จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ “โดนัลด์ ทรัมป์” พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ "โดนัลด์ ทรัมป์" พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

5 ส.ค. 2569 10:28 น.

จับชายติดอาวุธบุกสนามกอล์ฟ “โดนัลด์ ทรัมป์” พบปืน-กระสุน-ปืนไรเฟิลจู่โจม เร่งสอบแรงจูงใจ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมชายวัย 38 ปี พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายในสนามกอล์ฟของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนแรงจูงใจและพิจารณาดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุมนายฌานีน จอห์น เทเล ชายวัย 38 ปี จากเมืองดาวนีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายในสนามกอล์ฟของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในเมืองแรนโช ปาลอส เวอร์เดส นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย 

โดยการจับกุมมีขึ้นเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบของรัฐบาลกลางสังเกตเห็นเขาเดินถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอทั่วบริเวณสนามกอล์ฟ พร้อมมีพฤติกรรมคล้ายเฝ้าสังเกตมาตรการรักษาความปลอดภัยก่อนการเดินทางของประธานาธิบดี

ระหว่างควบคุมตัว เจ้าหน้าที่พบแม็กกาซีนบรรจุกระสุนขนาด 16 นัด พร้อมกระสุนหัวกลวง อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องสงสัย ก่อนตรวจค้นรถยนต์และพบปืนพกที่บรรจุกระสุนแล้ว รวมถึงแม็กกาซีนพร้อมกระสุนหัวกลวงเพิ่มเติม

ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานนายอำเภอร่วมกับหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องสงสัย และพบปืนไรเฟิลลักษณะจู่โจม ปืนพก เสื้อเกราะกันกระสุน แม็กกาซีนความจุสูง เครื่องกระสุน วิทยุสื่อสาร 2 เครื่อง และสมุดบันทึกหลายเล่มที่มีข้อความซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าน่ากังวล

ขณะนี้สำนักงานอัยการเทศมณฑลลอสแอนเจลิสอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยหรือไม่ หลังได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวนเมื่อเช้าวันอังคาร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางมาร่วมงานระดมทุนของพรรครีพับลิกัน โดยทรัมป์เดินทางถึงสนามกอล์ฟด้วยเฮลิคอปเตอร์ในช่วงเย็นวันอังคาร เพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงระดมทุนของคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน แต่การเยือนครั้งนี้ปิดไม่ให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าว 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย หลังทรัมป์ตกเป็นเป้าความพยายามลอบสังหารหลายครั้งนับตั้งแต่เปิดตัวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 เขาถูกมือปืนยิงระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย กระสุนเฉี่ยวใบหูได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และมีผู้ร่วมงานเสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ต่อมายังมีชายติดอาวุธถูกจับกุมในสนามกอล์ฟของทรัมป์ที่รัฐฟลอริดา รวมถึงเหตุชายติดอาวุธพยายามบุกสถานที่จัดงานในกรุงวอชิงตันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

การเยือนรัฐแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นรัฐฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต มีขึ้นเพื่อระดมทุนและผลักดันนโยบายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ก่อนทรัมป์เดินทางถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กาวิน นิวซัม ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเร่งอนุมัติงบฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในนครลอสแอนเจลิส พร้อมระบุว่าประเด็นดังกล่าวควรอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง.

ที่มา : channelnewsasia

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม “บรอดพีก” ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม "บรอดพีก" ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

5 ส.ค. 2569 10:16 น.

เนปาลจัดพิธีไว้อาลัย 10 นักปีนเขา เหยื่อหิมะถล่ม “บรอดพีก” ในปากีสถาน สูญเสียครั้งใหญ่ของวงการ

ชุมชนนักปีนเขาเนปาล พร้อมด้วยคณะนักการทูตจากหลายประเทศ ร่วมกันจัดพิธีจุดเทียนไว้อาลัยที่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อรำลึกถึงนักปีนเขา 10 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ในปากีสถาน

พระสงฆ์ในศาสนาพุทธร่วมสวดมนต์อุทิศส่วนกุศล ขณะที่ผู้เข้าร่วมต่างจุดเทียนและร่วมภาวนาเพื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ในปากีสถาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า

