ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

4 ส.ค. 2569 09:51 น.

ลูกชาย “ออง ซาน ซู จี” เผยเป็นสัญญาณที่ดี หลัง ICRC ได้พบมารดาครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

“คิม อริส” บุตรชายคนเล็กของนางออง ซาน ซู จี เผยการที่ตัวแทนไอซีอาร์ซีได้เข้าพบมารดา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกครั้งแรก ในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวโดยขาดการติดต่อกับครอบครัวและทนายความ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า นายคิม อริส บุตรชายคนเล็กของนางออง ซาน ซู จี ผู้นำประชาธิปไตยเมียนมาที่ถูกควบคุมตัว เปิดเผยว่า การที่ตัวแทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross: ICRC) ได้เข้าพบมารดาเมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกครั้งแรกในคดีของมารดาในรอบกว่า 5 ปี และทำให้เขามีความหวังมากขึ้น

โดยนายคิมกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอิรวดีว่า เขาเชื่อว่ารัฐบาลเมียนมากำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากทั้งอาเซียนและจีน และเขาคิดว่าขณะนี้ทางการเมียนมากำลังตอบสนองต่อแรงกดดันจากทั้งอาเซียนและจีน พร้อมระบุว่า หลังการเลือกตั้งที่รัฐบาลเมียนมาจัดขึ้น พรรคฝ่ายค้านของนางออง ซาน ซู จี ถูกกีดกันออกจากกระบวนการเลือกตั้ง รัฐบาลอาจกำลังพยายามสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และต้องการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นางออง ซาน ซู จี ยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดี

นายคิมยังกล่าวว่า มารดาของเขาถูกควบคุมตัวจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวหรือทีมทนายความ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยว่า นายอาร์โน เดอ แบ็ก ผู้แทนประจำไอซีอาร์ซีในเมียนมา ได้เข้าพบนางออง ซาน ซู จี ในช่วงเช้าวันจันทร์ พร้อมเผยแพร่ภาพการพบปะครั้งนี้ ขณะเดียวกันไอซีอาร์ซี ยืนยันว่า การเข้าพบดำเนินการตามมาตรฐานและขั้นตอนขององค์กรในการเยี่ยมผู้ที่ถูกควบคุมตัว โดยรวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้แทนไอซีอาร์ซีได้พูดคุยกับนางออง ซาน ซู จี เป็นการส่วนตัว

การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลทหารเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนักให้เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวและอาการของนางออง ซาน ซู จี รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ ขณะเดียวกันการเข้าพบของไอซีอาร์ซีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อน พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนไทย โดยไทยเป็นสมาชิกอาเซียนที่ผลักดันให้มีการหารือกับเมียนมา และหวังว่าอาเซียนจะได้รับอนุญาตให้เข้าพบออง ซาน ซู จี

ทั้งนี้ นางออง ซาน ซู จี ถูกกองทัพเมียนมาควบคุมตัวพร้อมเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคนอื่นๆ ระหว่างการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนถูกดำเนินคดีหลายข้อหาและถูกตัดสินจำคุกรวม 35 ปี หลังได้รับการลดโทษหลายครั้ง ออง ซาน ซู จี ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 81 ปี ยังคงเหลือโทษจำคุกราว 13 ปี ขณะที่ครอบครัวและองค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัว สุขภาพ และอนุญาตให้เธอเข้าถึงครอบครัว ทนายความ และการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม.

ที่มา Irrawaddy

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

4 ส.ค. 2569 09:37 น.

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งเร่งรับมือคลื่นความร้อน หลังคร่าชีวิตแล้ว 16 ราย

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งยกระดับมาตรการรับมือคลื่นความร้อน หลังเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิพุ่ง 42.5 องศา สูงสุดในรอบ 122 ปี เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ราย 

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน พร้อมสั่งตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ เนื่องจากความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำเกาหลีใต้ยังเตือนว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และอาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีเปิดเผยว่า เมืองยางซาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ วัดอุณหภูมิได้ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลสภาพอากาศเมื่อ 122 ปีก่อน

นอกจากนี้ ทางการยังได้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อน เป็นครั้งแรกสำหรับบางพื้นที่ของกรุงโซลและจังหวัดคย็องกีเมื่อวันจันทร์ ก่อนขยายพื้นที่เตือนครอบคลุมทั่วกรุงโซลในวันอังคาร หลังอุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับอันตรายและมีแนวโน้มร้อนต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้คลื่นความร้อนเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการใช้พลังงานและระบบสาธารณูปโภคในหลายประเทศทั่วโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด สิงโต 3 ตัวตายในสวนสัตว์โตเกียว ผู้เชี่ยวชาญสงสัยเป็นฮีตสโตรก

ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด สิงโต 3 ตัวตายในสวนสัตว์โตเกียว ผู้เชี่ยวชาญสงสัยเป็นฮีตสโตรก

4 ส.ค. 2569 09:13 น.

ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด สิงโต 3 ตัวตายในสวนสัตว์โตเกียว ผู้เชี่ยวชาญสงสัยเป็นฮีตสโตรก

สวนสัตว์ทามะ ในกรุงโตเกียวเผย สิงโต 3 ตัวตายหลังล้มป่วยช่วงเผชิญคลื่นความร้อน สัตวแพทย์สงสัยอาจเกิดจากภาวะลมแดด ขณะที่ผลชันสูตรพบภาวะขาดน้ำทั่วร่างกายและอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สวนสัตว์ทามะ ในกรุงโตเกียว พบสิงโตเพศเมีย 3 ตัวตาย หลังล้มป่วยท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด โดยสัตวแพทย์สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับภาวะลมแดด หรือฮีตสโตรก (heatstroke) พร้อมระบุว่า เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สิงโต 10 ตัวจากทั้งหมด 16 ตัวเริ่มมีอาการป่วย โดยบางตัวอ่อนแรงจนไม่สามารถยืนได้ ขณะที่บางตัวมีอาการเบื่ออาหาร แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามให้การรักษา ด้วยการลดอุณหภูมิร่างกายและให้ยา แต่สิงโตเพศเมียอายุ 3 ปีตายเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ก่อนที่สิงโตเพศเมียอายุ 11 ปีจะตายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม และสิงโตเพศเมียอายุ 15 ปีจะตายเป็นตัวที่ 3 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม

ทางสวนสัตว์ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุการตายได้จนกว่าผลการตรวจเพิ่มเติมจะออกมา แต่ผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า สิงโตทั้ง 3 ตัวมีภาวะขาดน้ำทั่วร่างกาย และมีอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว ซึ่งขณะนี้ยังมีสิงโตอีก 3 ตัวอยู่ระหว่างการรักษา โดยสวนสัตว์ยืนยันว่าให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น และจะดูแลรักษาสิงโตที่ยังมีอาการป่วย รวมถึงติดตามสุขภาพอย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะที่ สวนสัตว์ทามะยังไม่ได้กำหนดวันเปิดให้ประชาชนเข้าชมส่วนจัดแสดงสิงโตอีกครั้ง.

ที่มา NHK

นักตกปลาสหรัฐฯ ตะลึง! ตกได้ลูกฉลามเสือ นอกพื้นที่ นักวิทย์ชี้เหตุจากทะเลอุ่นจากภาวะโลกร้อน

นักตกปลาสหรัฐฯ ตะลึง! ตกได้ลูกฉลามเสือ นอกพื้นที่ นักวิทย์ชี้เหตุจากทะเลอุ่นจากภาวะโลกร้อน

4 ส.ค. 2569 09:00 น.

นักตกปลาสหรัฐฯ ตะลึง! ตกได้ลูกฉลามเสือ นอกพื้นที่ นักวิทย์ชี้เหตุจากทะเลอุ่นจากภาวะโลกร้อน

สองพี่น้องนักตกปลาในรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ ตกได้ลูกฉลามเสือ บริเวณชายหาดในเมืองฟอลเมาท์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แทบไม่เคยพบฉลามชนิดนี้ โดยนักวิทย์ระบุนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของภาวะโลกร้อน 

เนต รูเอตต์ และน้องชาย เนลสัน รูเอตต์ ออกตกปลาฉลามในช่วงเวลากลางคืนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม โดยตั้งใจจะตกฉลามสีน้ำตาล ซึ่งพบได้ทั่วไปในพื้นที่ แต่เมื่อดึงเบ็ดขึ้นมาทั้งคู่กลับพบลูกฉลามเสือความยาวประมาณ 5 ฟุต หรือราว 1.5 เมตร ก่อนจะปล่อยกลับคืนสู่ทะเลอย่างปลอดภัย

เนลสันซึ่งทำหน้าที่ผู้จัดการโซเชียลมีเดียของนิตยสาร On The Water เล่าว่า ทันทีที่เห็นลายพาดขวางบนลำตัว ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฉลามเสือ และรีบตะโกนเรียกพี่ชายด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่าจะพบฉลามชนิดนี้ในน่านน้ำทางตอนเหนือของสหรัฐฯ

