นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

7 ส.ค. 2569 04:16 น.

นักวิทย์ใช้ AI ออกแบบสร้างไวรัสชนิดใหม่ สำเร็จเป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์สร้างไวรัสชนิดใหม่ในห้องปฏิบัติการ โดยใช้ AI ออกแบบรหัสพันธุกรรมทั้งหมดสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่า เป็นไวรัสสำหรับฆ่าแบคทีเรีย และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างไวรัสชนิดใหม่ในห้องปฏิบัติการจำนวน 16 ชนิด โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการออกแบบรหัสพันธุกรรม (Genome) ของไวรัสขึ้นใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไวรัสทั้ง 16 ชนิดนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้จับเชื้อแบคทีเรีย และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยมันสามารถเพิ่มจำนวนและทำงานได้จริง และทั้ง 6 ตัวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” (E. coli) ได้

นักวิจัยใช้โมเดล AI ที่ชื่อว่า Evo1 และ Evo2 ซึ่งทำงานคล้ายกับ LLM อย่าง ChatGPT แต่คาดเดาโครงสร้างภาษาของสิ่งมีชีวิตแทนข้อความ และผ่านการฝึกฝน AI ด้วยรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จน AI สามารถสังเคราะห์ไวรัสฆ่าแบคทีเรีย หรือ “แบคเทอริโอเฟจ” (Bacteriophage) ขึ้นมาใหม่ได้

ความสำเร็จนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่ช่วยเปิดประตูสู่การรักษาโรคในยุคใหม่ เช่น การใช้แบคเทอริโอเฟจเพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ การพัฒนาเอนไซม์รักษาโรคทางพันธุกรรม หรือการสร้างแอนติบอดีสำหรับภูมิคุ้มกันบำบัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เตือนว่าเทคโนโลยีนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างเร่งด่วนด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เนื่องจากอาจมีผู้ใช้นำเทคโนโลยีไปประยุกต์สร้างเชื้อโรคหรืออาวุธชีวภาพชนิดใหม่

เพื่อไม่ให้เกิดไวรัสที่ส่งผลร้ายต่อมนุษย์ ทีมวิจัยได้ตัดข้อมูลไวรัสที่ติดเชื้อในสิ่งมีชีวิตซับซ้อนออกจากฐานข้อมูลฝึกฝน และจำกัดการทดลองไว้เฉพาะในห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงเลือกทดลองเฉพาะกับไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียเท่านั้น

ทั้งนี้ แม้ว่าพันธุกรรมของแบคเทอริโอเฟจจะมีขนาดเล็ก ประมาณ 5,400 คู่เบส เมื่อเทียบกับพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ ซึ่งมีถึง 3 พันล้านคู่เบส แต่นักวิจัยมองว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการใช้ AI เขียนรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

7 ส.ค. 2569 03:06 น.

ติ๊กต็อกเกอร์สาว ผู้แชร์เรื่องราวการสู้มะเร็ง เสียชีวิตแล้วในวัย 26 ปี

ซิดนีย์ โทล ติ๊กต็อกเกอร์สาวผู้แชร์วิดีโอเรื่องราวการต่อสู้กับโรคมะเร็งชนิดหายากของตัวเธอเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนมาตลอด 3 ปี เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 26 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซิดนีย์ โทล (Sydney Towle) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม TikTok ผู้แชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็งชนิดหายากและรุนแรง เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 26 ปี

ครอบครัวของซิดนีย์ประกาศข่าวการเสียชีวิตของเธอผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (6 ส.ค. 2569) โดยระบุว่าเธอเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งท่อน้ำดีที่แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

“ซิดจากไปอย่างสงบเมื่อคืนนี้ หลังจากต่อสู้กับมะเร็งท่อน้ำดีมานานเกือบ 3 ปี” ออสติน พี่ชายของเธอ กล่าวในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่าน TikTok โดยมีแม่ของพวกเขาอยู่ในคลิปด้วย

ซิดนีย์ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนบน TikTok และมากกว่า 200,000 คนบนอินสตาแกรม ใช้เวลาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในการบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเข้ารับการเคมีบำบัดและใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง ทั้งในมุมของความหวัง ความสุข และความยากลำบาก

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เธออาศัยอยู่ที่นครนิวยอร์ก และย้ายเข้ารับการดูแลแบบประคับประคองเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเราภูมิใจอย่างยิ่งในความกล้าหาญในการต่อสู้ของซิดนีย์ และการที่เธอแชร์เรื่องราวการเดินทางกับคนจำนวนมาก” ครอบครัวโทลระบุในแถลงการณ์

“เธอต้องการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดหายาก และมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเรียกร้องสิทธิและการดูแลเพื่อตนเอง พวกเราจะสานต่อเจตนารมณ์ของเธอและให้เกียรติเธอในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้”

หลังจากข่าวการเสียชีวิตของซิดนีย์ได้รับการเปิดเผยออกมา ผู้ติดตามหลายพันคนได้โพสต์ข้อความบนบัญชีโซเชียลมีเดียของซิดนีย์เพื่อไว้อาลัย และส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวของเธอ

ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซิดนีย์โพสต์วิดีโอหลายคลิปจากโรงพยาบาล ซึ่งเธอเข้ารับการรักษาภาวะแทรกซ้อน หลังจากมะเร็งได้แพร่กระจายไปเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่บุภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายใน

ในวันที่ 19 พ.ค. ซิดนีย์โพสต์คลิปภาพตัวเองนั่งอยู่ข้างคุณแม่ในโรงพยาบาล โดยเล่าว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งบอกกับเธอว่า เขาไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งของเธอได้อีกต่อไป และแนะนำให้เริ่มการดูแลในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต แต่ซิดนีย์ยืนยันว่าจะสู้ต่อไป และเปลี่ยนไปรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นแทน

แม้จะมีอาการป่วย แต่ซิดนีย์ก็แสดงออกถึงความสดใสและเปี่ยมไปด้วยความรักในการใช้ชีวิต ผ่านวิดีโอบนโซเชียลมีเดียของเธอ โดยเธอมักโพสต์วิดีโอเต้น แต่งตัว และสนุกสนานกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ

เมื่อไม่นานมานี้ เธอเพิ่งทำความฝันในการเป็นนางแบบได้สำเร็จ โดยได้เดินแบบในชุดว่ายน้ำให้กับโชว์ The Chemo Club x Post Swim ในงาน Miami Swim Week

“ชีวิตรวยความสุขมาก เพราะเพื่อนๆ เลือกที่จะใช้เวลาวันเสาร์มาร่วมระดมทุนสำหรับการวิจัยโรคมะเร็ง” ซิดนีย์เขียนไว้ในโพสต์เมื่อเดือนมีนาคม

ซิดนีย์ยังไม่เขินอายที่จะเผยให้เห็นบริเวณหน้าท้องของเธอผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นจุดที่เธอได้รับการผ่าตัดฝังเครื่องให้ยาเคมีบำบัดผ่านทางตับ

“ฉันเพิ่งเริ่มมองเห็นความแข็งแกร่งและความงดงามในร่างกายนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง” เธอเขียนไว้ในโพสต์เมื่อปีที่แล้ว พร้อมภาพถ่ายของตัวเองในชุดว่ายน้ำ “รอยแผลเป็นเหล่านี้คอยเตือนใจว่าฉันผ่านอะไรมาไกลแค่ไหน และเตือนฉันว่าความฝันจะจบลงก็ต่อเมื่อเรายินยอมให้มันจบเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

7 ส.ค. 2569 01:36 น.

กบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารกองทัพรัฐบาลเยเมน ดับอย่างน้อย 30 ศพ

กลุ่มกบฏฮูตีโจมตีค่ายทหารของกองทัพรัฐบาลเยเมนในภาคกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ โดยอ้างว่า ซาอุดีอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน กำลังสะสมกำลังเพื่อโจมตีพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตียิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีค่ายทหารหลายแห่งของกองกำลังฉุกเฉิน (Emergency Forces) ของกองทัพรัฐบาลเยเมนในเขต อัล-รุไวก์ (Al-Ruwaik) ของจังหวัดมาริบ (Marib) และเขต อัล-อับร์ ของจังหวัดฮาดราเมาต์ (Hadramawt) ทำให้มีทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ

นายกาซิม บาฮิเบาะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเยเมน ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการ “ลอบกัน” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ด้านโฆษกของกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมนเอาไว้ และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ระบุว่า พวกเขาเล็งเป้าหมายไปที่ความพยายามสะสมกำลังทางทหารขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อเตรียมบุกโจมตีพวกเขา อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำกองกำลังพันธมิตรสนับสนุนรัฐบาลเยเมนในช่วงสงครามกลางเมือง

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพันธมิตรหรือรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อการโจมตีหรือข้อกล่าวหาของกบฏฮูตี

ด้านคณะทูตสหรัฐฯ ประจำเยเมน ระบุว่า การโจมตีของกลุ่มฮูตีเป็นการกระทำที่ “ขี้ขลาด” และเป็นการ “การก่อการร้ายต่อประชาชนชาวเยเมน” อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ เยเมนเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองที่เปิดฉากขึ้นในปี 2557 เมื่อกลุ่มฮูตีขับไล่รัฐบาลออกจากกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศ ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปี 2558 หลังกองกำลังพันธมิตรชาติอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบีย เข้าแทรกแซงเพื่อพยายามฟื้นฟูการปกครองของรัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ

รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การสู้รบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 150,000 ราย และจุดชนวนวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีประชาชนมากกว่า 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีและซาอุดีอาระเบียเริ่มสงบลงหลังจากข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการมีผลบังคับใช้ในปี 2565 แต่สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มฮูตีประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และโจมตีเข้าใส่ซาอุฯ อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

6 ส.ค. 2569 23:58 น.

EasyJet ตกลงขายกิจการให้บริษัทสหรัฐฯ มูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์

EasyJet ตกลงขายกิจการให้แก่บริษัท อะพอลโล ของสหรัฐฯ ในราคา 5.7 พันล้านปอนด์ หลังจากบริษัทคู่แข่งอีกรายตัดสินใจถอนตัวออกไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. 2569 ว่า อีซี่เจ็ต (EasyJet) สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติอังกฤษ ตกลงขายกิจการให้แก่ “อะพอลโล” (Apollo) บริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ แล้ว ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 5.7 พันล้านปอนด์ หลังจากบริษัทคู่แข่งถอนตัวจากการเสนอราคา

ข้อตกลงซื้อขายดังกล่าวบรรลุผลหลังจาก “แคสเซิลเลก” (Castlelake) บริษัทการลงทุนจากสหรัฐฯ อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยยื่นข้อเสนอซื้อสายการบินดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ได้ประกาศถอนตัวจากศึกการประมูล

อะพอลโลระบุว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะตัดลดตำแหน่งงานใดๆ ภายในช่วง 12 เดือนแรกหลังจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้น ซึ่งหมายความว่าผู้โดยสารยังคงสามารถคาดหวังคุณภาพการบริการที่ใกล้เคียงเดิมได้

ทั้งนี้ อีซี่เจ็ตเป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีพนักงานมากกว่า 19,000 คน และให้บริการเส้นทางบินราว 1,200 เส้นทาง ครอบคลุม 35 ประเทศทั่วยุโรป

อีซี่เจ็ต ก่อตั้งขึ้นโดย เซอร์ สเตลิโอส ฮาจิ-ไอโออันนู ในปี 2538 เพื่อให้บริการตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดจากสหราชอาณาจักรไปยังยุโรป โดยเที่ยวบินแรกเริ่มออกเดินทางในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน จากท่าอากาศยานลูตันไปยังกลาสโกว์และเอดินบะระ ก่อนจะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศครั้งแรกในปีถัดมา

ปัจจุบัน เซอร์ สเตลิโอส และครอบครัวยังคงถือหุ้นในธุรกิจนี้อยู่ราว 15% โดยเขายืนยันให้การสนับสนุนแผนการของอะพอลโลในการขับเคลื่อนสายการบินแห่งนี้ “เพื่อสร้างการเติบโตที่มากยิ่งขึ้น”

“ผมและครอบครัวตั้งใจที่จะยังคงลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ระยะยาวของอีซี่เจ็ตต่อไป สำหรับบทใหม่ในการเดินทางของบริษัท” เซอร์ สเตลิโอส ระบุในแถลงการณ์

อนึ่ง อนาคตเรื่องผู้ถือหุ้นของอีซี่เจ็ตเผชิญกับความไม่แน่นอนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อมีข่าวว่า แคสเซิลเลกกำลังพิจารณาซื้อสายการบินแห่งนี้ โดยในช่วงแรกพวกเขาถูกปฏิเสธหลายครั้งเนื่องจากเสนอราคาต่ำเกินไป

กระทั่งช่วงต้นเดือนกรกฎาคม อีซี่เจ็ตและแคสเซิลเลกได้บรรลุหลักการข้อตกลงร่วมกัน แต่จู่ๆ อะพอลโล ซึ่งเป็นเจ้าของ เดอะ เรสเตอรองต์ กรุ๊ป (The Restaurant Group) บริษัทแม่ของร้านอาหารเอเชียระดับโลกอย่าง “วากามามะ” (Wagamama) ก็ได้ก้าวเข้ามาพร้อมยื่นข้อเสนอที่สูงกว่า

ภายใต้ข้อเสนอของอะพอลโล ผู้ถือหุ้นของอีซี่เจ็ตจะได้รับเงินมูลค่า 7.15 ปอนด์ต่อหุ้น พร้อมยืนยันว่า อะพอลโล “ให้การสนับสนุนอย่างยิ่ง” ต่อยุทธศาสตร์เดิมของอีซี่เจ็ต

ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้เจ้าของสายการบินใน EU ต้องมีผู้ถือหุ้นหลักอยู่ในสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าทางอะพอลโลจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ได้ โดยให้ครอบครัวฮาจิ-ไอโออันนู และผู้ถือหุ้นรายอื่นที่มีฐานอยู่ใน EU ถือหุ้นรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของธุรกิจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

6 ส.ค. 2569 23:12 น.

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติให้เอาผิด ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตหมอใหญ่สหรัฐฯ ฐานละเมิดอำนาจสภา หลังจากเขาปฏิเสธตอบคำถามของคณะกรรมาธิการเรื่องต้นกำเนิดของโควิด-19

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ส.ค. 2569 คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบให้ดำเนินคดี ดร. แอนโทนี เฟาชี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในข้อหา “ละเมิดอำนาจรัฐสภา” จากกรณีที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามของสภาฯ ในการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19

ในการเข้าให้การเมื่อสัปดาห์ก่อน ดร.เฟาชีใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 5 ที่ให้สิทธิ์ในการไม่พูดสิ่งที่เป็นโทษต่อตนเอง เพื่อปฏิเสธการตอบคำถามของคณะกรรมการวุฒิสภามากกว่า 100 ครั้ง โดยอ้างว่า ส.ว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน พยายามทำทุกทางเพื่อส่งเขาเข้าคุก

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะได้ลงนามอภัยโทษล่วงหน้าให้ ดร.เฟาชีไปแล้วในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2568 โดยให้ความคุ้มครองต่อการกระทำใดๆ ของ ดร.เฟาชีระหว่างปี 2557-2568 แต่ สว. แรนด์ พอล ยืนยันว่าการลงมติครั้งนี้คือการลงโทษที่เฟาชีฝ่าฝืนคำสั่งสภา ด้วยการไม่ตอบคำถาม ซึ่งเกิดหลังพ้นระยะเวลาคุ้มครองไปแล้ว

ฝ่าย ดร. เฟาชี กับทนายความของเขาชี้ว่า นี่เป็นการเล่นละครทางการเมืองเพื่อลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าเฟาชีไม่ได้ทำความผิดใดๆ และ สว. แรนด์ พอล มีความหมกมุ่นเกินเหตุที่จะเล่นงานเขา

ส.ว. แกรี พีเทอร์ส แกนนำฝ่ายพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการดังกล่าว ออกมาระบุว่า การสอบสวนนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบและมีวาระทางการเมืองแอบแฝงเพื่อทำลายชื่อเสียงของ ดร.เฟาชี

ทั้งนี้ ฝั่งรีพับลิกัน โดยเฉพาะ สว.แรนด์ พอล กล่าวหา ดร.เฟาชีว่าพยายามปกปิดต้นกำเนิดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเขาเคยเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าไวรัสหลุดมาจากห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่กลับออกมาให้ข่าวต่อสาธารณชนว่าเกิดจากธรรมชาติ

อนึ่ง จากบันทึกของเฟาชีที่เปิดเผยในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามองความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง (ธรรมชาติ และ ห้องแล็บ) แต่ต่อมาเริ่มมั่นใจว่าเกิดจากธรรมชาติมากกว่า โดยบันทึกไว้ว่า “แม้จะเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีความเป็นไปได้เท่าๆ กัน”

ในขั้นต่อไป ผลการลงมตินี้เปิดทางให้คณะกรรมาธิการส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อ ดร.เฟาชีหรือไม่ โดย สว.แรนด์ พอล ใช้วิธีข้ามการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภาเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งยังคงไม่แน่นอนว่ากระทรวงยุติธรรมจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

6 ส.ค. 2569 22:04 น.

หวั่นอีโบลาระบาด ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสาร หลังผู้โดยสารดับ 5 ศพ

ดีอาร์คองโกกักกันเรือโดยสารลำหนึ่งไว้ในแม่น้ำคองโก หลังมีผู้โดยสารจากเรือลำนี้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ จนเกิดความกังวลว่าจะมีการระบาดของไวรัสอีโบลา ซึ่งกำลังแพร่กระจายในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ดำเนินการกักกันเรือโดยสารลำหนึ่งไว้ในแม่น้ำคองโก หลังพบผู้โดยสารที่มากับเรือลำนี้เสียชีวิต 5 ศพ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสอีโบลา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจเชื้ออีโบลารวมถึงเชื้ออหิวาตกโรคให้แก่ผู้โดยสารทั้ง 255 คน

เรือ “อิ๋งเฟิง 2” (Yingfeng 2) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทจีน ถูกสั่งให้จอดใกล้กับท่าเรือ “เบนเด-เบนเด” (Bende Bende) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกินชาซา เมืองหลวง ไปทางตอนเหนือของแม่น้ำประมาณ 65 กิโลเมตร

นายโรเจอร์ คัมบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการคัดกรองดังกล่าวเป็นมาตรการเฝ้าระวัง หลังจากผู้โดยสารรายหนึ่งที่มีอาการไข้และท้องเสีย ซึ่งลงจากเรือไปก่อนหน้านี้ เสียชีวิตที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีผู้ใหญ่อีก 2 ราย, เด็ก 3 ขวบ 1 ราย และเด็กทารกแรกเกิดอีก 1 ราย เสียชีวิตด้วย

ทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นไปบนเรือและจัดตั้งห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่เพื่อทำการตรวจเชื้อแล้ว โดยนายคัมบายืนยันว่า ในตอนนี้ยังไม่พบผู้มีผลตรวจเชื้อเป็นบวก และมีความเป็นไปได้ที่จะไม่มีใครมีผลเป็นบวกเมื่อพ้นระยะฟักตัว 21 วัน

ตามรายงานของ บีบีซี (BBC) เรืออิ๋งเฟิง 2 เดินทางออกจากเมืองคิซังกานี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยจะล่องแม่น้ำเป็นระยะทางกว่า 1,700 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่กรุงกินชาซา ก่อนที่จะถูกสกัดไว้กลางแม่น้ำตามมาตรฐานของ WHO

ทั้งนี้ เพิ่งมีรายงานการพบผู้ติดเชื้ออีโบลาในเมืองคิซังกานีเมื่อไม่นานมานี้ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ อย่างไรก็ตาม นายคัมบาเสริมว่า ไม่พบผู้ติดเชื้ออีโบลาในจังหวัดมงกาลา ซึ่งเป็นจุดที่ผู้โดยสารที่เสียชีวิตลงจากเรือ ต่างจากรายงานข่าวก่อนหน้านี้

อนึ่ง ดีอาร์คองโกกำลังเผชิญการระบาดของไวรัสอีโบลาเป็นครั้งที่ 17 โดยทางการประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และผลการตรวจสอบพบว่า ไวรัสอีโบลาที่อยู่เบื้องหลังการระบาดเป็นสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” ที่พบได้ยาก และไม่ปรากฏการระบาดมานานกว่า 10 ปีแล้ว และปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาหรือวัคซีนเฉพาะทาง

3 เดือนนับตั้งแต่ประกาศการระบาด จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่ามีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 3,973 ราย และเสียชีวิต 1,801 ราย นับเป็นการระบาดของโรคอีโบลาที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของดีอาร์คองโก

นอกจากนั้น ขณะนี้ยังมีผู้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังการติดเชื้อมากกว่า 17,000 ราย หลังจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีโบลา และมีผู้ป่วยอีก 674 ราย ที่อยู่ระหว่างการแยกกักตัวหรือรับการรักษาใน 5 จังหวัด และมีผู้ป่วยที่หายดีแล้ว 776 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

6 ส.ค. 2569 16:44 น.

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่ง รัสเซียถล่มสถานีรถไฟ-เรือบรรทุกข้าวสาลี

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ระบุว่า ยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย 2 แห่งในแคว้นยาโรสลาฟล์และบัชคอร์โตสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวรบหลายร้อยกิโลเมตร ขณะที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ของยูเครน ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงเรือสินค้าที่บรรทุกข้าวสาลียูเครนในทะเลดำ

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยวันนี้ (6 ส.ค.) ว่า กองกำลังยูเครนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย 2 แห่ง ระหว่างปฏิบัติการโจมตีระยะไกลในช่วงกลางคืน โดยเป้าหมายอยู่ห่างจากแนวหน้าหลายร้อยกิโลเมตร

เซเลนสกีระบุว่า โรงกลั่นที่ถูกโจมตี ได้แก่ โรงกลั่นสลาฟเนฟต์-ยาโนส ในเมืองยาโรสลาฟล์ ทางเหนือของกรุงมอสโก ห่างจากแนวรบราว 700 กิโลเมตร และโรงกลั่นบัชเนฟต์-โนวอยล์ ในแคว้นบัชคอร์โตสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้าประมาณ 1,300 กิโลเมตร พร้อมกล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียและ “เพิ่มโอกาสทางการทูต” โดยเรียกร้องให้รัสเซียเลือกสันติภาพ

โรงกลั่นสลาฟเนฟต์-ยาโนสถือเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบประมาณ 15 ล้านตันต่อปี ผลิตทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ เชื้อเพลิงอากาศยาน และผลิตภัณฑ์น้ำมันหลากหลายประเภท โดยมีพนักงานประมาณ 3,500 คน

มิคาอิล เยฟราเยฟ ผู้ว่าการแคว้นยาโรสลาฟล์ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนได้ 92 ลำ แต่เศษซากที่ตกลงมาทำให้บ้าน 3 หลังเกิดเพลิงไหม้ และสร้างความเสียหายต่อถังเก็บน้ำมันของโรงกลั่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดและทำลายโดรนยูเครนได้ทั้งหมด 605 ลำในช่วงกลางคืน ครอบคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงมอสโก ทะเลดำ และแคว้นยาโรสลาฟล์ ขณะเดียวกัน ยูเครนยังอ้างว่าได้โจมตีเรือลาดตระเวนทางทหารของรัสเซีย 2 ลำ รวมถึงเรือที่เกี่ยวข้องกับกองเรือเงาของรัสเซียในทะเลดำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระยะไกลที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยก่อนหน้านี้รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน และสร้างความเสียหายต่อคลังสินค้าและธุรกิจหลายแห่งในเมืองหลวงของยูเครน

ล่าสุด รัสเซียยังโจมตีเมืองบาราคลียา ในแคว้นคาร์คิฟ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนในพื้นที่ชุมชน ขณะที่เมืองซูมีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 คน ที่เมืองโลโซวา ในแคว้นคาร์คิฟ การโจมตีของรัสเซียยังทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนบริเวณสถานีรถไฟ

ส่วนในเมืองโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครน เรือพาณิชย์ที่บรรทุกข้าวสาลียูเครนถูกโจมตีในทะเลดำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 3 คน ตามข้อมูลของผู้ว่าการแคว้นโอเดสซา เรือซึ่งชักธงกินี-บิสเซาได้รับความเสียหายบริเวณตัวเรือและเกิดไฟไหม้บนเรือ

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า ได้โจมตีเรือบรรทุกสินค้า 2 ลำในทะเลดำ ซึ่งกล่าวหาว่ากำลังขนอาวุธเข้าสู่ยูเครน บริเวณใกล้ท่าเรือโอเดสซา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกข้าวสาลีที่ถูกโจมตีหรือไม่

ทะเลดำยังคงเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าและธัญพืชของยูเครน และตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากฝ่ายบริหารท่าเรือยูเครนระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว รัสเซียโจมตีเรือพลเรือน 57 ครั้ง โดย 22 ครั้งเกิดขึ้นในทะเล และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออีก 67 ครั้ง

การโจมตีระยะไกลที่เพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามยังคงหยุดชะงัก และทำให้ความสูญเสียในหมู่พลเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังรัสเซียเปิดฉากการรุกรานครั้งใหญ่ต่อยูเครนมานานกว่า 4 ปี.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์โต้ข่าว “ยุทโธปกรณ์หมดคลัง” ย้ำมี “มหาศาล” ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

ทรัมป์โต้ข่าว "ยุทโธปกรณ์หมดคลัง" ย้ำมี "มหาศาล" ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

6 ส.ค. 2569 15:19 น.

ทรัมป์โต้ข่าว “ยุทโธปกรณ์หมดคลัง” ย้ำมี “มหาศาล” ขู่ลงโทษผู้ปล่อยข้อมูล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน ยืนยันกองทัพมีคลังอาวุธจำนวนมหาศาล พร้อมขู่ดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลเรื่องคลังอาวุธออกมาเปิดเผย ขณะที่สื่อหลายสำนักระบุว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลและระบบสกัดกั้นภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในคลังเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอาวุธบางประเภท

ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า นอกจากมีคลังอาวุธจำนวนมากแล้ว บริษัทด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังเร่งผลิตและส่งมอบอาวุธเพิ่มเติมตามความต้องการ พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีการสร้างโรงงานและสายการผลิตด้านกลาโหมในจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทรัมป์ยังกล่าวหาผู้ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธออกมาเปิดเผยว่าเป็น “ผู้ปล่อยข่าวลือ” และขู่ว่าจะดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องโทษจำคุกระยะยาว

ทั้งนี้ สื่อยักษ์ใหญ่ เช่น เดอะ วอชิงตัน โพสต์, ซีเอ็นเอ็น, ซีบีเอส และรอยเตอร์ ได้รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกล เช่น ขีปนาวุธ ATACMS, ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ รวมถึงขีปนาวุธแพทริออต และ THAAD ไปเป็นจำนวนมากจนเกือบหมดคลังสำรองทั่วโลก โดยคาดว่าอาจต้องใช้เวลาจนถึงกลางปี 2029 ในการผลิตทดแทนให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ทรัมป์ได้สอบถามพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่แคมป์เดวิด โดยอ้างแหล่งข่าว 2 คนที่ทราบเหตุการณ์ รายงานระบุว่า ทรัมป์ถามเฮกเซธว่าเหตุใดปัญหาคลังอาวุธจึงยังเกิดขึ้น ทั้งที่เขาเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว

ขณะที่ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การขาดแคลนขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและจรวดสกัดกั้นภัยทางอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้จรวดสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของคลังที่มีอยู่

รายงานของศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ หรือ CSIS ประเมินว่า ก่อนสงคราม สหรัฐฯ มีจรวดสกัดกั้น Patriot ประมาณ 2,330 ลูก แต่ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมอาจเหลือเพียง 759-827 ลูก ส่วนจรวดสกัดกั้น THAAD ซึ่งเดิมมีประมาณ 452 ลูก อาจเหลืออยู่ราว 234-278 ลูก

CSIS ประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาจนถึงอย่างน้อยกลางปี 2029 กว่าคลังจรวดสกัดกั้นทั้งสองระบบจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ โดยแคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว “ไม่เคยเกิดขึ้น” ขณะที่ฌอน พาร์เนล โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า รายงานเรื่องการปะทะคารมระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ รวมถึงปัญหาคลังอาวุธ เป็นเรื่องแต่งขึ้น

พาร์เนลยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพทางทหารเพียงพอที่จะปฏิบัติการตามคำสั่งของประธานาธิบดี และมีคลังขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ เฮกเซธก็เคยปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับคลังอาวุธสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าข่าวเรื่องคลังอาวุธร่อยหรอเป็นเรื่องที่สื่อสร้างขึ้น และยืนยันว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ดีและกำลังเพิ่มขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องปริมาณอาวุธเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ และมีรายงานว่าสหรัฐฯ ใช้อาวุธนำวิถีแม่นยำจำนวนมากในการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอุตสาหกรรมกลาโหมในการผลิตอาวุธทดแทนได้ทันต่ออัตราการใช้งาน

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ทรัมป์จะกล่าวก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ.

ที่มา CBS News / AFP

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

6 ส.ค. 2569 14:54 น.

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันชิ้นส่วนจรวดสเปซเอ็กซ์ หนัก 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์

ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 ของสเปซเอ็กซ์ น้ำหนักราว 4 ตัน พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามการคาดการณ์ นักวิทยาศาสตร์ยืนยันเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง หลังกล้องโทรทรรศน์ในชิลีตรวจพบร่องรอยก๊าซจากแรงกระแทก นาซาคาดว่าจะก่อให้เกิดหลุมกว้างราว 18 เมตร และลึก 4 เมตร  ขณะที่ยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี” ของเกาหลีใต้สามารถบันทึกภาพขณะชนและภาพพื้นผิวก่อน-หลังการชนได้

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ชิ้นส่วนส่วนบนของจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 ส.ค.) หลังลอยอยู่ในอวกาศมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 โดยการชนครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อโลก

ชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวมีขนาดสูงประมาณตึก 5 ชั้น หรือใกล้เคียงกับรถโดยสาร และมีน้ำหนักขณะชนราว 4,000 กิโลกรัม โดยคาดว่าพุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วประมาณ 8,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาประมาณ 06.35 น. ตามเวลาสากล 

หอดูดาวยุโรปใต้ หรือ ESO ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope ในประเทศชิลีสามารถตรวจพบหลักฐานของการชน โดยตรวจพบเส้นสเปกตรัม หรือ “ลายนิ้วมือทางเคมี” ของก๊าซโซเดียมและลิเทียมในกลุ่มฝุ่นและเศษวัสดุที่พุ่งขึ้นจากจุดปะทะ นานประมาณ 5-10 นาทีหลังเกิดเหตุ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โซเดียมน่าจะมาจากดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ลิเทียมอาจมาจากตัวจรวดเอง และจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันรายละเอียดของการชน

เบนจามิน เฟอร์นันโด นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อลามอส ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยเกี่ยวกับการชนครั้งนี้ กล่าวว่า สามารถยืนยันได้ว่าแรงกระแทกเกิดขึ้นจริง ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านอวกาศระบุว่า การชนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเส้นทางโคจรของจรวดนำไปสู่พื้นผิวดวงจันทร์

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นมาจากยานสำรวจดวงจันทร์ “ดานูรี”” ซึ่งเป็นยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของเกาหลีใต้ โดยสำนักงานการบินและอวกาศเกาหลี หรือ KASA เปิดเผยว่า ดานูรีสามารถบันทึกภาพช่วงที่ชิ้นส่วนจรวดฟอลคอน 9 พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

KASA ระบุว่า การชนเกิดขึ้นใกล้กับหลุมอุกกาบาตไอน์สไตน์ เมื่อเวลา 15.34 น. ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ ภาพที่ดานูรีบันทึกไว้แสดงให้เห็นเงาดำและลักษณะเป็นแนวรัศมีที่ก่อตัวขึ้นบนพื้นผิวดวงจันทร์ในช่วงเกิดแรงกระแทก รวมถึงพบการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานบริเวณจุดชน

ดานูรียังสามารถเก็บภาพพื้นที่ดังกล่าวทั้งก่อนและหลังเกิดการชน ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวดวงจันทร์ที่เกิดจากวัตถุซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจของยาน Lunar Reconnaissance Orbiter ของนาซา ในการสำรวจจุดชนในอนาคต

นาซาระบุว่า การชนอาจทำให้เกิดหลุมบนพื้นผิวดวงจันทร์กว้างประมาณ 18 เมตร และลึกราว 4 เมตร พร้อมทำให้ฝุ่นและเศษหินจากพื้นผิวกระจายออกโดยรอบ โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อศึกษาผลกระทบจากการชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น และพัฒนาวิธีติดตามวัตถุในอวกาศให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นาซาย้ำก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงต่อโลก และจะพยายามเก็บข้อมูลจากพื้นที่เกิดเหตุ แม้อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าข้อมูลจากยานสำรวจจะถูกส่งกลับมายังโลก

จรวดฟอลคอน 9 ลำนี้ถูกปล่อยในเดือนมกราคม 2025 เพื่อส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 ลำ ได้แก่ Blue Ghost ของบริษัท Firefly Aerospace จากสหรัฐฯ และยานของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น

หลังส่งยานทั้งสองลำขึ้นสู่อวกาศ ส่วนบูสเตอร์ของจรวดเดินทางกลับมายังโลกตามปกติ แต่ส่วนบนของจรวดยังคงอยู่ในอวกาศ เนื่องจากภารกิจเดินทางไปดวงจันทร์ต้องใช้แรงขับมากกว่าภารกิจที่ส่งวัตถุเข้าสู่วงโคจรใกล้โลก

โดยทั่วไป สเปซเอ็กซ์จะดำเนินการปรับเส้นทางของจรวดส่วนบนหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อให้วัตถุดังกล่าวกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเผาไหม้ หรือไปตกในมหาสมุทรอย่างปลอดภัย แต่ในกรณีนี้ จรวดได้ปล่อยเชื้อเพลิงที่เหลือจนไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้อีก ก่อนที่กิจกรรมของดวงอาทิตย์และแรงโน้มถ่วงจากวัตถุท้องฟ้าจะส่งผลต่อเส้นทางโคจร จนท้ายที่สุดนำจรวดเข้าสู่เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังดวงจันทร์

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการจัดการขยะอวกาศ หรือชิ้นส่วนดาวเทียมและจรวดที่หมดภารกิจแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายหมื่นชิ้นและโคจรอยู่รอบโลก

บิล เกรย์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านดาราศาสตร์ที่ใช้ติดตามวัตถุในอวกาศ ระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจมีประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย แต่ก็สะท้อนถึงปัญหาการจัดการชิ้นส่วนอุปกรณ์อวกาศที่เหลือจากภารกิจ

การชนของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นกับดวงจันทร์ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้ในอดีตสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเคยมีภารกิจที่ยานอวกาศพุ่งชนดวงจันทร์ทั้งโดยตั้งใจและโดยอุบัติเหตุ โดยนาซาเคยจงใจนำจรวดส่วนหนึ่งพุ่งชนดวงจันทร์ในปี 2009 เพื่อศึกษากลุ่มฝุ่นและวัสดุที่ถูกกระแทกขึ้นจากพื้นผิว ส่วนในปี 2022 ชิ้นส่วนจรวดของจีนก็พุ่งชนดวงจันทร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบ

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า ขยะอวกาศที่สะสมอยู่ในวงโคจรโลกมากเกินไปอาจนำไปสู่การชนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หรือที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เคสส์เลอร์” ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่ในอวกาศเต็มไปด้วยเศษซากจนเป็นอุปสรรคต่อการส่งดาวเทียมและภารกิจอวกาศในอนาคต

สำหรับภารกิจปี 2025 ยาน Blue Ghost ของสหรัฐฯ สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จและปฏิบัติภารกิจศึกษาดินบนดวงจันทร์ ขณะที่ยานลงจอดของบริษัท ispace จากญี่ปุ่น ซึ่งบรรทุกยานสำรวจขนาดเล็ก ประสบอุบัติเหตุระหว่างการลงจอดและตกกระแทกพื้นผิว

นาซาและสเปซเอ็กซ์กำลังหารือแนวทางเพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนจรวดจากภารกิจในอนาคตพุ่งชนดวงจันทร์โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งเดินหน้าภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และ นาซามีเป้าหมายที่จะสร้างการดำรงอยู่ของมนุษย์บนดวงจันทร์อย่างต่อเนื่องในอนาคต.

ที่มา AFP / Guardian / Yonhap

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

6 ส.ค. 2569 12:30 น.

อาจารย์ ม.เคมบริดจ์ลาออก เผชิญมรสุมคัดลอกวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

เจสัน อาร์เดย์ ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัย ลาออกจากตำแหน่งทันที หลังเผชิญข้อกล่าวหาคัดลอกผลงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบางส่วนในประวัติส่วนตัวและผลงานของเขา

ศาสตราจารย์เจสัน อาร์เดย์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการศึกษา และตำแหน่งสมาชิกวิทยาลัยเจซัส ของมหาวิทยาลัย โดยมีผลทันที หลังตกเป็นศูนย์กลางข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ 

อาร์เดย์ วัย 40 ปี เคยสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2023 เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ผิวดำที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ขณะมีอายุ 37 ปี แต่ช่วงที่ผ่านมา เขาเผชิญข้อกล่าวหาหลายระลอกว่า มีการนำข้อความจากผลงานของผู้อื่นมาใช้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกโดยไม่ได้อ้างอิงอย่างเหมาะสม รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลบางส่วนในประวัติส่วนตัวและผลงานของเขา

ก่อนหน้านี้ นาธาน คอฟนาส นักวิชาการชาวอเมริกัน ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด “เชื้อชาติเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถ” ออกมากล่าวหาว่าพบข้อความหลายส่วนในวิทยานิพนธ์ของอาร์เดย์ที่มีลักษณะคัดลอกมาจากผลงานอื่น โดยคอฟนาสระบุว่าใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบการลอกเลียนผลงาน และพบข้อความจำนวนมากที่ถูกนำมาใช้โดยแก้ไขเพียงเล็กน้อย

อาร์เดย์ยอมรับว่าเคยเกิดข้อผิดพลาดในผลงานวิชาการของเขา แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนโกหก และกล่าวว่าการตรวจสอบและโจมตีเขาเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่ง โดยเขาเชื่อว่ามีแรงจูงใจด้านเชื้อชาติและเกี่ยวข้องกับการถกเถียงเรื่องนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม หรือ DEI

มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประกาศก่อนหน้านี้ในวันเดียวกับที่อาร์เดย์ลาออกว่า ได้เริ่มการสอบสวนหลังได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับคุณวุฒิทางวิชาการและตำแหน่งกิตติมศักดิ์ของอาร์เดย์ พร้อมระบุว่า ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบทางวิชาการอีกหลายกรณี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการประพฤติมิชอบในการวิจัยของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลใหม่ดังกล่าวคืออะไร ขณะที่วิทยาลัยเจซัส ซึ่งอาร์เดย์ดำรงตำแหน่งสมาชิกวิทยาลัย ก็ประกาศว่าจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบของตนเองควบคู่ไปกับการสอบสวนของมหาวิทยาลัย

ในจดหมายประกาศลาออก อาร์เดย์ระบุว่า การได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ที่เคมบริดจ์ถือเป็น “เกียรติสูงสุดในชีวิตการทำงาน” แต่หลังจากนั้นต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากสาธารณชนและการโจมตีส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดที่ต้นทุนทางจิตใจและชีวิตส่วนตัวสูงเกินกว่าที่บุคคลหนึ่งควรต้องรับ

เขาย้ำว่า การลาออกไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น และไม่ได้หมายความว่าเขาหมดศรัทธาต่อการศึกษาและคุณค่าทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พร้อมระบุว่า การลาออกเป็นทางเดียวที่จะยุติช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และขอเวลาเยียวยาตัวเอง ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะกลับมา”

นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนผลงาน ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างบางประการในประวัติของอาร์เดย์ เช่น การวิ่งมาราธอน 30 รายการภายใน 35 วัน การวิ่งระยะทาง 300 ไมล์ภายใน 3 วันเพื่อระดมทุนการกุศล และการวิ่งบนลู่วิ่งเป็นระยะทาง 600 ไมล์ภายใน 6 วัน

อาร์เดย์ชี้แจงว่า เงินมากกว่า 5 ล้านปอนด์ที่ระบุว่าเขาระดมทุนเพื่อการกุศลนั้น เกิดจากความร่วมมือกับบุคคลอื่นตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี ส่วนการวิ่ง 600 ไมล์ เขาระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวใช้เวลา 12 วันเพื่อให้มีวันพัก เนื่องจากร่างกายสะสมความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมและกิจกรรมก่อนหน้านี้

ด้านสำนักพิมพ์ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ ซึ่งมีกำหนดตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของอาร์เดย์เรื่อง Great and Unfortunate Things ในเดือนนี้ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าภูมิใจที่จะจัดพิมพ์ผลงานดังกล่าว และระบุว่าไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเลียนผลงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้

อาร์เดย์ ซึ่งเปิดเผยว่าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เคยเล่าว่าเขาไม่สามารถพูดได้จนถึงอายุ 11 ปี และเรียนรู้การอ่านและเขียนเมื่ออายุ 18 ปี ก่อนก้าวขึ้นเป็นศาสตราจารย์ที่เคมบริดจ์ในวัย 37 ปี

ขณะเดียวกัน มีนักวิชาการและบุคคลในแวดวงการศึกษาจำนวนมากออกมาปกป้องอาร์เดย์ โดยจดหมายเปิดผนึกที่กล่าวหาว่ากรณีนี้เป็นความพยายามบ่อนทำลายบุคคลผิวดำที่ดำรงตำแหน่งทรงอิทธิพล มีผู้ลงชื่อสนับสนุนมากกว่า 15,000 คน รวมถึงนักวิชาการผิวดำและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

มหาวิทยาลัยระบุว่า แม้ตระหนักถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แต่กระบวนการสอบสวนจำเป็นต้องดำเนินอย่างรอบคอบและเป็นไปตามระเบียบของมหาวิทยาลัยและกฎหมายแรงงาน พร้อมย้ำว่าจะให้การสนับสนุนอาร์เดย์ในฐานะบุคคลที่อยู่ใจกลางสถานการณ์นี้ ขณะที่ผลการสอบสวนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นต่อไป.

ที่มา BBC / AFP