ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

1 ส.ค. 2569 05:08 น.

ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือน เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง อาจซ้ำเติมคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และฝนตกหนักทั่วโลก ขณะที่เลขาธิการยูเอ็นเรียกร้องยุติโครงการถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซแห่งใหม่

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพิ่มความเสี่ยงเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค

โดยระบุว่า เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้วในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และคาดว่าจะพัฒนาเป็นเอลนีโญที่รุนแรงในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 โดยแบบจำลองพยากรณ์หลายชุดมีความเห็นสอดคล้องกันว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เอลนีโญกำลังเข้ามาซ้ำเติมภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และอาจทำให้ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างกว่าเดิม โดยระบุว่าเอลนีโญกำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับโลกที่ร้อนระอุอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง โดยยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพิ่มการคุ้มครองประชากรกลุ่มเปราะบาง และขยายระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

เลขาธิการยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติโครงการถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ โดยมองว่าการขยายการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลของดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนในหลายภูมิภาค โดยในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 คาดว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย แม้ผลกระทบในแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยคาดว่า หลายพื้นที่ในแอฟริกา ยุโรปตอนใต้ อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออก และอเมริกาใต้ อาจเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะที่บางภูมิภาคมีความเสี่ยงเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนบางพื้นที่อาจเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรง.

ที่มา BBC

“เอ็กซอน-เชฟรอน” กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

"เอ็กซอน-เชฟรอน" กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

1 ส.ค. 2569 01:10 น.

“เอ็กซอน-เชฟรอน” กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

“เอ็กซอนโมบิล-เชฟรอน” กวาดกำไรรวมกว่า 26,600 ล้านดอลลาร์ จากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นพุ่งหลังสงครามในตะวันออกกลาง แต่เตือนราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ อาจยังสูงต่อเนื่อง กระทบค่าครองชีพประชาชน

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 บริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และเชฟรอน (Chevron) ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่พุ่งสูงอย่างมาก หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและกำลังการกลั่นทั่วโลกหยุดชะงัก

รายงานข่าวระบุว่าเอ็กซอนโมบิลมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 อยู่ที่ 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เชฟรอนมีกำไร 12,100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทมีกำไรรวมกันราว 26,600 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 8.6 แสนล้านบาท

ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่า รายได้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและค่าการกลั่นที่พุ่งแรง ช่วยชดเชยผลกระทบจากภาวะสงครามและการหยุดชะงักของการผลิตในบางพื้นที่ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทเตือนว่า ราคาน้ำมันเบนซินอาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากกำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังลดลง ขณะที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

ที่มา อัลจาซีรา 

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

1 ส.ค. 2569 00:07 น.

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลุ่มสิทธิชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย เรียกร้องนายกฯ อันวาร์ ทบทวนแผนส่งผู้ลี้ภัย 5,000 คนกลับเมียนมา ชี้สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่เอื้อต่อการเดินทางกลับอย่างปลอดภัย-อาจขัดหลักกม.ระหว่างประเทศ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย (Myanmar Ethnic Rohingya Human Rights Organization Malaysia) ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายไซฟุดดิน นาซูชัน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รวมถึงตัวแทนชาวโรฮิงญา ก่อนดำเนินแผนส่งผู้ลี้ภัย 5,000 คนกลับเมียนมา

ความเคลื่อนไหวมีขึ้นหลังนายอันวาร์เปิดเผยระหว่างการปราศรัยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งระดับรัฐในรัฐเนกรีเซมบีลันว่า รัฐบาลเมียนมาเห็นชอบที่จะรับชาวโรฮิงญาจำนวน 5,000 คนที่อยู่ในมาเลเซียกลับประเทศ โดยระบุว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างมาเลเซียกับเมียนมาช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาเรื่องนี้ได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิชาวโรฮิงญาระบุว่า การส่งชาวโรฮิงญากลับไปยังเมียนมาในขณะนี้อาจขัดต่อหลัก “การไม่ผลักดันกลับ” ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามส่งบุคคลกลับไปยังพื้นที่ที่ชีวิต เสรีภาพ หรือความปลอดภัยอาจตกอยู่ในอันตราย