ทุล ซิงห์ กูรัง ไกด์ภูเขาจากสมาคมไกด์ภูเขาแห่งชาติเนปาลกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่เพียงต่อวงการนักปีนเขา แต่ยังรวมถึงประเทศเนปาลทั้งหมด

โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการปีนเขาทั่วโลก เนื่องจากหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นีร์มัล “นิมส์” ปูร์จา นักปีนเขาชาวเนปาลระดับตำนาน เจ้าของสถิติพิชิตยอดเขาที่สูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอดของโลกภายในเวลาเพียง 6 เดือน 6 วัน ซึ่งสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกจากโครงการ “Project Possible” และสารคดีของ Netflix อีกทั้งยังเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันวงการปีนเขาเนปาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การเสียชีวิตของเขาพร้อมเพื่อนร่วมคณะอีก 9 คน จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของวงการนักปีนเขาในรอบหลายปี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในพื้นที่กิลกิต-บัลติสถาน ทางตอนเหนือของปากีสถาน เมื่อหิมะถล่มพัดกวาดทีมนักปีนเขาซึ่งประกอบด้วยผู้ร่วมคณะจากเนปาล โอมาน ปากีสถาน จีน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยสมาคมอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุปีนเขาที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงระดมทีมกู้ภัยเดินเท้าค้นหาร่างผู้เสียชีวิตบนยอดเขาซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 12 ของโลก หลังสภาพอากาศเลวร้ายทำให้เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถขึ้นบินได้

จนถึงขณะนี้ ทีมกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย และสามารถลำเลียงร่างลงจากภูเขาได้อย่างน้อย 3 รายตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ร่างผู้เสียชีวิตที่เหลือยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : AP

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

5 ส.ค. 2569 09:44 น.

กรุงโซล เกาหลีใต้ ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิแตะ 38 องศา

กรุงโซล ของเกาหลีใต้ ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก คาดอุณหภูมิช่วงกลางวันพุ่งถึง 38 องศาเซลเซียส ขณะยอดผู้ป่วยจากความร้อนสะสมเพิ่มเป็น 185 ราย เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลี ออกคำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรง (Serious Heat Wave Warning) สำหรับบางพื้นที่ของกรุงโซลเป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 11.00 น. วันอังคารที่ 4 สิงหาคม หลังคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และคาดว่าอุณหภูมิในกรุงโซลจะสูงถึง 38 องศาเซลเซียส โดยคำเตือนระดับสูงสุดครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโซล ส่งผลให้เขตปกครอง 11 แห่ง รวมถึงเขตคังนัม เขตซงพา เขตคังซอ และเขตกวานัก อยู่ภายใต้คำเตือนฉบับนี้

นอกจากนี้ กรุงโซลได้กำหนดสถานที่ประมาณ 4,000 แห่งให้เป็นศูนย์พักพิงคลายร้อน เช่น ศูนย์ชุมชน ศูนย์ผู้สูงอายุ และศูนย์สวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปพักหลบร้อนได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชน ขอให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักในสถานที่ที่มีอากาศเย็น และดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด

รายงานข่าวระบุว่า คำเตือนคลื่นความร้อนระดับร้ายแรงเพิ่งถูกบรรจุเข้าในระบบแจ้งเตือนคลื่นความร้อนของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประกาศใช้เมื่ออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้สูงสุดแตะหรือเกิน 38 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิสูงสุดของวันแตะหรือเกิน 39 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้ตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน

ข้อมูลของทางการระบุว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในกรุงโซลเพิ่มอีก 18 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 185 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ทางการกรุงโซลระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยจากความร้อนอย่างใกล้ชิด และระดมมาตรการรับมืออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการฉีดพ่นน้ำบนถนนเพื่อลดอุณหภูมิ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่พักอาศัยขนาดเล็กและแออัด.

ที่มา Yonhap

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ "ระเบิดขั้นวิกฤต" ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

5 ส.ค. 2569 09:16 น.

