พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

8 ส.ค. 2569 06:22 น.

พายุฝุ่นถล่มฟีนิกซ์นาน 15 ชั่วโมง รุนแรงสุดในรอบหลายปี ฝุ่นพุ่งกว่า 6,000 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

เกิดพายุฝุ่นรุนแรงปกคลุมพื้นที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ท้องฟ้าทั่วเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและหมอกควัน นักวิทย์ชี้เป็นหนึ่งในพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายปี

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในรอบหลายปี หลังพายุปกคลุมพื้นที่นานถึง 15 ชั่วโมง และมีความเข้มข้นของฝุ่นมากกว่า 6,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา หรือ ASU ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกจัดอยู่ในระดับ Category 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตรวัดความรุนแรงของพายุฝุ่น โดยพายุมีความเร็วลมประมาณ 50 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แรนดัลล์ เซอร์เวนี ศาสตราจารย์จากคณะภูมิศาสตร์และการวางผังเมือง มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา กล่าวว่า พายุฝุ่นที่มีความรุนแรงถึงระดับดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา

พายุฝุ่นลักษณะนี้เรียกว่า “ฮาบูบ” (Haboob) ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เมื่อกระแสลมแรงที่พัดลงจากพายุฝนฟ้าคะนองกวาดเอาฝุ่นและดินที่แห้งและร่วนขึ้นจากพื้น ก่อนพัดพาไปตามแนวพายุที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

ฮาบูบสามารถก่อตัวเป็นกำแพงฝุ่นและเศษวัสดุขนาดใหญ่ บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ และอาจทำให้ประชาชนเกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยพายุฝุ่นครั้งล่าสุดที่พัดเข้าพื้นที่ฟีนิกซ์ในช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากมีพายุลูกก่อนหน้า

แม้ไม่มีรายงานผลกระทบรุนแรงจากพายุลูกล่าสุด แต่พายุฝุ่นทั้งสองครั้งทำให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือประมาณครึ่งไมล์ หรือราว 0.8 กิโลเมตร ขณะที่มีรายงานว่าลมแรงพัดต้นไม้และสิ่งของต่าง ๆ ริมถนน รวมถึงทำให้การสัญจรในพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

แมตต์ ซาเลอร์โน นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ในเมืองฟีนิกซ์กล่าวว่า โชคดีที่พายุฝุ่นทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงดึก ทำให้มีรถสัญจรบนท้องถนนน้อยลง และช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากทัศนวิสัยที่ลดลงอย่างมาก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรวัดความรุนแรงของพายุฝุ่นระบุว่า พายุทั้งสองเหตุการณ์ถือเป็นพายุระดับ Category 5 และมีความเข้มข้นของฝุ่นในระดับสูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์พายุฝุ่นในพื้นที่แห้งแล้งของรัฐแอริโซนา

ที่มา : AP

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

8 ส.ค. 2569 06:20 น.

นักโทษศรีลังกาลุกฮิอ ก่อจลาจลในหลายเรือนจำ ตาย 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย คาดเอี่ยวแก๊งค้ายา

เกิดเหตุจลาจลในเรือนจำศรีลังกาหลายแห่ง นักโทษเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บ 23 ราย ทางการสงสัยแก๊งค้ายาและกลุ่มอาชญากรคู่แข่งอยู่เบื้องหลัง เร่งสอบเป็นเหตุวางแผนร่วมกันหรือไม่

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุจลาจลในเรือนจำหลายแห่งทั่วศรีลังกา ส่งผลให้นักโทษเสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บ 23 ราย ทางการต้องส่งตำรวจและหน่วยปราบจลาจลเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเหตุความวุ่นวายอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดและความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากร

นายอนันดา วิเชพละ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ว่า เหตุแรกเกิดขึ้นช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ที่เรือนจำนิว แมกกาซีน ในกรุงโคลัมโบ หลังนักโทษราว 40 คนพังออกจากห้องขัง ส่งผลให้มีนักโทษเสียชีวิต 1 ศพ

ต่อมาในช่วงเช้าวันศุกร์ เกิดจลาจลขึ้นอีกครั้งที่เรือนจำคูรูวิตา ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 80 กิโลเมตร มีนักโทษเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ ขณะที่เหตุจลาจลทั้ง 2 แห่งมีนักโทษได้รับบาดเจ็บรวม 23 ราย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยตำรวจและกองกำลังพิเศษสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