กลุ่มสิทธิฯ ระบุว่า ชาวโรฮิงญายังคงเป็นกลุ่มคนไร้สัญชาติ และไม่สามารถเดินทางกลับเมียนมาได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากยังเผชิญการกดขี่และความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่าชาวโรฮิงญาที่ไม่มีสถานะพลเมืองจะปลอดภัยในเมียนมาได้อย่างไร

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิฯ ยังเตือนว่า ชาวโรฮิงญาที่ถูกส่งกลับอาจถูกบังคับเกณฑ์เข้ากองทัพเมียนมาโดยไม่ได้รับการฝึกฝน และอาจถูกนำไปใช้เป็นโล่มนุษย์ในการสู้รบกับกองกำลังชาติพันธุ์ จึงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของชาวโรฮิงญาที่หลบหนีการกดขี่จากเมียนมา โดยข้อมูลระบุว่า มีชาวโรฮิงญาราว 126,000 คนลงทะเบียนกับยูเอ็นเอชซีอาร์ในมาเลเซีย.

ที่มา Irrawaddy

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

31 ก.ค. 2569 23:05 น.

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

เกาหลีใต้เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิในเมืองยังซานพุ่งแตะ 41.4 องศาเซลเซียส ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มระบบตรวจวัดอากาศทั่วประเทศเมื่อปี 2516 และร้อนเกิน 40 องศาฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า เกาหลีใต้ยังคงเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดยอุณหภูมิในเมืองยังซาน จังหวัดคย็องซังใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ พุ่งสูงถึง 41.4 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 13.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขณะนี้ ทางการได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดในบางพื้นที่ของจังหวัดคย็องซังใต้ รวมถึงเมืองยังซาน ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วเกาหลีใต้ยังคงอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยจากอากาศร้อนจัด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (Korea Meteorological Administration: KMA) ระบุว่า อุณหภูมิครั้งนี้เป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดสภาพอากาศในพื้นที่เมื่อปี 2551 และเป็นอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในเครือข่ายสถานีตรวจอากาศทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มใช้ระบบตรวจวัดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2516 นอกจากนี้ ยังทำลายสถิติเดิม 41 องศาเซลเซียส ที่วัดได้ในอำเภอฮงชอน จังหวัดคังวอน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ เมืองยังซานมีอุณหภูมิสูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 2 วัน เมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เกาหลีใต้จัดตั้งเครือข่ายตรวจวัดอากาศทั่วประเทศ ที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3 วัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศเกิดจากอิทธิพลร่วมของระบบความกดอากาศสูงแปซิฟิกเหนือและความกดอากาศสูงทิเบต ซึ่งปกคลุมคาบสมุทรเกาหลีและกักเก็บความร้อนไว้ ขณะเดียวกันยังทำให้มีเมฆปกคลุมน้อย ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Yonhap

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

31 ก.ค. 2569 16:33 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

กระทรวงมหาดไทยของสเปนเปิดเผยว่า มีผู้อพยพประมาณ 49,000 คน เดินทางข้ามพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเลจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย รัฐบาลสเปนต้องตรึงกำลังทหารพร้อมรถถังคุมเข้ม และเตรียมผลักดันกลับอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า มีผู้อพยพเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมแล้วประมาณ 49,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดตาราฆาล (Tarajal) ระยะทางราว 5 กิโลเมตร ขณะที่อีกจำนวนมากพยายามเดินเท้าลัดเลาะเรียบแนวรั้วกั้นพรมแดน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย โดยมีสาเหตุทั้งจากการจมน้ำขณะว่ายน้ำข้ามแดนและการเหยียบกัน ในช่วงที่ฝูงชนพยายามเบียดเสียดข้ามกั้นพรมแดน

ผู้แทนสมาคมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ดินแดนในพื้นที่ ระบุว่า “นี่คือวิกฤตการณ์มนุษยธรรมขั้นรุนแรง สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์พักพิงเต็มล้นจนผู้คนรวมถึงเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองต้องนอนตามสวนสาธารณะหรือฟุตบาท”

