แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

10 ส.ค. 2569 21:26 น.

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าโคลอมเบีย เจ็บหลายราย บ้านเรือนเสียหาย

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย ส่งแรงสั่นสะเทือนไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า มีผู้บาดเจ็บหลายราย และอาคารบางแห่งเสียหาย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในประเทศโคลอมเบีย เมื่อเวลา 07.34 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ความลึก 107 กม. ใกล้เมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโบโกตาไปทางตะวันตกประมาณ 280 กิโลเมตร

นายนูเบีย คาโรลินา กอร์โดบา คูรี ผู้ว่าราชการจังหวัดโชโก ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย ยืนยันว่า ในเมืองคิบโด ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด “มีผู้ได้รับบาดเจ็บและอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก” พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

“เราเพิ่งประสบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดโชโก และเรากำลังกังวลเกี่ยวกับอาฟเตอร์ช็อก แม้ว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ใกล้กับเมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ แต่ก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือนในเมืองคิบโดซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด ขณะนี้เรากำลังเร่งประเมินความเสียหายและจะออกรายงานอย่างเป็นทางการฉบับแรกในเร็วๆ นี้”

เจ้าหน้าที่ต้องอพยพคนไข้ออกจากโรงพยาบาลในเมืองคาลิ หลังเกิดแผ่นดินไหว
เจ้าหน้าที่ต้องอพยพคนไข้ออกจากโรงพยาบาลในเมืองคาลิ หลังเกิดแผ่นดินไหว

ขณะเดียวกัน ฮวน ดิเอโก ปาติโญ ผู้ว่าราชการจังหวัดริซารัลดา ซึ่งอยู่ติดกัน ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่น Blu Radio ว่า มี “ความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบางแห่ง” ในเมืองเปเรรา ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัด “สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก ภาพที่เห็นน่าตกใจอย่างยิ่ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและด้านหน้าของอาคารพังทลายลงมา”

ส่วนที่กรุงโบโกตา รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรง มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น และประชาชนในอาคารหลายแห่งต่างอพยพลงมายังท้องถนนเพื่อความปลอดภัย

คาร์ลอส กาลาน นายกเทศมนตรีกรุงโบโกตา โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายทางโครงสร้าง มีเพียงรอยแตกร้าวบางแห่งในอาคารเท่านั้น”

ทั้งนี้ระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ในรัฐตาชิรา ซึ่งเป็นรัฐชายแดนของเวเนซุเอลา และเมืองบาร์กิซิเมโต ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตก รายงานว่ารับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน

อนึ่ง เวเนซุเอลาเพิ่งเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายฝั่งใกล้กับกรุงการากัส

ประชาชนในกรุงโบโกตา อพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย
ประชาชนในกรุงโบโกตา อพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง "ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ" แถลงซัด "อินฟานติโน" ทำลายความไว้วางใจ

10 ส.ค. 2569 16:23 น.

3 บิ๊กองค์กรลูกหนัง “ยูฟ่า-เอเอฟซี-คอนคาแคฟ” แถลงซัด “อินฟานติโน” ทำลายความไว้วางใจ

3 สมาพันธ์ฟุตบอลทรงอิทธิพลของโลก ได้แก่ ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกโจมตี จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวหาว่าทำลายความไว้วางใจและวางตัวอยู่เหนือองค์กร หลังฟีฟ่าเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์และสิทธิ์จำหน่ายบัตรการแข่งขัน รวมถึงฟุตบอลโลก และเสนอขายหุ้น 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ก่อนโครงการถูกระงับท่ามกลางแรงคัดค้านอย่างหนัก

ความขัดแย้งภายในวงการฟุตบอลโลกทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า, สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี และสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ คอนคาแคฟ ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกันกล่าวหานายจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ว่าทำลายความไว้วางใจของสมาชิก และใช้อำนาจเหนือผลประโยชน์ของวงการฟุตบอลโดยรวม

ชนวนเหตุสำคัญมาจากโครงการ FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งเป็นแผนการที่จะตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแลสิทธิ์ด้านการค้าและตั๋วชมการแข่งขันของฟีฟ่าทั้งหมด รวมถึงฟุตบอลโลกชายและหญิง โดยมีเงื่อนไขเปิดทางขายหุ้นจำนวน 21% ให้แก่บริษัทลงทุนเอกชน ซึ่งยื่นเรื่องผ่านกระบวนการอย่างเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากบอร์ดบริหาร ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะถูกระงับไป หลังสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในกลุ่มสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป โดยเฉพาะยูฟ่า ซึ่งคัดค้านอย่างเปิดเผยและเคยขู่พิจารณาบอยคอตต์การแข่งขันภายใต้ฟีฟ่าทั้งหมด 

ในจดหมายเปิดผนึกที่ลงนามโดยประธานและเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า, ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาลิฟา ประธานเอเอฟซี และวิกเตอร์ มอนตาเกลียนี ประธานคอนคาแคฟ รวมถึงเลขาธิการของทั้งสามสมาพันธ์ ระบุว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง “ความโปร่งใสของวงการฟุตบอลและความซื่อสัตย์ของผู้ที่ได้รับเลือกให้บริหารองค์กร”

ทั้งสามสมาพันธ์กล่าวหาว่า กระบวนการเสนอแผนดังกล่าวถูกเร่งรัดและดำเนินการโดยขาดการหารืออย่างมีความหมายกับสมาคมสมาชิก อีกทั้งมีการผลักดันข้อเสนอให้ทันกำหนดเวลา ก่อนที่สมาชิกจะมีโอกาสตรวจสอบรายละเอียดอย่างเพียงพอ

จดหมายยังปฏิเสธคำอธิบายของฟีฟ่าที่ระบุว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “ความล้มเหลวด้านการสื่อสาร” โดยสามสมาพันธ์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความผิดพลาดด้านการตัดสินใจ และเป็นการละเมิดความไว้วางใจต่อองค์กรฟุตบอลที่ฟีฟ่ามีหน้าที่ดูแล

จดหมายระบุว่า การพยายามขายหุ้นในกิจการที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรงในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านขั้นตอน แต่เป็นการทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ ที่ฟีฟ่าควรทำหน้าที่ดูแล

อีกประเด็นที่สร้างความกังวลคือ การประชุมลับในโมร็อกโก ซึ่งตามข้อมูลที่ฟีฟ่าระบุ มีเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของฟีฟ่าเข้าร่วม ขณะที่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งในสภาฟีฟ่า หรือผู้แทนจากสมาคมสมาชิก ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม

ทั้งสามสมาพันธ์มองว่า การประชุมดังกล่าว ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่าเพียงบางส่วนเข้าร่วม และจัดขึ้นนอกสำนักงานใหญ่ในนครซูริก ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารงานที่ขาดความโปร่งใส

ยูฟ่า เอเอฟซี และคอนคาเคฟจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ทั้งหมดโดย “บุคคลที่สามซึ่งเป็นอิสระอย่างเต็มที่” แทนที่จะให้ฟีฟ่า เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า หรือบุคคลใดก็ตามที่อยู่ในวงการฟุตบอลเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง

ทั้งสามสมาพันธ์ยังเรียกร้องให้เก็บรักษาเอกสาร บันทึก และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังฟีฟ่าออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็นความพยายามร่วมกันและต่อเนื่องในการบ่อนทำลายองค์กรและอินฟานติโน พร้อมระบุว่า ฟีฟ่าจะนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวต่อสภาฟีฟ่าในเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามสมาพันธ์เห็นว่า การให้ฟีฟ่าเป็นผู้จัดทำรายงานเองไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้มีหน่วยงานอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบ

ในจดหมายเปิดผนึก ทั้งสามสมาพันธ์ยังย้ำว่า ความสำเร็จของฟุตบอลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผลงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างฟีฟ่า สมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีป สมาคมสมาชิก นักฟุตบอล สโมสร และผู้คนจำนวนมากที่ทำงานเพื่อวงการฟุตบอล

ทั้งสามสมาพันธ์ระบุว่า ฟุตบอลเป็นความหลงใหลร่วมกันของคนทั่วโลก และไม่ได้เป็นสมบัติของบุคคลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำฟุตบอลทำหน้าที่รับใช้วงการ แทนที่จะใช้อำนาจเพื่อควบคุมวงการ

ความขัดแย้งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านธรรมาภิบาลครั้งรุนแรงที่สุดของฟุตบอลโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างฟีฟ่ากับสมาพันธ์ฟุตบอลระดับทวีปเกี่ยวกับการบริหารผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อำนาจการตัดสินใจ และความโปร่งใสในการบริหารองค์กรฟุตบอลระดับโลก.

ที่มา Yahoo Sports / BBC

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

10 ส.ค. 2569 15:26 น.

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ เมืองศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของรัสเซีย ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุ เป็นการตอบโต้เพื่อให้รัสเซียสัมผัสถึงผลกระทบของสงครามในบ้านตนเอง

เกิดเหตุโดรนของยูเครนโจมตีเมืองนิซห์เนคัมสค์ ในแคว้นตาตาร์สถาน ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บ 39 คน ตามรายงานของฝ่ายบริหารแคว้นตาตาร์สถาน

สำนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ รุสตัม มินนิคานอฟ ผู้นำแคว้นตาตาร์สถาน ระบุว่า เมืองนิซห์เนคัมสค์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายทั้งสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่พลเรือน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติม

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากบริเวณสถานประกอบการด้านพลังงานใกล้เมืองนิซห์เนคัมสค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีที่สำคัญของรัสเซีย

เมืองนิซห์เนคัมสค์อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร และมีประชากรราว 240,000 คน โดยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลของยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ยูเครนเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โดรนที่พัฒนาภายในประเทศและสามารถบินเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ บางลำสามารถเดินทางไปถึงพื้นที่ไซบีเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 2,000 กิโลเมตร

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า การโจมตีระยะไกลเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกล่าวว่า การที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปเป็นผลจากการที่รัสเซียไม่ยอมยุติสงคราม

ขณะที่รัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ 456 ลำในช่วงข้ามคืน แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนที่สามารถหลุดผ่านระบบป้องกันทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้ ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน 126 ลำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับปฏิบัติการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากเหตุโจมตีในตาตาร์สถานแล้ว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนรายงานว่า รัสเซียใช้ปืนใหญ่โจมตีพื้นที่ชุมชนในหมู่บ้านบูไกฟกา เขตชูฮุยอิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเพิ่มเติมทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายจากการโจมตีของยูเครนในแคว้นเบลโกรอด ซึ่งอยู่ติดชายแดนยูเครน ส่วนทางการยูเครนรายงานว่า มีชาย 1 รายเสียชีวิตจากโดรนรัสเซียโจมตีรถแท็กซี่ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งอยู่ใกล้แนวหน้า

องค์การอนามัยโลกสำนักงานยุโรป ยังเปิดเผยว่า คลังสิ่งของขององค์กรในแคว้นดนีโปร ทางตอนกลางของยูเครน ถูกโจมตี 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เวชภัณฑ์ฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่แนวหน้าได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ

การโจมตีครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครนกำลังขยายออกไปไกลจากแนวหน้ามากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายใช้โดรนและอาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แม้แนวรบหลักจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตรก็ตาม.

ที่มา Associated Press / AFP

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

10 ส.ค. 2569 14:43 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูภายในปี 2028 เปิดทางสร้างฮับเซมิคอนดักเตอร์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สั่งกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เร่งย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังพื้นที่ชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเปิดทางพัฒนาโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ คาดซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ลงทุนรวมราว 800 ล้านล้านวอน

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ สั่งให้กระทรวงกลาโหมเร่งดำเนินการย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศในเมืองควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นเป็นการชั่วคราวภายในกลางปี 2028 เพื่อเร่งการก่อสร้างศูนย์กลางการผลิตชิปแห่งใหม่ในพื้นที่

อี แจ-มยอง กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการว่า หากกระทรวงกลาโหมสามารถย้ายภารกิจของฐานทัพอากาศควังจูไปยังฐานทัพแห่งอื่นได้ภายในกลางปี 2028 ก็จะช่วยให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดพื้นที่ขนาดประมาณ 8.3 ล้านตารางเมตร ในเมืองควังจูและพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สำหรับโครงการดังกล่าว โดยได้รับเลือกจากความได้เปรียบด้านระบบคมนาคม และพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการปรับระดับไว้แล้ว จึงสามารถเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็ว

โครงการชิปคลัสเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ครอบคลุมการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงศูนย์ข้อมูล AI ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

เฉพาะโครงการศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในเมืองควังจูและภูมิภาคโฮนัม บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ ให้คำมั่นว่าจะลงทุนรวมประมาณ 800 ล้านล้านวอน หรือราว 18.6 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ และมีเป้าหมายขยายขีดความสามารถด้านการผลิตชิปขั้นสูง

ประธานาธิบดีอีสั่งให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินขั้นตอนด้านบริหารที่จำเป็นควบคู่กันไป เพื่อย่นระยะเวลาการดำเนินโครงการ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงหรือผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การลงทุนสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่า ประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องก้าวข้ามคำว่า “รวดเร็ว” และต้องเดินหน้า “ด้วยความเร็วราวสายฟ้า” พร้อมย้ำว่า ปีหน้าจะเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่อาจเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของเกาหลีใต้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเตรียมความพร้อมได้ดีเพียงใด

รัฐบาลเกาหลีใต้คาดหวังว่า การลงทุนขนาดใหญ่จะช่วยกระจายศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง และทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อียังย้ำว่า ผลประโยชน์จากการลงทุนและความสามารถของประเทศไม่ควรกระจุกตัวอยู่กับบริษัทหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่ควรสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและชุมชนทั่วประเทศ

การเร่งย้ายฐานทัพอากาศควังจูจึงถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของรัฐบาลในการเปิดพื้นที่สำหรับโครงการชิปคลัสเตอร์ ซึ่งถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI และลดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่เฉพาะในเขตเมืองหลวง.

ที่มา Yonhap / Reuters

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ "ศพหมกกระเป๋าเดินทาง" ที่แท้เป็น "ตุ๊กตายาง"

10 ส.ค. 2569 14:05 น.

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

เกิดเหตุระทึกขวัญทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเมืองดีในออสเตรเลียแตกตื่น เมื่อมีการพบกระเป๋าเดินทางริมถนนใกล้หมู่บ้านโออัลเลน ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งตอนแรกสงสัยว่าเป็นศพมนุษย์ที่ถูกฆาตกรรม แต่หลังจากนำส่งตรวจชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดกว่า 20 ชั่วโมง ผลกลับพลิกผันเมื่อพบว่าสิ่งของภายในกระเป๋าคือ “ตุ๊กตายาง” ที่มีลักษณะเหมือนคนจริงเกือบทุกประการ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ยืนยันว่า สิ่งของที่พบภายในกระเป๋าเดินทางซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่โออัลเลน ใกล้เมืองโกลเบิร์น ทางตอนใต้ของรัฐ ไม่ใช่ชิ้นส่วนหรือร่างของมนุษย์ แต่เป็นตุ๊กตาเสมือนจริง หลังเจ้าหน้าที่นิติเวชตรวจสอบอย่างละเอียด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.50 น. วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม หลังประชาชน 2 คนพบกระเป๋าเดินทางอยู่ในพื้นที่ป่าริมถนนโวลกอน ใกล้ถนนโออัลเลน ฟอร์ด ห่างจากเมืองโกลเบิร์นประมาณ 61 กิโลเมตร และแจ้งตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าภายในอาจมีร่างของผู้หญิงอยู่

เจ้าหน้าที่จากเขตตำรวจฮูมเดินทางไปตรวจสอบและพบกระเป๋าเดินทางพร้อมสิ่งที่ดูคล้ายร่างมนุษย์ โดยตำรวจได้ตั้งพื้นที่เกิดเหตุและส่งเจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนเก็บกระเป๋าและนำสิ่งของภายในไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องปฏิบัติการนิติเวช

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นร่างมนุษย์หรือไม่ เนื่องจากตุ๊กตามีรูปลักษณ์สมจริงอย่างมาก กระทั่งผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเป็นตุ๊กตายางสำหรับผู้ใหญ่ สวมเสื้อผ้า มีเส้นผม และเจาะจมูก นอกจากนี้ยังมีรอยบนตัวที่มีลักษณะคล้ายรอยฟกช้ำและรอยถลอก ทำให้ตอนแรกถูกเข้าใจว่าเป็นร่างของมนุษย์

ผู้กำกับการตำรวจเขตฮูม ลินดา แบรดเบอรี ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีความเสียใจต่อกระบวนการทำงาน เนื่องจากตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาสภาพพื้นที่เกิดเหตุไม่ให้ถูกรบกวน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

แบรดเบอรีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่พบเสมือนเป็นหลักฐานสำคัญจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่นิติเวชได้เข้าตรวจสอบสิ่งของดังกล่าวตั้งแต่วันอาทิตย์ แต่ต้องนำไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล

ก่อนหน้านี้ การพบกระเป๋าเดินทางดังกล่าวทำให้ตำรวจต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนในลักษณะคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต โดยมีการรายงานข่าวและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ก่อนที่ตำรวจจะยืนยันในวันถัดมาว่า สิ่งที่พบไม่ใช่มนุษย์ และยุติการสอบสวน

แบรดเบอรียังกล่าวว่า ประชาชน 2 คนที่พบกระเป๋าได้ตัดสินใจถูกต้องที่แจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะในขณะนั้นพวกเขาเชื่ออย่างจริงใจว่าอาจพบร่างมนุษย์ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจให้ทั้งสองคน และตำรวจจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบว่า สิ่งที่พบไม่ใช่ศพมนุษย์

โออัลเลนเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กริมแม่น้ำโชลฮาเวน ในพื้นที่เซาเทิร์นเทเบิลแลนด์ ห่างจากกรุงแคนเบอร์ราประมาณ 109 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ราว 250 กิโลเมตร

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า การสอบสวนกรณีดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ศพ” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังเข้าตรวจสอบ แท้จริงแล้วเป็นเพียงตุ๊กตายางที่มีรูปลักษณ์สมจริงเท่านั้น.

ที่มา NSW Police / ABC News

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย "อองซาน ซูจี" โดยไม่มีเงื่อนไข "

10 ส.ค. 2569 12:25 น.

เมียนมาปฏิเสธอาเซียน เรียกร้องปล่อย “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข “

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ขอให้ปล่อยตัว “อองซาน ซูจี” โดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมประกาศชัดเจนว่าตำแหน่ง “ผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมา” จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเมื่อสิงคโปร์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2027 ย้ำการดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของเมียนมาเท่านั้น

กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกแถลงการณ์โต้ตอบข้อเรียกร้องล่าสุดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ต้องการให้ปล่อยตัว อองซาน ซูจี อดีตผู้นำวัย 81 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข และร้องขอให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนเข้าพบเธอในภารกิจครั้งถัดไป โดยเมียนมาระบุอย่างชัดเจนว่า แม้รัฐบาลจะเคยลดโทษให้เธอด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมมาแล้ว แต่การปล่อยตัวโดยสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขนั้น “ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น”

อองซาน ซูจี ถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 และถูกตัดสินจำคุกในหลายข้อหา เช่น การทุจริต การโกงการเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับราชการ ซึ่งฝ่ายสนับสนุนและองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แม้จะได้รับการลดโทษหลายครั้ง แต่ปัจจุบันเธอยังคงต้องรับโทษคุมขังรวมเวลากว่า 18 ปี โดยล่าสุดได้รับการย้ายตัวมาคุมขังในบ้านพักที่กรุงเนปิดอว์

ประเด็นสำคัญในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาคือ การส่งสัญญาณปฏิเสธบทบาทของอาเซียนในอนาคต โดยระบุว่า เมียนมาจะยังคงทำงานร่วมกับ มาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษอาเซียนคนปัจจุบันจนหมดวาระ แต่เห็นว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องแต่งตั้งหรือคงบทบาทตำแหน่งผู้แทนพิเศษอาเซียนด้านเมียนมาอีกต่อไป เมื่อสิงคโปร์รับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม 2027

เมียนมาอ้างเหตุผลว่า ขณะนี้ประเทศมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหลายพรรค ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน และได้เข้ามาบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์แล้ว พร้อมเตือนด้วยว่า เมียนมาจะใช้ “มาตรการตอบโต้อย่างเหมาะสมเป็นรายกรณี” หากถูกอาเซียนหรือประเทศสมาชิกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือมีการเลือกปฏิบัติ

ที่ผ่านมาอาเซียนได้ระงับการเชิญผู้นำทหารเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับสูงตั้งแต่ปลายปี 2021 เนื่องจากเมียนมาไม่ปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ที่มุ่งยุติความรุนแรง และเปิดทางให้มีการเจรจาทางการเมืองกับทุกฝ่าย

แม้ว่าประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอาเซียนหลังการเลือกตั้ง และเพิ่งผ่อนคลายมาตรการโดยอนุญาตให้ตัวแทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบอองซาน ซูจี เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเนปิดอว์กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออาเซียนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดย มิน อ่อง หล่าย ได้เคยกล่าวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมว่า ฉันทามติ 5 ข้อนั้น “ไม่ใช่ข้อตกลงร่วมกันของทุกชาติสมาชิกอาเซียน” และถือเป็นเรื่องโมฆะ เช่นเดียวกับสภาเมียนมาที่ลงมติปฏิเสธแผนการดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

ท่าทีล่าสุดของเมียนมาตอกย้ำให้เห็นถึงทางอ้อมที่ยากลำบากในการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในเมียนมา ขณะที่อาเซียนยังคงยืนยันว่าฉันทามติ 5 ข้อยังคงเป็นแนวทางเดียวในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการยอมรับเมียนมากลับสู่ประชาคมภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ.

ที่มา Associated Press / The Diplomat

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

10 ส.ค. 2569 11:45 น.

สมาคมบอลเกาหลีใต้เจอวิกฤตซ้ำซ้อน ถูกกล่าวหาจัดหาบริการทางเพศผู้ตัดสินต่างชาติ

สมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ หรือ KFA ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน หลังเผชิญข้อถกเถียงหลายประเด็น ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ไม่เป็นธรรม และกรณีมีสื่อรายงานว่าสมาคมเคยจัดหาบริการทางเพศให้ผู้ตัดสินต่างชาติระหว่างเดินทางมาทำหน้าที่ในเกาหลีใต้เมื่อปี 2011 และ 2012

KFA ระบุว่า ขออภัยอย่างจริงใจต่อความผิดหวังและความกังวลที่เกิดขึ้นจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาคม หลังการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยยอมรับว่าองค์กรกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และอาจละเลยบทบาทพื้นฐานของตัวเองไป

กรณีล่าสุดเกิดขึ้นหลังสถานีโทรทัศน์ JTBC ของเกาหลีใต้รายงานว่า KFA เคยจัดการต้อนรับที่ไม่เหมาะสมให้แก่ผู้ตัดสินต่างชาติหลายครั้งระหว่างเดือนมีนาคม 2011 ถึงมีนาคม 2012 รวมถึงในช่วงที่ผู้ตัดสินเดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และการแข่งขันคัดเลือกโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน

JTBC อ้างผลการตรวจสอบของกระทรวงกีฬาเกาหลีใต้เมื่อปี 2016 ซึ่งพบว่า KFA จัดการต้อนรับในลักษณะไม่เหมาะสมแก่ผู้ตัดสินต่างชาติ 7 ครั้ง โดยมีบางกรณีเป็นการพาไปยังสถานบริการนวด ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมถึงบริการทางเพศด้วย

KFA ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่ระบุว่า บุคลากรจำนวนมากภายในสมาคมไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว รวมถึงการใช้บัตรเครดิตขององค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในปัจจุบันอีกต่อไป

ข้อกล่าวหานี้เพิ่มแรงกดดันต่อ KFA ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบจากอีกประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ฮง มยอง-โบ อดีตกองหลังทีมชาติเกาหลีใต้ วัย 57 ปี เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติในปี 2024

ตำรวจกรุงโซลเข้าตรวจค้นสำนักงานของ KFA เมื่อวัน 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อสอบสวนกระบวนการแต่งตั้งฮง หลังเกิดข้อสงสัยว่าการคัดเลือกไม่โปร่งใส โดยก่อนหน้านี้สมาคมใช้เวลาหลายเดือนพิจารณาผู้สมัครจากต่างประเทศ ก่อนยุติกระบวนการและเลือกฮงหลังการพบปะกันเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ได้เรียกฮง รวมถึงอดีตและเจ้าหน้าที่ปัจจุบันของ KFA เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภา ทั้งในประเด็นกระบวนการแต่งตั้งและค่าจ้างประจำปีของฮง

ประเด็นดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอย่างหนัก หลังทีมชาติเกาหลีใต้ทำผลงานน่าผิดหวังในฟุตบอลโลก 2026 และตกรอบแบ่งกลุ่ม แม้ถูกคาดหวังสูงว่าจะเป็นทีมจาก “เจเนอเรชันทอง” ที่นำโดย ซน ฮึง-มิน กัปตันทีม

ฮงประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเกาหลีใต้พลิกล็อกแพ้แอฟริกาใต้ 0-1 ซึ่งทำให้ทีมหมดโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ แต่การลาออกของเขาไม่ได้ช่วยลดกระแสความไม่พอใจของแฟนบอล และกลับยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน

KFA ระบุว่า จะเร่งทบทวนปัญหาต่าง ๆ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน หลังองค์กรเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งกระบวนการบริหารภายในและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต.

ที่มา AFP / Reuters

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

10 ส.ค. 2569 11:05 น.

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

นักดำน้ำและตำรวจสายตรวจมรดกทางวัฒนธรรมอิตาลี ค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ “แอมโฟรา” หลายร้อยใบ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิตาลียกเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีใต้น้ำครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี

นักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญของอิตาลีค้นพบซากเรือโรมันโบราณใต้ทะเลนอกชายฝั่งเมืองมาซารา เดล วัลโล ทางตะวันตกของเกาะซิซิลี โดยคาดว่าซากเรือมีอายุมากกว่า 2,000 ปี และอาจอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 หรือศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

ซากเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล และจมอยู่ที่ความลึกราว 46 เมตร เจ้าหน้าที่ประเมินว่าซากเรือมีความยาวประมาณ 21 เมตร และกว้าง 6 เมตร ภายในเรือพบแอมโฟรา หรือภาชนะดินเผาทรงสูงสำหรับบรรจุสินค้าในยุคโบราณหลายร้อยใบ โดยส่วนใหญ่เป็นแอมโฟราประเภท Dressel 1A ซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้า เช่น ไวน์ น้ำมันมะกอก และธัญพืช

นอกจากนี้ ยังพบแท่งยึดสมอเรือที่ทำจากตะกั่ว 2 ชิ้น รวมถึงโครงสร้างอีกชิ้นหนึ่งที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน ทำให้การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาการเดินเรือและการค้าทางทะเลในสมัยโรมัน

อเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลี ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่สำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงความชื่นชมหน่วยงานคาราบินิเอรีและสำนักงานโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลีที่ร่วมกันดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

จูลีระบุว่า ทะเลยังคงส่งคืนชิ้นส่วนอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ให้มนุษย์ และซากเรือที่มาซารา เดล วัลโล กำลังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เส้นทางเดินเรือ และการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลายเป็นจุดบรรจบของอารยธรรม พร้อมย้ำว่าจะมีการศึกษาต่อไปเพื่อเปิดเผยประวัติความเป็นมาของเรือและนำองค์ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชน

การค้นพบเกิดขึ้นหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน ประกอบด้วยหน่วยคาราบินิเอรีเพื่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองปาแลร์โม หน่วยโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลี และหน่วยนักดำน้ำคาราบินิเอรีจากเมืองเมสซีนา โดยได้รับการสนับสนุนจากเรือตรวจการณ์ของคาราบินิเอรีจากเมืองตราปานี

ด้านจาโกโม เด โมลา ชาวประมงและนักดำน้ำอิสระ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพบซากเรือ เล่าว่า ขณะสำรวจพื้นทะเล เขาสังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่บนเครื่องสแกนและคิดว่าอาจเป็นก้อนหิน จึงตัดสินใจดำน้ำลงไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าใกล้กลับพบว่าไม่ใช่ก้อนหิน หากเป็นซากเรือโบราณที่เต็มไปด้วยแอมโฟราจำนวนมาก

เด โมลา ระบุว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิต และเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการได้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกในรอบเกือบ 20 ศตวรรษที่ได้เห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ภาพจากใต้ทะเลยังเผยให้เห็นปลาไหล ปลากะพง และสิ่งมีชีวิตทางทะเลจำนวนมากอาศัยอยู่ท่ามกลางภาชนะดินเผา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองและมีมาตรการด้านความปลอดภัยระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดทำเอกสารและศึกษาบริบททางโบราณคดี เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรือ เส้นทางการเดินเรือ และสินค้าที่บรรทุกมา

ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถือเป็นแหล่งสำคัญของซากเรือโบราณ โดยในปี 2023 มีการค้นพบซากเรือที่มีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 หรือ 2 ก่อนคริสตกาล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโรม และพบแอมโฟราหลายร้อยใบเช่นเดียวกัน ส่วนในปี 2018 มีการค้นพบเรือสินค้ากรีกอายุกว่า 2,400 ปี นอนอยู่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งบัลแกเรีย ซึ่งในขณะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นซากเรือโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

การค้นพบซากเรือครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิตาลีประกาศการค้นพบทางธรณีวิทยาครั้งสำคัญอีกแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งซิซิลี โดยนักวิจัยพบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลใกล้เกาะปานาเรีย ในหมู่เกาะเอโอเลียน รวมถึงพบปล่องไฮโดรเทอร์มอล หรือช่องระบายความร้อนใต้พิภพแห่งใหม่ที่ปล่อยก๊าซออกมาจากพื้นทะเล

โครงสร้างดังกล่าวอยู่ห่างจากเกาะปานาเรียไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 ไมล์ทะเล ที่ระดับความลึกราว 60-80 เมตร ตัวปล่องมีขนาดประมาณ 100 เมตร คูณ 60 เมตร การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาระบบภูเขาไฟใต้ทะเลของพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น และอาจช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของเกาะปานาเรียในอนาคต.

ที่มา BBC / euronews

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

10 ส.ค. 2569 10:49 น.

หญิงชราวัย 80 ปีดับสลดขณะหนีไฟป่าแคนาดา ทางการสั่งอพยพกว่า 2 หมื่นคน

หญิงชรา วัย 80 ปี เสียชีวิตขณะพยายามอพยพหนีไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ขณะที่ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2 หมื่นคน และประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

วันที่ 10 สิงหาคม 2569  ตำรวจแคนาดาเปิดเผยว่า มีหญิงชรา อายุ 80 ปีเสียชีวิตขณะพยายามออกจากบ้านเพื่อหนีไฟป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ซัมเมอร์แลนด์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของประเทศ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์

รายงานข่าวระบุว่าไฟป่า “ซัมเมอร์แลนด์ (“Summerland) ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาใกล้ทะเลสาบโอกานากัน ลุกลามอย่างรวดเร็วจากกระแสลมแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คนในพื้นที่ รวมถึงบางส่วนที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์นำออกจากพื้นที่อันตราย

ขณะที่ไฟป่า “บัลด์ เรนจ์” (Bald Range) ซึ่งเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ ได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ซัมเมอร์แลนด์และชุมชนตามหุบเขาโดยรอบ โดยสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียระบุว่า ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ไฟได้เผาพื้นที่ไปแล้วราว 64,600 ไร่ และยังไม่สามารถควบคุมได้

นายเดวิด อีบี นายกรัฐมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า ไฟป่าสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน และมีประชาชนบางส่วนติดอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่กำลังใช้ปฏิบัติการทางอากาศช่วยเหลือผู้ที่ยังถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอก

ด้านสำนักงานดับไฟป่าบริติชโคลัมเบียรายงานว่า ทั่วทั้งรัฐมีไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้น 102 จุด ณ ช่วงเช้าวันอาทิตย์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งยังอยู่ในระดับควบคุมไม่ได้ พร้อมเตือนว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งต่อเนื่องทำให้เกิดพฤติกรรมไฟป่าที่รุนแรงในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐ. 

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

10 ส.ค. 2569 10:33 น.

มหาสมุทรทั่วโลกเดือด อุณหภูมิสูงสุดทำสถิติใหม่ เดือน ก.ค.

เผยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกเดือน ก.ค. สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางเอลนีโญที่กำลังก่อตัวและคาดว่าจะรุนแรงขึ้น ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วง มิ.ย.-ก.ค. ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service-C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดสำหรับเดือนกรกฎาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลในพื้นที่นอกเขตขั้วโลก ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าสถิติเดิมของเดือนเดียวกันที่ 20.89 องศาเซลเซียส ซึ่งทำไว้เมื่อปี 2566

บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีอุณหภูมิสูงผิดปกติเป็นวงกว้าง โดยเป็นพื้นที่ที่กำลังเกิดภาวะเอลนีโญ และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ซึ่งเอลนีโญสามารถส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้น นับเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะโลกร้อนที่ยังคงรุนแรงขึ้น  

นอกจากนี้ บริเวณน่านน้ำรอบทวีปยุโรปก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน โดยพบอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกรกฎาคมตามแนวมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตก ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในหลายพื้นที่

ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอด 2 เดือนอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2534-2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส และทำลายสถิติเดิมที่บันทึกไว้ในปี 2565

ทางด้าน ซาแมนธา เบอร์เกสส์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป กล่าวว่า เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญความร้อนในระดับรุนแรงผิดปกติ

ที่มา AFP