ภูเขาไฟกัวเตมาลาปะทุรุนแรง เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน

ภูเขาไฟ “ฟูเอโก” ในกัวเตมาลา ปะทุรุนแรง พ่นลาวา เถ้าถ่าน กระแสเถ้าร้อนลงสู่พื้นที่โดยรอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้เข้าสู่ระยะ “ระเบิดขั้นวิกฤต” ทางการเร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน กระทบกว่า 29,000 คน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ในประเทศกัวเตมาลาปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทางการต้องอพยพประชาชนจากเมืองและชุมชนใกล้เคียงอย่างน้อย 1,699 คน หลังการปะทุเข้าสู่ “ระยะระเบิดขั้นวิกฤต” และมีกระแสไพโรคลาสติก (pyroclastic flows) หรือเถ้าร้อน ไหลลงมาตามหุบเขาและร่องน้ำรอบภูเขาไฟ

นายเอ็ดวิน โรฮัส ผู้อำนวยการสถาบันแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ อุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยาแห่งชาติของกัวเตมาลา เปิดเผยว่า กลุ่มเถ้าถ่านจากภูเขาไฟพุ่งสูงเกิน 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และกระจายไปไกลถึง 120 กิโลเมตรโดยกิจกรรมของภูเขาไฟฟูเอโกยังคงอยู่ในระยะระเบิดขั้นวิกฤต 

ทางด้านสำนักงานประสานงานเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแห่งชาติของกัวเตมาลา ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 29,000 คนได้รับผลกระทบจากเถ้าถ่านที่ตกปกคลุมพื้นที่ ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนกัวเตมาลาได้ออกประกาศเตือนนักบินว่า เถ้าภูเขาไฟส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไฟ ไปจนถึงแนวชายแดนเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานนานาชาติหลักของกัวเตมาลายังคงเปิดให้บริการตามปกติ

ขณะเดียวกัน อย่างน้อย 3 เขตประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและเข้าพักในศูนย์พักพิง และขณะนี้มีชุมชนได้รับผลกระทบจากควันและเถ้าถ่านแล้วอย่างน้อย 18 แห่ง แต่ยังไม่พบกระแสลาวาไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชน หรือความเสียหายต่อบ้านเรือน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟฟูเอโกเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง ัตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี เมืองหลวงของกัวเตมาลา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร  โดยการปะทุครั้งใหญ่เมื่อปี 2561 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน.

ที่มา AP

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

5 ส.ค. 2569 05:05 น.

กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นแล้วเกือบ 80% คลังอาวุธลดต่ำระดับอันตราย

สื่อสหรัฐฯ เผยว่า คลังขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 50% ถึง 80% จากระดับที่มีก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูกลับมาเท่าเดิมได้

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปแล้วเกือบ 4 ใน 5 หรือเกือบ 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนทำสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ใช้ขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriot ไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง

นอกจากนั้น ขีปนาวุธยุทธศาสตร์ระยะไกลอย่าง ATACMS และ ขีปนาวุธโจมตีความแม่นยำสูง PrSM ถูกใช้งานไปจน “แทบจะหมดสต็อก” ขณะที่ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ก็ถูกใช้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจต้องใช้เวลานานมากกว่า 3 ปีในการฟื้นฟูคลังขีปนาวุธ THAAD และ Patriot ให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนสงคราม เนื่องจากอัตราการผลิตในปัจจุบันทำได้เพียงไม่กี่สิบลูกต่อเดือนเท่านั้น

แหล่งข่าวบอกอีกว่า คำเตือนเรื่องอาวุธขาดแคลนจากผู้บังคับบัญชาการทหารระดับสูง รวมถึง พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งให้รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ระงับแผนการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่อิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) ประเมินว่า ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. สหรัฐฯ มีขีปนาวุธสำหรับระบบ Patriots ประมาณ 2,200 ลูก และมีขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD จำนวน 452 ลูก

ในขณะเดียวกัน ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศอ่าวอาหรับ กังวลว่าหากมีการยกระดับสงคราม การขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศจะทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าการตอบโต้อย่างหนักจากอิหร่าน โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ด้านโฆษกทำเนียบขาวและโฆษกกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ออกมายืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพและยุทโธปกรณ์เพียงพอที่จะปกป้องประเทศและทำตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมทั้งเร่งรัดให้บริษัทผู้ผลิตอาวุธขยายกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สต็อกอาวุธที่ลดลงอย่างรุนแรงนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถของสหรัฐฯ หากต้องเผชิญหน้าหรือทำสงครามกับมหาอำนาจอื่นในอนาคต เช่น จีน รัสเซีย หรือเกาหลีเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

5 ส.ค. 2569 03:50 น.

ยูเครนโวย โดรนรัสเซียบินไล่ล่าพ่อค้า ก่อนระเบิดใส่ได้รับบาดเจ็บ

(ภาพจาก AFP PHOTO / NATIONAL POLICE OF UKRAINE)

ประธานาธิบดียูเครนโพสต์คลิปแสดงให้เห็น โดรนลำหนึ่งกำลังบินไล่ล่าพ่อค้าคนหนึ่งก่อนจะระเบิดใส่จนได้รับบาดเจ็บ พร้อมกล่าวหาว่า นี่คือการโจมตีแบบล่ามนุษย์ฝีมือรัสเซีย

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แชร์วิดีโอบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นวินาทีที่โดรนลำหนึ่งกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งในเมืองทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งนายเซเลนสกีระบุว่า นี่คือหลักฐานว่ากองทัพรัสเซียกำลังใช้การโจมตีแบบ “ซาฟารี” (ล่าสัตว์) กับพลเรือน

คลิปวิดีโอดังกล่าวแสดงภาพโดรนกำลังไล่ตามพ่อค้าแผงลอยบนถนนในเมืองแห่งหนึ่งในแคว้นเคอร์ซอนของยูเครน ชายคนดังกล่าวพยายามเดินหนีโดรนที่บินวนอยู่เหนือศีรษะ ก่อนที่มันจะบินไล่ล่าขณะที่เขาวิ่งหนีรอบรถตู้สีขาว และในที่สุด โดรนก็พุ่งโฉบลงมาและเกิดระเบิดขึ้นทันทีเข้าใกล้ตัวเขา

แพทย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ชายคนนี้รอดชีวิตมาได้แต่ได้รับบาดเจ็บจากเศษระเบิดหลายแห่ง มีอาการสมองกระทบกระเทือน และได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ

การส่งโดรนบังคับระยะไกลมาใช้โจมตีพลเรือน ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “ซาฟารีล่ามนุษย์” (human safari) เป็นวิธีที่กองทัพรัสเซียมักนำมาใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่แนวหน้าของยูเครน

“โลกต้องได้เห็นสิ่งนี้” เซเลนสกีโพสต์ข้อความบนแอปพลิเคชัน Telegram “โลกต้องได้เห็นหลักฐานทุกชิ้นที่เผยให้เห็นว่า รัสเซียบ้าไปแล้ว และต้องเห็นข้อเท็จจริงทุกอย่างที่ว่าทหารรัสเซียกำลังสนุกกับการฆ่าและทรมานผู้คน”

ด้านนายอันดรีย์ ซีบิฮา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน กล่าวว่า วิดีโอนี้แสดงให้เห็นถึง “การก่ออาชญากรรมสงครามอันป่าเถื่อน”

ซิบิฮากล่าวเสริมว่า การโจมตีแบบซาฟารีนี้เป็น “ยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจและทำเป็นระบบของรัสเซีย” พร้อมระบุว่า “ผู้กระหายเลือดที่ควบคุมโดรนลำนี้รู้อยู่เต็มอกว่าตนเองกำลังเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน” และชี้ว่าการโจมตีนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่รัสเซียตั้งใจทำเพื่อข่มขู่ประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกออกมาร่วมกันประณาม

ต่อมา ผู้ว่าการแคว้นเคอร์ซอนก็โพสต์คลิปวิดีโอชายในเหตุการณ์นี้ ซึ่งมีชื่อว่า “ยูรีย์” เป็นพ่อค้าขายผักวัย 52 ปี กำลังให้สัมภาษณ์จากเตียงในโรงพยาบาลหลังถูกโดรนโจมตี

ยูรีย์เล่าว่า เขาและภรรยากำลังเริ่มตั้งลังผักข้างรถตู้ ตอนที่ได้ยินเสียงหึ่งๆ ดังขึ้นเหนือหัว เมื่อภรรยาของเขาวิ่งหนี โดรนก็หันมาเล่นงานเขาแทน เขาพยายามชูกระเทียมไปทางกล้องของโดรน เพื่อแสดงให้คนควบคุมโดรนเห็นว่า เขาไม่ได้พยายามจะถ่ายคลิป

“มันเห็นชัดๆ ว่าผมวางมะเขือเทศ แตงกวา และมะเขือยาวไว้บนพื้น” ยูรีย์กล่าว “มันถึงขั้นมุดลงมาใต้ร่มตอนที่ผมวิ่งหนีไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยซ้ำ”

ทีมตรวจสอบ BBC Verify ได้ตรวจสอบพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นบริเวณตลาดข้างวงเวียนแห่งหนึ่งในเขตทาฟริสกี (Tavriiskyi) ทางตอนเหนือของเคอร์ซอน

ทั้งนี้ รัสเซียใช้การโจมตีแบบ “ซาฟารี” ในแคว้นเคอร์ซอนมานาน เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากแนวหน้าเพียงไม่กี่ไมล์เท่านั้น ขณะที่รายงานของสหประชาชาติ (UN) ในปี 2568 ระบุว่า พบหลักฐานว่ากองทัพรัสเซียสังหารและทำร้ายพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยใช้โดรนเป็นอาวุธเล็งเป้าใส่ประชาชน

วิดีโอที่บันทึกโดยโดรนก่อนจะพุ่งระเบิดใส่เป้าหมาย มักถูกนำมาโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ เปิดให้คนหลายพันคนได้เห็นวินาทีสุดท้ายอันน่าหวาดกลัวของเหยื่อ

“การโพสต์คลิปวิดีโอการสังหารและทำร้ายพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมสงครามฐานหยามเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง” UN ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

5 ส.ค. 2569 02:20 น.

สหรัฐฯ จับผู้ต้องสงสัย จุดไฟป่าครั้งใหญ่ในรัฐวอชิงตัน พบประวัติฆ่าพ่อตัวเอง

สหรัฐฯ จับกุมผู้ต้องสงสัยวางเพลิงจนเป็นเหตุให้เกิดไฟป่ารุนแรง ซึ่งกำลังเผาผลาญพื้นที่ในรัฐวอชิงตันอยู่ตอนนี้ โดยผู้ต้องสงสัยมีประวัติใช้ปืนสังหารบิดาตัวเองหลังจากทะเลาะกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวนายอารอน เอฟ. ฟารินัชชี อายุ 37 ปี และตั้งข้อหาวางเพลิงโดยเจตนา ซึ่งเป็นต้นเหตุของไฟป่า “โอลด์ เทรลส์” (Old Trails) ซึ่งเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 3 จุดที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองสโปเคน (Spokane) รัฐวอชิงตัน

เจ้าหน้าที่จับกุมนายฟารินัชชีหลังได้เบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบเห็นชายท่าทีลุกลนก้มๆ เงยๆ อยู่ริมถนนใกล้พงหญ้าจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่พบไม้ขีดไฟและไฟแช็กในตัวนายฟารินัชชีในตอนจับกุมตัวเขา แต่ชายคนนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และอ้างว่า พกไม้ขีดและไฟแช็กดังกล่าวไว้เพื่อจุดบุหรี่

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ควบคุมตัวเขาและดำเนินการฝากขัง โดยศาลตั้งวงเงินประกันตัวไว้สูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่านายฟารินัชชีเคยก่อเหตุใช้ปืนยิงพ่อแท้ๆ ของตนเองจนเสียชีวิตที่รัฐแอริโซนาเมื่อปี 2553 หลังทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่อง “การล้างจาน” ก่อนที่เขาจะพยายามจบชีวิตตัวเองแต่รอดมาได้

ความผิดในครั้งนั้นทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และทำร้ายร่างกายสาหัส ก่อนจะเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 2563

