเชิงรุก

หากแพลตฟอร์มละเลยข้อกำหนดซ้ำ ๆ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 50 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือราว 820,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นถูกสั่งห้ามให้บริการในประเทศอย่างถาวร

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “แบนโซเชียล” อาจยิ่งผลักเด็กเข้าพื้นที่มืด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสุขภาพจิตเตือนว่า การห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียแบบครอบคลุมอาจส่งผลย้อนกลับและทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากเด็กถูกตัดออกจากแพลตฟอร์มหลัก พวกเขาอาจหันไปใช้เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ขนาดเล็กและเข้าถึงได้ยากกว่า ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบได้ยาก

ปีจาย เบงวาซัน นักจิตวิทยาและกรรมการสมาคมจิตวิทยาแห่งฟิลิปปินส์มองว่า การแบนอาจกลายเป็นการลงโทษกลุ่มที่รัฐบาลต้องการปกป้อง มากกว่าจัดการกับผู้ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพิ่มระบบตรวจจับ รายงาน และลบเนื้อหาอันตราย รวมถึงพัฒนาระบบที่สามารถตรวจจับผู้ที่พยายาม ล่อลวงหรือชักจูงเด็กเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง ได้อย่างรวดเร็ว

ยิงในโรงเรียนฟิลิปปินส์ จุดชนวนกังวลครั้งใหญ่

ความกังวลเรื่องอิทธิพลจากโลกออนไลน์รุนแรงขึ้น หลังเกิดเหตุยิงในโรงเรียนมัธยมซานโฮเซ เนชันแนล ไฮสคูล ในเมืองทาโคลบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักเรียนอายุ 14 และ 15 ปี เปิดฉากยิง ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 20 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นเหตุความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในฟิลิปปินส์

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังเตือนว่า เกมออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการ ชักชวนเยาวชนเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง

หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองคือกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ “764” ซึ่งถูกพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการชักชวนนักเรียนคนหนึ่งที่ก่อเหตุยิงในเมืองทาโคลบัน

หลุยส์ แองเจโล ทาลาตาลา จากกลุ่มรณรงค์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Deep Web Konek ระบุว่า กลุ่มลักษณะดังกล่าวอาจต้องการสร้างอิทธิพลเหนือผู้อื่น และชักนำให้สมาชิกก่อความรุนแรงหรือทำร้ายผู้อื่นตามแนวคิดของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเตือนว่า การได้รับเนื้อหารุนแรงบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมรุนแรงของเด็กได้ทั้งหมด

เด็กที่มีแนวโน้มก้าวร้าวจำนวนหนึ่งอาจกำลังเผชิญปัญหาที่บ้าน ปัญหาที่โรงเรียน หรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มจำนวน ครูและนักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ปกครองมีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมผิดปกติและวางขอบเขตการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม

นักจิตวิทยาย้ำว่า การพูดคุยกับเด็กตั้งแต่เริ่มเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวหรือสัญญาณที่น่ากังวล เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า พฤติกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้.

ที่มา :channelnewsasia

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

11 ส.ค. 2569 10:05 น.

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

สายการบินแคนาดาต้องยกเลิกเที่ยวบิน หลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัยและยืนอยู่บนที่นั่ง แม้พ่อแม่-ลูกเรือพยายามเกลี้ยกล่อม ทำให้เกิดกระแสถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและการรับมือเด็กบนเครื่องบิน

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เที่ยวบินของสายการบิน “พอร์เตอร์ แอร์ไลน์ส” ซึ่งเตรียมออกเดินทางจากเมืองวิกตอเรียไปยังนครโตรอนโต ของแคนาดา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมาต้องเดินทางกลับไปยังอาคารผู้โดยสาร หลังเด็กเล็กคนหนึ่งไม่ยอมนั่งประจำที่และคาดเข็มขัดนิรภัย

โฆษกของสายการบินระบุว่า พ่อแม่ที่เดินทางมาด้วยและลูกเรือพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยแต่ไม่เป็นผล ทำให้กัปตันตัดสินใจนำเครื่องกลับเข้าจอดและให้เด็กกับผู้ปกครองลงจากเครื่อง และเนื่องจากเที่ยวบินล่าช้า ทำให้ไม่สามารถออกเดินทางได้ก่อนสนามบินปิดรันเวย์หลังเที่ยงคืน ผู้โดยสารทั้งหมดจึงต้องเปลี่ยนไปขึ้นเที่ยวบินในวันรุ่งขึ้น

ทางด้านลีอา ทูโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของเด็กบนเครื่องบิน กล่าวว่า การตัดสินใจของลูกเรือเป็นการปกป้องความปลอดภัยของทั้งเด็กและผู้โดยสารคนอื่น เนื่องจากเด็กที่ไม่ได้รัดเข็มขัดอาจได้รับอันตรายอย่างรุนแรงหากเกิดความปั่นป่วนของอากาศ โดยอาจถูกแรงกระแทกเหวี่ยงออกจากที่นั่งคล้ายกับสัมภาระที่ไม่ได้ยึดไว้

ผู้โดยสารรายหนึ่งชื่อ อารเยห์ โคซุช ซึ่งอยู่บนเที่ยวบินนี้เปิดเผยว่า เด็กไม่ได้มีพฤติกรรมก่อกวน แต่ดูเหมือนจะหวาดกลัวการเดินทางทางอากาศ โดยเด็กพยายามหลบอยู่ใต้ที่นั่ง และเมื่อถูกพยายามให้คาดเข็มขัด ก็พยายามเลื่อนตัวออกมา ขณะที่บางคนมองว่าไม่ควรให้ผู้โดยสารทั้งลำต้องได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของเด็กเพียงคนเดียว และเห็นว่าควรนำเด็กกับผู้ปกครองลงจากเครื่องแล้วให้เที่ยวบินเดินทางต่อ.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ว่า สายการบินควรรับมือกับเด็กที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎอย่างไร และพ่อแม่ควรเข้มงวดกับลูกมากเพียงใด

ที่มา BBC