โดยปกติฉลามเสือ เป็นสัตว์นักล่าที่พบได้ในทะเลเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เช่น ทะเลแคริบเบียน และสามารถเติบโตได้ยาวกว่า 4.6 เมตร มีน้ำหนักมากถึง 635 กิโลกรัม พวกมันขึ้นชื่อว่าเป็นนักล่าที่กินสัตว์ทะเลได้แทบทุกชนิด ทั้งปลา สัตว์น้ำเปลือกแข็ง นกทะเล และยังมีชื่อเสียงจากการกลืนวัตถุแปลกปลอมที่มนุษย์ทิ้งลงทะเล เช่น ป้ายทะเบียนรถ หรือรองเท้า ซึ่งเคยถูกพบในกระเพาะของฉลามหลายครั้ง

แม้ว่าฉลามเสือโตเต็มวัยจะถูกจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฉลามที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุด แต่เหตุการณ์ฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิตโดยไม่มีการยั่วยุนั้น ถือว่าเกิดขึ้นน้อยมาก

ด้าน จอห์น ชิสโฮล์ม นักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยสิ่งมีชีวิตทางทะเล Anderson Cabot Center for Ocean Life แห่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนิวอิงแลนด์ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพบลูกฉลามเสือในน่านน้ำทางตอนเหนือบ่อยขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลในภูมิภาคนิวอิงแลนด์เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน

เขาอธิบายว่า อุณหภูมิน้ำทะเลในช่วงฤดูร้อนอาจสูงแตะ ประมาณ 27 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับลูกฉลามเสือ และคาดว่าจะพบฉลามชนิดนี้ในพื้นที่มากขึ้นในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การพบลูกฉลามเสือในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมพบได้น้อยมาก อาจหมายความว่า ชายฝั่งนิวอิงแลนด์กำลังกลายเป็น แหล่งอนุบาลตามธรรมชาติแห่งใหม่ของฉลามเสือ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาวยังคงต้องติดตามและศึกษาต่อไป.

ที่มา : AP

เผยคลิประทึก! ไฟไหม้โกดังเก็บยางในจีน ควันดำมหึมาปกคลุมเมืองชิงเต่า เร่งสอบสาเหตุเพลิงไหม้

เผยคลิประทึก! ไฟไหม้โกดังเก็บยางในจีน ควันดำมหึมาปกคลุมเมืองชิงเต่า เร่งสอบสาเหตุเพลิงไหม้

4 ส.ค. 2569 08:44 น.

เผยคลิประทึก! ไฟไหม้โกดังเก็บยางในจีน ควันดำมหึมาปกคลุมเมืองชิงเต่า เร่งสอบสาเหตุเพลิงไหม้

โลกโซเชียลแห่แชร์คลิปเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โกดังเก็บยางในเมืองชิงเต่าของจีน โดยเกิดกลุ่มควันสีดำขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มองเห็นได้จากหลายพื้นที่ สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นเปลวเพลิงกำลังโหมไหม้อาคารคลังสินค้าอย่างรุนแรง ขณะที่ควันดำหนาทึบลอยปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองชิงเต่า หลังเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น แม้แต่คนที่อยู่บนเครื่องบินที่บินผ่านยังสามารถมองเห็นกลุ่มควันจากเพลิงไหม้ได้อย่างชัดเจน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า โกดังดังกล่าวเป็นของบริษัท Qingdao Xiangyu Express Supply Chain Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Xiamen Xiangyu และใช้เป็นศูนย์จัดเก็บและให้บริการด้านยางพารา ภายในเครือข่ายโลจิสติกส์ของบริษัททั่วประเทศ

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถดับเพลิงหลายคันเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยใช้เวลาฉีดน้ำสกัดเพลิง ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่ยังคงพวยพุ่งขึ้นจากโกดังอย่างต่อเนื่อง

เบื้องต้น ทางการจีนยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่มีผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคาร ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด.

ที่มา : Newsflare

เกาหลีเหนือเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ กรุงเปียงยางเจอปรากฎการณ์ร้อนข้ามคืน

เกาหลีเหนือเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ กรุงเปียงยางเจอปรากฎการณ์ร้อนข้ามคืน

4 ส.ค. 2569 08:38 น.

เกาหลีเหนือเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ กรุงเปียงยางเจอปรากฎการณ์ร้อนข้ามคืน

เกาหลีเหนือเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง หลายพื้นที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีอากาศร้อนอบอ้าวต่อเนื่องแม้ยามค่ำคืน ทางการเตือนประชาชนเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้ง

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังเผชิญคลื่นความร้อน หลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางเผชิญปรากฏการณ์ “คืนร้อน” หรืออุณหภูมิไม่ลดลงต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวัน

ทางด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า กรุงเปียงยาง รวมถึงจังหวัดพย็องอัน และชากัง มีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส ส่วนในกรุงเปียงยาง อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเช้าวันจันทร์อยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 องศาเซลเซียส ก่อนอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นแตะ 35 องศาเซลเซียสในช่วงกลางวัน

ขณะเดียวกัน กรุงเปียงยางยังเผชิญอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงกลางคืน โดยอุณหภูมิไม่ลดลงต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายปรากฏการณ์ ทรอปิคอลไนต์ (tropical night) หรือ “คืนร้อน” ตามเกณฑ์ที่อุณหภูมิระหว่างเวลา 18.01 น. ถึง 09.00 น. ของวันถัดไป ยังคงสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส

ทางด้านหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน สื่อทางการของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงกลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน นอกจากนี้ ยังแนะนำเกษตรกรให้เตรียมมาตรการป้องกันความเสียหายต่อพืชผลจากสภาพอากาศร้อนจัดและความชื้นสูง

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี เผยภาพประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนตามชายหาดและสระว่ายน้ำภายในเขตท่องเที่ยวชายฝั่งวอนซาน-คัลมา ทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึี่งเขตท่องเที่ยวแห่งนี้กลับมาเปิดให้บริการเป็นฤดูกาลที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนแล้วหลายหมื่นคน.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

4 ส.ค. 2569 05:37 น.

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

โดนัลด์ ทรัมป์ ประณามผู้นำอิหร่านว่า ตีสองหน้า หลังเตหะรานออกมาปฏิเสธคำพูดของนายทรัมป์ที่บอกว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะเริ่มเจรจากันในช่วงบ่ายวันจันทร์ โดยทรัมป์ยืนยันว่ามีการเจรจาเกิดขึ้นจริงๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประณามรัฐบาลอิหร่านว่า “ตีสองหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ” หลังจากอิหร่านปฏิเสธเรื่องการเปิดเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ ทั้งที่นายทรัมป์อ้างว่าอิหร่านเป็นฝ่ายร้องขอเอง เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว

นายทรัมป์เปิดเผยในวันอาทิตย์ (2 ส.ค.) ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะเริ่มการหารือรอบใหม่ในบ่ายวันจันทร์ โดยเขาได้สั่งยกเลิกแผนการโจมตีครั้งใหญ่เพื่อเปิดทางให้แก่การทำข้อตกลงเกี่ยวกับ ช่องแคบฮอร์มุซ และ โครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมายืนยันในวันจันทร์ (3 ส.ค.) ว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ กับอเมริกา” และการพูดคุยที่เกิดขึ้นเป็นการหารือกับ ประเทศโอมาน เพียงเพื่อกำหนดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีผู้นำอิหร่านว่า เป็นฝ่าย “ขอร้อง” (หรืออาจพูดได้ว่า “อ้อนวอน”) ให้เกิดการประชุม แต่กลับออกมาปฏิเสธอย่างภาคภูมิใจในภายหลัง

ต่อมา นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า การพูดคุยกำลังดำเนินอยู่จริงๆ และเตหะรานได้ออกแถลงการณ์ฉบับใหม่ที่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการคุยกันแล้ว และเขาเชื่อว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้เรือสินค้าสัญจรได้ในวันอังคาร ซึ่งเป็นเฟสแรกของข้อตกลง ก่อนจะย้ายไปหารือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ในเฟสที่สอง

นายทรัมป์เตือนด้วยว่า นี่คือ “โอกาสสุดท้าย” ของอิหร่านในการลงนามในข้อตกลง ก่อนที่สหรัฐฯ จะใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด และสหรัฐฯ สามารถลงมือเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่ 6 แล้ว ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก, ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และมีการขยายตัวของความขัดแย้งไปยังทะเลแดงและอียิปต์ รวมถึงการสูญเสียของทหารอเมริกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ในประเทศ

ความพยายามทางการทูตในระดับภูมิภาคยังคงดำเนินอยู่ โดยผู้นำและผู้แทนจากซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และโอมาน ได้ติดต่อพูดคุยกับทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายอิหร่าน เพื่อหาทางลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

4 ส.ค. 2569 05:09 น.

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

การระบาดของโรคท้องร่วงรุนแรงจากการติดเชื้อปรสิต ไซโคลสปอรา ในสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ หลังจากแพร่กระจายไปเกือบทุกรัฐทั่วประเทศ และมีผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วเกือบ 7,000 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐมิชิแกนยืนยันว่า พบผู้เสียชีวิต 2 รายแรก ที่เชื่อมโยงกับโรคท้องร่วงรุนแรง จากการติดเชื้อปรสิต Cyclospora (ไซโคลสปอรา) ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายรัฐทั่วประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และทำให้มีผู้ล้มป่วยแล้วหลายพันคน

หน่วยงานสาธารณสุขมิชิแกนระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย มีโรคประจำตัวร้ายแรงเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการติดเชื้อไซโคลสปอราและภาวะขาดน้ำ จนส่งผลให้ถึงแก่ชีวิต

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า โรคติดต่อทางอาหารนี้ได้แพร่กระจายไปแล้วถึง 45 จาก 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลตรวจจากห้องทดลองแล้วเกือบ 7,000 รายทั่วประเทศ

แม้ว่าการระบาดครั้งนี้จะมีผู้ติดเชื้อหลายพันคน แต่ CDC ชี้ว่าการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไซโคลสปอรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เนื่องจาก “โดยปกติแล้วไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต”

รัฐมิชิแกนถือเป็นศูนย์กลางของการระบาดในครั้งนี้ โดยพบผู้ป่วยท้องร่วงแล้วมากกว่า 11,000 ราย และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 193 ราย แม้ว่าผู้ป่วยหลายรายจะยังไม่ได้ผ่านการยืนยันผลตรวจจากห้องทดลอง ว่าเกิดจากปรสิตไซโคลสปอราหรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ ปรสิตไซโคลสปอราเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อน โดยจะเข้าสู่ลำไส้และแพร่เชื้อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ การระบาดในอดีตมักเกิดขึ้นเมื่อประชาชนรับประทานผักหรือผลไม้ที่ได้รับการรดน้ำด้วยน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ

CDC แนะนำให้ล้างพืชผลทั้งหมดด้วยการเปิดน้ำไหลผ่าน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากว่าผ่านการล้างมาแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม การล้างเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะกำจัดปรสิตชนิดนี้ออกจากพืชผลได้ ทางหน่วยงานจึงแนะนำว่าการปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนอย่างน้อย 70°C (158 °F) จะสามารถฆ่าปรสิตชนิดนี้ได้

อนึ่ง เจ้าหน้าที่ได้เชื่อมโยงการระบาดเป็นวงกว้างในปีนี้เข้ากับผักกาดแก้วที่นำเข้าจากบริษัท Taylor Farms ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ให้กับร้านอาหารหลายแห่งในสหรัฐฯ

หนึ่งในนั้นคือ Taco Bell แฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ซึ่งต้องถอดผักกาดแก้วจากซัพพลายเออร์รายนี้ออกจากเมนูทั้งหมด ขณะที่ Taylor Farms เองก็ประกาศเรียกคืนผักกาดแก้วที่ส่งออกขายโดยสมัครใจด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

4 ส.ค. 2569 04:15 น.

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

เด็กชายมาเลเซียขึ้นศาลคดีฆาตกรรมนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำโรงเรียนเมื่อปีก่อน โดยเป็นคดีที่จุดกระแสให้เกิดการควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า เด็กชายวัย 15 ปี ชาวมาเลเซียขึ้นศาลในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมโรงเรียน ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และส่งผลให้เกิดการถกเถียงทั่วประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน

เด็กชายถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรม เอี๊ยบ ชิง เซวียน (Yap Shing Xuen) เพื่อนนักเรียนหญิงวัย 16 ปี เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยร่างของเธอถูกพบในห้องน้ำโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในสภาพถูกของมีคมแทงหลายแผลจนเสียชีวิต

ผู้ต้องหา ซึ่งมีอายุ 14 ปีในขณะเกิดเหตุ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเนื่องจากเขายังเป็นเยาวชน กฎหมายมาเลเซียจึงไม่อนุญาตให้เปิดเผยชื่อต่อสาธารณะ และจะไม่ได้รับโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากเด็กชายรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุก 30 ถึง 40 ปี รวมถึงอาจถูกลงโทษด้วยการโบย ซึ่งสามารถรับการลงโทษด้วยวิธีนี้ได้ตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นตำรวจสงสัยว่า โซเชียลมีเดียอาจมีอิทธิพลต่อผู้ต้องหาจนนำไปสู่การก่อเหตุสลด โดยเจ้าหน้าที่พบกระดาษโน้ต 2 แผ่นอยู่ที่ตัวเขาตอนถูกจับกุม ซึ่งเขียนบรรยายว่า ทุกคนในโรงเรียนและสังคมเป็นเพียงตัวละคร “เอ็นพีซี” (NPC – ตัวละครภายในเกมที่ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมได้)

นอกจากนั้น เขายังเขียนอ้างข้อความจากการ์ตูนเรื่อง Death Note, บอกรักนักเรียนหญิงผู้ตาย และว่าเขาจะจากโลกนี้ไปด้วยกัน นอกจากนั้นเขายังเขียนถึงเหตุกราดยิงในโรงเรียนหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อความก่นด่าโรงเรียน, สังคม และครูอาจารย์ และว่าเขาต้องการล้างแค้นโรงเรียน

เนื้อหาในกระดาษโน้ตถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และนำไปสู่การพูดคุยระดับชาติถึงผลกระทบเชิงลบของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการเข้าถึงคอนเทนต์กลุ่มแนวคิดเกลียดชังผู้หญิง ซึ่งบางคนนำไปเปรียบเทียบกับซีรีส์เรื่อง Adolescence บน Netflix

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เคยให้ความเห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนส่วนใหญ่ “มีต้นตอมาจากการใช้โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย” พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาเลเซียได้สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

4 ส.ค. 2569 02:49 น.

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

EU เพิ่มการสนับสนุนด้านการเทคนิคและงบประมาณแก่โมร็อกโก เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน หลังเกิดเหตุผู้อพยพหลายหมื่นคนทะลักเข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยื่นข้อเสนอให้สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับการป้องกันชายแดน และเพิ่มความช่วยเหลือแก่ประเทศโมร็อกโก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผู้อพยพกว่า 50,000 คน ทะลักข้ามชายแดนเข้าสู่เมือง เซวตา (Ceuta) ดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาเหนืออีก

เหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนหลายหมื่นคนแห่ว่ายน้ำอ้อมรั้วกั้นชายแดนโมร็อกโก-เซวตา ซึ่งยื่นลงไปในทะเล เมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความตระหนกตกใจให้กับประเทศสมาชิกอียูอย่างมาก

ทางการโมร็อกโกระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากข้อมูลเท็จที่แก๊งลักลอบขนคนเข้าเมืองโหมกระพือบนโลกออนไลน์ว่า ชายแดนสเปนเปิดรับผู้อพยพ และการตีความคำตัดสินของศาลสเปนผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพส่วนใหญ่ที่ฝ่ารั้วกั้นเข้ามาไม่พบอาหารและการต้อนรับ ทำให้ต้องเดินทางกลับเข้าสู่ฝั่งโมร็อกโกในที่สุด

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อิตาลีสั่งระงับข้อตกลงเชงเกน (การข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง) กับสเปนชั่วคราว เป็นเวลา 1 เดือน ขณะที่ 22 จาก 27 ประเทศสมาชิก EU เรียกร้องให้มีมาตรการประสานงานร่วมกันเพื่อกระชับความมั่นคงบริเวณชายแดนภายนอก

ประธานกรรมาธิการยุโรปเน้นย้ำว่า โมร็อกโกเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำคัญในการปราบปรามการลักลอบขนส่งผู้อพยพ โดย EU พร้อมร่วมมือกับสเปนเพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และเพิ่มการสนับสนุนด้านเทคนิคและงบประมาณแก่โมร็อกโก

อนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบใหญ่ครั้งแรกของ “สนธิสัญญาย้ายถิ่นฐานใหม่ของ EU” ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันในการจัดการปัญหาผู้อพยพ

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสนธิสัญญาดังกล่าวไม่สามารถจัดการกับวิกฤตจริงได้ มันจะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อผู้นำยุโรป และกลายเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองให้แก่ฝ่ายขวาจัดในหลายประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่ยุโรปหันไปพึ่งพาประเทศในแอฟริกาเหนือ (เช่น โมร็อกโก) ในการชะลอและคุมเข้มผู้อพยพ แม้จะช่วยลดจำนวนผู้อพยพได้ในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ประเทศเหล่านี้ถือไพ่เหนือกว่า และอาจใช้เรื่องการปล่อยให้ผู้อพยพทะลักเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือเศรษฐกิจกับยุโรปได้ในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna