ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

3 ส.ค. 2569 14:11 น.

ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

ออสเตรเลียยืนยันการพบเหตุสัตว์ป่าตายหมู่จากเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 เป็นครั้งแรก หลังนกนางนวลหงอนใหญ่จำนวนมากล้มตายบนเกาะนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐบาลเตือนโรคมีแนวโน้มแพร่กระจายสู่สัตว์ป่าในวงกว้าง แม้ยังไม่พบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีก และความเสี่ยงต่อประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันเหตุสัตว์ป่าตายหมู่จากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 เป็นครั้งแรกของประเทศ หลังผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่านกนางนวลแกลบหงอนใหญ่ (Greater Crested Tern) จำนวนมากที่พบล้มตายบนเกาะโบดิน ร็อกส์ นอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ติดเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าว

การค้นพบเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ใช้การลาดตระเวนทางอากาศตรวจพบฝูงนกป่วยและนกตายบนเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากแหลมแจฟฟา ไปทางใต้ราว 5 กิโลเมตร ก่อนเก็บตัวอย่างส่งตรวจและยืนยันผลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ขณะนี้ออสเตรเลียพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ป่ารวม 74 กรณี โดยพบมากที่สุดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย 54 กรณี รองลงมาคือรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 10 กรณี รัฐวิกตอเรีย 7 กรณี รัฐนิวเซาท์เวลส์ 2 กรณี และรัฐควีนส์แลนด์ 1 กรณี

จูลี คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลีย กล่าวว่า เหตุการณ์สัตว์ป่าตายหมู่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานคาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากเมื่อเชื้อ H5 เริ่มแพร่กระจายในธรรมชาติ จะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียสัตว์ป่าจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานพบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกหรือระบบการผลิตทางการเกษตร และประเมินว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ระบบการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์

รัฐมนตรีเกษตรยังเตือนว่า ประชาชนอาจพบการแพร่ระบาดในสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และแจ้งข้อมูลต่อสาธารณชนทุกครั้งที่ตรวจพบเชื้อในพื้นที่ใหม่ ๆ

หากพบสัตว์หรือนกตายจำนวนมาก ทางการจะประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญว่าควรฝังกลบในพื้นที่ นำซากออก หรือปล่อยไว้ตามธรรมชาติ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ด้าน เมอร์เรย์ วัตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า ไม่สามารถหยุดการแพร่กระจายของโรคในนกและสัตว์ป่าได้ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการอพยพของนกหรือการเคลื่อนย้ายของสัตว์ตามธรรมชาติ จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุสัตว์ป่าตายหมู่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

เขาระบุว่า รัฐบาลได้ประกาศใช้ แผนบริหารจัดการโรคไข้หวัดนก H5 ระดับประเทศ แล้ว พร้อมจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 24 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จากรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ เสริมจากงบประมาณ 113 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ที่รัฐบาลเคยลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับความพร้อมในการรับมือกับการระบาด

ขณะที่ ฟิโอนา เฟรเซอร์ กรรมาธิการด้านชนิดพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม เตือนว่า การอพยพของนกจากต่างประเทศในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากนกอพยพจะรวมฝูงกับนกพื้นเมืองที่อาจติดเชื้ออยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการระบาดและการตายหมู่ของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น

เธอยังแสดงความกังวลว่า เชื้ออาจแพร่เข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถป้องกันการตายของสัตว์ป่าได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลจะเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศผ่านการฟื้นฟูถิ่นอาศัย การบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการควบคุมสัตว์ต่างถิ่นรุกราน เช่น สุกรป่า สุนัขจิ้งจอก และแมวจร เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อประชากรสัตว์ป่าในระยะยาว.

ที่มา ABC

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

3 ส.ค. 2569 12:20 น.

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย หลังญาติมอบอำนาจ ยันติดตามสาเหตุการเสียชีวิตจากจอร์เจียใกล้ชิด ชี้นำร่างกลับไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จสิ้น

วันที่ 3 ส.ค. 2569 นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำร่างของ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยว กลับประเทศไทยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศจอร์เจีย เพื่อประสานงานกับทางการท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดจนกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น

ไทม์ไลน์ ญาติ “ฮลุน โซโล่” มอบอำนาจให้สถานทูตดำเนินเรื่อง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบครัวของนายบวรทัตได้เดินทางไปทำหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้สถานทูตฯ เป็นผู้ดำเนินการแทนอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและจัดส่งไปยังสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา เพื่อนำไปดำเนินขั้นตอนต่อไปแล้ว

สำหรับขั้นตอนการนำร่างกลับประเทศไทยนั้น หลังจากกระบวนการเอกสารมอบอำนาจเสร็จสิ้น จะเป็นการออกเอกสารยืนยันการเสียชีวิตจากทางการจอร์เจีย และการออกใบมรณบัตรของฝั่งไทย เพื่อนำร่างกลับสู่ประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานทูตฯ ได้ประสานงานร่วมกับครอบครัว บริษัทประกันภัย และทางการจอร์เจียมาโดยตลอด

รองนายกรัฐมนตรีต่อสายตรงให้กำลังใจครอบครัว

นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับครอบครัวของนายบวรทัต เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ส่วนประเด็นการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต นางสาวใจไทย ระบุว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จากทางการจอร์เจีย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บชิ้นส่วนเพื่อทำการตรวจพิสูจน์ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินการนำร่างกลับประเทศไทยสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตฯ จะยังคงติดตามผลการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างใกล้ชิดต่อไป

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

3 ส.ค. 2569 12:06 น.

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

สำนักประธานาธิบดีเมียนมาเผยภาพการพบกันระหว่าง “อองซาน ซูจี” อดีตผู้นำประชาธิปไตยวัย 81 ปี กับผู้แทนองค์การกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่กรุงเนปิดอว์ นับเป็นการพบปะกับผู้แทนองค์กรต่างชาติอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังถูกยึดอำนาจและควบคุมตัวในรัฐประหารเมื่อปี 2021 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและเงื่อนไขการคุมขังของเธอ

รัฐบาลเมียนมาเปิดเผยว่า อองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ได้พบกับนายอาร์โนด์ เดอ แบ็ก ผู้แทนประจำเมียนมาของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) วันนี้ (3 ส.ค.)

แถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า การพบกันมีขึ้นในช่วงเช้าวันเดียวกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการหารือ 

ด้าน ICRC ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในเวลาต่อมาว่า “การเยี่ยมครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้แทนของ ICRC ได้พูดคุยกับอองซาน ซูจี เป็นการส่วนตัว

ทั้งนี้ ตามแนวทางการปฏิบัติงานของ ICRC การเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารและติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้

ตามหลักปฏิบัติที่ ICRC ยึดถือในการดำเนินงานด้านการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ได้จากการเยี่ยมจะถูกส่งต่อให้แก่หน่วยงานผู้ควบคุมตัวเท่านั้น และอยู่ภายใต้หลักการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

ICRC จะยังคงประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาและขยายการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวในประเทศเมียนมา”

การพบกันดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อองซาน ซูจี ได้พบกับเจ้าหน้าที่หรือผู้แทนจากต่างประเทศ นับตั้งแต่เธอถูกกองทัพยึดอำนาจเมื่อปี 2021 ซึ่งนำไปสู่การควบคุมตัวและการดำเนินคดีในหลายข้อกล่าวหา โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศระบุว่าหลายข้อหาเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อกันเธอออกจากเวทีการเมือง

หลังการรัฐประหาร เมียนมาตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งรุนแรงและสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวและสภาพร่างกายของอองซาน ซูจี มีการเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดความกังวลจากประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสุขภาพของเธอ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ซึ่งส่งผลให้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ทางการประกาศลดโทษและย้ายอองซาน ซูจี วัย 81 ปี จากเรือนจำมาอยู่ภายใต้การกักบริเวณในบ้านพัก

พร้อมกันนี้ สำนักงานประธานาธิบดีเมียนมายังเผยแพร่ภาพถ่ายของอองซาน ซูจี โดยภาพหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังจับมือกับชายที่เชื่อว่าเป็นผู้แทน ICRC อีกภาพเป็นขณะตัดเค้กวันเกิด และมีข้อความบนเค้กระบุว่า “Happy Birthday Aunty Suu” อย่างไรก็ตาม แม้สำนักข่าวต่างประเทศจะไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของภาพได้ แต่การตรวจสอบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ภาพจากปัญญาประดิษฐ์ไม่พบสัญญาณว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI

การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้ถูกควบคุมตัวทางการเมืองได้มากขึ้น หลังวิกฤตการเมืองและความขัดแย้งในประเทศยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี.

ที่มา AFP / Reuters

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

3 ส.ค. 2569 11:22 น.

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันร่วมกันแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นับเป็นการเข้าซื้อเงินเยนร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011  โดยทั้งสองประเทศประกาศพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากตลาดยังผันผวนอย่างรุนแรง

รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อหนุนค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ทราบขอบเขตของการดำเนินการการ แต่นับเป็นการดำเนินการร่วมครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงสมาชิกกลุ่ม G7 อื่นๆ ได้ร่วมกันขายเงินเยนเพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินเยนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ ค่าเงินเยนร่วงลงแตะระดับ 163.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังการแทรกแซง โดยเมื่อวันศุกร์ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 157.40 เยนต่อดอลลาร์ และในวันจันทร์แข็งค่าต่อเนื่องแตะระดับ 155.23 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าอาจมีการแทรกแซงเพิ่มเติมในระยะอันใกล้

ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนที่รุนแรงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนที่ผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต่างประเมินสถานการณ์แล้วเห็นพ้องว่าการแทรกแซงตลาดเป็นสิ่งจำเป็น

ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมเข้าร่วมการแทรกแซงตลาดร่วมกับญี่ปุ่นอีก หากสถานการณ์จำเป็น พร้อมแสดงการสนับสนุนมาตรการด้านการเงินและนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการแก้ไขภาวะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกันครั้งนี้เป็น “สัญญาณแห่งมิตรภาพ” ระหว่างสองประเทศ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นเมื่อมีความจำเป็น

การแทรกแซงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง โดย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อยู่ในกรอบ 3.50-3.75% อย่างมาก

ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนมากใช้กลยุทธ์ Carry Trade หรือกู้ยืมเงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากญี่ปุ่นและกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล การลดลงของประชากรวัยแรงงาน ผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินเยนมีความเปราะบางมากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมแทรกแซงครั้งนี้สะท้อนว่า วอชิงตันมองว่าการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนและตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นจากความปั่นป่วนในตลาดการเงิน

ขณะที่ ไมเคิล หว่าน นักเศรษฐศาสตร์จาก MUFG มองว่า แม้การแทรกแซงร่วมจะสามารถลดแรงเก็งกำไรและชะลอความผันผวนของค่าเงินได้ในระยะสั้น แต่การที่เงินเยนจะแข็งค่ากลับมาอย่างยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ในระยะยาว.

ที่มา AFP / BBC

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

3 ส.ค. 2569 10:59 น.

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรีซรวบตัวชายวัย 26 ปี หลังก่อเหตุขนย้ายร่างของหญิงชาวสก็อตแลนด์วัย 38 ปี ใส่กระเป๋าเดินทางก่อนนำไปทิ้งไว้ในอาคารร้างกลางกรุงเอเธนส์ พร้อมนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียชีวิตไปใช้ตระเวนกดเงิน เผยเหยื่อถูกซ่อนศพไว้นานหลายวันก่อนมีผู้พบเห็น

ตำรวจกรีซเปิดเผยว่า ชายวัย 26 ปี ซึ่งสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่าเป็นชาวอัฟกานิสถาน ได้รับสารภาพว่าเป็นผู้ขนย้ายศพของ เอลิซาเบธ-เจน รอสส์ หรือ “ลิซา” หญิงชาวสกอตแลนด์วัย 38 ปี ใส่กระเป๋าเดินทางก่อนนำไปทิ้งไว้ในอาคารร้างย่านคิปเซลี ในกรุงเอเธนส์

ศพของรอสส์ถูกชายไร้บ้านพบเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในกระเป๋าเดินทางในอาคารร้าง หลังจากเธอถูกครอบครัวแจ้งความคนหายหลายวัน โดยผลการตรวจเบื้องต้นเชื่อว่าเธอเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5-7 วันก่อนถูกพบศพ

ตำรวจกรีซระบุว่า การสืบสวนดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสกอตแลนด์ พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัย ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน และเจ้าตัวยอมรับสารภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยนำศพของผู้เสียชีวิตใส่กระเป๋าเดินทางไปทิ้งยังอาคารร้าง และหลังจากนั้นยังใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียชีวิตถอนเงินสดหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ยังตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องสงสัยและยึดปืนปลอม 1 กระบอก พร้อมมีดอีก 1 เล่ม

ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท ชิงทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกฎหมายของกรีซ

ข้อมูลการสืบสวนระบุว่า รอสส์เดินทางถึงกรีซเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และพักอยู่กับเพื่อนชาวกรีกในเมืองไพรีอัส ก่อนแจ้งว่าจะเดินทางไปย่านคิปเซลีในวันที่ 15 กรกฎาคม เพื่อพบเพื่อนหรือคนรู้จักชาวอเมริกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอได้พบบุคคลดังกล่าวหรือไม่

ตำรวจยังเร่งติดตามตัวเพื่อนชาวอเมริกันที่ผู้เสียชีวิตตั้งใจไปพบ และเร่งตรวจผลพิษวิทยาเพื่อระบุสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม้โดยปกติการตรวจอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี

ด้านจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีสกอตแลนด์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ “น่าสลดใจอย่างยิ่ง” ขณะที่รัฐบาลสกอตแลนด์ระบุว่า ได้ประสานงานกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้สาธารณชนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

นอกจากนี้ สำนักงานการต่างประเทศและเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร  และตำรวจสกอตแลนด์ ยืนยันว่าได้ให้การสนับสนุนครอบครัวของผู้เสียชีวิต และประสานงานกับทางการกรีซอย่างต่อเนื่องระหว่างการสืบสวนคดี.

ที่มา BBC / The Irish Times

เผยคลิปกราดยิงสะเทือนขวัญในร้านฟาสต์ฟู้ดส์สหรัฐฯ ดับ 3 เจ็บ 7 ล่าสุดตร.ระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว

เผยคลิปกราดยิงสะเทือนขวัญในร้านฟาสต์ฟู้ดส์สหรัฐฯ ดับ 3 เจ็บ 7 ล่าสุดตร.ระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว

3 ส.ค. 2569 10:10 น.

เผยคลิปกราดยิงสะเทือนขวัญในร้านฟาสต์ฟู้ดส์สหรัฐฯ ดับ 3 เจ็บ 7 ล่าสุดตร.ระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว

เผยคลิปเหตุกราดยิงระทึกในร้านเบอร์เกอร์ รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 7 คน หลายรายมีอาการสาหัส ล่าสุดตร.ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุได้แล้ว เร่งสืบสวนแรงจูงใจ

มีการเปิดเผยคลิปเหตุการณ์สะเทือนขวัญ บริเวณร้าน In-N-Out Burger ในเมืองทวินฟอลส์ รัฐไอดาโฮ ของสหรัฐอเมริกาจากผู้เห็นเหตุการณ์ โดยคลิปที่บันทึกโดยผู้ขับรถซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้าน เผยให้เห็นชายแต่งกายด้วยชุดสีดำ ถือปืนยาวลักษณะคล้ายปืน AR เดินไปยังรถยนต์สีขาว เปิดประตูฝั่งคนขับและเปิดท้ายรถ ก่อนหยิบสิ่งของจากด้านใน โดยผู้บันทึกภาพตัดสินใจขับรถออกจากพื้นที่ทันที เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุอาจกำลังหยิบอาวุธเพิ่มเติม

เลน โคห์นวัย 34 ปี ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เล่าว่าเห็นชายถือปืนยาวเดินออกมาจากช่องไดรฟ์ทรูของร้าน ก่อนที่ชายอีกคนซึ่งถือปืนพกจะยิงตอบโต้ผู้ก่อเหตุ โดยมีการเปิดเผยภายหลังว่า ชายที่มีอาวุธคนที่สองซึ่งปรากฏอยู่ในเหตุกราดยิงที่ร้าน In-N-Out Burger ในรัฐไอดาโฮ ไม่ใช่ผู้ร่วมก่อเหตุ แต่เป็นพลเรือนที่พกอาวุธถูกกฎหมาย และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของมือปืน เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ตกเป็นเป้าหมายเพิ่ม ตามการเปิดเผยของตำรวจ

ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว คือ แชด วิลเลียมส์ อายุ 24 ปี โดยเขาเสียชีวิตจากการยิงตัวเองโดยพบร่างอยู่ในพื้นที่ใกล้ร้านอาหาร และจากการสืบสวนในขณะนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่าเขาลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีผู้ร่วมขบวนการ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสืบสวนเพื่อหามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ต่อไป

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนส่งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ร้าน In-N-Out Burger สาขาดังกล่าวเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจของเครือร้านเบอร์เกอร์จากรัฐแคลิฟอร์เนียเข้าสู่รัฐไอดาโฮ ก่อนจะเกิดเหตุสะเทือนขวัญเพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดร้าน โดยมีรายงานยืนยันว่าพนักงานหญิงที่ถูกยิง เสียชีวิตในเวลาต่อมา.

ที่มา : AP

นายกเทศมนตรีมอสโกชี้เหตุระเบิดร้านอาหารเป็น “ก่อการร้าย” ดับ 3 เจ็บอย่างน้อย 21 ราย

นายกเทศมนตรีมอสโกชี้เหตุระเบิดร้านอาหารเป็น "ก่อการร้าย" ดับ 3 เจ็บอย่างน้อย 21 ราย

3 ส.ค. 2569 09:49 น.

นายกเทศมนตรีมอสโกชี้เหตุระเบิดร้านอาหารเป็น “ก่อการร้าย” ดับ 3 เจ็บอย่างน้อย 21 ราย

นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกชี้เหตุระเบิดร้านอาหารใจกลางเมืองเมื่อค่ำวันเสาร์ เป็นการก่อการร้ายอันโหดร้าย ขณะที่รัสเซียยังอยู่ระหว่างสืบสวนและยังไม่มีผู้ใดอ้างความรับผิดชอบ

นายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์เกี่ยวกับเหตุระเบิดร้านอาหารในกรุงมอสโกโดยระบุว่า เมื่อวานนี้ ได้เกิดการก่อการร้ายอันโหดร้ายในกรุงมอสโก ซึ่งคร่าชีวิตผู้คน ขณะนี้ผู้บาดเจ็บกำลังได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ในโรงพยาบาลของเมือง

สำนักข่าวของทางการรัสเซียรายงาน โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ ภายในร้านอาหารบริเวณจัตุรัสคูดรินสกายา ใจกลางกรุงมอสโก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1 คน ลูกค้า 1 คน และหญิงผู้ก่อเหตุระเบิดเสียชีวิต รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 ราย

ด้านคณะกรรมการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของรัสเซีย เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 21 คน จากแรงระเบิดของอุปกรณ์ระเบิดที่ถูกจุดชนวนภายในร้านอาหาร

ขณะที่คณะกรรมการสอบสวนกรุงมอสโกระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ทางการรัสเซียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม และยังไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ "เส้นนาซกา" ในเปรู ดับ 13 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

3 ส.ค. 2569 08:47 น.

เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้แหล่งโบราณคดี “เส้นนาซกา” ทางตอนใต้ของประเทศเปรู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

สำนักข่าว Andina ของรัฐบาลเปรูรายงานว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวอิตาลี 7 คน ชาวสเปน 2 คน และชาวเยอรมัน 2 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบและยืนยันสัญชาติของผู้เสียชีวิตที่เหลือ

ทางการเปรูเปิดเผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นของบริษัทเอกชน Aerodiana ซึ่งให้บริการเที่ยวบินชมวิว ออกเดินทางจากสนามบินเมืองปิสโก ก่อนประสบเหตุตกในพื้นที่ปวยโบล บิเอโฆ ใกล้เขตอนุรักษ์โบราณคดีนาซกา

เที่ยวบินดังกล่าวมีจุดหมายเพื่อพานักท่องเที่ยวชม “เส้นนาซกา” กลุ่มภาพสลักขนาดมหึมาบนพื้นทะเลทราย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก และสามารถมองเห็นรูปร่างได้อย่างสมบูรณ์จากบนอากาศหรือหอสังเกตการณ์เท่านั้น จึงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศเปรู

สำนักงานอัยการสูงสุดของเปรูส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุและดำเนินการกู้ร่างผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ด้านกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของเปรูระบุว่า กำลังประสานงานกับสถานทูตของประเทศที่มีพลเมืองเสียชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ บริษัท Aerodiana ระบุบนเว็บไซต์ของบริษัทว่า ให้บริการเที่ยวบินชมเส้นนาซกามาเป็นเวลากว่า 14 ปี ขณะที่สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่.

ที่มา : AP

ไฟไหม้โกดังขยะอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส ควันพิษปกคลุม สั่งประชาชนกว่า 30,000 คนอยู่แต่ในบ้าน

ไฟไหม้โกดังขยะอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส ควันพิษปกคลุม สั่งประชาชนกว่า 30,000 คนอยู่แต่ในบ้าน

3 ส.ค. 2569 08:30 น.

ไฟไหม้โกดังขยะอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส ควันพิษปกคลุม สั่งประชาชนกว่า 30,000 คนอยู่แต่ในบ้าน

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังขยะอุตสาหกรรมในฝรั่งเศส ส่งกลุ่มควันดำและกลิ่นเหม็นฟุ้ง ชาวบ้านเผยแสบจมูก ปวดหัว คลื่นไส้ ซ้ำเติมสถานการณ์ไฟป่าฝรั่งเศสที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

เกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บขยะอุตสาหกรรมในหมู่บ้านกองดร็องจ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันหนาทึบและกลิ่นเหม็นรุนแรง จนทางการต้องขอให้ประชาชนราว 30,000 คน ในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่ภายในอาคารเป็นการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมควันพิษ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เพลิงปะทุขึ้นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ก่อนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงบ่าย โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กลุ่มควันจากเหตุเพลิงไหม้สามารถมองเห็นได้ไกลถึงเมืองเมตซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 กิโลเมตร

นางอาม็องดีน เวกคิโอ วัย 34 ปี เล่าว่า เธอตกใจกับกลุ่มควันเมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์ในเมืองอัมเนอวิลล์ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเธอระบุว่ากลิ่นมันเหม็นมาก และเธอก็ปวดหัวทันที ทำให้เธอต้องรีบให้ลูกสาววัย 8 ขวบใช้ตุ๊กตาปิดปากและจมูก ก่อนโทรศัพท์บอกลูกชายวัยรุ่นที่อยู่บ้านให้นำสุนัขและแมวเข้ามาในบ้าน พร้อมปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด

ด้านนายกเทศมนตรีหมู่บ้านคลูอ็องจ์ นายเกลม็อง เดอริอู กล่าวว่า ควันที่ลอยปกคลุมพื้นที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งมีอาการปวดศีรษะ และจากข้อมูลที่ได้รับ ยังมีผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อีกด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญฤดูไฟป่ารุนแรง โดยก่อนหน้านี้ประเทศเพิ่งเผชิญไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งเผาผลาญพื้นที่ป่าสนใกล้เมืองบอร์กโดซ์ เมืองศูนย์กลางการผลิตไวน์ของประเทศ ไปแล้วราว 42,000 เฮกตาร์หรือราว 262,500 ไร่

แม้ทางการจะสามารถควบคุมไฟป่าดังกล่าวได้แล้วเมื่อวันอาทิตย์ หลังลุกไหม้นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเดินหน้าฉีดน้ำดับจุดความร้อนที่ยังคุกรุ่นในหลายพื้นที่

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เคยเตือนว่า ควันจากไฟป่าสามารถพัดพามลพิษที่เป็นอันตรายเดินทางได้ไกลหลายพันกิโลเมตร โดยในปี 2567 ควันจากไฟป่าในแคนาดาเคยส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของยุโรปได้รับผลกระทบมาแล้ว.

ที่มา : Channelnewsasia

แผ่นดินไหว 5.4 นอกชายฝั่งอียิปต์ สภาเสี้ยววงเดือนแดงตั้งแผนรับมือฉุกเฉินติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

แผ่นดินไหว 5.4 นอกชายฝั่งอียิปต์ สภาเสี้ยววงเดือนแดงตั้งแผนรับมือฉุกเฉินติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

3 ส.ค. 2569 08:22 น.

แผ่นดินไหว 5.4 นอกชายฝั่งอียิปต์ สภาเสี้ยววงเดือนแดงตั้งแผนรับมือฉุกเฉินติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.4 นอกชายฝั่งอียิปต์ช่วงเช้ามืดวันจันทร์ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ สภาเสี้ยววงเดือนแดงอียิปต์เปิดแผนรับมือฉุกเฉิน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหาย

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมัน หรือ จีเอฟแซด (German Research Centre for Geosciences: GFZ)  รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.4 นอกชายฝั่งประเทศอียิปต์ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น  โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในทะเลนอกชายฝั่งอียิปต์ และเกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร

ทางด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงอียิปต์ ประกาศเปิดใช้แผนรับมือเหตุฉุกเฉินในจังหวัดที่รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงยังไม่พบความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน

ขณะเดียวกัน ทางสภาเสี้ยววงเดือนแดงอียิปต์ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือเข้าไปภายในอาคารที่มีร่องรอยความเสียหาย และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเพิ่มเติม.

ที่มา Reuters