เพื่อรับมือกับคลื่นผู้อพยพมหาศาล กองทัพสเปนได้ส่งกำลังทหารพร้อมรถถัง เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเชื่อมต่อชายหาดตาราฆาล เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพกระจายตัวเข้าสู่ใจกลางเมือง และต้อนกลุ่มคนเหล่านี้ไปยังเขตนิคมอุตสาหกรรมตาราฆาลซึ่งมีโกดังขนาดใหญ่สำหรับกักตัว

สถานการณ์ความแออัดวิกฤตหนักในศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว ซึ่งเดิมทีรองรับได้เพียง 512 คน แต่ปัจจุบันมีผู้อพยพเข้าไปอยู่แออัดมากกว่า 1,000 คน และยังมีผู้ตกค้างอยู่นอกศูนย์อีกนับพันราย รวมถึงศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชนที่ระบบล่มสลายจนทางการต้องเปิดศูนย์พักพิงแห่งใหม่เพิ่มอีกหลายแห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับทางการโมร็อกโกแล้ว เพื่อเตรียมดำเนินการ “ส่งตัวกลับ” ผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตาเพื่อบัญชาการและแก้ไขวิกฤตการณ์บนดินแดนส่วนแยกแห่งนี้ด้วยตนเอง

สำหรับสาเหตุของการทะลักข้ามแดนครั้งใหญ่นี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากฝั่งรัฐบาลโมร็อกโก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สเปนส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสเปนเมื่อช่วงต้นเดือน ที่ห้ามไม่ให้ทางการส่งตัวผู้อพยพที่มาทางทะเลกลับในทันทีโดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมองว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวโมร็อกโก ไม่น่าจะรับรู้ถึงคำตัดสินทางกฎหมายดังกล่าว แต่อาจเกิดจากกระแสข่าวลือและการอพยพตามๆ กัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป โดย นายกรัฐมนตรี เจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้ออกมาขู่ว่าจะระงับความตกลงเชงเกน  หรือเขตเสรีการเดินทางกับสเปน เพื่อป้องกันพรมแดนและความปลอดภัยของพลเมืองอิตาลี แม้อิตาลีจะไม่ได้มีพรมแดนติดกับสเปนโดยตรงก็ตาม.

ที่มา Diario Área / Associated Press

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

สิงคโปร์สอบ "Massive Attack" วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ "ปาเลสไตน์" บนเวทีคอนเสิร์ต

31 ก.ค. 2569 14:58 น.

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

ตำรวจและสำนักงานพัฒนาสื่อสารสนเทศและสื่อของสิงคโปร์ เปิดการสอบสวนวงดนตรีอังกฤษ “Massive Attack” หลังสมาชิกวงชูธงปาเลสไตน์ และตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตในสิงคโปร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาตจัดการแสดงและกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงสัญลักษณ์ของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ ร่วมกับองค์กรพัฒนาสื่อสารและสารสนเทศแห่งสิงคโปร์ (IMDA) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบว่าการกระทำของวงดนตรี “แมสซีฟ แอทแทก” (Massive Attack) เข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขในการจัดแสดงหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตของทางวงซึ่งจัดขึ้นที่ The Star Performing Arts Centre ประเทศสิงคโปร์ โดยผู้เข้าชมคอนเสิร์ตระบุว่า สมาชิกของวงได้ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” บนเวที ส่งผลให้ผู้ชมในฮอลล์ร่วมตะโกนตามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ยังปรากฏภาพสมาชิกวง 2 คน ร่วมกันชูธงชาติปาเลสไตน์บนเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนเพลง

ทั้งนี้ กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ระบุไว้อย่างเข้มงวดว่า ห้ามมิให้มีการแสดงสัญลักษณ์หรือตราแผ่นดินของต่างชาติในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ ผู้ฝ่าฝืนอาจต้องระโทษปรับสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 13,000 บาท) จำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งประกอบด้วยชาวจีน 74%, ชาวมลายู 13.6%, ชาวอินเดีย 9% และอื่นๆ โดยมีประชากรนับถือศาสนาอิสลามราว 15%

ก่อนหน้านี้ในปี 2023 กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์เคยออกแถลงการณ์เตือนประชาชนเกี่ยวกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อความขัดแย้งดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า “สันติภาพและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างเชื้อชาติและศาสนาในสิงคโปร์เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันปกป้อง เราต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศเข้ามาส่งผลกระทบต่อความสงบสุขภายในประเทศของเรา”

นอกเหนือจากกรณีการชูธง ทางวง Massive Attack ยังระบุว่า พวกเขาจำเป็นต้องถอดเพลงบางเพลงออกจากลิสต์ที่จะใช้เล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยอ้างเพียงสั้นๆ ว่าเป็นผลมาจาก “กฎหมายท้องถิ่น” ซึ่งสื่อมวลชนกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ IMDA และผู้จัดงานอย่าง Lushington Entertainments เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

สำหรับ Massive Attack เป็นวงดนตรีแนวทริปฮอป ระดับรางวัลจากเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1988 เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Teardrop มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนและเปิดเผยมาโดยตลอด โดยมักใช้วิดีโอประกอบการแสดงตั้งคำถามถึงประเด็นสงคราม ความขัดแย้งระดับโลก เช่น ในซูดาน กาซา และยูเครน รวมทั้งเคยออกมาประณามปฏิบัติการทางการทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อีกด้วย.

ที่มา CNA / Reuters

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น "รัสเซีย-จีน"

31 ก.ค. 2569 14:14 น.

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่า เศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัว 3.5% ในปี 2025 นับเป็นการเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยมีปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทหารกับรัสเซีย การค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการพัฒนาของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของเกาหลีเหนือคิดเป็นเพียง 3.6% ของเกาหลีใต้

รายงานจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 ขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากเติบโต 3.7% ในปี 2024 และ 3.1% ในปี 2023 ส่งผลให้มูลค่าจีดีพีที่แท้จริงของเกาหลีเหนือพุ่งสูงเกินระดับของปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่สหประชาชาติจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีเหนือถือว่าข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจเป็นความลับขั้นสูงสุดของรัฐ BOK จึงต้องทำการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 1991 โดยอาศัยข้อมูลการข่าว และสถิติการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

เจ้าหน้าที่ของ BOK ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย การค้าที่เพิ่มขึ้นกับจีน รวมถึงโครงการพัฒนาตามนโยบายระดับชาติของเกาหลีเหนือเอง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 โดยเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบในสงครามยูเครนประมาณ 15,000 นาย พร้อมทั้งสนับสนุนยุทธโธปกรณ์และกระสุนปืนใหญ่ให้แก่กองทัพรัสเซีย

เพื่อเป็นการตอบแทน รัสเซียได้ให้การสนับสนุนด้านการเงิน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางการทหาร นอกจากนี้ รายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือยังพุ่งสูงขึ้นจากการส่งกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ด้านภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตขึ้น 4.9% ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากการเร่งผลิตอาวุธเพื่อส่งออกให้แก่รัสเซีย ส่วนภาคการก่อสร้าง ขยายตัว 6.3% จากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่อาคารพักอาศัย โครงการสาธารณูปโภคตามนโยบายพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าสร้างโรงพยาบาลทันสมัยใน 20 เมืองและอำเภอทุกปี รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับรัสเซีย เช่น สะพานข้ามแดนแห่งใหม่

ขณะที่ภาคการเกษตร ขยายตัว 3.6% และภาคบริการขยายตัว 1.8% โดยได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกของเกาหลีเหนือในปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 30% คิดเป็นมูลค่าราว 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ขนสัตว์อุตสาหกรรม วิกผม ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา สำหรับสัดส่วนในโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมคิดเป็น 30.1% ของ จีดีพีทั้งหมด ตามด้วยภาคบริการ 29.6% และภาคการเกษตร 21.2%

ส่วนรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 อยู่ที่ 48.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 33,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียง 1.8% ของรายได้ประชาชาติรวมของเกาหลีใต้ ซึ่งมีมูลค่า 2,717.1 ล้านล้านวอน ส่วนรายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวเกาหลีเหนืออยู่ที่ 1.87 ล้านวอน หรือเพียง 3.6% ของรายได้ต่อหัวชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ที่ 52.57 ล้านวอน.

