เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

2 ส.ค. 2569 01:42 น.

เริ่มกลับเป็นปกติ ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ออกจากเมืองเซวตาเกือบหมดแล้ว

สถานการณ์ที่เมืองเซวตา ของสเปน เริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากผู้อพยพกว่า 60,000 คน ที่ว่ายน้ำจากฝั่งโมร็อกโกอ้อมรั้วกันเข้าสู่ดินแดน ทยอยเดินทางกลับไปจนเกือบหมดแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสเปนเปิดเผยว่า ผู้อพยพกว่า 60,000 คนที่แห่ว่ายน้ำและเดินทางมาจากโมร็อกโก เข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนส่วนแยกของสเปนในแอฟริกาเหนือ เดินทางออกจากพื้นที่เกือบทั้งหมดแล้ว ขณะที่หลายประเทศในสหภาพยุโรป (EU) เริ่มยกระดับการควบคุมชายแดน เพื่อรับมือการไหลทะลักของผู้อพยพ

นายฆวน เฆซุส บีบัส ประธานผู้บริหารเมืองปกครองตนเอง เซวตา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า มีการประเมินว่ามีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามจากโมร็อกโกซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงเข้ามายังเซวตาภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ทว่าในวันเสาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสเปนระบุว่า ผู้อพยพเกือบทั้งหมดได้เดินทางออกไปแล้ว

“สถานการณ์ได้คลี่คลายและกลับคืนสู่ภาวะเกือบปกติแล้ว” เฟร์นันโด กรานเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีมหาดไทยของสเปนบอกกับผู้สื่อข่าว

ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ หลังจากกลุ่มผู้อพยพต้องเร่ร่อนตามชายหาดและถนนหนทางในเมืองเซวตา หรือนอนบนพื้นทรายมาตลอดทั้งคืน วัยรุ่นบางส่วนได้หันกลับมากล่าวคำว่า “อาดิโอส” (ADIOS) หรือ “ลาก่อน” กับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะเดินทางข้ามชายแดนกลับไปยังโมร็อกโก

ในช่วงเช้าวันเสาร์ ภายใต้การเฝ้าระวังของทหารและตำรวจสเปน กลุ่มผู้อพยพวัยรุ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ทยอยเดินทางข้ามชายแดนกลับไปยังโมร็อกโกอย่างต่อเนื่อง และหากมีใครตกค้างหรือใช้เวลาอยู่บนเส้นทางเลียบชายฝั่งนานเกินไป เจ้าหน้าที่ทหารจะเข้าควบคุมตัวและต้อนกลับออกไปทันที

ในการเดินทางเข้าสู่เมืองเซวตานั้น ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเครื่องกีดขวางชายแดนขนาดเล็กที่ยื่นออกไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แล้ววกกลับเข้าสู่ดินแดนเซวตา โดยนายกรานเด-มาร์ลาสกา เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างความพยายามดังกล่าวอย่างน้อย 67 ศพ

“พวกเราทุกคนแค่อยากไปยุโรปเพื่อทำงานและหาเลี้ยงชีพ แค่นั้นจริงๆ” ซูเลย์ โบดิอาน ผู้อพยพชาวเซเนกัลวัย 19 ปี บอกกับ AFP ที่ด้านนอกศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพในเซวตา ซึ่งมีผู้อพยพชาวแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซาฮาราอีกหลายสิบคนกำลังรอการดำเนินการของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ การทะลักเข้ามาของผู้อพยพอย่างฉับพลันที่เมืองเซวตา สร้างความตื่นตระหนกและกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองในยุโรป

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จำนวน 22 ประเทศได้ออกจดหมายเปิดผนึกร่วมกันเมื่อวันเสาร์ เรียกร้องให้รัฐมนตรีมหาดไทยจัดประชุมผ่านทางวิดีโอคอลล์อย่างเร่งด่วน เพื่อตกลงร่วมกันเรื่องการรับมือและการประสานงานอย่างรวดเร็ว เพื่อ “ป้องกันไม่ให้เกิดการข้ามชายแดนที่ไม่สามารถควบคุมได้อีก”

ก่อนหน้านี้ อิตาลีถึงขั้นสั่งระงับข้อตกลงเชงเกน (Schengen) กับสเปน ซึ่งเดิมเปิดให้เดินทางข้ามชายแดนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า โดยมีผลตั้งแต่วันเสาร์เป็นเวลาหนึ่งเดือน ขณะที่หลายประเทศในยุโรปก็เสนอว่า ควรระงับสถานะสมาชิกของสเปนในเขตเสรีเชงเกน แต่ในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ส่งจดหมายถึงประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและประธานสภายุโรป โดยวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองที่ “เห็นแก่ตัว” ของบางประเทศในสหภาพยุโรปอย่างรุนแรง

ส่วนนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า EU ต้องการให้มีการถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของยุโรปพร้อมชี้ให้เห็นว่า “ไม่มีผู้อพยพแม้แต่คนเดียวที่เดินทางไปถึงแผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือส่วนอื่นๆ ของสหภาพยุโรป” ในช่วงการทะลักดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

1 ส.ค. 2569 23:57 น.

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

องค์การอนามัยโลกเตือนว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกระลอกล่าสุดนี้ ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว โดยจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 1,587 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า เหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ เป็นการระบาดครั้งรุนแรงและใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

นับจนถึง 30 ก.ค. ดีอาร์คองโกพบผู้ติดเชื้ออีโบลาที่ได้รับการยืนยันแล้ว 3,605 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 1,587 ศพ คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 44%

WHO ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X ว่า การระบาดครั้งนี้กำลัง “ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่อง และยอดผู้ติดเชื้อรวมถึงผู้เสียชีวิตที่รายงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

องค์การอนามัยโลกเสริมด้วยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การระบาดของไวรัสอีโบลาทำสถิติสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 567 ราย และมีผู้เสียชีวิต 296 ศพ ซึ่งเน้นย้ำถึง “อัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็วเป็นพิเศษ”

“ปัจจัยต่างๆ เช่น ความไม่สงบในพื้นที่ การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชน และการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการรับมือ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น” WHO ระบุ

การระบาดในปัจจุบันเกิดจากไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) โดยดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 โดยความรุนแรงได้แซงหน้าการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งก่อนหน้าในช่วงปี 2561 – 2563 ซึ่งตอนนั้นพบผู้ติดเชื้อประมาณ 3,500 ราย และเสียชีวิตเกือบ 2,300 ศพ

ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาอย่างเป็นทางการสำหรับเชื้อสายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้ อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับสายพันธุ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาในสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอีโบลาซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากร่างกาย ได้พรากชีวิตผู้คนในทวีปแอฟริกาไปแล้วกว่า 15,000 คนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่ในดีอาร์คองโก มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งมีพรมแดนติดกับซูดานใต้และยูกันดา

ทว่า เชื้อยังได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศเช่นกัน รวมถึงจังหวัดคิวูเหนือและคิวูใต้ ซึ่งพื้นที่เป็นจำนวนมากอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ M23 ที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดา

“การผสมกันระหว่างปัญหาความไม่สงบ การอพยพย้ายถิ่นฐาน การเคลื่อนย้ายของประชากร และการเดินทางข้ามแดน ส่งผลให้ปฏิบัติการตอบโต้ภัยระบาดมีความซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายทางภูมิศาสตร์” WHO ระบุ

อนึ่ง มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในดีอาร์คองโกในหลายประเทศ รวมถึง 20 รายในยูกันดา และ 1 รายในฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วย 2 รายที่ได้รับการวินิจฉัยโรคในดีอาร์คองโก และถูกส่งตัวไปรับการรักษาในประเทศเยอรมนีในเวลาต่อมาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

1 ส.ค. 2569 22:56 น.

ญี่ปุ่นยุติค้นหา ซากห้างฯ ระเบิดหลังแผ่นดินไหว ยอดเสียชีวิต 36 ศพ

ญี่ปุ่นยุติปฏิบัติการค้นหาที่ห้างสรรพสินค้าที่พังถล่มและเกิดระเบิดหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยจนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิต 36 ศพ ประชาชนอีกจำนวนมากยังต้องอาศัยในศูนย์พักพิง

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า พวกเขายุติปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ห้างสรรพสินค้า “อิออน” (Aeon) ในจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุระเบิดหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้อยู่ที่ 36 ศพ

สำนักงานจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ก.ค.) ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวผู้ประสบภัยออกจากซากปรักหักพังของห้างฯ อิออนได้ทั้งสิ้น 12 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว 7 ราย

“เราได้ทำการค้นหาอย่างละเอียดตลอด 2 วันที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับหน่วยดับเพลิง กองกำลังป้องกันตนเอง และหน่วยตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้สูญหายเหลืออยู่” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวในที่ประชุมจัดการภัยพิบัติเมื่อวันเสาร์ และยืนยันว่า “เราไม่พบผู้สูญหายเพิ่มเติมแล้ว”

บ้านเรือนในเมืองฮิคาวะ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มเพราะแผ่นดินไหว
บ้านเรือนในเมืองฮิคาวะ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มเพราะแผ่นดินไหว

ด้านโฆษกของ อิออน ผู้บริหารจัดการห้างสรรพสินค้าดังกล่าว บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 7 รายนั้นเป็นพนักงานของร้านค้าที่เช่าพื้นที่ในห้าง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่โรงงานกระดาษแห่งหนึ่งในเมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งปล่องไฟพังถล่มลงมาก็ยุติลงแล้วเช่นกัน โดยพบร่างผู้เสียชีวิตรวม 9 ราย และช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้ 2 ราย

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญอากาศร้อนจัด ทำลายบ้านเรือนและสร้างความเสียหายต่ออาคารจำนวนมาก สะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย เกิดไฟไหม้หลายจุด และทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

จนถึงวันเสาร์ ยังคงมีประชาชนมากกว่า 9,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ต้องอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ แม้ว่าปัญหาไฟฟ้าดับจะได้รับการแก้ไขเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ยังมีบ้านเรือนอีกราว 59,000 ครัวเรือนที่ยังคงไม่มีน้ำประปาใช้

ทั้งนี้ เมืองคุมาโมโตะเคยเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงมาแล้วในปี 2559 โดยครั้งนั้นเกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งต่อเนื่องในเวลาไม่ถึง 2 วัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 273 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,800 คน

ชาวญี่ปุ่นอีกหลายพันคนยังต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง
ชาวญี่ปุ่นอีกหลายพันคนยังต้องอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

1 ส.ค. 2569 22:06 น.

หิมะถล่มคร่าชีวิต “นีร์มาล ปูร์จา” นักปีนเขาคนดัง ผู้พิชิต 14 ยอดเขาใน 7 เดือน

นีร์มาล ปูร์จา นักปีนเขาชื่อดังชาวเนปาล ผู้ทำลายสถิติพิชิตยอดเขาสูง 8,000 ม.ขึ้นไปถึง 14 แห่งในเวลาไม่ถึง 7 เดือน เสียชีวิตแล้วพร้อมกับทีมของเขา หลังเผชิญหิมะถล่มบนภูเขาในปากีสถาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2569 ว่า นีร์มาล ปูร์จา (Nirmal Purja) นักปีนเขาชื่อดังชาวเนปาลและมีสัญชาติอังกฤษ วัย 43 ปี พร้อมด้วยสมาชิกคณะเดินทางอีก 9 คน เสียชีวิตแล้วหลังเผชิญเหตุหิมะถล่มระหว่างปฏิบัติภารกิจบนยอดเขา “บรอดพีค” (Broad Peak) ในประเทศปากีสถาน

บริษัท Elite Expeditions ของนายปูร์จาเป็นผู้ออกมายืนยันข่าวการเสียชีวิตของเขา โดยระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าและใจสลายอย่างยิ่งที่เราต้องยืนยันว่า นีร์มาล ปูร์จา เสียชีวิตอย่างน่าสลดหลังเกิดเหตุหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีค และเราได้รับการยืนยันด้วยว่า สมาชิกคนอื่นในทีมปีนเขาไม่มีผู้รอดชีวิต”

ทั้งนี้ นายปูร์จา เคยรับราชการในกองทัพอังกฤษ ทั้งหน่วยรบกูรข่า และหน่วยรบพิเศษทางน้ำ (SBS) นานถึง 16 ปี ก่อนจะลาออกมาเป็นนักปีนเขาเต็มตัว และโด่งดังสุดขีดในปี 2562 หลังจากสร้างสถิติโลกด้วยการปีนยอดเขาสูงระดับ 8,000 เมตรขึ้นไปครบทั้ง 14 แห่งทั่วโลกได้ในเวลาเพียง 6 เดือนกว่า ทุบสถิติเดิมซึ่งใช้เวลานานถึง 7 ปี

ต่อมาในปี 2564 นายปูร์จากับทีมชาวเนปาลรวม 10 คน เป็นกลุ่มแรกที่สามารถพิชิตยอดเขา K2 ซึ่งเป็นยอดเขาสูงอันดับ 2 ของโลกในช่วงฤดูหนาวได้สำเร็จ และเรื่องราวการพิชิตยอดเขาของเขาถูกนำไปสร้างเป็นสารคดี Netflix ชื่อดังในปี 2564 ในชื่อ “14 Peaks: Nothing Is Impossible” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก

ก่อนเกิดเหตุสลด นายปูร์จากำลังอยู่ในช่วงพยายามทำสถิติเป็นคนแรกของโลกที่พิชิตยอดเขาสูงเกิน 8,000 เมตรทั้ง 14 แห่ง เป็นรอบที่ 2 โดยไม่ใช้ถังออกซิเจนช่วย โดยยอดเขาบรอดพีค ซึ่งสูงอันดับ 12 ของโลก ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในยอดเขาที่ปีนยากและอันตรายที่สุดในบรรดายอดเขา 8,000 เมตร

โพสต์สุดท้ายของเขาบน X ระบุว่า “บรอดพีค … ผมไม่ขอสิ่งใดเลย นอกจากการเดินทางขึ้นและลงอย่างปลอดภัย… จุดประสงค์ของผมไม่เคยเป็นเรื่องของตัวเอง แต่มันคือการแสดงให้ ‘คุณ’ เห็นว่า ยอดเขาในชีวิตของคุณ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ก็สามารถพิชิตได้”

อนึ่ง หลังสร้างสถิติโลก นายปูร์จาก็เปิดบริษัทนำเที่ยวปีนเขา Elite Expeditions กลายเป็นไกด์ปีนเขาระดับแนวหน้า รวมถึงก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการศึกษา เก็บกวาดขยะบนภูเขา และสร้างที่พักปลอดภัยให้ลูกหาบ (Porters) บนเส้นทางยอดเขาเอเวอเรสต์

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการยกย่องอย่างมาก แต่นายปูร์จาก็เคยเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องสไตล์การปีนเขาที่ใช้อุปกรณ์ช่วยเยอะ เช่น ออกซิเจนพกพา, เชือกตรึง และเฮลิคอปเตอร์เดินทางระหว่างแคมป์ฐาน

ในปี 2567 เขาเคยถูกนักปีนเขาหญิง 2 รายกล่าวหาว่า คุกคามทางเพศ แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ เริ่มมีผลแล้ว ส่งสุนัขกว่า 150 ตัว บินไปแข่งต่อในออสเตรเลีย

นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ เริ่มมีผลแล้ว ส่งสุนัขกว่า 150 ตัว บินไปแข่งต่อในออสเตรเลีย

1 ส.ค. 2569 10:22 น.

นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ เริ่มมีผลแล้ว ส่งสุนัขกว่า 150 ตัว บินไปแข่งต่อในออสเตรเลีย

นิวซีแลนด์เริ่มบังคับใช้กม.ห้ามแข่งขันสุนัขเกรย์ฮาวด์ อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันเสาร์ ส่งผลให้ผู้ฝึกสอนหลายรายเร่งย้ายสุนัขแข่งไปยังออสเตรเลีย ซึ่งยังอนุญาตให้จัดการแข่งขันได้ในเกือบทุกรัฐ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำอย่างน้อย 2 เที่ยว เตรียมขนส่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ได้สูงสุดถึง 150 ตัว ไปยังรัฐทางตะวันออกของออสเตรเลีย เพื่อให้สุนัขบางส่วนสามารถลงแข่งขันต่อได้ หลังอุตสาหกรรมแข่งสุนัขในนิวซีแลนด์ต้องปิดฉากลง

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศยกเลิกการแข่งขันสุนัขเกรย์ฮาวด์ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ก่อนผ่านกฎหมายอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า แม้อุตสาหกรรมจะพยายามปรับปรุงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ แต่ผลการทบทวนอิสระในปี 2556, 2560 และ 2564 ต่างชี้ตรงกันว่า อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของสุนัขยังอยู่ในระดับที่ไม่อาจยอมรับได้

นาย วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการแข่งม้าของนิวซีแลนด์ ระบุว่า วงการแข่งสุนัขสูญเสียการยอมรับจากสังคม และการส่งสุนัขไปแข่งในออสเตรเลียถือเป็นเพียงเฮือกสุดท้ายของอุตสาหกรรมที่กำลังสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม Greyhound Racing New Zealand (GRNZ) องค์กรกำกับดูแลการแข่งขัน ยังคงโต้แย้งผลการประเมินดังกล่าว โดยยืนยันว่ามาตรฐานการดูแลสุนัขของนิวซีแลนด์อยู่ในระดับดีที่สุดเมื่อเทียบกับกีฬาการแข่งประเภทอื่นในประเทศ

ภายใต้กฎหมายใหม่ คาดว่าจะมีสุนัขเกรย์ฮาวด์ประมาณ 1,400 ตัว ต้องยุติเส้นทางนักแข่งและเข้าสู่โครงการหาบ้านใหม่ โดยรัฐบาลระบุว่า สุนัขส่วนใหญ่ราว 1,300-1,400 ตัว จะได้รับการดูแลและทยอยส่งต่อให้ผู้รับเลี้ยงในช่วง 2 ปีข้างหน้า

ขณะที่ GRNZ เปิดเผยว่า มีผู้ฝึกสอนประมาณ 6-10 ราย สนใจย้ายไปตั้งหลักในออสเตรเลีย และองค์กรจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเช่าเหมาลำเครื่องบินทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นจะเป็นหน้าที่ของเจ้าของและผู้ฝึกสอน

เอ็ดเวิร์ด เรนเนลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GRNZ กล่าวว่า แม้สุนัขบางตัวจะได้ลงแข่งขันต่อในออสเตรเลีย แต่ศักยภาพอาจลดลง เนื่องจากการเพาะพันธุ์สุนัขแข่งในนิวซีแลนด์แทบหยุดชะงักมาตั้งแต่มีการประกาศแบนเมื่อราว 18 เดือนก่อน

แม้นิวซีแลนด์จะยุติการแข่งขัน แต่การแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ยังคงถูกกฎหมายในออสเตรเลียเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะรัฐ ควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ และวิกตอเรีย ซึ่งมีมูลค่าอุตสาหกรรมรวมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในช่วงปี 2565-2566 มากกว่ามูลค่าอุตสาหกรรมของนิวซีแลนด์ที่อยู่ราว 147 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ทางการออสเตรเลียระบุว่า สุนัขที่นำเข้าจากนิวซีแลนด์จะถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยง  และต้องผ่านการตรวจโรคตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น การตรวจหาโรคพิษสุนัขบ้า

แม้การย้ายสุนัขจะเป็นทางออกของผู้ประกอบการ แต่กลุ่มพิทักษ์สัตว์ในออสเตรเลียแสดงความกังวลว่า ประเทศยังประสบปัญหาหาบ้านให้สุนัขแข่งที่ปลดระวางอยู่แล้วหลายพันตัว

นาง เมห์รีน ฟารูกี วุฒิสมาชิกจากพรรคกรีนส์ ระบุว่า กังวลต่อช่องโหว่ ที่เปิดทางให้มีการส่งออกสุนัขแข่งมายังออสเตรเลีย ทั้งที่นิวซีแลนด์ยุติกีฬาประเภทนี้แล้ว

ด้าน Kylie Field ผู้อำนวยการองค์กร Coalition for the Protection of Greyhounds กล่าวว่าปัจจุบันรัฐนิวเซาท์เวลส์เพียงแห่งเดียวก็มีสุนัขเกรย์ฮาวด์ปลดระวางที่รอการหาบ้านกว่า 4,100 ตัว และที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยังต้องส่งสุนัขบางส่วนไปยังสหรัฐฯ และแคนาดา เพื่อบรรเทาปัญหาสุนัขล้นระบบรับเลี้ยง

การยุติการแข่งขันสุนัขเกรย์ฮาวด์ของนิวซีแลนด์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแข่งสุนัขในภูมิภาค ขณะที่ออสเตรเลียยังต้องเผชิญคำถามถึงอนาคตของอุตสาหกรรมและสวัสดิภาพของสัตว์ในระยะยาว.

ที่มา : BBC

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

1 ส.ค. 2569 09:32 น.

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

สหรัฐฯ เร่งสืบสวนเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าระบบประปามากกว่า 30 แห่งในรัฐมินนิโซตา หลังถูกโจมตีต่อเนื่องตั้งแต่วันอาทิตย์ โดยหน่วยงานความมั่นคงเตือน กลุ่มแฮกเกอร์อาจเชื่อมโยงกับอิหร่าน

หน่วยงาน Minnesota IT Services เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังร่วมกับหร่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเหตุโจมตีทางไซเบอร์ ที่พุ่งเป้าระบบประปามากกว่า 30 แห่งในรัฐมินนิโซตา โดยยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ และยังไม่มีรายงานว่าประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมืองแห่งหนึ่งได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดน้ำเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของระบบ

ด้านสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ซึ่งกำลังร่วมสอบสวนคดี ยังไม่เปิดเผยว่าเชื่อว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือ โดยโฆษกของหน่วยงานปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว FBI, หน่วยงานรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency หรือ CISA) รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ ได้ออกประกาศเตือนว่า กลุ่มแฮกเกอร์อิหร่านกำลังพุ่งเป้าโจมตีระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบควบคุมการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภาคส่วน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สงครามไซเบอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคระดับท้องถิ่น เช่น โรงผลิตน้ำประปา หรือสถานพยาบาล มักมีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์จำกัด ทำให้ไม่สามารถอัปเดตระบบป้องกันหรืออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีได้ง่าย และอาจสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้างหากระบบสำคัญหยุดชะงัก

Minnesota IT Services ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งช่วงเวลาที่เกิดเหตุและเทคโนโลยีที่ถูกใช้โจมตี แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเดียวกันหรือไม่

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือเมือง พลีมัท ซึ่งมีประชากรราว 80,000 คน ตั้งอยู่นอกเมืองมินนีแอโพลิส โดยทางเมืองแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ระบบสื่อสารของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เจ้าหน้าที่เมืองระบุว่า แม้ระบบสื่อสารจะขัดข้อง แต่เจ้าหน้าที่สามารถเดินหน้าปฏิบัติการระบบประปาได้ตลอดช่วงเกิดเหตุ ทำให้ระดับน้ำและคุณภาพน้ำประปาไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด.

ที่มา : AP

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

1 ส.ค. 2569 08:56 น.

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35B ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ประสบเหตุตกและเกิดเพลิงไหม้ใกล้รันเวย์ฐานทัพมิรามาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล อาการคงที่

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35B ไลท์นิง ทู (F-35B Lightning II) ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ประสบเหตุตกและเกิดเพลิงไหม้ภายในฐานทัพอากาศนาวิกโยธินมิรามาร์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่นั่งเดียวลำนี้ สังกัดกองบินอากาศยานนาวิกโยธินที่ 11 กองบินนาวิกโยธินที่ 3  ประสบเหตุตกก่อนถึงรันเวย์ไม่นาน เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้และมีกลุ่มควันนขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร

กองบินนาวิกโยธินที่ 3 เปิดเผยว่า นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ก่อนถูกนำตัวส่งสถานพยาบาลในพื้นที่ โดยมีอาการคงที่ และได้รับบาดเจ็บที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของฐานทัพได้ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง โดยฉีดโฟมดับเพลิงไปยังซากเครื่องบิน พร้อมเร่งดับไฟที่ลุกลามไปยังพื้นที่หญ้าโดยรอบจุดเกิดเหตุ

รายงานระบุว่า บันทึกเสียงการสื่อสารจากหอบังคับการบินของฐานทัพชี้ว่า เครื่องบิน F-35 ประสบเหตุตกในช่วงสุดท้ายก่อนลงจอด และพบว่าร่มชูชีพถูกกางออก ขณะที่นักบินดีดตัวออกจากเครื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุ โดยเหตุเครื่องบินทหารตกมักอยู่ภายใต้การสอบสวนของกองทัพ แตกต่างจากอุบัติเหตุเครื่องบินพลเรือนที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอ็นทีเอสบี 

ทั้งนี้ เครื่องบิน F-35B เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนรุ่นหนึ่งในตระกูล F-35 ซึ่งผู้ผลิตระบุว่ามีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยสามารถลงจอดแบบเครื่องบินทั่วไป หรือขึ้นลงในแนวดิ่งได้คล้ายเฮลิคอปเตอร์ โดยตัวเครื่องมีความยาวมากกว่า 50 ฟุต หรือราว 15 เมตร ประจำการในกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ กองทัพสหราชอาณาจักร และกองทัพอากาศอิตาลี โดยมีราคาประมาณลำละ 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 ล้านบาท.

ที่มา CNN

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

1 ส.ค. 2569 08:10 น.

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

กรีซเผชิญสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงหลายจุดทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งและหน่วยดับเพลิงต้องเร่งอพยพประชาชนทางทะเล หลังไฟป่าลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้ในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์

ภาพจากพื้นที่อากิออส วาซิลิออส เผยให้เห็นเปลวเพลิงที่โหมเผาพื้นที่ป่าและพืชพรรณอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ต้องเผชิญอุปสรรคจากกระแสลมกระโชกแรง ซึ่งทำให้เครื่องบินโปรยน้ำไม่สามารถบินปฏิบัติการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หน่วยยามฝั่งกรีซเปิดเผยว่า ได้ส่งเรือของหน่วยดับเพลิงร่วมกับเรือเอกชนเข้าช่วยอพยพประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่รวม 120 คน โดยนำทั้งหมดไปยังชายหาดใกล้เคียงที่อยู่นอกเส้นทางการลุกลามของไฟ

ไฟป่าดังกล่าวปะทุขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 105 นาย พร้อมรถดับเพลิง 29 คัน ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้มีเฮลิคอปเตอร์เพียง 1 ลำเท่านั้นที่สามารถตักน้ำจากทะเลและเข้าปฏิบัติการดับไฟได้

พื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของชาวกรีกในช่วงวันหยุด ขณะที่ทางการได้ออกคำสั่งอพยพเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ รวมถึงไฟป่าอีกจุดที่กำลังลุกลามบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกของกรุงเอเธนส์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 95 นาย พร้อมเฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ และเครื่องบินโปรยน้ำ 5 ลำ เข้าควบคุมสถานการณ์

กรมดับเพลิงกรีซระบุว่า หลายพื้นที่ทั่วประเทศยังคงอยู่ในระดับเสี่ยงสูงถึงรุนแรงต่อการเกิดไฟป่า เนื่องจากกระแสลมแรงทำให้ไฟสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน มีนักผจญเพลิงกรีซเสียชีวิตแล้ว 3 นาย ระหว่างปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า โดย 2 นายเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถขณะต่อสู้กับไฟป่าครั้งใหญ่บนเกาะครีต ส่วนอีก 1 นายเสียชีวิตหลังเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟในภูมิภาคเพโลพอนนีส สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในกรีซปีนี้.

ที่มา : AP

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

1 ส.ค. 2569 06:13 น.

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

ชาวสเปนหลายร้อยคนชุมนุมหน้า สถานทูตโมร็อกโก ในกรุงมาดริด เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุผู้อพยพกว่า 60,000 คนข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพหลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกในกรุงมาดริด ของสเปน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุผู้อพยพจำนวนมากข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ

โดยผู้ชุมนุมบางคนถือป้ายขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “รีไมเกรชัน” (Remigration) ซึ่งเป็นคำที่กลุ่มขวาจัดหลายกลุ่มในยุโรปใช้เรียกร้องให้มีการส่งผู้อพยพ หรือผู้ที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพ กลับไปยังประเทศต้นทาง ทั้งในรูปแบบบังคับหรือสนับสนุนให้เดินทางกลับ นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมโบกธงชาติสเปนสีแดง-เหลือง และเรียกร้องให้ปกป้องอัตลักษณ์ของชาวสเปน ด้านเจ้าหน้าที่สเปนระดมกำลังตำรวจจำนวนมากเข้ารักษาความปลอดภัยรอบสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนบินตรวจการณ์เหนือพื้นที่ชุมนุม

การประท้วงยังมุ่งโจมตีรัฐบาลสังคมนิยมของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ซึ่งมีแนวทางด้านการย้ายถิ่นฐานที่เปิดกว้างกว่าหลายประเทศในยุโรป โดยผู้ชุมนุมกล่าวหาว่านายซานเชซขายสเปนให้กับชาวมุสลิม และตำหนิรัฐบาลที่ปล่อยให้สถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นวิกฤตที่ควบคุมไม่ได้

ทั้งนี้ การประท้วงเกิดขึ้นหลังมีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่เมืองเซวตา เมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดความโกลาหลและวิกฤตด้านมนุษยธรรมในดินแดนของสเปนแห่งนี้ รวมถึงจุดกระแสถกเถียงเรื่องผู้อพยพขึ้นอีกครั้งทั้งในยุโรปและนานาชาติ.

ที่มา AFP

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

1 ส.ค. 2569 05:57 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ของสเปนในแอฟริกาเหนือ ภายใน 24 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 ศพ หลายคนจมน้ำและบางส่วนเสียชีวิตจากเหตุเหยียบกันตาย

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ หลังเกิดเหตุผู้อพยพกว่า 60,000 คน ข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ดินแดนของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 ศพ

รัฐบาลสเปนยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้ นายฮวน เฆซุส บีบาส ประธานรัฐบาลท้องถิ่นเซวตา เปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามจากโมร็อกโกเข้าสู่เซวตาทั้งทางบกและทางทะเล หลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นพรมแดนที่ทอดยาวลงไปในทะเลเพื่อเข้าสู่ดินแดนสเปน

โดยนายกรัฐมนตรีซานเชซ กกล่าวว่า รัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่าการข้ามพรมแดนครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของสเปน โดยระบุว่า ในวันศุกร์เจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้อพยพกลับไปยังโมร็อกโกแล้ว ราว 25,000 คน และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายราชิด สบีฮี ผู้นำสมาคมแรงงานท้องถิ่นซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปนในเซวตา เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมร้ายแรง พร้อมเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากจมน้ำระหว่างพยายามว่ายน้ำข้ามพรมแดน ขณะที่บางส่วนเสียชีวิตจากเหตุเหยียบกันตายระหว่างฝูงชนพยายามฝ่าแนวกั้นบริเวณชายหาดตาราฆาล ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดผ่านแดนระหว่างเซวตากับโมร็อกโก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยสเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ โดยชี้ว่ามาตรการouhไม่ได้ครอบคลุมวิกฤตผู้อพยพ แต่ยืนยันว่าจะจัดสรรกำลังคนและทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์

ทั้งนี้ เซวตา เป็นเมืองปกครองตนเองของสเปนอีกแห่งในแอฟริกาเหนือ ถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวระหว่างสหภาพยุโรป กับทวีปแอฟริกา ทำให้ทั้งสองเมืองต้องเผชิญเหตุผู้อพยพพยายามข้ามพรมแดนเพื่อเข้าสู่ยุโรปเป็นระยะ

ที่มา Aljazeera