นอกจากนี้ ตำรวจยังยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มนักโทษที่ประท้วงในเรือนจำเปิดแห่งหนึ่งที่เมืองเนกอมโบ ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 40 กิโลเมตร โดยตำรวจปราบจลาจลจากทั้ง 3 เรือนจำพยายามนำตัวนักโทษที่ปีนขึ้นไปบนหลังคาหรือออกไปอยู่ในพื้นที่เปิดกลับเข้าสู่แดนคุมขัง

รัฐมนตรีวิเชพละ กล่าวว่า ทางการสงสัยว่าเหตุจลาจลมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มค้ายาเสพติดและแก๊งอาชญากรที่เป็นคู่แข่งกัน พร้อมเร่งตรวจสอบว่าทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่มีการวางแผนร่วมกันหรือไม่ โดยเบื้องต้นมองว่ามีความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเป็นความพยายามก่อวินาศกรรม แต่ต้องรอผลการสอบสวนอย่างละเอียด

รายงานข่าวระบุว่า เหตุจลาจลเรือนจำศรีลังกาครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียง 1 เดือน หลังจากมีผู้เสียชีวิต 30 ศพ จากการปะทะกันนาน 2 วันที่เรือนจำในเมืองเนกอมโบ ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักโทษเสียชีวิตอีก 1 ศพ และหลายคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุจลาจลที่เรือนจำมาฮารา ห่างจากกรุงโคลัมโบราว 14 กิโลเมตร

ทั้งนี้ สถานการณ์ยังสะท้อนปัญหาความแออัดในเรือนจำของศรีลังกาที่อยู่ในระดับวิกฤติ โดยนายฮาร์ชานา นานายักการา รัฐมนตรียุติธรรม เปิดเผยต่อรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า เรือนจำทั่วประเทศรองรับนักโทษได้เพียงราว 10,000 คน แต่ปัจจุบันมีนักโทษมากกว่า 39,000 คน หรือมากกว่าเกือบ 4 เท่าของความจุ.

ที่มา Aljazeera

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

8 ส.ค. 2569 06:05 น.

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศ-ทะเลจากอิตาลี ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่ระงับเชงเกนสเปน

สเปนประกาศตรวจเข้มผู้เดินทางทางอากาศและทางทะเลจากอิตาลี เป็นเวลา 1 เดือน ตอบโต้มาตรการของอิตาลีที่สั่งระงับเชงเกนกับผู้เดินทางจากสเปน หลังวิกฤติผู้อพยพเซวตาปะทุ

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว Aljazeera รายงานว่า สเปนประกาศใช้มาตรการควบคุมชายแดนกับผู้เดินทางจากอิตาลีทั้งทางอากาศและทางทะเล เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤติผู้อพยพในเมืองเซวตา

โดยมาตรการของสเปนมีขึ้น 1 สัปดาห์ หลังอิตาลีประกาศใช้มาตรการลักษณะเดียวกันกับผู้เดินทางจากสเปน ภายหลังมีผู้อพยพจากโมร็อกโกราว 78,000 คน หลั่งไหลเข้าสู่เซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนในแอฟริกาเหนือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ผู้อพยพส่วนใหญ่ถูกส่งกลับโมร็อกโกภายในเวลาไม่กี่วัน โดยอิตาลีให้เหตุผลว่า การระงับการใช้ข้อตกลงเชงเกน มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพที่เข้าสู่เซวตาเดินทางต่อไปยังอิตาลี

รัฐบาลสเปนเรียกร้องให้อิตาลียกเลิกมาตรการตรวจชายแดนแต่อิตาลียืนยันว่าจะคงมาตรการไว้อย่างน้อยจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม โดยระบุว่าเป็นช่วงที่คาดว่าสเปนอาจเผชิญคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ ในเมืองเซวตา ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้รัฐบาลสังคมนิยมของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เผชิญหน้ากับรัฐบาลฝ่ายขวาของนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ซึ่งผลักดันมาตรการควบคุมผู้อพยพของสหภาพยุโรปให้เข้มงวดขึ้นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ การระงับข้อตกลงเชงเกนชั่วคราวไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น โดยอิตาลียังคงมีมาตรการควบคุมบริเวณพรมแดนติดกับสโลวีเนีย ขณะที่การตัดสินใจของอิตาลีได้รับการสนับสนุนจากฟินแลนด์และเดนมาร์ก ส่วนสาธารณรัฐเช็กเรียกร้องให้ระงับสถานะสมาชิกเขตเชงเกนของสเปนเป็นการชั่วคราวเช่นกัน.

ที่มา Aljazeera

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

ไต้ฝุ่น "ดอลฟิน" เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

8 ส.ค. 2569 01:06 น.

