คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

4 ส.ค. 2569 05:09 น.

คร่าแล้ว 2 ศพ โรคท้องร่วงรุนแรงระบาดสหรัฐฯ ยอดป่วยสะสม 7,000 คน

การระบาดของโรคท้องร่วงรุนแรงจากการติดเชื้อปรสิต ไซโคลสปอรา ในสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ หลังจากแพร่กระจายไปเกือบทุกรัฐทั่วประเทศ และมีผู้ป่วยที่ยืนยันแล้วเกือบ 7,000 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐมิชิแกนยืนยันว่า พบผู้เสียชีวิต 2 รายแรก ที่เชื่อมโยงกับโรคท้องร่วงรุนแรง จากการติดเชื้อปรสิต Cyclospora (ไซโคลสปอรา) ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายรัฐทั่วประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และทำให้มีผู้ล้มป่วยแล้วหลายพันคน

หน่วยงานสาธารณสุขมิชิแกนระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย มีโรคประจำตัวร้ายแรงเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการติดเชื้อไซโคลสปอราและภาวะขาดน้ำ จนส่งผลให้ถึงแก่ชีวิต

ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า โรคติดต่อทางอาหารนี้ได้แพร่กระจายไปแล้วถึง 45 จาก 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลตรวจจากห้องทดลองแล้วเกือบ 7,000 รายทั่วประเทศ

แม้ว่าการระบาดครั้งนี้จะมีผู้ติดเชื้อหลายพันคน แต่ CDC ชี้ว่าการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไซโคลสปอรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เนื่องจาก “โดยปกติแล้วไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต”

รัฐมิชิแกนถือเป็นศูนย์กลางของการระบาดในครั้งนี้ โดยพบผู้ป่วยท้องร่วงแล้วมากกว่า 11,000 ราย และมีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 193 ราย แม้ว่าผู้ป่วยหลายรายจะยังไม่ได้ผ่านการยืนยันผลตรวจจากห้องทดลอง ว่าเกิดจากปรสิตไซโคลสปอราหรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ ปรสิตไซโคลสปอราเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อน โดยจะเข้าสู่ลำไส้และแพร่เชื้อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ การระบาดในอดีตมักเกิดขึ้นเมื่อประชาชนรับประทานผักหรือผลไม้ที่ได้รับการรดน้ำด้วยน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ

CDC แนะนำให้ล้างพืชผลทั้งหมดด้วยการเปิดน้ำไหลผ่าน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากว่าผ่านการล้างมาแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม การล้างเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะกำจัดปรสิตชนิดนี้ออกจากพืชผลได้ ทางหน่วยงานจึงแนะนำว่าการปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนอย่างน้อย 70°C (158 °F) จะสามารถฆ่าปรสิตชนิดนี้ได้

อนึ่ง เจ้าหน้าที่ได้เชื่อมโยงการระบาดเป็นวงกว้างในปีนี้เข้ากับผักกาดแก้วที่นำเข้าจากบริษัท Taylor Farms ในประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ให้กับร้านอาหารหลายแห่งในสหรัฐฯ

หนึ่งในนั้นคือ Taco Bell แฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง ซึ่งต้องถอดผักกาดแก้วจากซัพพลายเออร์รายนี้ออกจากเมนูทั้งหมด ขณะที่ Taylor Farms เองก็ประกาศเรียกคืนผักกาดแก้วที่ส่งออกขายโดยสมัครใจด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

4 ส.ค. 2569 04:15 น.

เด็กชายมาเลเซีย ขึ้นศาลคดีฆ่าเพื่อนนักเรียน จุดกระแสแบนโซเชียล

เด็กชายมาเลเซียขึ้นศาลคดีฆาตกรรมนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำโรงเรียนเมื่อปีก่อน โดยเป็นคดีที่จุดกระแสให้เกิดการควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า เด็กชายวัย 15 ปี ชาวมาเลเซียขึ้นศาลในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมโรงเรียน ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และส่งผลให้เกิดการถกเถียงทั่วประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน

เด็กชายถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรม เอี๊ยบ ชิง เซวียน (Yap Shing Xuen) เพื่อนนักเรียนหญิงวัย 16 ปี เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยร่างของเธอถูกพบในห้องน้ำโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในสภาพถูกของมีคมแทงหลายแผลจนเสียชีวิต

ผู้ต้องหา ซึ่งมีอายุ 14 ปีในขณะเกิดเหตุ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเนื่องจากเขายังเป็นเยาวชน กฎหมายมาเลเซียจึงไม่อนุญาตให้เปิดเผยชื่อต่อสาธารณะ และจะไม่ได้รับโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากเด็กชายรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุก 30 ถึง 40 ปี รวมถึงอาจถูกลงโทษด้วยการโบย ซึ่งสามารถรับการลงโทษด้วยวิธีนี้ได้ตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นตำรวจสงสัยว่า โซเชียลมีเดียอาจมีอิทธิพลต่อผู้ต้องหาจนนำไปสู่การก่อเหตุสลด โดยเจ้าหน้าที่พบกระดาษโน้ต 2 แผ่นอยู่ที่ตัวเขาตอนถูกจับกุม ซึ่งเขียนบรรยายว่า ทุกคนในโรงเรียนและสังคมเป็นเพียงตัวละคร “เอ็นพีซี” (NPC – ตัวละครภายในเกมที่ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมได้)

นอกจากนั้น เขายังเขียนอ้างข้อความจากการ์ตูนเรื่อง Death Note, บอกรักนักเรียนหญิงผู้ตาย และว่าเขาจะจากโลกนี้ไปด้วยกัน นอกจากนั้นเขายังเขียนถึงเหตุกราดยิงในโรงเรียนหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อความก่นด่าโรงเรียน, สังคม และครูอาจารย์ และว่าเขาต้องการล้างแค้นโรงเรียน

เนื้อหาในกระดาษโน้ตถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และนำไปสู่การพูดคุยระดับชาติถึงผลกระทบเชิงลบของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการเข้าถึงคอนเทนต์กลุ่มแนวคิดเกลียดชังผู้หญิง ซึ่งบางคนนำไปเปรียบเทียบกับซีรีส์เรื่อง Adolescence บน Netflix

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เคยให้ความเห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนส่วนใหญ่ “มีต้นตอมาจากการใช้โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย” พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาเลเซียได้สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

4 ส.ค. 2569 02:49 น.

อียูพร้อมหนุนงบ-ยกระดับคุมชายแดนโมร็อกโก หลังผู้อพยพทะลักเมืองเซวตา

EU เพิ่มการสนับสนุนด้านการเทคนิคและงบประมาณแก่โมร็อกโก เพื่อยกระดับการควบคุมชายแดน หลังเกิดเหตุผู้อพยพหลายหมื่นคนทะลักเข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยื่นข้อเสนอให้สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับการป้องกันชายแดน และเพิ่มความช่วยเหลือแก่ประเทศโมร็อกโก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผู้อพยพกว่า 50,000 คน ทะลักข้ามชายแดนเข้าสู่เมือง เซวตา (Ceuta) ดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาเหนืออีก

เหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนหลายหมื่นคนแห่ว่ายน้ำอ้อมรั้วกั้นชายแดนโมร็อกโก-เซวตา ซึ่งยื่นลงไปในทะเล เมื่อสัปดาห์ก่อน สร้างความตระหนกตกใจให้กับประเทศสมาชิกอียูอย่างมาก

ทางการโมร็อกโกระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากข้อมูลเท็จที่แก๊งลักลอบขนคนเข้าเมืองโหมกระพือบนโลกออนไลน์ว่า ชายแดนสเปนเปิดรับผู้อพยพ และการตีความคำตัดสินของศาลสเปนผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพส่วนใหญ่ที่ฝ่ารั้วกั้นเข้ามาไม่พบอาหารและการต้อนรับ ทำให้ต้องเดินทางกลับเข้าสู่ฝั่งโมร็อกโกในที่สุด

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อิตาลีสั่งระงับข้อตกลงเชงเกน (การข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง) กับสเปนชั่วคราว เป็นเวลา 1 เดือน ขณะที่ 22 จาก 27 ประเทศสมาชิก EU เรียกร้องให้มีมาตรการประสานงานร่วมกันเพื่อกระชับความมั่นคงบริเวณชายแดนภายนอก

ประธานกรรมาธิการยุโรปเน้นย้ำว่า โมร็อกโกเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำคัญในการปราบปรามการลักลอบขนส่งผู้อพยพ โดย EU พร้อมร่วมมือกับสเปนเพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และเพิ่มการสนับสนุนด้านเทคนิคและงบประมาณแก่โมร็อกโก

อนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบใหญ่ครั้งแรกของ “สนธิสัญญาย้ายถิ่นฐานใหม่ของ EU” ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันในการจัดการปัญหาผู้อพยพ

นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสนธิสัญญาดังกล่าวไม่สามารถจัดการกับวิกฤตจริงได้ มันจะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อผู้นำยุโรป และกลายเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองให้แก่ฝ่ายขวาจัดในหลายประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่ยุโรปหันไปพึ่งพาประเทศในแอฟริกาเหนือ (เช่น โมร็อกโก) ในการชะลอและคุมเข้มผู้อพยพ แม้จะช่วยลดจำนวนผู้อพยพได้ในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ประเทศเหล่านี้ถือไพ่เหนือกว่า และอาจใช้เรื่องการปล่อยให้ผู้อพยพทะลักเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือเศรษฐกิจกับยุโรปได้ในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

4 ส.ค. 2569 02:09 น.

แม่น้ำไรน์ลดระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ คลื่นความร้อน-ภัยแล้งถล่มยุโรป

แม่น้ำสำคัญหลายสายในยุโรป รวมถึงแม่น้ำไรน์ มีระดับน้ำลดลงสู่จุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ หลังยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนหลายระลอกและภัยแล้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า วิกฤตคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ยืดเยื้อในทวีปยุโรปส่งผลให้ แม่น้ำไรน์ (Rhine) และแม่น้ำสายสำคัญอื่นๆ ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว โดยในหลายพื้นที่ของเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ มีระดับน้ำลดต่ำลงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีการบันทึกสถิติมา

จุดวัดระดับน้ำในเมืองโคโลญและเมืองโลบิทธ์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเยอรมนีกับเนเธอร์แลนด์ ทำสถิติระดับน้ำต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนที่เมืองคอบ (Kaub) ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญในการขนส่งทางน้ำ เรือสินค้าจำเป็นต้องลดน้ำหนักบรรทุกลงอย่างมาก เนื่องจากระดับน้ำลดต่ำ เรือบางลำต้องกระจายสินค้าไปยังเรือหลายลำเพื่อไม่ให้เรือจมน้ำลึกเกินไป ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นและอาจเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน

แม่น้ำอีกสายที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างหนักคือ แม่น้ำดานูบ (Danube) ซึ่งระดับน้ำในประเทศเซอร์เบียและโรมาเนียลดต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของฮังการีต้องลดกำลังการผลิตลง และอาจต้องหยุดทำงานหากระดับน้ำลดลงอีก

ขณะที่เซอร์เบียต้องลดการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเนื่องจากขาดน้ำในระบบระบายความร้อน ส่วนโรงงานผลิตรถยนต์ “ดาเซีย” (Dacia) และ “ฟอร์ด” (Ford) ในโรมาเนียต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

อีกด้านหนึ่ง แม่น้ำโพ (Po) ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลี มีระดับน้ำลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลต้องยกระดับการเตือนภัยแล้งขั้นสูงสุด

ระดับน้ำที่ลดลงยังทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกทะลักเข้าสู่ปากแม่น้ำ ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรที่ไม่สามารถนำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกได้ด้วย

นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution ระบุว่า แม้ปริมาณฝนอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว แต่ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จนเกิดการระเหยของน้ำอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความต้องการใช้น้ำในภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในฤดูร้อน

ศูนย์ตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ของสหภาพยุโรป เตือนว่า ความแห้งแล้งนี้ยังส่งผลให้เกิด ไฟป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งเร่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังประกาศพักงาน เพื่อใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังประกาศพักงาน เพื่อใช้ชีวิตส่วนตัว

4 ส.ค. 2569 00:33 น.

อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชื่อดังประกาศพักงาน เพื่อใช้ชีวิตส่วนตัว

อารีอานา กรานเด นักร้องสาวคนดัง ประกาศพักงานและงดออกสื่อ หลังจากเสร็จสิ้นการทัวร์คอนเสิร์ตในเดือนกันยายนนี้ เพื่อไปใช้ชีวิตส่วนตัว หลังจากที่ผ่านมาเป็นที่จับจ้องและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า อารีอานา กรานเด นักร้องสาวชาวอเมริกันวัย 33 ปี เตรียมพักงานที่ต้องปรากฏตัวต่อสาธารณะและสื่อต่างๆ หลังจากทัวร์คอนเสิร์ต Eternal Sunshine ของเธอสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนั้น เธอยังขอถอนตัวจากละครเวทีการกุศลเรื่อง Sunday in the Park with George ที่มีกำหนดจัดแสดงที่ลอนดอนในปี 2570 ด้วย

ตัวแทนของกรานเดเปิดเผยว่า นักร้องสาวต้องการถอยจากการเป็นที่สนใจเนื่องจากต้องเผชิญกับ “การจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนอย่างไม่สิ้นสุด” โดยเฉพาะกระแสคาดเดาและวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่าง รูปลักษณ์ และสุขภาพของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กระแสวิจารณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเธอปล่อยอัลบั้มใหม่ชื่อ Petal โดยในมิวสิควิดีโอ ตัวละครของเธอถูกวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์อย่างหนัก ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่เธอเจอในชีวิตจริง

ในส่วนเรื่องการถอนตัวจากละครเวที ทางบริษัทผู้จัดละครเวที Sunday in the Park with George ยืนยันว่ากรานเดได้ถอนตัวแล้ว แต่ทีมงานยอมรับและเคารพในการตัดสินใจของเธอ โดยละครเวทีจะยังคงจัดแสดงตามแผนเดิมในฤดูร้อนปี 2570 นำแสดงโดย โจนาธาน เบลีย์

ตัวแทนของกรานเดยืนยันว่า การแสดงคอนเสิร์ตของเธอต้องใช้พลังกายอย่างมาก และเธอกำลังทำการแสดงด้วยสุขภาพที่แข็งแรงดี โดยตั้งใจจะจบการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างมีความสุขที่สุด

หลังจากมีการประกาศเรื่องแผนการพักงาน แฟนเพลงจำนวนมากของกรานเดก็ร่วมแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจเธอผ่านโซเชียลมีเดีย จนแฮชแท็ก #weloveyouariana ติดเทรนด์

ทั้งนี้ กรานเดกำลังทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองชิคาโก ก่อนจะเดินทางไปแสดงต่อที่ O2 Arena ในกรุงลอนดอนจำนวน 10 รอบ และจะปิดทัวร์ Eternal Sunshine อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

3 ส.ค. 2569 22:54 น.

รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

ทางการรัสเซียกล่าวโทษยูเครน ว่าส่งโดรนโจมตีชายหาดติดทะเลดำแห่งหนึ่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ รวมเด็ก 3 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นายเวเนียมิน คอนดราตเยฟ ผู้ว่าการดินแดนคราสโนดาร์ (Krasnodar Krai) โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเทเลแกรมของเขาว่า โดรนลำหนึ่งตกใส่ชายหาดใกล้กับเมืองเกเลนด์ชิก (Gelendzhik) ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมฝั่งทะเลดำของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ โดยมีเด็กรวมอยู่ด้วย 3 ราย

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการปฏิบัติการประจำดินแดนคราสโนดาร์ เผยในเวลาต่อมาว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีบริเวณชายหาด “อาร์คิโป-โอซิปอฟกา” (Arkhipo-Osipovka) เพิ่มเป็น 7 ศพแล้ว

นายคอนดราตเยฟกล่าวโทษยูเครนว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ และระบุอีกว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีก 19 รายได้รับการรักษาและอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ด้านกองทัพยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มีการรายงานว่าโดรนดังกล่าวอาจมีเป้าหมายโจมตีไปที่ฐานทัพเรือรัสเซียในเมืองโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเกเลนด์ชิกออกไปราว 40 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าโดรนลำดังกล่าวพุ่งตกใส่ชายหาดโดยตรง หรือถูกยิงสกัดกั้นก่อนตกลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

3 ส.ค. 2569 21:52 น.

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านปฏิเสธคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ โดยยืนยันว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างก่อนหน้านี้ว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างทั้งสองฝ่ายจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้

“ขณะนี้เราไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐอเมริกา การเจรจาของเราเป็นการเจรจากับโอมานเพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” นายบากาอีระบุระหว่างการแถลงข่าวประจำสัปดาห์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า การเจรจารอบใหม่กับอิหร่านจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ โดยจะครอบคลุมถึงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และท้ายที่สุดคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้อิหร่านก็เพิ่งออกมาปฏิเสธคำพูดของนายทรัมป์ที่อ้างว่า เขาสั่งระงับการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ซึ่งจะเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากรัฐบาลเตหะราน รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ร้องขอ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่ในภาวะสงครามกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นในเดือนเมษายน และลงนามในบันทึกความเข้าใจซึ่งมีเงื่อนไขต่างๆ เพื่อนำไปสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามในครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน

ในระหว่างนั้น นายทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำหลายครั้งว่าข้อตกลงเพื่อยุติสงครามนั้นใกล้จะบรรลุผลแล้ว ทว่าการสู้รบก็กลับมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเสมอ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกคำเตือนว่าจะโจมตีอิหร่านให้สิ้นซาก ก่อนจะกลับลำโดยอ้างว่า กระบวนการทางการทูตกำลังดำเนินอยู่

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายก็พังทลายลงในเดือนกรกฎาคม หลังจากอิหร่านโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง และโจมตีต่อเนื่องถึง 13 คืนติดต่อกัน โดยที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ที่อยู่ในชาติอาหรับ

การโจมตีของทั้งสองฝ่ายหยุดลงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายทรัมป์อ้างว่า เขาสั่งชะลอการโจมตีเพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีการเจรจาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายอิหร่านยังคงยืนกรานปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

3 ส.ค. 2569 17:12 น.

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่พักผ่อนริมทะเล ขณะกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีปรากฏการณ์ “คืนร้อน” ต่อเนื่องหลายวัน สื่อทางการเร่งเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมแนะนำเกษตรกรรับมือผลกระทบต่อพืชผล ท่ามกลางอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมคาบสมุทรเกาหลี

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยกรุงเปียงยาง รวมถึงจังหวัดพย็องอันและชากัง คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส

ในกรุงเปียงยาง อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเช้าวันจันทร์อยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 5 องศาเซลเซียส ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 35 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวัน

นอกจากนี้ กรุงเปียงยางยังเผชิญปรากฏการณ์ “คืนร้อน” (Tropical Nights) ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์สัปดาห์ก่อน โดยอุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนไม่เคยลดต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้เรียกคืนร้อน หรือช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 18.01 น. ถึง 09.00 น. ของวันถัดไปที่อุณหภูมิยังคงสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส

หนังสือพิมพ์ โรดอง ซินมุน กระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เผยแพร่คำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดและภาวะเจ็บป่วยที่เกิดจากอากาศร้อน พร้อมแนะนำเกษตรกรให้เพิ่มมาตรการดูแลพืชผลจากผลกระทบของอุณหภูมิสูงและความชื้นที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี เผยภาพประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนตามชายหาดและสระว่ายน้ำในเขตท่องเที่ยวชายฝั่งวอนซาน-กัลมา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการฤดูกาลท่องเที่ยวปีที่สองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนแล้วหลายหมื่นคน

คลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอากาศร้อนจัดทั่วคาบสมุทรเกาหลี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) รายงานว่า หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ โดยที่เมืองแทกู ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 40 องศาเซลเซียสครั้งแรกนับตั้งแต่เคยทำสถิติไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1942 หรือในรอบกว่า 80 ปี ส่วนที่เมืองยางซาน ซึ่งเพิ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสภาพอากาศยุคใหม่ในปี 1904 ด้วยระดับ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) ก็ยังมีอุณหภูมิแตะระดับ 38 องศาเซลเซียสในวันจันทร์

สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขทั่วประเทศเกาหลีใต้ โดยที่เมืองอินชอน ชายวัย 40 กว่าปีเสียชีวิตหลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอุณหภูมิร่างกายสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบเกษตรกร 2 ราย ในวัย 60 ปี และ 80 ปี เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดชุงช็องใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ระบุว่า ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนลากยาวครั้งนี้ เกิดจากมวลความกดอากาศสูงสองลูกเคลื่อนตัวมาซ้อนทับกันเหนือคาบสมุทรเกาหลี ประกอบกับแสงแดดที่แผดเผาโดยตรงภายใต้ท้องฟ้าที่โปร่งทึบ ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ในพื้นที่อย่างรุนแรงและยืดเยื้อ.

ที่มา JoongAng Ilbo / Yonhap

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า "Wildberries" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

3 ส.ค. 2569 16:10 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนโจมตีทางอากาศ ถล่มคลังสินค้าของ “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม “แอมะซอนแห่งรัสเซีย” ในภูมิภาควลาดิเมียร์และซามารา ทางตะวันออกของกรุงมอสโก นับเป็นการโจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้รอบที่สองในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า กองกำลังยูเครนได้ส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน โจมตีคลังสินค้าของ Wildberries บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในแคว้นวลาดิเมียร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกราว 180 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ภายในศูนย์โลจิสติกส์ และต้องอพยพพนักงานทั้งหมดออกจากพื้นที่

บริษัท Wildberries ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบขนส่งสินค้าได้รับการปรับเปลี่ยนไปยังศูนย์กระจายสินค้าแห่งอื่น เพื่อให้การจัดส่งและการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์

อเล็กซานเดอร์ อัฟเดเยฟ ผู้ว่าการแคว้นวลาดิเมียร์ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ดำเนินการด้วยโดรน โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและถูกนำส่งโรงพยาบาล ส่วนหญิงที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังยูเครนโจมตีคลังสินค้า Wildberries อีกแห่งในแคว้นซามารา และนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม เป็นต้นมา ยูเครนได้โจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้แล้วประมาณ 20 แห่ง ทั้งในรัสเซียและดินแดนไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

การโจมตีระลอกแรกเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งพุ่งเป้าคลังสินค้าในแคว้นมอสโกและแคว้นแทมบอฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8-9 คน และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ก่อนที่การโจมตีจะขยายไปยังพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซิมเฟโรโปลในไครเมีย ครัสโนดาร์ โวลโกกราด และซามารา

Wildberries เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย จนได้รับฉายาว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย” โดยรัฐบาลยูเครนระบุว่า บริษัทแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของรัสเซียในการทำสงคราม จึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีระยะไกล เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถของรัฐบาลมอสโก

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนของยูเครนได้ 635 ลำ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทั้งเหนือดินแดนรัสเซีย คาบสมุทรไครเมีย ทะเลดำ และทะเลอาซอฟ แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนทั้งหมดที่ยูเครนส่งเข้ามา หรือจำนวนที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ

นอกจากการโจมตีในแคว้นวลาดิเมียร์แล้ว ทางการรัสเซียยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน จากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนในหลายภูมิภาค โดยในแคว้นซาราตอฟ โดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองเอนเกลส์และเมืองซาราตอฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานทัพอากาศและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่

ขณะที่ในสาธารณรัฐอุดมูร์ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย มีพลเรือนเสียชีวิตอีก 3 คน และบาดเจ็บ 2 คน จากการโจมตีด้วยโดรน ส่วนในแคว้นบัชคอร์โตสถาน ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดการโจมตีต่อโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองอูฟาได้ แต่ยังเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่

ด้านกองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้ส่งโดรน 133 ลำ โจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน โดยมี 24 ลำพุ่งถึงเป้าหมาย ขณะที่การโจมตีแยกกันในเมืองซาปอริซเซียและคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน

การโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ห้า โดยยูเครนยืนยันว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซียมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลเครมลินเข้าสู่การเจรจายุติสงคราม ขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP / ASSOCIATED PRESS

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

3 ส.ค. 2569 14:31 น.

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านค้าภายในห้างอิออน คุมาโมโตะ ยอมรับว่าได้สั่งพนักงานหญิง 2 คน ซึ่งอพยพออกจากอาคารอย่างปลอดภัยหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 กลับเข้าไปเก็บเงินสดในตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดรุนแรงเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต พร้อมกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าจะเปลี่ยนนโยบายให้ความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

บริษัท ฮาบิตะ ผู้ดำเนินกิจการร้านจำหน่ายสินค้าภายในศูนย์การค้าอิออน มอลล์ คุมาโมโตะ ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ยอมรับว่า บริษัทเป็นผู้สั่งให้พนักงานหญิง 2 คน กลับเข้าไปในอาคารหลังอพยพออกมาแล้ว เพื่อเก็บเงินรายได้จากการขายเข้าตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1  ในจังหวัดคุมาโมโตะ โดยพนักงานทั้งสองสามารถอพยพออกจากห้างได้อย่างปลอดภัย แต่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปเก็บเงินสดในร้าน ก่อนเกิดเหตุระเบิดจากก๊าซภายในห้างเมื่อเวลาประมาณ 17.50 น. หรือราว 80 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตภายในห้างรวม 7 คน

หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ คุรุมิ โอตาเกะ พนักงานวัย 22 ปี ซึ่งเพิ่งย้ายมาปฏิบัติงานที่สาขาดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม

นายโคจิ ยูเซะ กรรมการบริษัทวัย 64 ปี แถลงขอโทษต่อสาธารณชน พร้อมยอมรับว่า การสั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด “การให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นความผิดพลาดของบริษัท เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิตอันมีค่าทั้งสองคน”

เขาเปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ผู้จัดการร้านไม่ได้ปฏิบัติงาน ทำให้พนักงานทั้งสองเป็นผู้ดูแลร้านเพียงลำพัง หลังเกิดแผ่นดินไหว บริษัทได้รับการยืนยันว่าทั้งคู่สามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่สำนักงานใหญ่จะโทรศัพท์แจ้งผ่านผู้จัดการร้านให้ส่งข้อความถึงพนักงานว่า

“หากสามารถกลับเข้าไปได้ ขอให้นำเงินสดจากการขายไปเก็บไว้ในตู้นิรภัย แต่หากไม่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องทำ”

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งระบุว่า หลังออกมาถึงลานจอดรถด้านนอก คุรุมิ โอตาเกะ ได้บอกญาติว่า “บริษัทสั่งให้กลับไปเก็บเงินในตู้นิรภัย” จากนั้นเธอและเพื่อนร่วมงานได้เดินกลับเข้าไปในห้าง ก่อนเกิดเหตุระเบิดขึ้นเพียงประมาณ 5 นาที

ก่อนหน้านั้นไม่นาน โอตาเกะได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน LINE ถึงมารดาว่า “หนูปลอดภัยดี” แต่หลังเกิดระเบิด ครอบครัวไม่สามารถติดต่อเธอได้อีก โดยสัญญาณโทรศัพท์ของเธอยังคงอยู่ภายในร้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเธอและเพื่อนร่วมงานในเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันรุ่งขึ้น สภาพศพได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องใช้การตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์

ญาติของโอตาเกะกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า หากไม่มีเหตุระเบิดและเธอไม่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปในอาคาร เธอคงยังมีชีวิตอยู่ พร้อมตั้งคำถามว่า นายจ้างควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับแรกหรือไม่

ครอบครัวเปิดเผยว่า โอตาเกะเป็นหญิงสาวที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจทำงานเพื่อดูแลมารดาหลังสูญเสียบิดาเมื่อ 3 ปีก่อน และยังเป็นแฟนคลับศิลปินชาย โดยได้ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตและตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปชมการแสดงในเดือนพฤศจิกายนไว้แล้ว

หลังเหตุการณ์ บริษัทฮาบิตะประกาศว่าจะปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัย โดยยืนยันว่า ต่อจากนี้จะให้ความสำคัญกับการอพยพเป็นอันดับแรก และจะไม่สั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารหลังเกิดภัยพิบัติอีก

ด้านรัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะเปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวโดยตรงแล้ว 36 คน ขณะที่อีก 2 ราย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีอาคารได้รับความเสียหายมากกว่า 4,600 หลัง และประชาชนกว่า 8,000 คน ยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ 206 แห่ง ทั่วจังหวัด.

ที่มา KYODO NEWS / The Asahi Shimbun