สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

4 ส.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ หวังปิดดีลช่องแคบฮอร์มุซภายในไม่กี่วัน หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ คาดหวังว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ในขณะที่เตหะรานบอกว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น

เมื่อวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายรายออกมาแสดงความคาดหวังว่า สหรัฐฯ อาจบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใน “วันนี้หรือพรุ่งนี้” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีรายงานว่า เรือสินค้าอีกลำถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ บอกกับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “มีโอกาสที่เราอาจจะบรรลุข้อตกลง” ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าช่องแคบแห่งนี้อาจเปิดใหม่อีกครั้งในวันอังคาร

นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาคาดว่าจะรู้ผลภายในวันอังคารว่าการเจรจาเป็นอย่างไร “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก” โดยเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ “อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้เลย (วันอังคาร)” ส่วนเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน “อาจต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

คำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า พวกเขามีการหารือแค่กับประเทศโอมาน เรื่องการกำหนดเส้นทางเดินเรือ เพื่อให้เรือสินค้าสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น

ทางด้านกาตาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ได้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ความพยายามทางการทูตยังคงดำเนินอยู่ แต่ยังไม่มีแผนการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน สำนักงานความมั่นคงทางการทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานในช่วงเช้าวันอังคารว่า เรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด” ในช่องแคบฮอร์มุซ นอกชายฝั่งโอมาน โดยที่ UKMTO ไม่เปิดเผยชื่อเรือ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด และยืนยันให้เรือต่างๆ ต้องประสานงานเรื่องการเดินทางผ่านช่องแคบกับพวกเขา และต้องใช้เส้นทางที่แล่นเลียบชายฝั่งของอิหร่านเท่านั้นด้วย ส่งผลทำให้เรือจำนวนมากเลือกที่จะใช้เส้นทางตอนใต้ที่อยู่ใกล้กับโอมานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

4 ส.ค. 2569 16:51 น.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับสองของประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโก หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมากที่สุดในอเมริกากลาง ปะทุรุนแรงขึ้น ส่งลาวาและเถ้าถ่านพุ่งสูงกว่า 6 กิโลเมตร พร้อมสั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้เคียง และระงับการเรียนการสอนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม หรือระดับ “อันตราย” ทั่วประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโกเกิดการปะทุรุนแรง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้ภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัย สำนักงานประสานงานเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งชาติ หรือ Conred ระบุว่า การปะทุเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ ก่อนทวีความรุนแรงในช่วงค่ำ มีลาวาไหลลงมาตามลาดเขา และกลุ่มเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 6,000 เมตร 

ภูเขาไฟฟูเอโกมีความสูง 3,763 เมตร และตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี้ประมาณ 35 กิโลเมตร ภาพจากหน่วยงานฉุกเฉินเผยให้เห็นการปะทุอย่างรุนแรงจนท้องฟ้าเหนือภูเขาไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะที่ลาวาสีแดงไหลลงตามแนวลาดเขา ทางการเริ่มอพยพประชาชนจาก 2 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟ โดยเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพด้วยตนเองทันที หากมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่หรือสถานการณ์เริ่มเป็นอันตรายต่อชีวิต

วาเลเรีย อูริซาร์ โฆษก Conred ระบุว่า ประชาชนควรยึดหลักการ “อพยพด้วยตนเอง” หากพบว่าสถานการณ์เป็นภัยต่อชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

สถาบันภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติกัวเตมาลาเตือนว่า ภูเขาไฟฟูเอโกกำลังเข้าสู่ “ระยะที่มีการปะทุรุนแรงมากขึ้น” และอาจเกิดกระแสเศษวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงมาตามลาดเขา โดยชุมชนบริเวณด้านตะวันตกและด้านใต้ของภูเขาไฟมีความเสี่ยงสูงที่สุด

เถ้าภูเขาไฟยังตกลงในชุมชนโดยรอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสั่งปิดถนนสายหนึ่งที่ตัดผ่านบริเวณเทือกเขา ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศกับเมืองอันติกัว เมืองท่องเที่ยวสำคัญและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก

กระทรวงศึกษาธิการกัวเตมาลาสั่งระงับการเรียนการสอนแบบพบหน้าในชุมชนภายใน 2 เทศบาลใกล้ภูเขาไฟ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปะทุ เถ้าภูเขาไฟ และวัสดุร้อนที่อาจไหลลงจากภูเขา

การประกาศเตือนภัยระดับสีส้มถือเป็นระดับฉุกเฉินสูงสุดอันดับ 2 ของกัวเตมาลา รองจากระดับสีแดง ซึ่งใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่สุด

กัวเตมาลาตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” รอบมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเผชิญแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เป็นระยะ โดยภูเขาไฟฟูเอโกถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและมีการปะทุบ่อยที่สุดของอเมริกากลาง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการต้องอพยพประชาชนจากพื้นที่รอบภูเขาไฟหลายครั้ง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีประชาชนมากกว่า 500 คนถูกอพยพไปยังศูนย์พักพิง หลังภูเขาไฟฟูเอโกพ่นก๊าซและเถ้าถ่านออกมาอย่างรุนแรง ก่อนหน้านั้น การปะทุในปี 2023 ทำให้ประชาชนประมาณ 1,200 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงจากภูเขาไฟและทำลายหมู่บ้านใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 215 คน และสูญหายอีกจำนวนใกล้เคียงกัน

ทางการกัวเตมาลายังคงเฝ้าติดตามการปะทุอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมยกระดับมาตรการอพยพ หากภูเขาไฟฟูเอโกเข้าสู่ระยะการปะทุที่รุนแรงขึ้นหรือกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น.

ที่มา AFP 

ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

4 ส.ค. 2569 16:20 น.

ทหารรัสเซียคลั่งยิงเพื่อนร่วมทัพ 1 ศพ ก่อนกราดยิงชาวบ้านดับอีก 3 ศพในไครเมีย

ทหารรัสเซียก่อเหตุกราดยิงเพื่อนทหารดับ 1 ศพ ก่อนจะก่อเหตุสังหารประชาชนอีก 3 ราย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ในเมืองเซวาสโตปอล บริเวณคาบสมุทรไครเมีย ท่ามกลางการปิดล้อมพื้นที่ล่าตัว ก่อนที่ทางการจะจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้

เกิดเหตุยิงกันในชุมชนคเมลนิตสโกเย เขตบาลาคลาวา เมืองเซวาสโตปอล ทางตอนใต้ของคาบสมุทรไครเมีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 สิงหาคม โดยทหารรัสเซียนายหนึ่งใช้อาวุธปืนเปิดฉากยิงเพื่อนทหาร ก่อนก่อเหตุยิงพลเรือนในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย

มิคาอิล ราซโวชยาเยฟ ผู้ว่าการเมืองเซวาสโตปอลที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัสเซีย เปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุเปิดฉากยิงใส่เพื่อนทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 1 นาย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยิงพลเรือนเสียชีวิตอีก 3 ราย

ผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนประกอบด้วยชายอายุ 71 ปี ชายอายุ 59 ปี และหญิงอายุ 64 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน โดยเจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการ

ราซโวชยาเยฟระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุ รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงยังคงปฏิบัติงานและตรวจสอบที่เกิดเหตุ

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เหตุยิงเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างหมู่บ้านเปอร์โวไมกาและคเมลนิตสโกเย โดยมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุหลบหนีเข้าไปในป่าหลังเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ปิดถนนในหลายพื้นที่ของเซวาสโตปอลในช่วงเช้า ส่งผลให้เส้นทางรถโดยสารบางสายต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือหยุดให้บริการชั่วคราว ก่อนมีการประกาศเปิดการจราจรอีกครั้งในเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ทางการเซวาสโตปอลเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และไม่เผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในพื้นที่เกิดเหตุ

คาบสมุทรไครเมียถูกผนวกโดยรัสเซียจากยูเครนในปี 2014 แม้ยูเครนและประชาคมระหว่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการผนวกดินแดนดังกล่าว โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไครเมียและเมืองเซวาสโตปอลตกเป็นเป้าหมายการโจมตีตอบโต้จากยูเครนหลายครั้ง โดยมุ่งทำลายเส้นทางลำเลียงและโครงสร้างด้านโลจิสติกส์ของกองกำลังรัสเซียที่ปฏิบัติการอยู่ทางตอนใต้ของยูเครน

รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และนับแต่นั้นได้โจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ฐานปฏิบัติการในคาบสมุทรไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหาร

ขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุกราดยิงครั้งล่าสุดในเซวาสโตปอล เพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธและเหตุการณ์ที่นำไปสู่การยิงเพื่อนทหารและพลเรือน.

ที่มา FRANCE 24 / The Moscow Times

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี “บังคับสูญหาย” หากเหยื่อเสียชีวิต

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี "บังคับสูญหาย" หากเหยื่อเสียชีวิต

4 ส.ค. 2569 15:20 น.

บังกลาเทศเสนอใช้โทษประหารชีวิตคดี “บังคับสูญหาย” หากเหยื่อเสียชีวิต

รัฐบาลบังกลาเทศอนุมัติหลักการร่างกฎหมายป้องกันและเยียวยาการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยกำหนดโทษสูงสุดถึงขั้น “ประหารชีวิต” และปรับสูงสุดราว 2.6 ล้านบาท หากเหยื่อเสียชีวิตหรือหายสาบสูญเกิน 5 ปี โดยมีข้อมูลพบคดีบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,569 รายในช่วง 17 ปีที่อดีตนายกฯ ชีค ฮาสินา ปกครองประเทศ ขณะที่ 251 รายยังสูญหายและเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว

รัฐบาลบังกลาเทศอนุมัติหลักการร่างกฎหมายป้องกันและเยียวยาคดีบังคับสูญหาย ปี 2026 ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต หากการบังคับสูญหายส่งผลให้เหยื่อเสียชีวิต โดยร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนมีผลบังคับใช้

คณะรัฐมนตรีบังกลาเทศมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันจันทร์ โดยมีนายทารีค ราห์มาน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่างกฎหมายกำหนดให้ความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาโดยเฉพาะ และเป็นความผิดที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ไม่สามารถประกันตัว และไม่สามารถยอมความได้

ภายใต้ร่างกฎหมาย หากการบังคับสูญหายทำให้เหยื่อเสียชีวิต มีการพบศพ หรือไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้สูญหายยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้วเป็นเวลา 5 ปี ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต พร้อมปรับสูงสุด 10 ล้านตากา หรือประมาณ 2.6 ล้านบาท

ร่างกฎหมายยังเร่งกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดให้การสอบสวนเสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 120 วัน และการพิจารณาคดีต้องแล้วเสร็จภายในไม่เกิน 120 วัน นอกจากนี้ ศาลสามารถออกหมายค้นเพื่อติดตามตัวผู้สูญหาย พิจารณาคดีลับหลังจำเลย และรับหลักฐานดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้

กฎหมายยังมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายและครอบครัว โดยกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของการสอบสวน ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ รวมถึงชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ของบุคคลที่สูญหาย พร้อมจัดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมาย การรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และกองทุนชดเชยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ครอบครัวของเหยื่อสามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากทรัพย์สินของผู้กระทำผิดที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด และหากไม่สามารถเรียกคืนจากทรัพย์สินดังกล่าวได้ รัฐจะเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยแทน นอกจากนี้ ร่างกฎหมายเปิดทางให้สามารถนำทรัพย์สินของผู้สูญหายมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นสำหรับคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในความอุปการะ

หากบุคคลยังคงสูญหายเป็นเวลา 5 ปี กฎหมายยังเปิดทางให้มีการออกใบรับรองการสูญหาย เพื่อให้ทายาทสามารถดำเนินการด้านมรดกได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะจัดตั้งฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับคดีบังคับสูญหาย และเปิดทางให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามและสอบสวนคดี

ข้อเสนอกฎหมายมีขึ้นหลังคณะกรรมการสอบสวนที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการโค่นอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา พบคดีบังคับสูญหายอย่างน้อย 1,569 ราย ตลอดช่วง 17 ปีที่เธอดำรงตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้มี 251 รายที่ยังไม่พบตัวและเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว

ฮาซินาถูกกล่าวหาว่าใช้กองกำลังความมั่นคงปราบปรามฝ่ายต่อต้านทางการเมือง โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวและสูญหายจำนวนมากเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจากพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP และพรรคจามาอาต-อี-อิสลามี ซึ่งเป็นพรรคอิสลามิสต์ขนาดใหญ่ของประเทศ

ฮาซินาถูกโค่นอำนาจจากการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2024 และหลบหนีไปยังอินเดีย ขณะที่ศาลในกรุงธากาพิพากษาลับหลังให้เธอมีความผิดในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเมื่อปี 2025 และลงโทษประหารชีวิต ปัจจุบันฮาซินาอายุ 78 ปี และยังคงพำนักอยู่ในอินเดีย แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตั้งใจจะเดินทางกลับบังกลาเทศภายในปีนี้

นายทารีค ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP ให้คำมั่นระหว่างการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าจะยุติความรุนแรงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลของฮาซินา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ความขัดแย้งทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ และวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงในบังกลาเทศ

ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ต่อยอดจากกฎหมายเฉพาะกาลว่าด้วยการป้องกันและเยียวยาการบังคับสูญหาย ปี 2025 ซึ่งประกาศใช้โดยรัฐบาลเฉพาะกาลชุดก่อน และจะต้องผ่านการตรวจสอบโดยฝ่ายกิจการนิติบัญญัติและรัฐสภา ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายต่อไป.

ที่มา The Daily Star / AFP

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

4 ส.ค. 2569 14:06 น.

ไฟป่าเผยกระสุนปืนใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูก ในหมู่บ้านฝรั่งเศส

ไฟป่าครั้งใหญ่ในแคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เผยให้เห็นกระสุนปืนใหญ่และวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 400 ลูกในหมู่บ้านเลอ ปอร์ฌ ซึ่งถูกไฟเผาทำลายบ้านเรือนกว่า 180 หลัง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฏิบัติการเก็บกู้และเก็บกู้วัตถุระเบิด ก่อนอนุญาตให้ประชาชนทยอยกลับเข้าบ้าน

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในแคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้พบกระสุนปืนใหญ่และวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 400 ลูก ในพื้นที่หมู่บ้านเลอ ปอร์ฌ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากไฟป่า

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดดำเนินงานในพื้นที่มาหลายวัน ก่อนที่ประชาชนทั้งหมดจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าบ้านเมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม หลังพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการตรวจสอบและเก็บกู้กระสุนที่พบอยู่บนพื้นดินแล้ว

เลอ ปอร์ฌ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากไฟป่า โดยมีบ้านเรือนมากกว่า 180 หลังถูกไฟเผาทำลาย ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นซากบ้านเรือนที่ถูกเผาจนเหลือเพียงโครงสร้างและเศษซาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถตรวจการณ์เข้าสำรวจพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้

กระสุนที่พบมีทั้งของเยอรมนีและฝรั่งเศส ส่วนใหญ่เป็นกระสุนปืนครก รวมถึงกระสุนต่อต้านรถถังแบบหัวระเบิดแรงสูง โดยบางส่วนมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร อยู่ในสภาพเก่า สนิมเกาะ และถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายสิบปี

โธมัส มิมิอาก ผู้บัญชาการหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า ระหว่างเกิดไฟป่า เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้ง ซึ่งในตอนแรกเข้าใจว่าอาจเป็นถังก๊าซระเบิด แต่ภายหลังมีความเป็นไปได้ว่าเสียงดังกล่าวเกิดจากกระสุนที่ถูกความร้อนจากไฟป่ากระตุ้นให้เกิดการระเบิด

มาร์กชาล ซานิเน็ตติ นายกเทศมนตรีเมืองเลอ ปอร์ฌ กล่าวว่า ในคืนที่สองของเหตุไฟป่า มีเสียงระเบิดมากกว่า 100 ครั้ง จนเขาเปรียบว่าเหมือน “เสียงของสงคราม” โดยยอมรับว่าแม้แต่ทางการท้องถิ่นเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่ามีกระสุนสงครามฝังอยู่ในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ระบุว่า กระสุนดังกล่าวไม่ได้อยู่ในคลังเก็บอาวุธอย่างเป็นทางการ และคาดว่าอาจเป็นวัตถุระเบิดที่ถูกทิ้งไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกนำมาทิ้งไว้ในพื้นที่เมื่อใดและด้วยเหตุใด

เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดระบุว่า กระสุนจะถูกนำไปเก็บรักษาอย่างปลอดภัย ก่อนส่งไปทำลายในพื้นที่ทหาร ขณะที่กระสุนที่ยังฝังอยู่ใต้ดินจะได้รับการตรวจสอบและเก็บกู้ในภายหลัง เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับการนำประชาชนกลับเข้าที่พักอาศัยก่อน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กระสุนเก่ามีความอ่อนไหวต่อการระเบิดมากขึ้นตามกาลเวลา และความร้อนจากไฟป่าอาจเพิ่มความเสี่ยงให้วัตถุระเบิดเหล่านี้ทำงาน จึงยังมีการปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อความปลอดภัย

แม้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้แล้ว แต่พื้นที่บางจุดยังคงถูกห้ามเข้า รวมถึงเส้นทางไปชายหาด พื้นที่ตั้งแคมป์ และหมู่บ้านลา ฌ็องนี โดยมีการติดป้ายเตือนว่า “อันตรายถึงชีวิต ระวังกระสุนปืนใหญ่”

ไฟป่าในแคว้นฌีรงด์ครั้งนี้เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 40,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 250,000 ไร่ ภายในเวลาราว 10 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยถือเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดของฝรั่งเศสนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมระบุว่าสถานการณ์ในแคว้นฌีรงด์กำลังเข้าสู่ “ระยะใหม่” และประชาชนที่ได้รับคำสั่งอพยพกำลังทยอยกลับบ้าน

ไฟป่ารุนแรงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสเปนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 330,000 คนต้องอพยพ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอากาศร้อนจัดและภัยแล้งที่ยืดเยื้อกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในภูมิภาคยุโรป.

ที่มา AFP / BBC / Ouest-France

สุดสะเทือนใจ! “แม่โลมา” อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

สุดสะเทือนใจ! "แม่โลมา" อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

4 ส.ค. 2569 13:55 น.

สุดสะเทือนใจ! “แม่โลมา” อุ้มลูกน้อยที่ตายแล้วนานถึง 6 วัน หลังสูญเสียลูกเป็นตัวที่ 5

สะเทือนใจไปทั่วโลก หลังนักอนุรักษ์ทางทะเลในออสเตรเลียเผยภาพแม่โลมาปากขวด ที่ยังคงว่ายน้ำพร้อมพยุงร่างไร้วิญญาณของลูกน้อยไว้บนตัวต่อเนื่องนานถึง 6 วัน ราวกับไม่อาจทำใจยอมรับการจากไปของลูกได้

ภาพจากโดรนที่บันทึกโดยองค์กรอนุรักษ์ Geographe Marine Research เผยให้เห็นแม่โลมาตัวนี้พยายามประคองลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียง 2 สัปดาห์ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าลูกของมันจะสิ้นใจไปแล้วก็ตาม

เรื่องราวยิ่งน่าเศร้า เมื่อทีมวิจัยเปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกของเจ้าแม่โลมา “แฟรกเกิล” แต่เป็นลูกตัวที่ 5 ที่จากไป โดยก่อนหน้านี้เธอสูญเสียลูกมาแล้ว 4 ตัวติดต่อกัน ทำให้ความหวังที่จะได้เลี้ยงดูลูกจนเติบโตต้องพังทลายลงอีกครั้ง

นักวิจัยระบุว่า ก่อนลูกโลมาจะตาย พวกเขาสังเกตเห็นว่าลูกโลมามีอัตราการหายใจผิดปกติ จึงกังวลว่าอาจไม่รอดจากฤดูหนาว แม้ทุกคนจะยังมีความหวังว่าแฟรกเกิลจะได้เป็นแม่อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตลูกน้อยไว้ได้

สิ่งที่ทำให้ภาพเหตุการณ์นี้สะเทือนใจยิ่งขึ้น คือระหว่างที่แฟรกเกิลว่ายน้ำพร้อมร่างของลูก มีโลมาตัวอื่น ๆ ทั้งฝูงที่อาศัยอยู่ในปากแม่น้ำ และโลมาจากทะเลเปิด เข้ามาว่ายเคียงข้างราวกับร่วมไว้อาลัยและให้กำลังใจ สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสัตว์สังคมชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า พฤติกรรมที่แม่โลมาอุ้มลูกที่ตายแล้วไว้หลายวัน ถูกบันทึกพบในโลมาและวาฬหลายสายพันธุ์ และเชื่อว่าเป็น “พฤติกรรมแสดงความโศกเศร้า” คล้ายการอาลัยต่อการสูญเสียของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม่โลมาไม่สามารถอุ้มพยุงร่างของลูกไว้ได้ตลอดไป เพราะท้ายที่สุดเธอจำเป็นต้องปล่อยร่างลูกลง เพื่อออกหาอาหารและดำรงชีวิตต่อไป

นักอนุรักษ์เผยว่า ปากแม่น้ำ Leschenault Estuary มีโลมาอาศัยอยู่เพียงไม่กี่ตัว การได้เห็นลูกโลมาเกิดใหม่ในแต่ละปีถือเป็นเรื่องหายากอยู่แล้ว ขณะที่อัตราการรอดชีวิตของลูกโลมาก็ต่ำ ทำให้การสูญเสียครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจแก่ทั้งนักวิจัยและผู้ที่ติดตามชีวิตของเจ้าโลมาแฟรกเกิลเป็นอย่างมาก.

ที่มา : FB geographemarineresearch

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

4 ส.ค. 2569 13:02 น.

ไฟป่าสหรัฐฯ ลุกลามเมืองสโปเคน เผาอาคารกว่า 700 แห่ง อพยพประชาชน 65,000 คน

ไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุดในพื้นที่รอบเมืองสโปเคน รัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ยังคงลุกลามอย่างหนัก หลังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีสิ่งปลูกสร้างถูกไฟเผาทำลายอย่างน้อย 700 แห่ง และต้องอพยพประชาชนราว 65,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายวัย 37 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลอบวางเพลิง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสำรวจทางอากาศพบสิ่งปลูกสร้างที่อาจได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายอยู่ระหว่าง 700 ถึง 1,110 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่ปลอดภัยสำหรับการเข้าไปตรวจสอบ

ไฟป่าทั้ง 3 จุดเผาผลาญพื้นที่รวมกว่า 8,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 20,000 ไร่ โดยไฟที่รุนแรงที่สุดคือไฟป่า “โอลด์ เทรลส์” ซึ่งลุกลามข้ามแม่น้ำสโปเคนเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ ก่อนลุกลามเข้าสู่เขตเมืองและพื้นที่ชุมชน ภาพจากพื้นที่เกิดเหตุเผยให้เห็นบ้านเรือนจำนวนมากถูกเผาจนเหลือเพียงปล่องไฟ อิฐ และฐานราก ขณะที่บ้านบางหลังในบริเวณใกล้เคียงกลับไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง

จอห์น โนเวลส์ เจ้าหน้าที่เมืองสโปเคน เปิดเผยว่า ประชาชนราว 65,000 คนได้รับคำสั่งให้อพยพ โดยเจ้าหน้าที่พยายามติดต่อประชาชน 14 คนที่ยังไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ แต่ยังไม่มีการประกาศว่าบุคคลเหล่านี้สูญหาย

ลิซา บราวน์ นายกเทศมนตรีเมืองสโปเคน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบความเสียหายเป็นรายพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังจุดที่อาจเกิดไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง และยังไม่สามารถระบุได้ว่าประชาชนจะกลับเข้าบ้านได้เมื่อใด โดยบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

สำนักงานเขตสโปเคนเคาน์ตี้เปิดเผยว่า นายแอรอน เอฟ. ฟารินาชชี วัย 37 ปี ถูกจับกุมและตั้งข้อหาต้องสงสัยว่าวางเพลิงในเหตุการณ์ไฟป่าโอลด์เทรลส์ เขาถูกควบคุมตัวโดยมีวงเงินประกันตัว 1 ล้านดอลลาร์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขามีทนายความที่จะว่าความในนามของเขาหรือไม่

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจพบผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้อย่างหนักได้ โดยมีรายงานว่าประชาชนบางส่วนอาจสูญหายระหว่างการอพยพ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 1,100 นายกำลังต่อสู้กับไฟทั้ง 3 จุด ขณะที่เครื่องบินดับเพลิงถูกส่งขึ้นบินเพื่อโปรยสารหน่วงไฟลงบนแนวไฟ อย่างไรก็ตาม ณ วันจันทร์ (3 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมแนวไฟได้อย่างสมบูรณ์ในจุดใดเลย

สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยจากอุณหภูมิที่ลดลง ความชื้นเพิ่มขึ้น และลมอ่อนลงในวันจันทร์และอังคาร ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรุกคืบควบคุมไฟได้มากขึ้น แต่คาดว่าสภาพอากาศจะกลับมาร้อนจัดอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ โดยอุณหภูมิอาจพุ่งขึ้นถึงช่วงกลางถึงปลาย 30 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ลดลงเหลือเพียงเลขหลักสิบ

บ็อบ เฟอร์กูสัน ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยระบุว่ารัฐเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อุณหภูมิสูงผิดปกติ และลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองสโปแคน

ไฟป่าสโปเคนเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่จำนวนมากที่กำลังลุกไหม้ในรัฐวอชิงตัน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีไฟป่าขนาดใหญ่ประมาณ 15-16 จุดทั่วรัฐ กินพื้นที่รวมกว่า 250,000-262,000 เอเคอร์ เดวิด อัปธโกรฟ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติรัฐวอชิงตัน กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็น “ฤดูไฟป่าที่รุนแรงเป็นพิเศษ” ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ

ข้อมูลของศูนย์ดับเพลิงระหว่างหน่วยงานแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้เกิดไฟป่าทั่วประเทศแล้ว 44,722 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันในรอบอย่างน้อย 10 ปี และเผาผลาญพื้นที่ไปเกือบ 5.2 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ 2.1 ล้านเฮกตาร์

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภัยแล้งที่ยืดเยื้อและอุณหภูมิร้อนจัด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก

แดเนียล สเวน นักภูมิอากาศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส กล่าวว่า พื้นที่ตะวันออกของรัฐวอชิงตันเพิ่งเผชิญหนึ่งในฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนหิมะอย่างรุนแรง และเพิ่มความแห้งแล้งในฤดูไฟป่า

นอกจากรัฐวอชิงตันแล้ว ไฟป่ายังลุกลามในรัฐไอดาโฮ รัฐโอเรกอน และรัฐยูทาห์ รวมถึงรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา โดยหลายพื้นที่กำลังเผชิญภัยแล้งรุนแรงและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการลุกลามของไฟ

เจ้าหน้าที่เตือนว่า การต่อสู้กับไฟป่าในภูมิภาคจะยังเป็นภารกิจที่ท้าทาย เนื่องจากหลังช่วงอากาศเย็นลงในระยะสั้น อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และลมแรงมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา AFP /  Reuters / Associated Press

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู “เนื้อสุนัข” คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู "เนื้อสุนัข" คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

4 ส.ค. 2569 11:13 น.

เกาหลีเหนือแนะประชาชนกินเมนู “เนื้อสุนัข” คลายร้อน เพื่อช่วยรับมือสภาพอากาศร้อนจัด

รัฐบาลเกาหลีเหนือแนะนำประชาชนรับมืออากาศร้อนด้วยอาหารหลายชนิด รวมถึงเมนูซุป “เนื้อสุนัข” ซึ่งระบุว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขณะคาบสมุทรเกาหลีเผชิญคลื่นความร้อนและอุณหภูมิพุ่งสูง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน สื่อทางการของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ แนะนำให้ประชาชนรับประทานซุปเนื้อสุนัข เพื่อช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ปกคลุมทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

รายงานระบุว่า โรดอง ซินมุนเผยแพร่คำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในช่วงคลื่นความร้อน รวมถึงแนวทางปฐมพยาบาลผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยจากความร้อน พร้อมเผยแพร่บทสัมภาษณ์แพทย์อาวุโสจากโรงพยาบาลทั่วไปเปียงยาง ซึ่งเตือนว่า ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อนและโรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (heatstroke) อาจทำให้อาการของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะไทรอยด์ทำงานเกินรุนแรงขึ้น

สื่อทางการเกาหลีเหนือแนะนำให้ประชาชนรับประทานอาหารที่ช่วยคลายร้อน อาทิ แตงโม ถั่วเขียว และแตงกวา ควบคู่กับอาหารที่ระบุว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ ซุปเนื้อสุนัข โจ๊กปลา และโจ๊กถั่วแดง โดยการส่งเสริมการบริโภคเนื้อสุนัขเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่รัฐบาลเกาหลีเหนือดำเนินมาเป็นเวลานาน  ซึ่งมักนำเสนออาหารชนิดนี้ว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกายและช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อน แม้การบริโภคเนื้อสุนัขจะเป็นประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงในหลายประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีอุณหภูมิในช่วงกลางคืนสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน.

ที่มา Rodong Sinmun

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

4 ส.ค. 2569 11:06 น.

ทรัมป์จวก บ.น้ำมันฟันกำไรจากสงครามอิหร่าน ชี้ควรคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน-ลดราคาหน้าปั๊ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างดุเดือด หลังฟันกำไรเป็นประวัติการณ์จากสภาวะขาดแคลนน้ำมันเพราะสงครามอิหร่าน โดยชี้ว่าบริษัทเหล่านี้กำลังทำกำไร “มากเกินไป” บนความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ลดราคาขายปลีกน้ำมันลงทันที และคืนกำไรบางส่วนให้แก่สาธารณชน ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 37% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อผลกำไรมหาศาลของบริษัทพลังงานระดับโลก โดยกล่าวในห้องทำงานในทำเนียบขาวว่า “ผมไม่ชอบเลย พวกเขากำลังทำกำไรมากเกินไปจากภาวะขาดแคลน” พร้อมย้ำว่า แม้ตนเองจะเป็นผู้สนับสนุนระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและภาคเอกชนมาโดยตลอด แต่ผลกำไรของยักษ์ใหญ่อย่าง เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และ เชฟรอน (Chevron) ในครั้งนี้ถือว่าสูงเกินกว่าเหตุ

การออกมาโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสองยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โดยเอ็กซอนโมบิล มีกำไรพุ่งสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าแตะระดับ 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เชฟรอนทำกำไรได้ถึง 12,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่า 5 เท่าตัว และนับเป็นกำไรรายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปีของบริษัท

ปัจจัยหลักที่หนุนกำไรของบริษัทน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ มาจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากขึ้นโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การปะทะและการตอบโต้ของอิหร่านส่งผลกระทบต่อพื้นที่อ่าวเปอร์เซียและปิดปิดทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง และดันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมากกว่า 37% ไปแตะระดับสูงสุดที่ 4.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในฤดูใบไม้ผลิ

ปัญหาราคาน้ำมันแพงกำลังกลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองสำคัญของทรัมป์และพรรครีพับลิกัน ในขณะที่พรรคเดโมแครตพยายามนำประเด็นค่าครองชีพมาโจมตีเพื่อหวังชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสกลับคืนมาในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ย้อนกลับไปในเดือนมิถุนายน ทรัมป์เคยขู่จะดำเนินคดีกับบริษัทน้ำมัน และสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเข้าสอบสวนกรณีการ “โขกราคา” ผู้บริโภค เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลง แต่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มกลับยังคงค้างอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลตำหนิ นายไมค์ เวิร์ธ ประธานและซีอีโอของเชฟรอน ที่ออกรายการโทรทัศน์พูดถึงความสำเร็จของบริษัท โดยทรัมป์ระบุว่า “สิ่งเดียวที่เขาลืมพูดถึงก็คือ หากไม่มีความเฉียบแหลม สายตาที่กว้างไกล ความเข้มแข็ง และความมั่นคงของรัฐบาลทรัมป์ อุตสาหกรรมน้ำมันและประเทศของเราคงตายไปแล้ว” พร้อมยกตัวอย่างว่าเชฟรอนเคยถูกขับออกจากเวเนซุเอลา แต่รัฐบาลของเขาเป็นผู้ช่วยให้เชฟรอนได้กลับเข้าไปขยายธุรกิจจนสร้างรายได้มหาศาลอีกครั้ง

ทรัมป์กล่าวทิ้งทายโดยเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาขายปลีกให้ผู้บริโภคลงโดยเร็ว พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วเมื่อภารกิจเกี่ยวกับอิหร่านเสร็จสิ้นลง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 4.09 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งยังคงสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 1 ดอลลาร์.

ที่มา CNBC / New York Post

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

4 ส.ค. 2569 10:39 น.

มิน อ่อง หล่าย เตรียมเยือนไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำพลเรือน

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย อดีตผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนไทยในวันที่ 6 ส.ค. นี้ ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนไทยครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำพลเรือน ขณะที่ไทยเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นความสัมพันธ์กับเมียนมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการให้ความชอบธรรมแก่ผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

อดีตนายพลผู้เหตุนำการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตยของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2021 ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน ได้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากการเลือกตั้งที่องค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและชาติสากลตะวันตกชี้ว่าเป็นเพียง “การจัดฉาก” เพื่อฟอกตัวและปรับภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลทหาร

ด้านประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ได้เป็นผู้นำในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเมียนมา ทั้งในระดับทวิภาคีและผ่านสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มประเทศอาเซียนได้เคยสั่งห้ามผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุมระดับสูงนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาคเมื่อเดือนที่แล้วที่ประเทศไทย

นับตั้งแต่เปลี่ยนจากการแต่งเครื่องแบบทหารมาสวมชุดพลเรือน มิน อ่อง หล่าย ได้เดินหน้าทำภารกิจทางการทูตอย่างต่อเนื่อง โดยได้เดินทางเยือนอินเดีย จีนซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ รวมถึงประเทศลาวซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียน

ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนการเดินทางเยือนกรุงเทพมหานคร นางออง ซาน ซู จี ซึ่งยังคงถูกกักบริเวณในบ้านพัก ได้รับอนุญาตให้เข้าพบกับตัวแทนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (3 ส.ค.) ซึ่งนับเป็นการพบปะกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เธอถูกยึดอำนาจ

นายเดวิด แมททีสัน นักวิเคราะห์อิสระด้านเมียนมา ให้ความเห็นกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ความพยายามของเมียนมาในการกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ในอาเซียนเป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ” สำหรับมิน อ่อง หล่าย อย่างไรก็ตาม ผู้นำเมียนมายังคงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียน เพื่อยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจากับทุกฝ่าย โดยระบุว่า มิน อ่อง หล่าย ต้องการถูกมองว่าเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของอาเซียน แต่กลับปฏิเสธข้อตกลงสำคัญของกลุ่มอย่างสิ้นเชิง

นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า ฝั่งไทยมีเหตุผลสำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ เนื่องจากเหตุปะทะระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านได้ลุกลามข้ามพรมแดนไทย ซึ่งปัจจุบันไทยต้องแบกรับภาระดูแลผู้ลี้ภัยหลายล้านคน นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน

ทางด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ไทยเชื่อว่าเมียนมาและกัมพูชาสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในระหว่างการเยือนของมิน อ่อง หล่าย พร้อมแสดงความยินดีต่อกรณีการเข้าพบนางออง ซาน ซู จี ของกาชาด โดยหวังว่าทางการเมียนมาจะดำเนินมาตรการเชิงบวกเพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยรายหนึ่งเปิดเผยโดยไม่เปิดเผยนามว่า มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดรับการต้อนรับอย่างเป็นทางการด้วยแถวกองทหารเกียรติยศ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันพฤหัสบดีนี้ ก่อนจะเข้าหารือแบบตัวต่อตัวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย นอกจากนี้ ผู้นำเมียนมาจะเข้าร่วมงานฟอรัมธุรกิจและงานเลี้ยงอาหารค่ำ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือแรงงาน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า รัฐบาลไทยไม่ควรให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติแก่ มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรจากหลายประเทศตะวันตก และอยู่ระหว่างการถูกหมายจับโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหว Justice For Myanmar ได้ออกมาประณามการดำเนินการทางการทูตของไทย โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “มิน อ่อง หล่าย ต้องได้รับโทษและรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่การได้รับความชอบธรรมปลอมๆ เช่นนี้”

ที่มา AFP