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ปิดสนามบินโอกินาวา อพยพประชาชน-เจ็บ 3 ราย

ไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่นตอนใต้ ทำสนามบินนาฮาปิดให้บริการ ยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ประชาชนทยอยอพยพเข้าศูนย์พักพิง ขณะที่มีผู้บาดเจ็บแล้ว 3 ราย

วันที่ 8 สิงหาคม 2569สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency : JMA)  รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” (Dolphin) ซึ่งเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ เข้าใกล้หมู่เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยเมื่อช่วงสายวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น พายุไต้ฝุ่นดอลฟินอยู่ใกล้เกาะโยรอน และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกมุ่งหน้าสู่เกาะหลักโอกินาวา ด้วยความเร็วลมคงที่สูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมคาดว่า โอกินาวาจะเผชิญลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นสูงต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกอาคาร และติดตามประกาศเตือนภัยจากทางการอย่างใกล้ชิด

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า ทางการต้องปิดสนามบินนานาชาตินาฮา บนเกาะโอกินาวา ยกเลิกเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศทั้งหมด พร้อมเปิดศูนย์อพยพรองรับประชาชน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแล้ว 3 ราย

โดยรัฐบาลจังหวัดโอกินาวารายงานว่า มีชายวัย 70 ปี 3 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 2 คนถูกลมกระโชกแรงพัดจนล้ม ส่วนอีก 1 คนตกจากเก้าอี้ขณะเตรียมรับมือพายุ ทางด้านด้านสนามบินนานาชาตินาฮาประกาศปิดให้บริการตลอดวันศุกร์ ส่งผลให้เที่ยวบินขาเข้าและขาออกทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศถูกยกเลิก ขณะที่ประชาชนอย่างน้อย 240 คนได้อพยพเข้าไปพักในศูนย์พักพิงทั่วจังหวัดโอกินาวาแล้ว

อิทธิพลของพายุยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของเกาะคิวชู โดยเฉพาะในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเพิ่งเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายต้องเร่งคลุมหลังคาและผนังด้วยผ้าใบสีน้ำเงิน เพื่อป้องกันฝนที่อาจซ้ำเติมความเสียหาย.

ที่มา AP NHK

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

7 ส.ค. 2569 23:34 น.

ซาอุฯ-ตุรกี-ปากีสถาน ลงนามสนธิสัญญากลาโหมร่วม ย้ำโจมตีชาติเดียวเท่ากับโจมตีทั้ง 3 ประเทศ

ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามข้อตกลงกลาโหมร่วมที่นครเมกกะ กำหนดให้การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งถือเป็นการโจมตีทั้ง 3 ชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนาม “ข้อตกลงกลาโหมร่วมเมกกะ” (Mecca Joint Defence Agreement) ซึ่งกำหนดให้การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีทั้ง 3 ประเทศ พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

โดยการลงนามมีขึ้นระหว่างการประชุมของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป แอร์โดอัน ของตุรกี และนายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ที่นครเมกกะ แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการยับยั้งร่วมต่อการรุกรานทุกรูปแบบ และกำหนดให้การโจมตีทางทหารต่อประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมในทุกมิติ

การจัดตั้งพันธมิตรครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งสามประเทศต้องการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านลุกลาม ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีหรือมาตรการตอบโต้ที่แต่ละประเทศต้องดำเนินการหากเกิดการโจมตี.

ที่มา BBC

“มาเลเซีย แอร์ไลน์ส” สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

"มาเลเซีย แอร์ไลน์ส" สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

7 ส.ค. 2569 16:46 น.

“มาเลเซีย แอร์ไลน์ส” สั่งตรวจสารเสพติดนักบิน 1,260 คน หลังนักบินถูกจับขนยาอีที่อินโดฯ

มาเลเซีย เอวิเอชัน กรุ๊ป (MAG) บริษัทแม่ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส สั่งตรวจสารเสพติดนักบินแบบบังคับทุกคน พร้อมยกระดับมาตรการคัดกรอง หลังนักบินในสังกัดวัย 39 ปี ถูกทางการอินโดนีเซียจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้ายาอีประมาณ 25 กิโลกรัม ขณะเดินทางถึงกรุงจาการ์ตา และผลตรวจพบสารเสพติดหลายชนิดในร่างกาย

กลุ่มบริษัท มาเลเซีย เอวิเอชัน กรุ๊ป (MAG) ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ยืนยันการเริ่มเฟสแรกของมาตรการตรวจคัดกรองสารเสพติดภาคบังคับสำหรับนักบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส (Malaysia Airlines) ทั้งหมดจำนวน 1,260 คน โดยตั้งเป้าดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ พร้อมย้ำว่า นักบินที่ไม่เข้ารับการตรวจภายในกำหนด จะไม่มีสิทธิขึ้นปฏิบัติหน้าที่บินจนกว่าจะผ่านการตรวจและได้รับการรับรองตามขั้นตอนของบริษัทและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เมื่อเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจับกุมนักบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส วัย 39 ปี ที่สนามบินนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา หลังพบยา MDMA หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ยาอี” ในสัมภาระของเขา ปริมาณประมาณ 25-26 กิโลกรัม ขณะเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์มายังอินโดนีเซีย

เจ้าหน้าที่ศุลกากรอินโดนีเซียระบุว่า ผลตรวจปัสสาวะของนักบินยังพบสารโคเคนและเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย ขณะที่ข้อมูลอีกชุดระบุว่าพบผลตรวจเป็นบวกต่อเมทแอมเฟตามีน MDMA และโคเคน

MAG ชี้แจงว่า นักบินรายดังกล่าวเป็นนักบินผู้ช่วยที่อยู่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่ และเดินทางในที่นั่งสำรองภายในห้องนักบินในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไม่ได้เป็นนักบินที่ควบคุมเครื่องบินในเที่ยวบินดังกล่าว

บริษัทระบุว่า การกระทำของนักบินเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง” และขัดต่อมาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่คาดหวังจากบุคลากรของบริษัท

กัปตันนาซารุดดิน เอ. บาการ์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MAG กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายไม่ยอมรับการประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ พร้อมย้ำว่า ความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินและความพร้อมของลูกเรือในการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

เขากล่าวว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เฉพาะบุคคลและไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของพนักงานส่วนใหญ่ แต่บริษัทจะยังคงยกระดับมาตรการป้องกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การตรวจสารเสพติดแบบบังคับครั้งใหม่นี้จะดำเนินควบคู่กับโครงการสุ่มตรวจสารเสพติดที่ MAG มีอยู่แล้ว และจะขยายไปยังนักบินที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด รวมถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในระยะต่อไป

MAG เป็นบริษัทแม่ที่ดำเนินธุรกิจสายการบินหลายแห่ง นอกจากมาเลเซียแอร์ไลน์สแล้ว ยังรวมถึง Firefly ซึ่งให้บริการเที่ยวบินระยะสั้น และ Amal ซึ่งให้บริการเที่ยวบินสำหรับผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจญ์

บริษัทระบุว่า มาตรการใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการประเมินความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร ซึ่งมีมาตรการเดิมอยู่แล้ว เช่น การตรวจสอบประวัติก่อนเข้าทำงาน การตรวจสุขภาพตามมาตรฐาน Class 1 Medical Certification สำหรับนักบิน การฝึกอบรมเป็นระยะ การตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดตามกำหนด รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมก่อนขึ้นบิน

นอกจากนี้ นักบินยังต้องประเมินความพร้อมของตนเองก่อนปฏิบัติหน้าที่ผ่านแบบประเมิน IMSAFER ซึ่งพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ อาการเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด แอลกอฮอล์ ความเหนื่อยล้า สภาพอารมณ์ และประสบการณ์หรือความถี่ในการปฏิบัติหน้าที่บิน

MAG ระบุว่า จะทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินมาตรการตามข้อเสนอแนะ ยกระดับการป้องกัน และสร้างความมั่นใจว่าบุคลากรทุกคนปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งมีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดมาก และมีบทลงโทษรุนแรงสำหรับความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด โดยในปี 2558 อินโดนีเซียเคยประหารชีวิตชาวออสเตรเลีย 2 คนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายา “Bali Nine” จากความพยายามลักลอบนำเฮโรอีนออกจากเกาะบาหลี.

ที่มา New Straits Time / Reuters

เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด “ทุ่นระเบิด” จากเกาหลีเหนือเกยหาด

เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด "ทุ่นระเบิด" จากเกาหลีเหนือเกยหาด

7 ส.ค. 2569 14:44 น.

เกาหลีใต้ผวา น้ำท่วมใหญ่พัด “ทุ่นระเบิด” จากเกาหลีเหนือเกยหาด

ทางการเกาหลีใต้เร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของเกาหลีเหนืออย่างน้อย 15 ลูก ที่ถูกกระแสน้ำพัดลอยมาติดตามแนวชายฝั่งทะเลในพื้นที่เมืองอินชอน หลังฝนตกหนักและน้ำท่วมขังตามแนวชายแดนช่วงมรสุม โดยกองทัพกันพื้นที่พร้อมเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวห้ามสัมผัสวัตถุสงสัยเด็ดขาด

ชเว ยอง-รัน หัวหน้าฝ่ายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของเขตคังฮวา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า พบวัตถุต้องสงสัยตามพื้นที่ชายฝั่งระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคม และเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้ทั้งหมด 15 ลูก

เขตคังฮวาเป็นพื้นที่หมู่เกาะบริเวณปากแม่น้ำฮัน ซึ่งมีพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอยู่ใกล้เขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดหนาแน่นที่สุดในโลก

ข้อมูลทางทหารที่สำนักข่าวยอนฮัปรายงานระบุว่า มีทุ่นระเบิดประมาณ 800,000 ลูกฝังอยู่ในพื้นที่โดยรอบเขต DMZ ส่วนใหญ่ตกค้างมาตั้งแต่สงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 แต่ยังมีการวางทุ่นระเบิดต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หนึ่งในเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เมื่อชาวประมงแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยลอยอยู่ในน้ำใกล้ท่าเรือฮวังชอน เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบและพบกล่องไม้ 3 กล่อง ซึ่งเป็นภาชนะที่ใช้บรรจุทุ่นระเบิด โดยหนึ่งกล่องว่างเปล่า ส่วนอีก 2 กล่องพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ยังสามารถระเบิดได้ และกองทัพได้ทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าวอย่างปลอดภัยในพื้นที่

ก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ยังพบทุ่นระเบิดตามแนวชายฝั่งของเขตซอโดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม และมีการตรวจพบวัตถุระเบิดอีกลูกที่ถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาตามชายฝั่งเขตกโยดงจากภาพกล้องวงจรปิดของหน่วยทหาร

ทางการเกาหลีใต้เชื่อว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้อาจถูกน้ำฝนและกระแสน้ำเชี่ยวพัดหลุดออกจากพื้นที่ในเกาหลีเหนือ หลังเกิดฝนตกหนักในเดือนกรกฎาคม ก่อนถูกกระแสน้ำทะเลพัดมายังชายฝั่งเกาะคังฮวา โดยเจ้าหน้าที่ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะมีทุ่นระเบิดเพิ่มเติมถูกพัดเข้ามาอีก

กองทัพเกาหลีใต้ได้เพิ่มปฏิบัติการค้นหาทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายตามเกาะคังฮวาและหมู่เกาะทางตะวันตก รวมถึงบริเวณชายหาด ท่าเรือ และพื้นที่ชายฝั่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยจะเพิ่มการตรวจค้นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ทางการเขตคังฮวายังติดตั้งป้ายเตือนภัย 42 จุดตามแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและท่าเรือ พร้อมประกาศเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวผ่านระบบกระจายเสียงในชุมชน

เจ้าหน้าที่เขตคังฮวาเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า หากพบวัตถุต้องสงสัยตามชายฝั่ง ห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัสโดยเด็ดขาด และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เนื่องจากทุ่นระเบิดบางชนิดยังสามารถทำงานและระเบิดได้

ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ใช้ปลอกทำจากไม้สนแทนโลหะ ภายในมีวัตถุระเบิดและชนวนที่สามารถทำงานเมื่อมีแรงกดลงบนฝาปิด จึงมีความเสี่ยงอย่างมากต่อประชาชนที่เดินตามชายหาดหรือทำกิจกรรมบริเวณชายฝั่ง

กองทัพเกาหลีใต้เคยออกคำเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า ฝนตกหนักอาจพัดพาวัตถุระเบิดจากพื้นที่เกาหลีเหนือเข้าสู่แม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน และอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงหากทุ่นระเบิดถูกพัดไปยังพื้นที่ปลายน้ำ

เกาหลีใต้เคยเผชิญเหตุทุ่นระเบิดจากเกาหลีเหนืออย่างรุนแรงในปี 2015 เมื่อทหารเกาหลีใต้ 2 นายซึ่งลาดตระเวนอยู่บริเวณเขต DMZ เหยียบกับระเบิดและได้รับบาดเจ็บจนต้องสูญเสียขา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่และสร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชนท้องถิ่น

ขณะที่ประชาชนในคังฮวายังคงทำอาชีพเก็บหอยตามชายฝั่ง แม้มีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด โดยชาวบ้านรายหนึ่งระบุว่า ในช่วงนี้ยังมีคนประมาณ 300 คนออกไปเก็บหอยด้วยมือ และเกรงว่าการพบระเบิดครั้งใหม่อาจกระทบต่อการดำรงชีวิตและการท่องเที่ยวในพื้นที่

นอกจากความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดแล้ว เกาหลีเหนือยังเผชิญผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยสื่อเฉพาะทาง NK Pro รายงานจากภาพถ่ายดาวเทียมว่า บ้านพักหลายร้อยหลังในฐานทัพขนาดใหญ่บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือถูกน้ำพัดเสียหาย หลังคาดว่าเขื่อนแห่งหนึ่งพังทลาย โดยพบว่าบ้านชั้นเดียวอย่างน้อย 380 หลังถูกน้ำพัดหายไปทั้งหมด

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จึงเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า หากพบวัตถุแปลกปลอมหรือวัตถุต้องสงสัย ไม่ควรเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่ต้องแจ้งทหารหรือตำรวจเพื่อเข้าตรวจสอบและเก็บกู้อย่างปลอดภัย.

ที่มา The Korea JoongAng Daily / AFP 

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

7 ส.ค. 2569 14:36 น.

สื่อ ตปท. ชี้ไทยมีปืนกว่า 10 ล้านกระบอก อัตราพลเรือนครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

จากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี สื่อต่างประเทศชี้ไทยเป็นหนึ่งในชาติที่มีอัตราครอบครองปืนสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมีปืนหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

การครอบครองอาวุธปืนและเหตุความรุนแรงจากปืนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โดยตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ไทยเผชิญเหตุยิงและกราดยิงรุนแรงหลายครั้ง ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วย

เหตุสังหารหมู่โดยผู้ก่อเหตุเพียงคนเดียวที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่เกิดขึ้นในปี 2565 เมื่ออดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดก่อเหตุเป็นเวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงในจังหวัดหนองบัวลำภู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 36 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 22 คน ซึ่งถูกทำร้ายขณะนอนหลับอยู่ภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ก่อนหน้านั้นในปี 2563 ทหารนายหนึ่งก่อเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 คน ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดของไทย

ปี 2566 เกิดเหตุยิงภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยผู้ก่อเหตุวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนดัดแปลงยิงผู้คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 5 คน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามอย่างกว้างขวางถึงการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็กและเยาวชน

ในเดือนกรกฎาคม 2568 เกิดเหตุยิงที่ตลาดในกรุงเทพฯ ผู้ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและผู้ค้า รวมเสียชีวิต 5 คน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต

ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุผู้ก่อเหตุวัย 18 ปีใช้อาวุธปืนบุกเข้าไปในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ยิงผู้อำนวยการโรงเรียนและนักเรียนหญิง โดยผู้อำนวยการเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนค่อนข้างเข้มงวด โดยการครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี แต่ไทยยังมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนของพลเรือนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากข้อมูลของ Small Arms Survey ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2017  พบว่า ชาวไทยครอบครองปืนประมาณ 10.3 ล้านกระบอก โดยมีเพียง 6.2 ล้านกระบอกเท่านั้นที่จดทะเบียน ทำให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลกในด้านการครอบครองปืนขนาดเล็ก โดยมีปืนหมุนเวียนอยู่ประมาณ 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นประมาณ 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การมีกฎหมาย แต่รวมถึงการเข้าถึงอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย ปืนที่ไม่ได้จดทะเบียน การควบคุมการซื้อขายและการครอบครอง รวมถึงช่องโหว่ที่ทำให้เด็กและบุคคลที่มีความเสี่ยงสามารถเข้าถึงอาวุธได้

เหตุกราดยิงในสถานศึกษา โดยเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน การเฝ้าระวังสัญญาณความเสี่ยง และการป้องกันไม่ให้อาวุธปืนถูกนำเข้าสู่พื้นที่ที่มีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก.

ที่มา Reuters / BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ “โพลีซิลิคอน” สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ "โพลีซิลิคอน" สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

7 ส.ค. 2569 12:32 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 15% ชิปและโซลาร์เซลล์ที่ใช้ “โพลีซิลิคอน” สกัดจีนคุมวัตถุดิบสำคัญผลิตชิป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดอัตราภาษี 15% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก “โพลีซิลิคอน” (Polysilicon) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์และแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ เพื่อปกป้องผู้ผลิตในอเมริกา และตั้งรับการแข่งขันที่ดุเดือดจากจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากโพลีซิลิคอน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป และแผงโซลาร์เซลล์ ในอัตรา 15% พร้อมกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับการนำเข้าโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลในวันที่ 4 ธันวาคมนี้

คำสั่งของทรัมป์ดำเนินการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ปี 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ หลังมีการสอบสวนผลกระทบด้านความมั่นคงจากการผลิตโพลีซิลิคอนในต่างประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปและพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และพลังงาน

โพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ในระดับสูง และเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในห่วงโซ่การผลิตทั้งเซมิคอนดักเตอร์และโซลาร์เซลล์ โดยในอุตสาหกรรมชิป โพลีซิลิคอนจะถูกนำไปผลิตเป็นเวเฟอร์ซิลิคอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตชิป ขณะที่ในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ เวเฟอร์จะถูกนำไปผลิตเป็นเซลล์แสงอาทิตย์และประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ปล่อยให้บริษัทต่างชาติแข่งขันกับผู้ผลิตโพลีซิลิคอนในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมมานานหลายทศวรรษ ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนของสหรัฐฯ ในตลาดโลก ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 50% ในปี 2005 ลดลงเหลือต่ำกว่า 2% ในปี 2024 ขณะที่จีนครองสัดส่วนการผลิตโพลีซิลิคอนในระดับสูงจนเกือบเป็นผู้ผูกขาดตลาดโลก

ตามคำสั่งดังกล่าว สหรัฐฯ จะกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำไว้ที่ 21 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับโพลีซิลิคอน, 100 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมสำหรับแท่งโพลีซิลิคอนและเวเฟอร์, 0.22 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ และ 0.38 ดอลลาร์ต่อวัตต์สำหรับแผงโซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ จะจัดทำโครงการจูงใจสำหรับบริษัทที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีโรงงานผลิตโพลีซิลิคอนหลัก 2 แห่ง ได้แก่ Hemlock Semiconductor ในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง Corning กับ Shin-Etsu Handotai ของญี่ปุ่น และโรงงานของ Wacker Chemie ในรัฐเทนเนสซี

Corning ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ และเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ขณะที่ Wacker Chemie ระบุว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ หลายรายออกมาสนับสนุนมาตรการของทรัมป์ โดยมองว่าจะช่วยส่งเสริมการผลิตและการลงทุนภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ มีโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลออกมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในปี 2022 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการประกอบแผง ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเวเฟอร์และเซลล์แสงอาทิตย์

มาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากความต้องการโพลีซิลิคอนจากอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในปริมาณมาก ช่วยสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมชิป โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระบุว่า อุตสาหกรรมชิปคิดเป็นประมาณ 2.4% ของความต้องการโพลีซิลิคอนทั่วโลก

ด้านจีนออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การขึ้นภาษีจะ “สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง” ต่อการค้าระหว่างสองประเทศ และจีนจะดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องบริษัทของตน พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้อำนาจรัฐกดดันธุรกิจจีน และเตือนว่าลัทธิกีดกันทางการค้าไม่สามารถทำให้สหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้

มาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตชิปถือเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังมีความขัดแย้งด้านการค้าและมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน จีนยังประกาศมาตรการตอบโต้หลายด้าน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน และเปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสารนำเข้า

นักวิเคราะห์มองว่า การกำหนดภาษีโพลีซิลิคอนครั้งล่าสุดเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลวอชิงตันในการลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าบางรายเตือนว่า การเลื่อนการบังคับใช้มาตรการไปจนถึงเดือนธันวาคม อาจทำให้เกิดการเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก่อนที่ภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้.

ที่มา Reuters / BBC

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

7 ส.ค. 2569 11:46 น.

2 นักฟุตบอลหญิงอิหร่านผู้ท้าทายรัฐบาล ได้สัญชาติออสเตรเลีย

สองนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยการปฏิเสธการร้องเพลงชาติเพื่อประท้วงรัฐบาลของตนที่ต่อมาขอลี้ภัยในออสเตรเลีย ได้รับสัญชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการแล้ว หลังต้องเผชิญแรงกดดันหนักและถูกตราหน้าว่าเป็น “คนทรยศชาติ” โดยทั้งคู่เตรียมเริ่มต้นชีวิตใหม่และลุยเส้นทางนักเตะอาชีพต่อในศึกเอ-ลีก

อาเตเฟห์ ราเมซานีซาเดห์ วัย 34 ปี และฟาเตเมห์ ปาซันดีเดห์ วัย 22 ปี อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ได้รับสัญชาติออสเตรเลียอย่างเป็นทางการในพิธีที่นครบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ โดยมีนายโทนี เบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยออสเตรเลีย เข้าร่วมพิธีมอบใบรับรองสัญชาติ

ราเมซานีซาเดห์กล่าวว่า เป็นวันที่พิเศษและไม่อาจลืมเลือน พร้อมรู้สึกภาคภูมิใจและซาบซึ้งอย่างยิ่งที่ได้เป็นพลเมืองออสเตรเลีย ขณะที่ปาซันดีเดห์กล่าวว่า หลังผ่านทุกสิ่งและความยากลำบากที่เผชิญมา ช่วงเวลานี้มีความหมายเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้

ทั้งสองคนเป็นหนึ่งในสมาชิก 7 คนของคณะฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ยื่นขอความคุ้มครองจากออสเตรเลีย หลังเกิดเหตุปฏิเสธร้องเพลงชาติอิหร่านก่อนการแข่งขันฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพในเดือนมีนาคม ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า นักฟุตบอลหญิงอาจถูกลงโทษเมื่อเดินทางกลับประเทศ โดยมีภาพจากสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านเผยแพร่ผู้ดำเนินรายการเรียกนักฟุตบอลกลุ่มนี้ว่า “คนทรยศ” และระบุว่าควรถูกลงโทษจากการไม่ร้องเพลงชาติ

จากแรงกดดันของชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลีย ทางการออสเตรเลียเปิดโอกาสให้นักฟุตบอลทั้ง 7 คนยื่นขอลี้ภัยหรือขอความคุ้มครองด้านมนุษยธรรม แต่ท้ายที่สุดมีเพียงราเมซานีซาเดห์และปาซันดีเดห์ที่ตัดสินใจอยู่ในออสเตรเลีย ขณะที่อีก 5 คนเปลี่ยนใจและเดินทางกลับอิหร่าน

หลังเดินทางกลับอิหร่าน ชะตากรรมของนักฟุตบอลอีก 5 คนยังไม่ชัดเจน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเคยแสดงความกังวลว่า นักฟุตบอลหญิงบางคนอาจถูกกดดันให้เปลี่ยนใจผ่านการข่มขู่ครอบครัว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านระบุในเวลานั้นว่า การเดินทางกลับประเทศของนักฟุตบอลเป็นการแสดงถึง “จิตวิญญาณแห่งชาติและความรักชาติ” และเป็นการขัดขวางแผนการของฝ่ายศัตรู

สำหรับราเมซานีซาเดห์และปาซันดีเดห์ ปัจจุบันทั้งคู่กำลังฝึกซ้อมกับทีมบริสเบน รอร์ ในลีกฟุตบอลหญิงออสเตรเลีย และตั้งใจเดินหน้าสู่อาชีพนักฟุตบอลระดับสูงในออสเตรเลียต่อไป

บริสเบน รอร์ ออกมาแสดงความยินดีกับทั้งสองคน โดยระบุว่า สิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องพบเจอตลอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ควีนส์แลนด์คือบ้านของพวกเธอในเวลานี้ และประตูของสโมสรจะเปิดต้อนรับทั้งสองคนเสมอ

การได้รับสัญชาติออสเตรเลียของทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเตรียมออกมาตรการด้านวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมการย้ายถิ่นฐาน โดยมาตรการที่คาดว่าจะนำมาใช้รวมถึงการจำกัดสิทธิในการทำงานและการอุทธรณ์ของผู้ขอลี้ภัย ตลอดจนห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าบางประเภทเปลี่ยนมาขอวีซ่าครอบครัว

รัฐบาลออสเตรเลียกำลังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายค้านที่เสนอแนวนโยบายควบคุมการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวดกว่าเดิม ขณะที่กลุ่มสิทธิผู้ลี้ภัยวิพากษ์วิจารณ์มาตรการปัจจุบัน โดยเห็นว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ขอลี้ภัย

กรณีของสองนักฟุตบอลหญิงอิหร่านได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากการตัดสินใจไม่ร้องเพลงชาติถูกมองว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่การตัดสินใจขอลี้ภัยและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลีย ทำให้ทั้งสองสามารถเดินหน้าสู่อาชีพนักฟุตบอลต่อไป พร้อมได้รับสถานะพลเมืองอย่างเป็นทางการในประเทศที่พวกเธอเลือกเป็นบ้านใหม่.

ที่มา BBC / ABC News