ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

4 พ.ค. 2569 06:43 น.

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ขณะร่วมซ้อมรบในโมร็อกโก

ทหารสหรัฐฯ 2 นายสูญหาย ระหว่างการฝึกซ้อมรบร่วมในประเทศโมร็อกโก โดยมีความเป็นไปได้ที่จะพลัดตกทะเล ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทั้งสหรัฐฯ โมร็อกโก และพันธมิตรกำลังออกค้นหาครั้งใหญ่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พ.ค. 2569 กองบัญชาการแอฟริกาของสหรัฐฯ (AFRICOM) แถลงว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นาย สูญหายทางตะวันตกเฉียงใต้ของโมร็อกโก หลังจากเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมนานาชาติประจำปีในประเทศแถบแอฟริกาเหนือแห่งนี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Associated Press โดยขอสงวนนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้เผยข้อมูลต่อสาธารณะว่า เจ้าหน้าที่ที่สูญหายเป็นทหารบกสหรัฐฯ ซึ่งหายตัวไปในระหว่างการเดินป่า

“พวกเขาไม่ได้อยู่ระหว่างการร่วมฝึกซ้อมใดๆ การฝึกซ้อมในวันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว และตามความเข้าใจของเรา พวกเขาออกไปเดินป่าเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ อีกรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า มีผู้พบเห็นทหารทั้งสองนายครั้งสุดท้ายบริเวณหน้าผาริมทะเล และพวกเขาอาจจะพลัดตกลงไปในมหาสมุทรได้

ตอนนี้กองทัพของสหรัฐฯ โมร็อกโก และพันธมิตร เริ่มปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำแล้ว

กองทัพโมร็อกโกระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์เวลาประมาณ 21.00 น. ใกล้กับพื้นที่ฝึกแคปดรา (Cap Draa) ใกล้กับเมืองตันตัน (Tan Tan) ซึ่งอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก โดยภูมิประเทศแถบนั้นเป็นภูเขา และมีลักษณะผสมผสานระหว่างทะเลทรายและที่ราบกึ่งทะเลทราย

ทั้งนี้ การซ้อมรบดังกล่าวมีชื่อว่า แอฟริกัน ไลออน (African Lion) เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน โดยครอบคลุมพื้นที่ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ตูนิเซีย กานา เซเนกัล และโมร็อกโก มีเจ้าหน้าที่กองทัพเข้าร่วมกว่า 7,000 นายจากกว่า 30 ประเทศ และมีกำหนดการจะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

4 พ.ค. 2569 04:07 น.

ทรัมป์ประกาศ เริ่ม “Project Freedom” พาเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่ม Project Freedom เพื่อพาเรือสินค้าต่างๆ ที่ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาอย่างปลอดภัย โดยชี้ว่าเรือเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งที่ไม่ได้ทำผิดใดๆ

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการคุ้มกันและพาเรือสินค้าต่างๆ ออกจากช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์นี้ (4 พ.ค.) ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) โดยอ้างว่า ประเทศต่างๆ ร้องขอสหรัฐฯ ให้ช่วยเรือของพวกเขา

“ประเทศต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในตะวันออกกลาง ที่กำลังดำเนินอยู่ให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนและรุนแรง ได้ขอให้สหรัฐอเมริกาช่วยปลดปล่อยเรือของพวกเขาที่ถูกกักอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ในเรื่องที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย พวกเขาเป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นกลางและเป็นผู้บริสุทธิ์!” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เพื่อผลดีของอิหร่าน ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา เราได้แจ้งประเทศเหล่านี้แล้วว่า เราจะนำทางเรือของพวกเขาออกจากน่านน้ำที่ถูกจำกัดเหล่านี้อย่างปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างอิสระและราบรื่น ขอย้ำว่านี่คือเรือจากพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางในขณะนี้”

“ผมได้สั่งการให้ตัวแทนของผมแจ้งพวกเขาว่า เราจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเรือและลูกเรือของพวกเขาออกจากช่องแคบอย่างปลอดภัย โดยในทุกกรณี พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะไม่กลับมาจนกว่าพื้นที่นี้จะปลอดภัยสำหรับการเดินเรือและเรื่องอื่น ๆ”