ทั้งนี้ ไฟป่าที่เมืองสโปเคนเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 41 ตารางกิโลเมตร ทำลายอาคารบ้านเรือนไปอย่างน้อย 700 แห่ง และบีบให้ประชาชนราว 67,000 คนต้องอพยพด่วน แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ส่วนกรณีมีผู้สูญหาย 14 รายนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นเพียงการขาดการติดต่อระหว่างการอพยพเท่านั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อนุมัติการประกาศภาวะฉุกเฉินแบบเร่งด่วนตามคำขอของรัฐวอชิงตัน เพื่อดึงงบประมาณและทรัพยากรมาช่วยเหลือ โดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,000 นายลงพื้นที่ และคาดว่าจะเพิ่มกำลังเป็นสองเท่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่ามกลางอุปสรรคคืออากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

5 ส.ค. 2569 01:35 น.

นักปั่นใจบุญวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังปั่นการกุศล 5,300 กม.ข้ามออสเตรเลียสำเร็จ

(ภาพจาก Instagram/broome2bowral.4mnd)

บ๊อบ มอนต์โกเมอรี นักปั่นจักรยานเพื่อการกุศล เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี หลังทำภารกิจสุดท้ายในการปั่นจักรยานข้ามออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนให้องค์กรโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้สำเร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า บ๊อบ มอนต์โกเมอรี วัย 82 ปี ผู้ปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 3,300 ไมล์ (5,300 กิโลเมตร) ข้ามประเทศออสเตรเลียเพื่อระดมทุนให้องค์การกุศล เสียชีวิตอย่างสงบแล้วในวันจันทร์ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวหลังจากเขาทำภารกิจสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ

ครอบครัวมอนต์โกเมอรีเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเสียชีวิตของ บ๊อบ เป็นเรื่อง “ไม่คาดฝัน” แต่ก็เป็นการ “จากไปอย่างสงบ” เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจที่เขาตั้งชื่อว่า “One Last Ride” (การปั่นครั้งสุดท้าย) และสามารถระดมทุนได้ประมาณ 105,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

แถลงการณ์ระบุว่า นี่เป็นการปั่นระดมทุนครั้งที่ 6 ของเขาเพื่อสนับสนุนองค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MND NSW) ซึ่งเป็น “เจตนารมณ์ที่เขามุ่งมั่นและผูกพันอย่างลึกซึ้ง”

ด้านนาย เลียม โอเมรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MND NSW เผยว่า เมื่อวันจันทร์ครอบครัวมอนต์โกเมอรีรวมตัวกันในนครซิดนีย์เพื่อฉลองการทำภารกิจสำเร็จ ทว่าหลังจากการเลี้ยงจบลงไม่นาน บ๊อบเกิดอาการป่วยกะทันหัน ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ บ๊อบกับ ทอม มัลคอล์ม หลานชายเริ่มออกเดินทางจากเมืองบรูม (Broome) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย มุ่งหน้าสู่เมืองโบวรัล (Bowral) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับจากผู้คนในชุมชน

แถลงการณ์ระบุอีกว่า เจนนี ภรรยาผู้อยู่คู่ชีวิตของบ๊อบมานานถึง 59 ปี ได้อยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาที่ “จากไปอย่างสงบ” พร้อมเสริมว่าเขายังคง “แบ่งปันเรื่องราวและข้อความแห่งความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมด้วยพลัง เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเสียชีวิต”

บ๊อบเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาเดินหน้าคือการได้พบปะผู้คนตามเส้นทาง และการได้ดื่ม “เบียร์สักแก้วสองแก้ว” ในแต่ละจุดแวะพัก

“มีเรื่องราวมากมายและผู้คนจำนวนมากที่เราได้พบระหว่างทาง ซึ่งพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและบริจาคเงิน มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก” บ๊อบกล่าว

อนึ่ง บ๊อบได้รับแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำภารกิจปั่นจักรยานการกุศล หลังจากสูญเสียลูกพี่ลูกน้องไปด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MND) และเขาสามารถระดมทุนไปได้แล้วเกือบ 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียในการปั่นครั้งก่อนๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

5 ส.ค. 2569 00:09 น.

ศรีลังกาปิดโรงเรียน หลังฝนตกหนักทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 5 ศพ

ศรีลังกาสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งในภาคกลางของประเทศ หลังฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพและบาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศศรีลังกาเปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัด เซ็นทรัล (Central) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูงในกลางประเทศ หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และได้รับบาดเจ็บ 3 ราย

ฝนที่ตกหนักตลอดสองวันที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศศรีลังกา ทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และถนนหนทางถูกน้ำท่วม ศูนย์จัดการภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐบาลระบุว่า พื้นที่ภูเขาในบริเวณภาคกลางของประเทศได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้ายนี้หนักที่สุด

นายประธีป โคดิปพิลี โฆษกศูนย์จัดการภัยพิบัติฯ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 รายจากเหตุดินถล่มทับบ้านเรือน 2 หลังในจังหวัดเซ็นทรัล ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย และสูญหายอีก 2 ราย นอกจากนั้น พายุฝนและน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน 129 หลัง และต้องอพยพประชาชนเกือบ 2,000 คน

ด้านกองทัพบกและกองทัพเรือได้ระดมกำลังทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ท่ามกลางน้ำท่วม และช่วยเคลื่อนย้ายพวกเขาไปยังสถานที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ภัยพิบัติล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ ศรีลังกายังคงพยายามฟื้นตัวจากความเสียหายครั้งใหญ่จากพายุไซโคลน “ดิตวา” (Ditwa) เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 640 ศพ ส่งผลกระทบต่อประชาชน 2 ล้านคน และก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่าประเมินราว 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จังหวัดเซ็นทรัลเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากพายุไซโคลนดิตวา และรัฐบาลกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเร่งฟื้นฟูถนน ทางรถไฟ และบ้านเรือนในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

4 ส.ค. 2569 23:06 น.

UK-ฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพ 150 คน หลังไฟไหม้เรือกลางช่องแคบอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส ช่วยผู้อพยพที่พยายามจะข้ามช่องแคบอังกฤษได้กว่า 150 ราย หลังจากเกิดไฟไหม้บนเรือของพวกเขาเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุไฟไหม้บนเรือขนผู้อพยพขนาดเล็กลำหนึ่ง ซึ่งพยายามเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษจากฝรั่งเศสไปยังสหราชอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสและ UK ช่วยเหลือผู้อพยพได้แล้ว 157 คน และนำตัวทั้งหมดไปส่งที่ท่าเรือในเมืองบูโลญ-ซูร์-แมร์ ของฝรั่งเศส โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เรือลำดังกล่าวเดินทางออกจากฝรั่งเศสตั้งแต่คืนวันจันทร์ (3 ส.ค.) โดยในตอนแรกกลุ่มผู้อพยพปฏิเสธความช่วยเหลือจากเรือลาดตระเวนฝรั่งเศส เพราะต้องการเดินทางไปให้ถึงสหราชอาณาจักร แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากเกิดไฟไหม้เครื่องยนต์เรือในช่วงเช้าวันอังคาร และสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

เรือกู้ภัยจากทั้งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรหลายลำเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยเรือของฝรั่งเศส 2 ลำช่วยผู้อพยพได้ 103 ราย ขณะที่เรือของอังกฤษช่วยผู้อพยพได้ 54 ราย

นางแอนนา เทอร์ลีย์ รัฐมนตรีความมั่นคงชายแดนของสหราชอาณาจักร ยืนยันว่าผู้อพยพทั้งหมดบนเรือจะถูกส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศส พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงอันตรายและความไร้มนุษยธรรมของขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมือง

ด้านพรรคอนุรักษนิยมของอังกฤษวิจารณ์ตำรวจฝรั่งเศสว่าปล่อยให้เรือผู้อพยพออกเดินทาง ขณะที่นาย ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน “Reform UK” ออกมาย้ำข้อเสนอของเขา ที่ต้องการให้รัฐบาลใช้กองทัพเรือผลักดันเรือผู้อพยพกลับไป

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขผู้อพยพทางเรือข้ามช่องแคบอังกฤษในปีนี้จะลดลงราว 43% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ทว่านับตั้งแต่นาย แอนดี เบิร์นแฮม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีผู้อพยพเดินทางมาถึงสหราชอาณาจักรผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้วกว่า 2,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc