ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

7 ส.ค. 2569 11:37 น.

ด่วน แผ่นดินไหว 5.8 เขย่าฟิลิปปินส์ สะเทือนถึงกรุงมะนิลา สั่งอพยพคนในอาคารราชการ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.8 นอกชายฝั่งทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ

สถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ หรือ PHIVOLCS ระบุว่า แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมัมบูราโอ ในจังหวัดออคซิเดนทัล มินโดโร ประมาณ 21 กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และมีความลึกจากพื้นดินประมาณ 10 กิโลเมตร

ผู้เห็นเหตุการณ์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ในกรุงมะนิลา รายงานว่าสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ภายในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในอาคารหน่วยงานของรัฐได้สั่งให้พนักงานอพยพออกจากอาคารเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย

เบื้องต้น PHIVOLCS ระบุว่า ยังไม่คาดว่าจะเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ แต่เตือนว่าอาจเกิดแรงสั่นสะเทือนตาม หรืออาฟเตอร์ช็อกได้.

ที่มา :Channelnewsasia

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “เมตา” จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

ศาลสหรัฐฯ สั่ง "เมตา" จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

7 ส.ค. 2569 11:30 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่ง “เมตา” จ่ายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เหตุสร้างภัยต่อสาธารณะ-ทำร้ายสุขภาพจิตเด็ก

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินให้ “เมตา” (Meta) ชดใช้เงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18,700 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสุขภาพจิตเยาวชน พร้อมสั่งรื้อระบบและจำกัดการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเด็ก หลังชี้ว่าแพลตฟอร์มของบริษัทสร้าง “ภัยต่อสาธารณะ” และมุ่งเน้นแต่กำไรจนมองข้ามความปลอดภัยของเยาวชน ด้านเมตาลั่นเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ศาลรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ตัดสินให้บริษัทเมตาจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18,700 หมื่นล้านบาทเข้ากองทุนเพื่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น และปรับเปลี่ยนการทำงานของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเพื่อเพิ่มมาตรการคุ้มครองเด็ก หลังผู้พิพากษาไบรอัน บีดชีด วินิจฉัยว่าแพลตฟอร์มของบริษัทก่อให้เกิด “ภัยต่อสาธารณะ” และส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเด็ก

คดีนี้เป็นการดำเนินคดีระยะที่สอง หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมคณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำตัดสินให้เมตาจ่ายค่าเสียหาย 375 ล้านดอลลาร์ จากการพบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมสำหรับเด็กและเยาวชน

ราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกเป็นผู้ยื่นฟ้องเมตาตั้งแต่ปี 2023 โดยกล่าวหาว่าบริษัทออกแบบแพลตฟอร์มในลักษณะที่ส่งเสริมการใช้งานจนเสพติด และไม่สามารถปกป้องเด็กจากอันตรายทางออนไลน์รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

ในการพิจารณาคดี อัยการระบุว่าอัลกอริทึมของเมตาสามารถชี้นำผู้ใหญ่ไปยังเนื้อหาที่โพสต์โดยผู้ใช้งานวัยรุ่น ขณะที่บริษัทถูกกล่าวหาว่าปกปิดผลการศึกษาภายในเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีต่อเยาวชน

คำสั่งล่าสุดกำหนดให้เงิน 567 ล้านดอลลาร์ส่วนใหญ่ หรือราวสามในสี่ นำไปใช้ในการรักษาสุขภาพจิตของวัยรุ่น และทยอยจ่ายภายในระยะเวลา 5 ปี ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้กับโครงการให้ความรู้และป้องกันปัญหา การคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการส่งต่อและประสานงานด้านบริการต่าง ๆ

ผู้พิพากษายังสั่งให้เมตาดำเนินมาตรการเพิ่มความปลอดภัยให้เยาวชน เช่น จำกัดการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำกัดการแจ้งเตือน และเพิ่มการควบคุมการติดต่อระหว่างผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ รวมถึงเพิ่มมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก และตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับเนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมตายังต้องพยายามป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีในรัฐนิวเม็กซิโกเข้าถึงเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และต้องดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือทางเพศกับแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท รวมถึงห้ามผู้ใหญ่ใช้แชตบอตเพื่อจำลองหรือพูดคุยเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์เชิงทางเพศกับเด็ก

ผู้พิพากษาบีดชีดระบุในคำวินิจฉัยว่า วัยรุ่นมีความอ่อนไหวต่อฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ เช่น การเล่นวิดีโออัตโนมัติ การเลื่อนเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุด การแสดงจำนวนการกดถูกใจ การแจ้งเตือนแบบพุช และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้รับคำขอทั้งหมดของรัฐนิวเม็กซิโก โดยเห็นว่าการบังคับให้เมตา เปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมบางส่วน รวมถึงฟีเจอร์การเลื่อนเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุดและการเล่นอัตโนมัติ อาจกระทบสิทธิของบริษัทตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์

เมตาแถลงว่า บริษัทไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินและจะยื่นอุทธรณ์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีประวัติในการปกป้องวัยรุ่นบนแพลตฟอร์ม และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาและลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ตอร์เรซกล่าวว่า คำตัดสินครั้งนี้เป็นชัยชนะสำหรับผู้ปกครองและเด็ก พร้อมระบุว่าเป็นแนวทางที่รัฐอื่น รวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาผลกระทบจากโซเชียลมีเดียต่อเด็ก สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบได้

คดีในนิวเม็กซิโกเกิดขึ้นท่ามกลางการฟ้องร้องบริษัทโซเชียลมีเดียจำนวนมากในสหรัฐฯ โดยมีมากกว่า 40 รัฐและเขตการศึกษากว่า 1,300 แห่งยื่นฟ้องในลักษณะกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก่อให้เกิด “ภัยต่อสาธารณะ” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

เมตายังเผชิญคดีอื่นในสหรัฐฯ รวมถึงการฟ้องร้องจากหลายรัฐเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมถูกออกแบบให้ทำให้เด็กเสพติดการใช้งาน ขณะที่บริษัทเตือนนักลงทุนก่อนหน้านี้ว่าแรงกดดันทางกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับประเด็นโซเชียลมีเดียกับเยาวชนในสหรัฐฯ และยุโรป อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจและผลประกอบการของบริษัท.

ที่มา Reuters / AFP

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

7 ส.ค. 2569 11:14 น.

ญี่ปุ่นสั่งอพยพเกือบ 2.6 แสนคน รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว

ญี่ปุ่นสั่งอพยพประชาชนเกือบ 260,000 คนในคาโกชิมะและโอกินาวา รับมือไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ที่พัดเข้าใกล้ พร้อมยกเลิกเที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว ขณะที่โตโยต้าหยุดการผลิต 9 โรงงาน 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไต้ฝุ่นกำลังแรงระดับ 1 กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ใกล้หมู่เกาะที่อยู่ระหว่างภูมิภาคคิวชูกับจังหวัดโอกินาวา ด้วยความเร็วลมคงที่สูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงสูงสุด 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า่ ทางการสั่งอพยพประชาชนเกือบ 260,000 คนในจังหวัดคาโกชิมะและโอกินาวา เพื่อรับมือไต้ฝุ่นดอลฟิน ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดลมแรงที่อาจสร้างความเสียหายหรือทำให้อาคารบางส่วนพังถล่มได้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเกิดแนวฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องเป็นเส้นยาว (Linear Rain Band) ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินแล้วมากกว่า 500 เที่ยว ด้านบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประกาศระงับการผลิตชั่วคราวที่โรงงาน 9 แห่งในวันศุกร์ เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและลดผลกระทบจากพายุ.

ที่มา CNA NHK 

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

7 ส.ค. 2569 09:44 น.

องค์กรสิทธิฯ เตือนเด็กนับพันไร้ที่พัก เสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ค้ามนุษย์ หลังทะลักข้ามพรมแดนสเปน

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเตือน ผู้อพยพเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลหลายร้อยคน กำลังเผชิญความเสี่ยงถูกล่วงละเมิด แสวงหาประโยชน์ และค้ามนุษย์ หลังข้ามพรมแดนจากโมร็อกโก เข้ามาระเหเร่ร่อนในเมืองเซวตา 

โฆเซ มิเกล โมราเลส ผู้อำนวยการองค์กร Federacion Sur Acoge ซึ่งทำงานด้านสิทธิและช่วยเหลือผู้อพยพในภาคใต้ของสเปน แสดงความเป็นห่วงถึงสวัสดิภาพของผู้อพยพในเมืองเซวตา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้อพยพเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครองหลายร้อยคน ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงถูกล่วงละเมิด แสวงหาประโยชน์ และค้ามนุษย์ หลังต้องนอนกลางถนนในเมืองเซวตา ดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ ภายหลังจากผู้อพยพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเด็กหลายคนที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนน ถูกทำร้ายร่างกายและตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรง ทุกวันนี้ยังไม่มีทางออกและที่พักที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง จะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ เขาระบุว่า เด็กบางคนมีอายุเพียง 10 ปี หรือน้อยกว่านั้น และหลายคนอายุไม่ถึง 14 ปี

แม้ว่าผู้อพยพส่วนใหญ่จะเดินทางกลับโมร็อกโกแล้ว แต่ทางการสเปนยังคงประสบปัญหาในการดูแลเด็กชาวโมร็อกโกที่ยังคงอยู่ในเซวตา เนื่องจากเด็กที่เดินทางมาโดยลำพังไม่สามารถถูกผลักดันกลับประเทศได้ทันทีตามกฎหมาย

ขณะที่องค์กร Save the Children เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขึ้นทะเบียนเด็กทุกคน พร้อมเตือนว่าเด็กผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษต่อการใช้ความรุนแรง การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์

รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า จากผู้อพยพราว 72,000 คนที่เดินทางเข้าสู่เซวตาระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม มีประมาณ 70,000 คนเดินทางกลับโมร็อกโกแล้ว เหลืออยู่ราว 2,000 คน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารเมืองเซวตาซึ่งอยู่ภายใต้การนำของฝ่ายค้าน ระบุว่าจำนวนผู้ที่ยังตกค้างมีมากกว่านั้น และรวมถึงเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครองมากกว่า 1,000 คน

ผู้สื่อข่าว AFP รายงานว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พบเด็กจำนวนมากขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก และสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน

ผู้อพยพจำนวนหนึ่งรวมตัวอยู่ตามพื้นที่ป่า ชายหาด และย่านที่พักอาศัย หลายคนต้องนอนกลางแจ้ง ใช้ถุงพลาสติกหรือเสื้อยืดคลุมหน้าเพื่อบังแดด ขณะที่รองเท้า ขวดน้ำ และสัมภาระเพียงเล็กน้อยถูกวางไว้ข้างตัว สะท้อนถึงการไม่มีที่พักอาศัยถาวร

ศูนย์พักพิงสำหรับผู้อพยพของเมืองต้องปิดรับผู้เข้าพักเพิ่มเติม เนื่องจากเต็มความจุ ทำให้หลายคนต้องนอนรออยู่ด้านนอก

ทางการเมืองเซวตาระบุว่า ขณะนี้มีเด็กที่ต้องได้รับการดูแลประมาณ 1,100 คน ขณะที่ศูนย์พักพิงมีศักยภาพรองรับได้เพียง 90 คนเท่านั้น

อเลฮานโดร รามิเรซ รองประธานเมืองเซวตา กล่าวว่า ระบบรองรับของเมืองเกินขีดความสามารถโดยสิ้นเชิง และสถานการณ์ในขณะนี้ไม่อาจรองรับได้อีกต่อไป โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดัดแปลงโรงเรียนและคลังสินค้าเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อรองรับเด็กที่ยังไม่มีที่อยู่ ในระหว่างนี้ เด็กที่พักอาศัยอยู่บนท้องถนนต้องพึ่งพาอาหารและสิ่งของจำเป็นจากองค์กรการกุศลและชาวเมือง

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ อนุมัติงบประมาณ 25 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือเมืองเซวตาในการดูแลเด็กที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ปกครอง

อย่างไรก็ตาม แผนกระจายเด็กเหล่านี้ไปยังแคว้นอื่นของสเปนกลับเผชิญการคัดค้านจากหลายพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคฝ่ายค้าน Popular Party (PP) และพรรคขวาจัด Vox ซึ่งประกาศไม่รับโอนเด็กผู้อพยพเข้าพื้นที่ของตน

ซันติอาโก อาบาสกัล ผู้นำพรรค Vox ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าไม่ควรใช้เงินภาษีของชาวสเปนแม้แต่ยูโรเดียว เพื่อคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ผู้อพยพหลายคนเปิดเผยว่า พวกเขาเดินทางมายังเซวตาเพื่อหลบหนีความยากจน ขณะที่นักวิจัยพบว่ามีการเผยแพร่ข่าวลือเท็จผ่านโซเชียลมีเดียว่าพรมแดนถูกเปิดให้ผ่านได้อย่างเสรี

เหตุการณ์ผู้อพยพหลั่งไหลเข้าสู่เซวตาครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 80 คนในฝั่งสเปน ขณะที่ทางการโมร็อกโกระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอีก 11 คนในฝั่งของตน

ที่มา : channelnewsasia

FAA สั่งตรวจ “โบอิ้ง 737 MAX” กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

FAA สั่งตรวจ "โบอิ้ง 737 MAX" กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

7 ส.ค. 2569 09:41 น.

FAA สั่งตรวจ “โบอิ้ง 737 MAX” กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้าวโครงสร้างเครื่องบิน

สำนักงานการบินสหรัฐฯ สั่งตรวจสอบเครื่องบิน โบอิ้ง 737 MAX กว่า 470 ลำ หลังพบรอยร้่าวบริเวณโครงสร้างใกล้ประตูบริการ เตือนหากปล่อยไว้เสี่ยงกระทบความแข็งแรงของลำตัวเครื่อง แม้ยังไม่สั่งระงับการบิน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration: FAA) ออกคำสั่งให้ตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 MAX ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ จำนวนประมาณ 471 ลำ หลังตรวจพบรอยร้าวในโครงสร้างของเครื่องบิน ซึ่งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของลำตัวเครื่อง หากไม่ได้รับการตรวจพบและซ่อมแซม

รายงานข่าวระบุว่า คำสั่งนี้ครอบคลุมเครื่องบิน “737 MAX 8” “737 MAX 9” และ “MAX 8-200” โดย FAA ระบุว่า พบรอยร้าวในชิ้รส่วนเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างบริเวณรอบประตูบริการด้านหน้าฝั่งขวา ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ครัวส่วนหน้าของเครื่องบิน โดยกำหนดให้สายการบินตรวจสอบบริเวณนี้ตามรอบการใช้งานของเครื่องบินแต่ละลำ และหากพบรอยร้าว จะต้องดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จก่อนนำเครื่องบินกลับมาให้บริการ

อย่างไรก็ตาม FAA ยังไม่สั่งระงับการบินของเครื่องบินรุ่นเหล่านี้ โดยระบุว่าช่วงเวลาที่กำหนดสำหรับการตรวจสอบมีความถี่เพียงพอที่จะตรวจพบความเสียหายได้ก่อนที่รอยร้าวจะส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบิน ทั้งนี้ คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ด้านบริษัทโบอิ้งเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมเพื่อหาสาเหตุของการเกิดรอยร้าว และอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางปรับปรุงการออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต พร้อมระบุด้วยว่า ยังไม่พบปัญหานี้ในฝูงบิน 737 MAX ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โบอิ้งยังคงเผชิญแรงกดดันด้านมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุแผงประตูฉุกเฉิน ของเครื่องบินสายการบินอะแลสกา แอร์ไลน์ส หลุดกลางอากาศเมื่อเดือนมกราคม 2567 โดยผลการสอบสวนของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ (National Transportation Safety Board: NTSB) พบว่า เครื่องบินถูกส่งมอบให้สายการบินทั้งที่ไม่ได้มีการติดตั้งสลักเกลียว 4 ตัว ซึ่งใช้ยึดแผงประตู.

ที่มา AFP

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด “Birth Tourism” แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด "Birth Tourism" แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

7 ส.ค. 2569 09:22 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ จำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด สกัด “Birth Tourism” แม้ศาลสูงสหรัฐเคยตีตก

ทรัมป์ไม่สนคำวินิจฉัยศาลสูง เดินหน้าลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ จำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หวังสกัดหญิงต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ เพื่อจำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หรือ Birthright Citizenship โดยมุ่งเป้าไปที่การสกัดปรากฏการณ์ “Birth Tourism” หรือการที่หญิงตั้งครรภ์ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน แม้ว่าศาลสูงสหรัฐจะเพิ่งมีคำวินิจฉัยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ความพยายามก่อนหน้านี้ของทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม

สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาวระบุว่า การยุติการใช้ช่องโหว่จากการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร หรือ “Birth Tourism” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการควบคุมผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยหลังจากพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ของโดนัลด์ ทรัมป์ในวันนี้ การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรจะถูกสั่งห้าม

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ศาลสูงสหรัฐมีมติไม่รับรองคำสั่งฝ่ายบริหารเดิมของทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายไม่รับรองสัญชาติของเด็กที่เกิดในสหรัฐ หากบิดามารดาไม่ใช่พลเมืองสหรัฐหรือผู้ถือกรีนการ์ด โดยเห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า คำสั่งฉบับใหม่มีขอบเขตที่แคบกว่าเดิม และมุ่งตีความข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ของหลักการให้สัญชาติโดยกำเนิด เพื่อขยายกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติสหรัฐ

คำสั่งใหม่ยังจำกัดสิทธิของเด็กที่เกิดในสหรัฐจากบิดามารดาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงบุตรของบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในสถานะศัตรูของชาติ และอาจส่งผลต่อผู้ที่เกิดในดินแดนโพ้นทะเลของสหรัฐ หากรัฐสภาผ่านกฎหมายยกเลิกการให้สัญชาติอัตโนมัติในพื้นที่ดังกล่าว

นักกฎหมายหลายฝ่ายมองว่า คำสั่งฝ่ายบริหารชุดใหม่นี้อาจยังมีผลทางกฎหมายไม่ชัดเจน หลังศาลสูงสหรัฐเพิ่งมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นเดียวกัน ขณะที่องค์กรด้านสิทธิผู้อพยพและสิทธิมนุษยชนมองว่า เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงคำตัดสินของศาล

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีแนวโน้มถูกศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะอีกครั้ง

ด้าน เดโบราห์ เฟลชเชเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันทำงานกับองค์กร UnidosUS กล่าวว่า สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดเป็นหลักประกันตามรัฐธรรมนูญที่ใช้มายาวนานกว่า 150 ปี และไม่ใช่อำนาจที่ประธานาธิบดีจะเปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ

ขณะที่องค์กร Women’s Refugee Commission เตือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ที่เดินทางเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลออกแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลสูง

ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามว่า คำวินิจฉัยของศาลสูงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เป็นการตัดสินที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวหาว่า มีผู้สร้างธุรกิจจากการพาหญิงตั้งครรภ์เดินทางมาคลอดบุตรในสหรัฐเพื่อให้ลูกได้รับสัญชาติ

เขาระบุว่า การให้สัญชาติโดยกำเนิดตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 เดิมมีขึ้นหลังสงครามกลางเมือง เพื่อคุ้มครองบุตรของอดีตทาสที่ได้รับอิสรภาพ ไม่ใช่เพื่อรองรับการเดินทางมาคลอดบุตรของชาวต่างชาติในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประธานศาลสูง จอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนไว้ในคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจให้หลักการดังกล่าวครอบคลุมบุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐและอยู่ภายใต้อำนาจศาลของประเทศ โดยระบุว่าสิทธิความเป็นพลเมือง คือสิทธิที่จะมีสิทธิทั้งหลาย และเป็นคำมั่นที่สหรัฐยังคงรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ บทบัญญัติเรื่อง Citizenship Clause ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 14 ระบุว่า “บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐและของรัฐที่ตนอาศัยอยู่”

ที่มา : Channelnewsasia

ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

7 ส.ค. 2569 08:33 น.

ฝนถล่มจีน! น้ำท่วมหนัก 2 มณฑล บ้านพังกว่า 345 หลัง อพยพประชาชนกว่า 6,500 คน

พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งถนน โครงสร้างพื้นฐาน และบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะในมณฑลส่านซีและมณฑลหูเป่ย์

สำนักข่าว CCTV ของจีนรายงานว่า เมืองซ่างลั่ว รวมถึงอำเภอจ้าซุ่ย ในมณฑลส่านซี ได้ประกาศใช้มาตรการตอบสนองเหตุอุทกภัยระดับ 3 พร้อมสั่งปิดแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดและกิจกรรมล่องแก่ง ระงับการเดินรถโดยสาร หยุดงานก่อสร้างและกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม รวมถึงใช้มาตรการควบคุมการจราจรบนถนนสายหลักและด่านเก็บค่าผ่านทางหลายแห่ง

รายงานระบุว่า ฝนตกหนักส่งผลกระทบต่อ 54 หมู่บ้านใน 9 ตำบล บ้านเรือนได้รับความเสียหายหรือพังถล่มรวม 345 หลัง และมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 5,000 คน

ขณะเดียวกัน ที่เมืองอี๋ชาง มณฑลหูเป่ย์ ทางการได้อพยพประชาชนอีก 1,582 คนเป็นการป้องกันล่วงหน้า หลังฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำธารเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะในอำเภอจื่อกุย น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนชนบทหลายแห่ง สร้างความเสียหายต่อเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมเพิ่มเติมหากฝนยังตกต่อเนื่อง.

ที่มา : Reuters

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

7 ส.ค. 2569 08:24 น.

ตร.อินโดฯ รวบผู้ช่วยนักบินมาเลเซีย ขนยาอี 70,000 เม็ดซุกกระเป๋าเดินทางเข้าประเทศ

ตำรวจอินโดนีเซีย จับกุมผู้ช่วยนักบินชาวมาเลเซีย รับจ้างขนยาอี ยาไอซ์ กว่า 70,000 เม็ด ซุกกระเป๋าเดินทางขณะถึงสนามบินกรุงจาการ์ตา พบผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกหลายชนิด เร่งขยายผลเครือข่ายค้ายา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมตัวนายโมห์ด เซาฟี บิน ออธมัน ผู้ช่วยนักบินชาวมาเลเซีย วัย 39 ปี ที่เดินทางมากับเที่ยวบิน MH727 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบยาอี 70,114 เม็ด บรรจุใน 14 ห่อ น้ำหนักรวมราว 26 กิโลกรัม พร้อมไอซ์อีกประมาณ 4 กรัมซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 

รายงานข่าวระบุว่า กล้องวงจรปิดของสนามบินบันทึกภาพขณะที่นายออธมันเดินผ่านโถงผู้โดยสารขาเข้า รับกระเป๋า และมุ่งหน้าไปยังด่านศุลกากร จากนั้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้คัดกรองกระเป๋าสีเงินของเขาไว้ตรวจสอบเพิ่มเติม หลังระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงพบความผิดปกติ ก่อนตรวจพบของกลางเป็นยาเสพติด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดขวดบรรจุปัสสาวะขนาดเล็ก ซึ่งเชื่อว่าถูกเตรียมไว้เพื่อใช้สลับตัวอย่าง หากถูกตรวจหาสารเสพติด

หลังถูกควบคุมตัว ผู้ช่วยนักบินรายนี้ได้ถูกส่งให้สำนักงานสืบสวนคดีอาญาแห่งชาติของอินโดนีเซียดำเนินคดี โดยผลตรวจสารเสพติดพบว่า มีสารเมทแอมเฟตามีน ยาอี และโคเคนในร่างกาย และจากการสอบสวน ผู้ต้องหาอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลหนึ่งให้ลำเลียงยาอีมายังกรุงจาการ์ตา แลกกับค่าจ้าง 50,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 380,000 บาท และจะมีผู้มารับยาอีกทอดหนึ่งที่โรงแรม

ตำรวจยังระบุว่า ผู้ต้องหาสารภาพว่าเคยลักลอบขนยาเสพติดมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ทั้งลำเลียงไอซ์ไปยังรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และขนไอซ์ราว 7 กิโลกรัม เข้ากรุงจาการ์ตา โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายค้ายาเสพติด พร้อมตรวจสอบว่าขบวนการอาจอาศัยสิทธิพิเศษในการเดินทางของลูกเรือสายการบินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นหรือไม่

ด้านสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ระบุว่า กำลังให้ความร่วมมือกับทางการอินโดนีเซียอย่างเต็มที่ และได้เปิดการสอบสวนภายในแล้ว ซึ่งหากความผิดได้รับการพิสูจน์ ผู้ต้องหาอาจเผชิญโทษสูงสุดตามกฎหมายยาเสพติดของอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึง โทษประหารชีวิต สำหรับคดียาเสพติดรายใหญ่.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

7 ส.ค. 2569 08:15 น.

สหรัฐฯ ปล่อยเป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ลอยแข่งกลางแม่น้ำชิคาโก ระดมทุนช่วยนักกีฬาพิการด้อยโอกาส

เป็ดยางกว่า 90,000 ตัว ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำชิคาโก ของสหรัฐฯ เพื่อร่วมการแข่งขัน Chicago Ducky Derby ที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุน ช่วยนักกีฬาผู้พิการและผู้ที่มีความต้องการพิเศษทั่วรัฐ

การแข่งขัน Chicago Ducky Derby งานการกุศลประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุน Special Olympics Illinois องค์กรที่จัดการแข่งขันกีฬาให้กับผู้พิการและผู้ที่มีความต้องการพิเศษทั่วทั้งรัฐ เปิดฉากขึ้นอย่างคึกคัก 

ไฮไลต์ของงานคือช่วงที่รถบรรทุกเทเป็ดยางจำนวนมหาศาลลงจากสะพานโคลัมบัสไดรฟ์ ก่อนที่เป็ดยางทั้งหมดจะลอยไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำชิคาโก ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐฯ  เป็นเวลาราว 15 นาที ท่ามกลางเสียงเชียร์ของประชาชนที่มารวมตัวกันแน่นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

หลังการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ได้คัดเลือกเป็ดยางที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง โดย เบกกี คาวานาห์ ทูตกิจกรรม Ducky Derby และนักกีฬา Special Olympics ที่เข้าร่วมการแข่งขันมากว่า 13 ปี เป็นผู้ชูเป็ดยางผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงปรบมือและการเฉลิมฉลองของผู้ร่วมงาน

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคด้วยการช่วยอุปถัมภ์เป็ดยาง ในราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 ตัว ซึ่งสามารถสนับสนุนค่าอาหารกลางวันของนักกีฬา 1 มื้อระหว่างการแข่งขัน หรือเลือกแพ็ก 6 ตัว ราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนการจัดหาเหรียญรางวัลให้กับทีมกีฬา

ผู้จัดงานระบุว่า การแข่งขันในปีนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่า 480,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้สนับสนุนเป็ดยางที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งได้รับรางวัลเป็นรถยนต์ SUV ส่วนอันดับสองจะได้รับเงินสด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน พีต บีล-เดลเวกคิโอ ประธานองค์กร Special Olympics Illinois กล่าวว่า งานนี้เป็นวันที่พิเศษสำหรับนักกีฬาทุกคน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ทุกปีมีผู้ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมงานหลายพันคน ซึ่งภายในงานยังมีกิจกรรมความบันเทิง ทั้งการถ่ายภาพกับเป็ดยางเป่าลมขนาดใหญ่และการแสดงดนตรีจากดีเจ สร้างสีสันให้กับบรรยากาศงานการกุศลริมแม่น้ำชิคาโก.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

7 ส.ค. 2569 06:08 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง หลังอิหร่านเผยร่างแผนการ จำกัดการสัญจรในฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น 3.8% หลังสื่อทางการของอิหร่านเผยแพร่ร่างแผนการ ที่จำกัดการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด ขณะที่ยังไม่มีวี่แววของข้อตกลงเปิดช่องแคบที่สหรัฐฯ สัญญาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี (6 ส.ค. 2569) หลังจากสื่อทางการของอิหร่านเผยแพร่ร่างแผนการที่มีเงื่อนไขจำกัดการสัญจรของเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด จุดประกายความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ขยับขึ้นประมาณ 2.8% ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันร่วงลงราว 8% ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC เมื่อวันอังคารว่า ข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้อย่างเสรีอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันพุธ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แวว

ในส่วนของอิหร่าน แม้จะยังไม่มีการประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่าอิหร่านและโอมานกำลังร่วมกันจัดทำข้อตกลงเพื่อกำหนดเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรายงานข่าวระบุว่า เรือขาเข้าจะใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน ขณะที่เรือขาออกจะใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำของโอมาน

แต่ล่าสุดในวันพฤหัสบดี สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่าน เผยแพร่ร่างแผนงานเบื้องต้น ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เข้มงวดกว่ามาก โดยฟาร์สระบุว่า ร่างแผนดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการรัฐสภาอิหร่าน

ตามร่างแผนดังกล่าว อิหร่านจะสั่งห้ามเรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลสัญจรผ่านช่องแคบโดยเด็ดขาด ส่วนประเทศอื่นที่มีพฤติกรรมสร้างความเสียหายแก่อิหร่านจะไม่อนุญาตให้ผ่านจนกว่าจะมีการจ่ายค่าชดเชย นอกจากนี้ เตหะรานจะลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยการปรับเป็นเงินเท่ากับ 20% ของมูลค่าสินค้าที่บรรทุกอยู่บนเรือ

ในขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน อ้างเมื่อวันพฤหัสบดีว่าได้โจมตีกลุ่มทหารซาอุดีอาระเบียที่มารวมกำลังกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ และโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง นอกเมืองท่ายันบู ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเบี่ยงเส้นทางอ่าวฮอร์มุซด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์ยุทธการทางเรือของสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่าเมื่อวันพุธ มีเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่งแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด 2 ครั้งนอกชายฝั่งโอมานขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม UKMTO ระบุว่าลูกเรือและตัวเรือลำนี้ปลอดภัยดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc