“อินฟานติโน” ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

"อินฟานติโน" ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

6 ส.ค. 2569 11:41 น.

“อินฟานติโน” ขอโทษปมแผนขายสิทธิ์ฟุตบอลให้เอกชน แต่ยังนั่งประธานฟีฟ่าต่อ

จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ขอโทษสมาชิก 211 สมาคม หลังเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักต่อแผนจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อขายสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันให้กับนักลงทุนเอกชน ยืนยันจะแก้ไขข้อผิดพลาดและไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขณะที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากคณะบริหารระดับสูงให้ดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรลูกหนังโลกต่อไป

จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กล่าวขอโทษต่อ “ข้อผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นจากการผลักดันข้อเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญ หลังเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย แต่ยืนยันว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่าต่อไป

การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังอินฟานติโนเรียกประชุมคณะผู้บริหารฟีฟ่าที่สำนักงานประจำทวีปแอฟริกาในกรุงราบัตของโมร็อกโก  เพื่อหารือวิกฤตที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของบริษัท FIFA Forward Enterprise หรือ FFE ซึ่งถูกถอนออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังการประชุม ฟีฟ่าออกแถลงการณ์ระบุว่า คณะผู้บริหาร “ยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่” ต่ออินฟานติโนในฐานะประธาน พร้อมยอมรับว่าการดำเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอ FFE ควรทำแตกต่างออกไป และไม่ควรทำให้สภาฟีฟ่าหรือสมาคมสมาชิก 211 แห่งรู้สึกว่าถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ

อินฟานติโนและมัทธีอัส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า ยังส่งจดหมายลงนามร่วมถึงสมาชิกสภาฟีฟ่า รองประธาน และสมาคมสมาชิกทั้ง 211 แห่ง โดยกล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะทบทวนกระบวนการเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ข้อเสนอ FFE ซึ่งถูกถอนออกไป มีแนวคิดให้ฟีฟ่าขายสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในหน่วยงานบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์แห่งใหม่ให้แก่นักลงทุนเอกชน คาดว่าจะระดมเงินได้ประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก โดยข้อเสนอครอบคลุมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งประเภทชายและหญิง

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ซึ่งระบุว่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวอินฟานติโน และกล่าวหาว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ไม่โปร่งใสและขาดการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

แรงกดดันยังมาจากภายในฟีฟ่าเอง โดยกราฟสตรอมเคยส่งบันทึกภายในถึงเจ้าหน้าที่ ระบุว่าสถานการณ์ที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการเป็น “เหตุการณ์ที่น่าเศร้าและน่าตำหนิ” ขณะที่เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

คาร์ลอส กอร์เดโร ที่ปรึกษาอาวุโสของอินฟานติโน ลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วงแผนดังกล่าว ขณะที่อาร์แซน เวนเกอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลระดับโลกของฟีฟ่า กล่าวว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำข้อเสนอ และเห็นว่าการถอนแผนดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ด้านอดีตนักฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส หลุยส์ ฟิโก ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าในปี 2015 เรียกร้องให้อินฟานติโนลาออก ขณะที่ลอรา แม็กอัลลิสเตอร์ รองประธานยูฟ่า ระบุว่าเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้ภาวะผู้นำของอินฟานติโนเข้าสู่ภาวะวิกฤต

ขณะเดียวกัน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ก็ออกมาแสดงความไม่ไว้วางใจอินฟานติโน โดยกล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกคณะกรรมการไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับข้อเสนอสำคัญเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับผู้นำองค์กร

แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่อินฟานติโนยังมีฐานสนับสนุนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสมาคมฟุตบอลนอกยุโรป ซึ่งหลายแห่งพึ่งพางบสนับสนุนจากฟีฟ่าในการดำเนินงาน ประเทศอย่างกาตาร์ คูเวต เลบานอน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างประกาศสนับสนุนอินฟานติโน

บรรดาผู้บริหารฟุตบอลแอฟริกาหลายคนก็ออกมาให้กำลังใจอินฟานติโน ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา หรือ CAF ซึ่งมีสมาชิก 54 ประเทศ ยังไม่ได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการ

อีกปัจจัยที่ยังเป็นข้อได้เปรียบของอินฟานติโน คือยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าในเดือนมีนาคมปีหน้า แม้เจ้าชายอาลี บิน อัล-ฮุสเซน ประธานสมาคมฟุตบอลจอร์แดน ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งมาแล้ว 2 ครั้ง จะออกมากล่าวหาฟีฟ่าว่าใช้ “การแบล็กเมล์” และยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนอินฟานติโน

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่าอินฟานติโนอาจให้คำมั่นกับโมร็อกโกว่าจะได้เป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030 เพื่อแลกกับการสนับสนุน แต่ฟีฟ่าปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จและทำให้เข้าใจผิด และยืนยันว่าการตัดสินใจเลือกสนามสำหรับนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งฟุตบอลโลก 2030 จะจัดร่วมกันโดยโมร็อกโก สเปน และโปรตุเกส จะมีขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งต่อการดำรงตำแหน่งของอินฟานติโน นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นประธานฟีฟ่าในปี 2016 โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานสมัยที่ 4 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศโมร็อกโกในเดือนมีนาคม และอาจส่งผลต่อความพยายามของเขาที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงปี 2031.

ที่มา BBC / Reuters

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

6 ส.ค. 2569 11:07 น.

Meta ยอมรับ AI เชื่อมต่อเน็ตก่อนแฮกระบบบริษัทอื่นระหว่างทดสอบ คาดเกิดจากตั้งค่าระบบผิด

บริษัท Meta ยอมรับว่า AI ของบริษัท เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแฮกระบบขององค์กรอื่นได้ ระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัย เนื่องจากเกิดความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบ กำลังเร่งตรวจสอบรายละเอียด

โฆษกของ Meta หรือ เมตาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประเมินโดยบริษัททดสอบอิสระด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และมีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทผู้พัฒนา AI รายอื่นก่อนหน้านี้

เมตาระบุว่า การทดสอบครั้งนี้ดำเนินการโดยบริษัท Irregular ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบความปลอดภัยของ AI รายเดียวกับที่เคยทดสอบโมเดล AI ของ Anthropic และพบว่า AI สามารถเข้าถึงระบบของบริษัทอื่นได้ หลังได้รับสิทธิ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากการตั้งค่าที่ผิดพลาด

โฆษกของ Irregular กล่าวว่าเหตุการณ์ของเมตาเป็นปัญหาเดียวกันทุกประการ กับที่บริษัท Anthropic เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่ากำลังจัดทำรายงานแนวทางการทดสอบด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่ปลอดภัยสำหรับ AI Agent เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก

เมตาระบุเพิ่มเติมว่าจะเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์มากขึ้น เมื่อสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำด้าน AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ต่างออกมาเปิดเผยว่า โมเดล AI ของตนสามารถโจมตีระบบขององค์กรอื่นได้ระหว่างการทดสอบ ภายหลังได้รับสิทธิ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบ

ก่อนหน้านี้ OpenAI เปิดเผยว่า AI Agent ของบริษัทได้ทดลองโจมตีบริการสาธารณะหลายแห่ง รวมถึงแพลตฟอร์มพัฒนา AI อย่าง Hugging Face ขณะที่ Anthropic ตรวจสอบเพิ่มเติมและพบว่าโมเดล Claude มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายบริษัท ทำให้นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐเรียกร้องให้ผู้พัฒนา AI เพิ่มมาตรการป้องกันและยกระดับการทดสอบความปลอดภัย ก่อนนำระบบ AI ที่มีความสามารถสูงออกใช้งานในวงกว้าง

ล่าสุด สถาบันความมั่นคงด้าน AI ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยผลการทดสอบว่า โมเดล AI บางระบบพยายามก่อการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมและสวมรอยเป็นบุคคลจริง เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลหรือให้สิทธิ์เข้าถึงระบบ

ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด AISI ระบุว่า โมเดล Mythos AI ของ Anthropic พยายามส่งข้อความส่วนตัวผ่านบัญชีปลอมเพื่อหลอกขอสิทธิ์เข้าถึงบริการ อย่างไรก็ตาม Anthropic ยืนยันว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมของโมเดลที่เปิดให้บริการจริง ขณะที่ OpenAI ระบุว่าผลการทดสอบดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะการใช้งานตามปกติของผู้ใช้ทั่วไป.

ที่มา : BBC

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด "งานโคตรน่าเบื่อ" ระหว่างประชุมสภา

6 ส.ค. 2569 10:52 น.

นักการเมืองออสเตรเลียรับ พิมพ์แชตหลุด “งานโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างประชุมสภา

นายมาร์ก พาร์ตัน ผู้นำฝ่ายค้านเขตกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งข้อความระบุว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณ หลังเกิดกระแสแชตหลุดแฉว่อนโซเชียล แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าข้อความดังกล่าวส่งถึงหญิงค้าบริการทางเพศ พร้อมอ้างเป็นเรื่องส่วนตัวและถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง

นายมาร์ก พาร์ตัน (Mark Parton) ผู้นำพรรคเสรีนิยมประจำเขตปกครองพิเศษเมืองหลวงออสเตรเลีย (ACT) ยอมรับอย่างเปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาเป็นผู้พิมพ์ข้อความหลุดว่า “งานผมโคตรน่าเบื่อ” (f*** my job is boring) ระหว่างเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณของสภานิติบัญญัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการตามที่มีการร้องเรียน

พาร์ตันเปิดเผยเรื่องนี้ในการแถลงข่าวหลังมีการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อกล่าวหาว่า เขาส่งข้อความดังกล่าวให้หญิงค้าบริการระหว่างการประชุม โดยมีรายงานว่าภาพข้อความถูกนำไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมภาพที่อ้างว่าถ่ายจากภายในห้องประชุม

พาร์ตันยอมรับว่าเขาเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าวจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งให้หญิงค้าบริการ และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าข้อความถูกส่งถึงใคร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน

เมื่อถูกถามหลายครั้งว่าเคยติดต่อหรือใช้บริการหญิงค้าบริการหรือไม่ พาร์ตันปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า เหตุใดจึงมีการนำประเด็นดังกล่าวมาถาม และย้ำว่าเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องถูกยุติแล้ว

พาร์ตันระบุว่า เขาได้รับแจ้งจากเคน คริสปิน กรรมาธิการมาตรฐานของสภานิติบัญญัติ ACT ว่า จะไม่มีการสอบสวนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยกรรมาธิการสามารถตัดสินใจไม่สอบสวนได้ หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ เรื่องร้องเรียนไม่มีมูล หรือมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

พาร์ตันยังระบุว่า ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย หรือ AFP ตรวจสอบ โดยกล่าวว่าเขากำลังได้รับความเสียหายจากบุคคลที่พยายามทำลายชื่อเสียง และเห็นว่าควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหากมีความพยายามกลั่นแกล้งหรือสร้างความเสียหาย

สำหรับข้อความที่เขาส่งระหว่างการพิจารณางบประมาณ พาร์ตันกล่าวว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้หรือไม่ พร้อมอธิบายว่า การประชุมพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และแม้เขาจะมองว่าการประชุมบางช่วงค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ฝ่ายค้านยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

เขายังยืนยันว่า ตนทำงานหนักและเพิ่งทำงานถึงประมาณ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมระบุว่า ไม่ควรตัดสินการทำงานของเขาจากข้อความส่วนตัวเพียงข้อความเดียว แต่ควรพิจารณาจากผลงานและการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล พาร์ตันยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง และยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขา

ด้านแอนดรูว์ บาร์ นายกรัฐมนตรีแห่งเขตนครหลวงออสเตรเลีย กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหากสมาชิกสภาจะรู้สึกเบื่อในบางช่วง แต่เห็นว่าการส่งข้อความระหว่างการประชุมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของเขา

พาร์ตันเป็นผู้นำพรรคเสรีนิยม ACT คนที่ 3 นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2024 และดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังลีแอนน์ แคสต์ลีย์ ลาออกจากพรรคและไปนั่งเป็นสมาชิกอิสระ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษภายในพรรค.

ที่มา ABC News / 9News

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

6 ส.ค. 2569 10:33 น.

ภูเขาไฟกัวเตลามา ปะทุต่อเนื่อง ยังเสี่ยงกระแสเถ้าร้อน-โคลนถล่ม

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลาปะทุต่อเนื่องหลายวัน แม้จะเริ่มลดความรุนแรง แต่ทางการเตือนยังอันตราย เสี่ยงเกิดกระแสเถ้าร้อนและโคลนภูเขาไฟไหลหลาก ขณะอพยพประชาชนแล้วกว่า 1,600 คน

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในกัวเตมาลา ซึ่งปะทุต่อเนื่องมาหลายวันและทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องอพยพออกจากบ้านเรือน แม้จะเริ่มลดความรุนแรงลงแต่ยังคงเป็นอันตราย

สำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลาระบุว่า การปะทุของภูเขาไฟมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเถ้าถ่านและเศษหินภูเขาไฟสะสมอยู่บริเวณยอด ซึ่งอาจพังถล่มและก่อให้เกิดกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือกระแสเถ้าร้อน ไหลลงมาตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟได้ นอกจากนี้ ฝนที่คาดว่าจะตกในพื้นที่อาจทำให้เกิดลาฮาร์ (lahar) หรือกระแสโคลนและเศษซากภูเขาไฟที่ไหลอย่างรวดเร็วตามแนวลำน้ำและหุบเขา ส่งผลให้ทางการยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตยังคงประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง

ภูเขาไฟฟูเอโกตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยเริ่มพ่นลาวาและเถ้าถ่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา การปะทุทำให้เกิดกระแสเถ้าร้อนไหลลงตามร่องหุบเขารอบภูเขาไฟ และทางการต้องอพยพประชาชนออกจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงแล้วอย่างน้อย 1,699 คน

ที่มา BBC

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

6 ส.ค. 2569 10:24 น.

ปูตินลงนามกฎหมายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล-สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างเป็นระบบครั้งแรก

รัสเซียออกกฎหมายกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ เปิดทางซื้อขายภายใต้การกำกับของรัฐ กำหนดมาตรฐานผู้ให้บริการทุกภาคส่วน หวังดึงตลาดเข้าสู่ระบบและหนุนการค้าระหว่างประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวทาสส์ ของรัสเซีย รายงานว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ลงนามบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสกุลเงินดิจิทัลและสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล (Law on Digital Currencies and Digital Rights) ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการกำกับดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของรัสเซียอย่างครอบคลุม

กฎหมายฉบับใหม่นี้เปิดทางให้การซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีสามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พร้อมกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในตลาด ตั้งแต่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขาย บริษัทจัดการกองทุน ผู้จัดตลาดซื้อขาย และสำนักหักบัญชี รวมถึงกำหนดเงื่อนไขสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อและถือครองคริปโตเคอร์เรนซี

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมการจัดเก็บ การบันทึกบัญชี และการรับฝากสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศ ตลอดจนกำกับดูแลการขุดคริปโตเคอร์เรนซี การออกและการซื้อขายสิทธิในสินทรัพย์ดิจิทัล และการดำเนินงานของผู้ให้บริการระบบที่ออกสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัล  

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะรับรองการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการ แต่กฎหมายยังคงห้ามใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ โดยเงินรูเบิลยังคงเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเพียงสกุลเดียว.