“กระบวนการนี้ซึ่งเรียกว่า “โครงการเสรีภาพ” (Project Freedom) จะเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันจันทร์ตามเวลาตะวันออกกลาง”

“ผมตระหนักดีว่าตัวแทนของผมกำลังมีการหารือในเชิงบวกอย่างมากกับประเทศอิหร่าน และการหารือเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกอย่างมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ได้ทำความผิดใด ๆ เลย — พวกเขาคือเหยื่อของสถานการณ์ นี่คือการแสดงออกทางมนุษยธรรมในนามของสหรัฐอเมริกา ประเทศในตะวันออกกลาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอิหร่าน”

“เรือเหล่านี้จำนวนมากเริ่มมีอาหารและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ สำหรับลูกเรือจำนวนมากในการอยู่บนเรืออย่างมีสุขภาพอนามัยที่ดีลดน้อยลง”

“ผมคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่ดีในนามของทุกคนที่ได้ต่อสู้อย่างหนักหน่วงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากมีการขัดขวางกระบวนการทางมนุษยธรรมนี้ไม่ว่าในทางใดก็ตาม การขัดขวางนั้นจะต้องถูกจัดการอย่างรุนแรงอย่างน่าเสียดาย ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Truth Social

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

4 พ.ค. 2569 03:00 น.

ดับแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญแอตแลนติก คาดไวรัสแพร่ระบาด

พบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บนเรือสำราญซึ่งกำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยคาดว่ากำลังมีการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือลำนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอพยพผู้ป่วย

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ หลังเกิดเหตุต้องสงสัยว่า เป็นการแพร่ระบาดของ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) บนเรือสำราญที่กำลังล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก

รายงานระบุว่า มีการยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 1 ราย และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 5 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าชาวอังกฤษ 1 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)

เหตุระบาดดังกล่าวเกิดขึ้นบนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัทท่องเที่ยว Oceanwide Expeditions ในเนเธอร์แลนด์ โดยเรือลำนี้อยู่ระหว่างการเดินทางจากอาร์เจนตินามุ่งหน้าไปยังประเทศเคปเวิร์ด ในแอฟริกา

โดยปกติแล้ว การติดเชื้อไวรัสฮันตามักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ แต่ในกรณีที่พบได้ยาก ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ ซึ่งจะนำไปสู่โรคทางเดินหายใจขั้นรุนแรง

ก่อนหน้านี้ ฟอสเตอร์ โมฮาเล โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือดังกล่าวอย่างน้อย 2 ศพ

ตามแผนการเดินทางบนเว็บไซต์ของ Oceanwide Expeditions เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากเมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม และคาดว่าจะสิ้นสุดการเดินทางในวันที่ 4 พฤษภาคม ที่เคปเวิร์ด

ผู้ป่วยรายแรกที่แสดงอาการคือผู้โดยสารวัย 70 ปี ซึ่งเสียชีวิตบนเรือ ขณะนี้ร่างของเขาอยู่ที่เกาะเซนต์เฮเลนา ซึ่งเป็นดินแดนของอังกฤษในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้

ภรรยาวัย 69 ปีของชายคนนี้ก็ล้มป่วยขณะอยู่บนเรือเช่นกัน และได้รับการอพยพไปยังแอฟริกาใต้ แต่ต่อมาเธอก็เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในกรุงโจฮันเนสเบิร์ก

นอกจากนี้ มีรายงานว่าชายชาวอังกฤษวัย 69 ปีอีกรายหนึ่งถูกอพยพไปยังโจฮันเนสเบิร์ก และกำลังเข้ารับการรักษาอยู่ในห้องไอซียู

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเพิ่มเติมว่า ทางองค์กรกำลังช่วยประสานงานระหว่างรัฐสมาชิกและผู้ให้บริการเรือสำราญ เพื่ออพยพผู้โดยสารที่มีอาการป่วยอีก 2 รายออกมารักษาตัว ตลอดจนดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ และให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ยังอยู่บนเรืออย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

4 พ.ค. 2569 01:23 น.

อิหร่านอ้าง สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอแล้ว เตหะรานกำลังพิจารณาคำตอบ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเผยว่า สหรัฐฯ ตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของพวกเขาผ่านทางปากีสถานแล้ว และเตหะรานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำตอบของสหรัฐฯ

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาได้ตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านแล้ว โดยส่งผ่านปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และขณะนี้รัฐบาลของพวกเขากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนคำตอบของวอชิงตัน

ในการแถลงถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายบากาอีระบุว่า “ข้อเสนอ 14 ประการ” ของอิหร่านนั้น ไม่ได้รวมถึงประเด็นด้านนิวเคลียร์ และ “ในขั้นตอนนี้ จุดมุ่งหมายหลักของเราอยู่ที่การยุติสงครามในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย”

นอกจากนี้ นายบากาอียังกล่าวด้วยว่า “ข้อกล่าวอ้างเรื่องการกวาดล้างทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซโดยสหรัฐฯ นั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของเรา”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่า เขาอาจไม่ตอบรับข้อเสนอของอิหร่าน เนื่องจากเขามองว่า อิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

“ผมจะตรวจสอบแผนการที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้ชดใช้ในราคาที่สูงเพียงพอกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้กับมนุษยชาติและโลกใบนี้ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

4 พ.ค. 2569 00:02 น.

อิสราเอลอนุมัติแผนซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากล็อกฮีดและโบอิ้ง

ทางการอิสราเอลอนุมัติแผนการซื้อเครื่องบินรบ F-35 กับ F-15 จากบริษัท ล็อกฮีด และ โบอิ้ง ของสหรัฐฯ แล้ว เพื่อเสริมแสนยานุภาพทางทหาร และเตรียมความพร้อมต่อความท้าทายในอนาคต

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมอิสราเอลแถลงว่า อิสราเอลได้ให้การอนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับแผนการจัดซื้อฝูงบินรบใหม่จำนวน 2 ฝูง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงรุ่น F-35 และ F-15IA จากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโบอิ้ง ภายใต้ข้อตกลงที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายจัดซื้อของอิสราเอล ถือเป็นก้าวแรกของแผนการมูลค่า 3.5 แสนล้านเชเกล (ราว 3.86 ล้านล้านบาท) ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่า เพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารของอิสราเอล และ “เสริมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับทศวรรษที่ท้าทายต่อความมั่นคงของอิสราเอล”

แถลงการณ์เสริมว่า ฝูงบินใหม่นี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาศักยภาพกองทัพในระยะยาว เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในภูมิภาคและรักษาความได้เปรียบทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอล

“นอกเหนือจากความต้องการจัดซื้อจัดจ้างที่จำเป็นเร่งด่วนในภาวะสงครามแล้ว เรายังมีหน้าที่ต้องดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อรับประกันความได้เปรียบทางทหารของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในอีก 10 ปีข้างหน้าและหลังจากนั้น” อามีร์ บาราม ผู้อำนวยการทั่วไปของกระทรวงกลาโหมกล่าว

นายบารามกล่าวเสริมว่า สงครามกับอิหร่านที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ “ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นมีความสำคัญเพียงใด และขุมพลังทางอากาศที่ทันสมัยยังคงเป็นสิ่งจำเป็นมากแค่ไหน”

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อิสราเอลจะจัดซื้อฝูงบิน F-35 เป็นฝูงที่ 4 จากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-15IA เป็นฝูงที่ 2 จากบริษัทโบอิ้ง

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โบอิ้งได้รับสัญญาจ้างมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรุ่น F-15IA ใหม่จำนวน 25 ลำ และสิทธิ์ในการเลือกซื้อเพิ่มเติมอีก 25 ลำ

บารามระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการสรุปข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรทางทหารให้เสร็จสิ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

3 พ.ค. 2569 22:42 น.

OPEC ประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบ ไม่พูดถึงปม UAE ถอนตัว

กลุ่มโอเปกประกาศเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันขึ้นอีก ท่ามกลางภาวะวิกฤตในตลาดน้ำมัน โดยไม่พูดถึงเรื่องที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตัดสินใจออกจากกลุ่มแต่อย่างใด

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่หรือ “โอเปก” (OPEC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพของตลาด

แถลงการณ์ของโอเปกระบุเพิ่มเติมว่า ทั้ง 7 ประเทศจะร่วมประชุมกันในวันที่ 7 มิถุนายน และจะมีการประชุมรายเดือนเพื่อทบทวนสภาวะตลาดต่อไป โดยไม่มีการระบุถึงกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจากองค์กรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซในทางพฤตินัย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศสมาชิกโอเปก ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศแผนลาออกจากโอเปก โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจหลังจากที่มีการทบทวน “ขีดความสามารถ (ในการผลิต) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” และ “เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ” ตามแถลงการณ์จากสำนักข่าวเอมิเรตส์

ฆอร์เก ลีออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของบริษัทที่ปรึกษา Rystad กล่าวในขณะนั้นว่า การถอนตัวของ UAE ในครั้งนี้ “ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชาวเอมิเรตส์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูก “ล่ามโซ่” ไว้โดยโอเปก และถูกบังคับให้ปฏิบัติตามโควตาการผลิตที่ “ไม่สมเหตุสมผลสำหรับกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

3 พ.ค. 2569 21:45 น.

ทรัมป์เผย อาจไม่รับข้อเสนอสันติภาพ เหตุอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขายังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดในข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน แต่ตัวเขาอาจไม่รับข้อเสนอ เนื่องจากอิหร่านยังชดใช้ไม่มากพอกับสิ่งที่ทำต่อโลก

เมื่อ 3 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า เขายังไม่ได้ตรวจสอบข้อความในข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ของอิหร่านอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มที่ตัวเขาจะไม่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเขามองว่า อิหร่านยังชดใช้ “ไม่มากเพียงพอ”

“ผมจะตรวจสอบแผนการที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังไม่ได้ชดใช้ในราคาที่สูงเพียงพอกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้กับมนุษยชาติและโลกใบนี้ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ความเห็นของทรัมป์มีขึ้นหลังจาก เขาเพิ่งเปรยเรื่องความเป็นไปได้ในการเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสร้างความสับสนครั้งล่าสุดของผู้นำสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวเขาเองกำลังหาทางยุติสงครามที่เขาเป็นผู้เปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อวันอาทิตย์ อิสราเอลได้สั่งการให้ชาวเลบานอนหลายพันคนอพยพออกจากหมู่บ้านต่าง ๆ ทางตอนใต้ของประเทศ นับเป็นการยกระดับสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ครั้งล่าสุด ซึ่งการที่อิสราเอลยังโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพซับซ้อนยิ่งขึ้น

รัฐบาลอิหร่านระบุว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ เว้นแต่จะมีการประกาศหยุดยิงในเลบานอนด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนเมษายน อิสราเอลกับเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปแม้จะมีขอบเขตลดลงก็ตาม โดยอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่างอ้างว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์บอกกับสื่อว่าเขาไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่าน แต่ในวันเสาร์กลับบอกว่า “เขายังไม่ได้รับทราบรายละเอียดทั้งหมด พวกเขาบอกผมแค่แนวคิดหลักของข้อตกลง แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะส่งถ้อยคำที่แน่ชัดมาให้ผม”

เมื่อถูกถามว่าเขาอาจจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่อยากพูดแบบนั้น คือผมบอกนักข่าวไม่ได้หรอก ถ้าพวกเขาทำตัวไม่ดี ถ้าพวกเขาทำอะไรที่เลวร้าย ตอนนี้เราก็คงจะได้เห็นกัน แต่มันก็เป็นความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

3 พ.ค. 2569 11:40 น.

ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีของออสเตรเลีย แจ้งข้อหาหนักชายวัย 47 ปี ฐานฆาตกรรมและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 5 ขวบ หลังหายตัวไปจากแคมป์ที่พักจนพบศพกลางป่า เหตุการณ์ลุกลามเป็นจลาจลรุนแรงในเมืองอลิซ สปริงส์ ชาวบ้านบุกล้อมโรงพยาบาล จนตำรวจต้องย้ายผู้ต้องหาหนีข้ามเมือง

เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ประเทศออสเตรเลีย ประกาศแจ้งข้อหาฆาตกรรมและล่วงละเมิดทางเพศอีก 2 กระทง ต่อ นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส วัย 47 ปี หลังจากพบร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ซึ่งนามสมมติว่า “กูมานชายี ลิตเติล เบบี” (Kumanjayi Little Baby)

ด.ญ. กูมานชายี หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว (25 เม.ย.) หลังจากที่ผู้ปกครองส่งเธอเข้านอนภายในแคมป์ที่พักชาวพื้นเมืองใกล้กับเมืองอลิซสปริงส์ จนกระทั่งมีการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่และพบศพของเธอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นให้กับคนในชุมชนอย่างรุนแรง โดยก่อนที่นายลูอิสจะถูกจับกุมเมื่อวันพฤหัสบดี มีรายงานว่าเขาถูกรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอลิซสปริงส์

ส่งผลให้ฝูงชนจำนวนมากบุกไปล้อมโรงพยาบาลเพื่อหวังจะทำ “เพย์แบ็ก” (Payback) หรือการลงทัณฑ์ตามกฎหมายจารีตประเพณีของชาวอะบอริจิน กลุ่มผู้ประท้วงมีการขว้างปาสิ่งของและปะทะกับเจ้าหน้าที่จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม และมีรถตำรวจถูกจุดไฟเผาอย่างน้อย 1 คัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจย้ายตัวนายลูอิสไปยังเมืองดาร์วินซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยและการดำเนินคดี

มาร์ติน โดล ผู้บัญชาการตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ได้ประณามเหตุจลาจลครั้งนี้ว่า “น่ารังเกียจและยอมรับไม่ได้” พร้อมเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นกลุ่มคนฉวยโอกาสบุกเข้าไปขโมยสินค้าในสถานีบริการน้ำมันและซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้เคียง โดยระบุว่านี่ไม่ใช่การแสดงความเสียใจต่อเด็กที่จากไป แต่เป็นอาชญากรรม

ความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้าที่ถูกขโมยไปเบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าสูงกว่า 180,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 4 ล้านบาท) ขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมจากเหตุจลาจลแล้ว 5 ราย

ด้านผู้บัญชาการโดลระบุทิ้งท้ายว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของกูมานชายีและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ และขอให้ชุมชนเคารพในกระบวนการยุติธรรมของศาล” ทั้งนี้ นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส มีกำหนดขึ้นศาลเมืองดาร์วินในวันที่ 5 พ.ค. นี้.

ที่มา BBC

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ "คาดการณ์ได้" ขณะนาโตขอคำชี้แจง

3 พ.ค. 2569 11:13 น.

เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง

รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนีชี้ การที่สหรัฐฯ สั่งถอนทหารเป็นเรื่องที่ “คาดการณ์ไว้แล้ว” ท่ามกลางความตึงเครียดหลังทรัมป์เปิดศึกน้ำลายกับนายกฯ เยอรมนี ปมเจรจาอิหร่านล้มเหลว ขณะที่นาโตและสมาชิกพันธมิตรแสดงความกังวลอย่างหนักว่าอาจทำให้ยุโรปอ่อนแอลง

นายโบริส พิสโทเรียส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการถอนกำลังทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนีถือเป็นเรื่องที่ “คาดการณ์ได้อยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม เขาได้เน้นย้ำว่าการคงอยู่ของทหารอเมริกันในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ถือเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ด้านองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต แถลงว่า ทางกลุ่มพันธมิตรกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เพื่อขอรายละเอียดและทำความเข้าใจถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์ นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีอย่างรุนแรง กรณีที่ผู้นำเยอรมนีระบุว่าสหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่าน “ลบหลู่” ในการเจรจายุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ โดยทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราจะลดกำลังพลลงอีก และจะลดมากกว่า 5,000 นายแน่นอน”

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีทหารประจำการในเยอรมนีมากกว่า 36,000 นาย ซึ่งถือเป็นฐานกำลังที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในยุโรป เมื่อเทียบกับอิตาลีที่มี 12,000 นาย และสหราชอาณาจักร 10,000 นาย

นายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาเตือนว่า ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มพันธมิตรข้ามแอตแลนติกไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่คือ “การแตกแยกภายใน” ของพันธมิตรเอง ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันระดับสูงในสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่าง สว. โรเจอร์ วิคเกอร์ และ สส. ไมค์ โรเจอร์ส ต่างแสดงความกังวลว่าการถอนกำลังทหารจะทำให้ศักยภาพในการป้องปรามศัตรูในยุโรปอ่อนแอลง

นายพิสโทเรียส ระบุว่ายุโรปต้องรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเยอรมนีภายใต้รัฐบาลของนายแมร์ซ ได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างมหาศาล โดยคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1.05 แสนล้านยูโรในปี 2027 หรือคิดเป็น 3.1% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมของนาโตที่ 2% อย่างมาก เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนและสนับสนุนยูเครนในการสู้รบกับรัสเซีย

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีแมร์ซ กล่าวต่อหน้านักศึกษาว่า “อเมริกาไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน” และถูกอิหร่านปั่นหัวในการเจรจา ทำให้ทรัมป์โต้กลับผ่านทรูธโซเชียลว่านายแมร์ซไม่รู้เรื่องที่กำลังพูด และยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งถอนทหารในที่สุด

โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าคำสั่งดังกล่าวมาจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม โดยคาดว่ากระบวนการถอนทหารจะเสร็จสิ้นภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่อิหร่านยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

ที่มา BBC

“ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

"ภูเขาไฟมายอน" ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

3 พ.ค. 2569 11:00 น.

“ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3

ภูเขาไฟมายอนในจังหวัดอัลเบย์ของฟิลิปปินส์ กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง พ่นเถ้าถ่านและกลุ่มควันพวยพุ่งพุ่งกระจายไปทั่วภูมิภาคบีโคล พร้อมเกิดปรากฏการณ์ “ลาวาหลาก” ไหลลงตามลาดเขา ทางการประกาศการเตือนภัยที่ระดับ 3

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและวิทยาแผ่นดินไหวของฟิลิปปินส์ (Phivolcs) รายงานความคืบหน้าสถานการณ์การปะทุของ “ภูเขาไฟมายอน” ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ทรงพลังที่สุดในประเทศ โดยระบุว่ายังคงระดับการเตือนภัยไว้ที่ ระดับ 3 หลังจากตรวจพบกิจกรรมทางธรณีวิทยาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากการสังเกตการณ์พบว่า มีธารลาวาไหลลงมาตามร่องเขาบาสุด เป็นระยะทางถึง 3.8 กิโลเมตร และไหลลงร่องเขาบองกา 3.2 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์การพ่นลาวาเป็นระยะ และกระแสลาวาหลากซึ่งเป็นเศษหินร้อนจัดและก๊าซพิษไหลลงมาตามไหล่เขาอย่างน่ากลัว โดยเฉพาะในเขตอันตรายถาวร (Permanent Danger Zone)

การปะทุครั้งล่าสุดส่งผลให้เกิดเถ้าถ่านตกหนักครอบคลุมหลายพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไฟ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลคามาลิก และกีนโนบาทัน ส่งผลให้ทัศนวิสัยแย่ลงและท้องฟ้ามืดครึ้มในหลายจุด

ทางด้าน พล.ต.อ. โฮเซ เมเลนซิโอ นาร์ตาเตซ จูเนียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ได้สั่งการด่วนเมื่อเช้าวันอาทิตย์ ให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรทั้งหมดเข้าช่วยเหลือชาวจังหวัดอัลเบย์ โดยเน้นไปที่การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และการแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจจากเถ้าภูเขาไฟ

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า เครือข่ายตรวจวัดตรวจพบแผ่นดินไหวจากภูเขาไฟถึง 32 ครั้ง และเหตุการณ์หินถล่มอีก 284 ครั้ง นอกจากนี้ยังวัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้สูงถึง 1,586 ตันต่อวัน ขณะที่ตัว edifice หรือโครงสร้างภูเขาไฟเริ่มมีการบวมตัวเล็กน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวของแมกมาใต้ดินที่รุนแรงขึ้น

สำหรับภูเขาไฟมายอน มีความสูง 2,462 เมตร เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟิลิปปินส์เนื่องจากมีรูปทรงกรวยที่สมมาตรสมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในบรรดาภูเขาไฟที่ยังมีพลัง 24 ลูกของประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1814 การระเบิดของมันเคยคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 1,200 ราย ซึ่งการปะทุในรอบปีนี้ได้ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันต้องละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัยแล้ว.

ที่มา philstar / Manila Bulletin