ที่มา Reuters / Yonhap / KBS

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

31 ก.ค. 2569 12:46 น.

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาคนงานที่อาจติดอยู่ใต้ดิน ท่ามกลางความหวังที่เลือนราง โดยเชื่อว่าสาเหตุของเหตุครั้งนี้เกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง

สำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดบาโลจิสถาน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากเหมืองถ่านหินในพื้นที่โซรังจ์ ใกล้เมืองเควตตา เมืองเอกของจังหวัด ได้แล้วอย่างน้อย 34 ราย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ภายในเหมืองถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเควตตาประมาณ 50 กิโลเมตร โดยแรงระเบิดได้สร้างความเสียหายให้กับเหมืองที่อยู่ติดกันถึง 2 แห่ง และทำให้เกิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาและนำคนงานที่ยังติดอยู่ใต้ดินออกมา แม้ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้ที่อยู่ในเหมืองขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของการระเบิดน่าจะเกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ นายมูฮัมหมัด อาติฟ หัวหน้าผู้ตรวจการเหมืองของจังหวัด เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในเหมืองประมาณ 36 คน ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าแม้ยังคงค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในเหมือง แต่เวลาที่ผ่านไปนานกว่า 12 ชั่วโมง ประกอบกับสภาพภายในเหมืองทำให้โอกาสพบผู้รอดชีวิตมีน้อยลงอย่างมาก

อาห์เหม็ด ซาดา คนงานเหมืองซึ่งอยู่ในพื้นที่ เล่าว่า หลังได้ยินเสียงระเบิด คนงานเหมืองจำนวนหนึ่งรีบลงไปภายในอุโมงค์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่ติดอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงไปช่วยเหลือหลายคนกลับเสียชีวิตจากแรงระเบิดและสภาพอากาศภายในเหมืองเช่นกัน

บริเวณปากเหมืองเต็มไปด้วยญาติของผู้ประสบเหตุ คนงาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เฝ้ารอการค้นหา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทยอยลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตซึ่งบางรายมีเขม่าถ่านหินปกคลุมทั่วร่าง ออกจากอุโมงค์ด้วยเปลสนามก่อนนำส่งรถพยาบาลและรถขนย้ายศพ

อุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยเฉพาะในจังหวัดบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญของประเทศ แต่เหมืองจำนวนมากยังขาดระบบระบายอากาศ ระบบตรวจจับก๊าซ และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

สหภาพแรงงานและองค์กรด้านสิทธิแรงงานวิพากษ์วิจารณ์ผู้ประกอบการเหมืองมาอย่างต่อเนื่องว่า ไม่บังคับใช้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้คนงานไม่เพียงพอ

แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงและค่าจ้างต่ำ แต่แรงงานหลายพันคนยังคงต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเพื่อเลี้ยงชีพ เนื่องจากจังหวัดบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน ยังคงเผชิญปัญหาความยากจน การว่างงาน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้าหลังกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ แม้จะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งถ่านหิน ทองคำ และทองแดงก็ตาม.

ที่มา AFP

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

31 ก.ค. 2569 12:14 น.

รวบนักบินมาเลเซียลอบขนยาอีเข้าอินโดนีเซียกว่า 70,000 เม็ด เสี่ยงโทษประหารชีวิต

ตำรวจอินโดนีเซียจับกุมนักบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ชาวมาเลเซียวัย 39 ปี หลังพบยาเสพติดกว่า 25 กิโลกรัม ซุกในกระเป๋าเดินทางที่สนามบินนานาชาติกรุงจาการ์ตา รวมยาอีมากกว่า 70,000 เม็ด พร้อมยาไอซ์และอุปกรณ์เสพ ผลตรวจปัสสาวะพบใช้ยาเสพติดหลายชนิด ขณะที่ผู้ต้องหารับสารภาพเคยลักลอบขนยาเสพติดมาแล้วก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง หากศาลตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษประหารชีวิตตามกฎหมายอินโดนีเซีย

สำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนักบินชาวมาเลเซียวัย 39 ปี ซึ่งระบุเพียงอักษรย่อ MSBO หลังพยายามลักลอบนำยาเสพติดจำนวนมากเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา กรุงจาการ์ตา โดยผู้ต้องหาถูกจับกุมเมื่อช่วงค่ำวันอังคาร (28 ก.ค.) หลังเดินทางมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และผ่านจุดตรวจสัมภาระที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เทอร์มินัล 3

พล.ต.ต.เอโก ฮาดี ซันโตโซ ผู้อำนวยการกองปราบปรามยาเสพติดของกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรพบวัตถุต้องสงสัยจากเครื่องเอกซเรย์ จึงเปิดตรวจสอบกระเป๋าเดินทางของผู้ต้องหา ภายในพบยาอีบรรจุอยู่ใน 14 ห่อใหญ่ รวม 70,114 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 25,194.83 กรัม หรือประมาณ 25.2 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบยาไอซ์ น้ำหนัก 2.74 กรัม และอุปกรณ์เสพที่มีคราบสารเมทแอมเฟตามีน

เจ้าหน้าที่ยังยึดของกลางอื่น ๆ ได้แก่ หนังสือเดินทางมาเลเซีย บัตรประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ โทรศัพท์มือถือไอโฟน กระเป๋าสะพาย และเครื่องแบบนักบิน

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากผู้ประสานงานในมาเลเซียเป็นเงิน 50,000 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 408,700 บาท) เพื่อขนยาเสพติดมายังกรุงจาการ์ตา เมื่อเดินทางถึงอินโดนีเซีย จะมีบุคคลอีกคน ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในมาเลเซีย แจ้งสถานที่นัดหมายให้ผู้ร่วมขบวนการมารับยาเสพติดที่โรงแรมหรือที่พักของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหายังรับว่า เคยทำหน้าที่เป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกขนยาไอซ์ไปยังรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และครั้งที่สองลักลอบขนยาไอซ์หนัก 7 กิโลกรัม เข้ากรุงจาการ์ตา ส่วนครั้งล่าสุดเป็นการขนยาอีและยาไอซ์ แต่ถูกจับกุมเสียก่อน

ตำรวจเปิดเผยว่าผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาให้ผลเป็นบวก พบสารเสพติดหลายชนิด ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์), เอ็มดีเอ็มเอ (MDMA) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในยาอี และโคเคน

สื่อท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหามีอาชีพเป็นนักบินของสายการบินระหว่างประเทศ และจากการสืบสวนพบว่า เขามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายขณะทำหน้าที่บินเครื่องบินโดยสารขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมของสำนักงานสืบสวนคดีอาชญากรรมแห่งชาติอินโดนีเซียเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

เขาถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 113 วรรค 2 มาตรา 114 วรรค 2 และมาตรา 132 วรรค 1 ของกฎหมายยาเสพติดอินโดนีเซีย ฉบับที่ 35 ปี 2009 ซึ่งกำหนดโทษรุนแรงสำหรับการผลิต ครอบครอง และลักลอบค้ายาเสพติดในปริมาณมาก โดยในคดีร้ายแรงศาลสามารถพิพากษาลงโทษประหารชีวิตได้

อินโดนีเซียนับเป็นหนึ่งในประเทศที่บังคับใช้กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังคงมีโทษประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดร้ายแรง แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบังคับใช้โทษประหารจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักก็ตาม.

ที่มา New Straits Times / ANTARA / AFP / Reuters

นักปีนเขาชื่อดัง “นิมาล ปูร์จา” สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

นักปีนเขาชื่อดัง "นิมาล ปูร์จา" สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

31 ก.ค. 2569 11:17 น.

นักปีนเขาชื่อดัง “นิมาล ปูร์จา” สูญหายพร้อมคณะ 10 คน หลังหิมะถล่มบนยอดเขาบรอดพีกในปากีสถาน

เกิดเหตุหิมะถล่มบนยอดเขา “บรอดพีก” ความสูง 8,047 เมตร ในเทือกเขาคาราโครัม ประเทศปากีสถาน ส่งผลให้นักปีนเขานานาชาติ 10 คน สูญหาย รวมถึง “นิมาล ปูร์จา” นักปีนเขาระดับโลกชาวเนปาล เจ้าของสถิติตะลุยพิชิตยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 แห่งในเวลาเพียง 6 เดือน โดยเจ้าหน้าที่เตรียมเปิดปฏิบัติการค้นหาทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

เจ้าหน้าที่ด้านการปีนเขาของปากีสถานเปิดเผยว่า เหตุหิมะถล่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บนยอดเขาบรอดพีก (Broad Peak) ซึ่งมีความสูง 8,047 เมตร ในเทือกเขาคาราโครัม ทางตอนเหนือของประเทศ หลังเกิดเหตุ คณะนักปีนเขาทั้งหมดขาดการติดต่อทันที และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อสมาชิกในทีมได้ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงว่าทั้ง 10 คนอาจประสบอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สโมสรอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมเฮลิคอปเตอร์และทีมกู้ภัยเข้าสู่พื้นที่ทันทีที่สภาพอากาศและเงื่อนไขการบินเอื้ออำนวย

หนึ่งในผู้สูญหายคือ นิมาล “นิมส์” ปูร์จา นักปีนเขาชาวเนปาลวัย 43 ปี อดีตทหารกองทัพอังกฤษและหน่วยนาวิกโยธินราชนาวีอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักปีนเขาที่เก่งที่สุดในโลก

ปูร์จาสร้างประวัติศาสตร์เมื่อปี 2019 ด้วยการพิชิตยอดเขาที่มีความสูงเกิน 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอดของโลกภายในเวลาเพียง 6 เดือนเศษ ทำลายสถิติเดิมที่ใช้เวลาถึง 7 ปี 10 เดือน และยังครองสถิติโลกกินเนสส์อีกหลายรายการจากการพิชิตยอดเขาสูงด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุด

ก่อนออกเดินทาง เขาโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เดิมตั้งใจจะปีนเพียงยอดเขาแกชเชอร์บรัม 2  แต่ตัดสินใจเพิ่มบรอดพีกเข้าในภารกิจ เพราะหากทำสำเร็จ จะเหลือเพียงยอดเดียวก็จะกลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่พิชิตยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตรครบทั้ง 14 ยอด เป็นครั้งที่สองโดยไม่ใช้ออกซิเจนเสริม

สโมสรอัลไพน์แห่งปากีสถานระบุว่า คณะนักปีนเขาที่สูญหายประกอบด้วยสมาชิกจากหลายประเทศ ได้แก่ นักปีนเขาชาวเนปาล 5 คน นำโดยนิมส์ ปูร์จา, นักปีนเขาชาวปากีสถาน 1 คน คือ โซเฮล ซาคี จากแคว้นฮุนซา, นักปีนเขาชาวโอมาน 1 คน, นักปีนเขาชาวสหรัฐฯ 1 คน, นักปีนเขาชาวจีน 1 คน ซึ่งระบุชื่อว่า นายหวัง และนักปีนเขาต่างชาติอีก 1 คน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยสัญชาติ

ล่าสุด หนังสือพิมพ์ Kantipur ของเนปาลรายงานว่า อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งของปูร์จายังแสดงการเคลื่อนไหวอยู่ โดยมิงมา กียาบู เชอร์ปา หุ้นส่วนธุรกิจของปูร์จา ระบุว่าตำแหน่งในระบบยังมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการเคลื่อนที่ของตัวนักปีนเขาเองหรือเกิดจากปัจจัยอื่น

บรอดพีกเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก และเป็นหนึ่งในยอดเขาความสูงเกิน 8,000 เมตร หรือที่นักปีนเขาเรียกว่า “เขตมรณะ” เนื่องจากระดับออกซิเจนเบาบางจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตได้เป็นเวลานาน

ยอดเขาแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางปีนเขาที่ท้าทายและอันตรายที่สุดของโลก ทั้งจากสภาพอากาศที่แปรปรวน หิมะถล่ม และภูมิประเทศที่ยากลำบาก โดยในปี 2022 ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สารคดีและภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Broad Peak” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่พยายามพิชิตยอดเขาแห่งนี้ในฤดูหนาว

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมเริ่มภารกิจค้นหาและกู้ภัยทันทีที่สภาพอากาศเปิด เพื่อค้นหานักปีนเขาทั้ง 10 คน ซึ่งยังคงมีสถานะสูญหาย.

ที่มา BBC