ที่มา RT Tass

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

6 ส.ค. 2569 09:54 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” จ่อถล่มทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ทางการเตือนคลื่นสูง 9 เมตร

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น คาดลมกระโชกแรงสูงสุด 216 กม.ต่อชม. คลื่นสูง 9 เมตร ขณะหลายพื้นที่เผชิญอากาศร้อนจัด แตะ 39 องศาฯ

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังแรง มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่โอกินาวาและหมู่เกาะอามามิ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น พร้อมขอให้ประชาชนเตรียมรับมือกับลมกระโชกแรง คลื่นสูง และฝนตกหนัก

สำนักงานอุตุฯ ระบุว่า เมื่อเวลา 03.00 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางของไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพายุเริ่มเคลื่อนห่างจากหมู่เกาะโอกาซาวาระ แต่คาดว่าจะเข้าใกล้โอกินาวาและอามามิในระดับความรุนแรงสูง

โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่นดอลฟินมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และจะทำให้ทะเลบริเวณโอกินาวามีคลื่นลมแรงในวันพุธ ก่อนส่งผลกระทบต่อพื้นที่อามามิในวันพฤหัสบดี พร้อมคาดว่า ในวันพฤหัสบดี ลมแรงสูงสุดในจังหวัดโอกินาวาอาจเพิ่มเป็น 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่พื้นที่อามามิอาจมีลมแรงสูงสุด 82.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุด 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เตือนว่า บางพื้นที่ของจังหวัดโอกินาวาอาจเผชิญลมแรงระดับที่สามารถสร้างความเสียหายหรือทำให้บ้านเรือนบางหลังพังถล่มได้ พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้าไปหลบภัยในอาคารที่มีความแข็งแรง หรือสถานที่ปลอดภัย ก่อนที่ลมจะทวีความรุนแรง 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในวันพุธ คาดว่าเมืองคุมาโมโตะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว จะมีอุณหภูมิสูงสุด 39 องศาเซลเซียส ขณะที่นครโอซากาและเมืองซางะอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

ก่อนหน้านี้ ทางการญี่ปุ่นออกประกาศเตือนภัยโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (heatstroke) ครอบคลุม 19 จังหวัด จากทั้งหมด 47 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดนีงาตะไปจนถึงภูมิภาคคิวชูและโอกินาวา โดยแนะนำให้ประชาชนอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นในช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ดื่มน้ำและรับประทานเกลือแร่ให้เพียงพอ รวมถึงพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดด

ที่มา NHK

ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

 ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

6 ส.ค. 2569 08:46 น.

ระทึก! ระเบิดสนั่นอพาร์ตเมนต์ในย่านบรองซ์ เสียชีวิต 1 ราย เจ็บ 15 คน

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ภายในอาคารอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในย่านบรองซ์ นิวยอร์ก สหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย บาดเจ็บอีก 15 คน เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายนาย

สำนักงานดับเพลิงนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ที่อาคารพักอาศัยบนถนนอีสต์ 209 เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยเพลิงเริ่มลุกไหม้บริเวณชั้น 3 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจนต้องยกระดับเป็นยกระดับเป็นเหตุเพลิงไหม้ระดับ 5 และระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมากกว่า 300 นายเข้าควบคุมสถานการณ์

แรงระเบิดส่งผลให้ประตูหลายบานกระเด็นหลุดออกจากวงกบ และทำให้พื้นอาคารบางส่วนพังถล่ม ส่งผลให้เปลวเพลิงลุกลามไปยังอย่างน้อย 3 ชั้นของอาคาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องถอนกำลังออกจากบางจุดชั่วคราว หลังเกิดการทรุดตัวของห้องพักบริเวณชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

จากรายงานล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 6 นาย โดย 3 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 3 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีประชาชนอย่างน้อย 2 คนอาการวิกฤต อีก 2 คนอาการสาหัส และมีเด็กรวมอยู่ในผู้บาดเจ็บด้วย ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นผู้ใหญ่ 1 ราย แต่ทางการยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

เหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งนี้ยังทำให้ประชาชนอย่างน้อย 18 คน ต้องอพยพออกจากอาคาร โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าปฏิบัติการดับเพลิงจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงค่ำ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ประกอบกับโครงสร้างอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด ทำให้การเข้าควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เบื้องต้น บริษัทผู้ให้บริการสาธารณูปโภคได้ตัดกระแสไฟฟ้าและก๊าซเข้าสู่อาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ครั้งนี้.

ที่มา : NBCnewyork

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

6 ส.ค. 2569 08:26 น.

สะพรึง! หมอกควันไฟป่าวอชิงตันปกคลุมภูเขาจนมิด อพยพกว่า 67,000 คน บ้านเรือนวอดนับร้อย

ภาพมุมกว้างเผยให้เห็นกลุ่มควันสีเทาขนาดมหึมาจากไฟป่า แผ่ปกคลุมแนวภูเขารอบเมืองสโปแคน รัฐวอชิงตันสหรัฐฯ จนแทบมองไม่เห็นสันเขา สะท้อนความรุนแรงของไฟป่าที่ไหม้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์

สื่อต่างประเทศเผยภาพมุมสูง ที่ถ่ายจากบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพมุมกว้างที่กลุ่มควันสีเทาขนาดมหึมาจากไฟป่า แผ่ปกคลุมแนวภูเขารอบเมืองสโปแคน จนแทบมองไม่เห็นสันเขา โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาศัยสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงสองวันที่ผ่านมา เร่งสร้างแนวกันไฟและควบคุมเพลิงรอบพื้นที่ไฟไหม้ทั้ง 3 จุด แต่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่า ช่วงปลายสัปดาห์อุณหภูมิจะพุ่งสูงเกือบ 37 องศาเซลเซียส พร้อมอากาศที่แห้งและลมแรง ซึ่งอาจทำให้ไฟป่าปะทุรุนแรงขึ้นอีก

ไฟป่าทั้ง 3 จุดได้เผาทำลายอาคารไปแล้วประมาณ 850 หลัง และทำให้ประชาชนกว่า 67,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ นับตั้งแต่ไฟเริ่มลุกไหม้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสำรวจความเสียหาย เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินจำนวนบ้านที่ถูกไฟเผาหรือได้รับความเสียหายได้ทั้งหมด

ทางการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยบางส่วนทยอยกลับเข้าบ้านแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด ขณะที่ผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากยังคงพักอยู่ในศูนย์พักพิงที่ศูนย์ประชุมเมืองสโปแคน โรงแรม บ้านเช่า หรือบ้านของญาติและเพื่อน โดยหลายคนยังไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อใด และไม่ทราบว่าบ้านได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ไฟป่าจุด “โอลด์ เทรลส์” เกิดจากการวางเพลิง โดยตำรวจได้จับกุมและแจ้งข้อหาวางเพลิงแก่ผู้ต้องสงสัยแล้ว ส่วนไฟป่าอีก 2 จุด คือ “ออทัมน์ เลน” และ “แฟร์วิว” มีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์เช่นกัน แต่ยังไม่พบว่าเป็นการจงใจ และยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : AP

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

6 ส.ค. 2569 06:09 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” ให้ภาคธุรกิจแล้ว 3.3 ล้านล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงิน “ภาษีทรัมป์” ให้แก่ภาคธุรกิจแล้วกว่า 3.3 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่ศาลสูงสุดสั่งให้ยกเลิกภาษีดังกล่าว โดยเงินจำนวนนี้คิดเป็น 60% ของเงินทั้งหมดที่รัฐต้องจ่ายคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คืนเงินภาษีศุลกากร “วันปลดแอก” (Liberation Day) ซึ่งเป็นภาษีต่างตอบแทนที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) โดยคืนให้แก่ภาคธุรกิจที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวโดยตรง

ข้อมูลจากคำร้องต่อศาลล่าสุดของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้ภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลเก็บรวบรวมได้ภายใต้นโยบายนี้

อย่างไรก็ตาม เงินอีกจำนวนไม่น้อยยังคงไม่มีการจ่ายคืน โดยเงินที่ต้องคืนเกือบ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานด้านการค้า ขณะที่อีก 1.6 พันล้านดอลลาร์ยังคงค้างอยู่เนื่องจากผู้นำเข้ายังไม่ได้แจ้งข้อมูลบัญชีธนาคาร

การคืนเงินดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งผู้พิพากษาลงความเห็นว่าการจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นวงกว้างภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้อ้างกฎหมายปี 2520 ที่ชื่อว่า กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” การค้าเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศจากบริษัทต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับภาษีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันสำหรับการนำสินค้าเข้าสู่สหรัฐฯ รวมถึงความกังวลว่าภาษีเหล่านี้จะนำไปสู่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น

ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าวไม่ใช่รัฐบาลต่างประเทศหรือผู้ส่งออกต่างชาติ แต่เป็นภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผู้นำเข้าเมื่อสินค้ามาถึงด่านศุลกากร ภาษีที่สูงขึ้นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายล่วงหน้าของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งตามปกติแล้ว บริษัทต่างๆ มักจะส่งต่อภาระต้นทุนส่วนนี้ไปยังผู้บริโภคด้วยการเพิ่มราคาขายปลีก

นับตั้งแต่มีคำตัดสินของศาลสูงสุด บริษัทรายใหญ่หลายแห่งของอเมริกาได้ยื่นขอคืนเงินเป็นจำนวนมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายศุลกากรสหรัฐฯ มีเพียงผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีโดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถยื่นขอคืนเงินได้ ส่งผลให้การเยียวยาผู้บริโภคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัทเอง

คาดกันว่ายอดการจ่ายคืนภาษีโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากศุลกากรสหรัฐฯ ยังคงตรวจสอบคำร้องที่ค้างอยู่ และผู้นำเข้าทยอยอัปเดตข้อมูลบัญชีธนาคาร

ทั้งนี้ แม้ศาลสูงสุดจะปฏิเสธการใช้กฎหมาย IEEPA ในการเก็บภาษีเพิ่มเติมแล้ว แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็บังคับใช้มาตรการภาษีถ้วนหน้า 10% แทนที่ทันที

มาตรการดังกล่าวหมดอายุลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม และถูกแทนที่ด้วยภาษีใหม่ที่จัดเก็บกับพันธมิตรทางการค้า 60 ประเทศ โดยอ้างข้อกล่าวหาว่าพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลักเหล่านี้ล้มเหลวในการจัดการปัญหาการบังคับใช้แรงงานอย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

6 ส.ค. 2569 05:22 น.

อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงกับโอมาน เรื่องเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซ

อิหร่านเปิดเผยว่า พวกเขาบรรลุข้อตกลงร่วมกับประเทศโอมาน เรื่องการกำหนดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่า การเดินเรือยังไม่ปลอดภัยเนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาเปิดเผยว่า ประเทศของเขาบรรลุข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับการกำหนดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยไม่ให้รายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากบอกว่า ข้อตกลงอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายบากาอีเตือนว่า ข้อตกลงกับโอมานเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบได้ เนื่องจากความมั่นคงยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

ต่อมา นาย คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยกับสำนักข่าว “อิรนา” (Irna) ว่า เส้นทางใหม่นี้จะเป็นเส้นทางชั่วคราว และอาจเปิดใช้งานได้เป็นเวลาสองถึงสี่เดือน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงประเด็นที่ว่า จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ หรือไม่ด้วย

ด้าน สหรัฐฯ และโอมานยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เตหะรานได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยเกือบจะตลอดเวลา ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกจึงผันผวนอย่างหนัก

เมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า อิหร่านจะ “โดนเล่นงานอย่างหนัก” หากช่องแคบแห่งนี้ไม่ถูกเปิดใช้งาน “ในเร็วๆ นี้”

ถ้อยแถลงของนายบากาอีเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้า ซึ่งอาจเปิดทางให้การขนส่งสินค้ากลับมาดำเนินการได้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แม้ว่าอิหร่านจะยังคงยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ และไม่มีแผนที่จะทำเช่นนั้นก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc