ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

31 ก.ค. 2569 10:55 น.

ฮามาสยอมปลดอาวุธตามแผนสหรัฐ “ทรัมป์” ประกาศข้อตกลงสันติภาพกาซาระยะใหม่ อิสราเอลยังไม่ตอบรับ

กลุ่มฮามาสประกาศยอมรับแผนปลดอาวุธทั้งหมดในฉนวนกาซาตามข้อเสนอของ “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่สองของแผนหยุดยิงและฟื้นฟูกาซา โดยมีเงื่อนไขให้อิสราเอลถอนทหารออกจากพื้นที่อย่างเป็นขั้นตอน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังไม่แสดงท่าทีตอบรับ และระบุว่าเงื่อนไขบางส่วนยังไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องของตน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ได้บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในฉนวนกาซา เพื่อให้มีการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของแผนสันติภาพกาซาที่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาสเปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า กลุ่มฮามาสเห็นชอบต่อแผนปลดอาวุธทั้งหมดในกาซา และจะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่คณะกรรมการสันติภาพระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลจากการเจรจาอย่างเข้มข้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา และขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริง

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระยะที่สองของแผนหยุดยิงในฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การปลดอาวุธของฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากกาซา และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม

ทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า เมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น อิสราเอลจะถอนทหารออกจากกาซา และกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ จะร่วมกับตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ในการดูแลความมั่นคงของพื้นที่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนและประเทศเพื่อนบ้าน

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดเผยว่า อาวุธหนักที่เหลือของฮามาสจะถูกจัดเก็บและตรวจสอบภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายปาเลสไตน์ โดยกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กจะเป็นฝ่ายปลดอาวุธก่อน จากนั้นฮามาสจะทยอยยุบโครงสร้างทางทหาร รวมถึงอุโมงค์ คลังอาวุธ และโรงงานผลิตอาวุธ ซึ่งเป็นกระบวนการที่คาดว่าจะใช้เวลานาน

แผนดังกล่าวยังวางระบบตรวจสอบแบบ “ไม่ไว้วางใจฝ่ายใด” หรือ Zero Trust โดยทั้งฮามาสและอิสราเอลจะไม่สามารถก้าวสู่ขั้นตอนถัดไปได้ หากอีกฝ่ายยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แสดงความเชื่อมั่นว่า อิสราเอลจะปฏิบัติตามแผน 20 ข้อที่เคยเห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้ แต่หากอิสราเอลปฏิเสธการถอนกำลัง ทรัมป์จะรู้สึก “ผิดหวังอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสื่ออิสราเอลว่า รัฐบาลอิสราเอลยังไม่พอใจกับเงื่อนไขของข้อตกลง โดยยืนยันว่าการปลดอาวุธของฮามาสต้องครอบคลุมถึงการนำอาวุธทั้งหมดออกจากฉนวนกาซา และต้องทำให้พื้นที่ปลอดทหารอย่างสมบูรณ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง

คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ กรุงไคโรของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของประเทศคนกลาง ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐฯ กาตาร์ ตุรกี และอียิปต์ เพื่อหารือรายละเอียดของระยะที่สองของข้อตกลงหยุดยิงและกระบวนการฟื้นฟูกาซา

สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลราว 1,200 คน และมีตัวประกัน 251 คน ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 73,000 คน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซาที่อยู่ภายใต้การบริหารของฮามาส ซึ่งองค์การสหประชาชาติระบุว่าตัวเลขดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ.

ที่มา BBC / AFP

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

31 ก.ค. 2569 10:47 น.

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลด หลังนทท.ตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะสหรัฐฯ-อังกฤษยังคงแนะนำพลเมืองระมัดระวัง

รายได้ท่องเที่ยวจอร์เจียลดลง 3.8% หลังนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดฮวบ ขณะที่ทั้งสหรัฐและอังกฤษยังคงคำแนะนำสำหรับพลเมืองให้เพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบางพื้นที่

ภาคการท่องเที่ยวของจอร์เจียเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังรายได้จากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังคงออกคำแนะนำให้นักเดินทางเพิ่มความระมัดระวังเมื่อเดินทางไปยังจอร์เจีย

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจ Galt & Taggart ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากอิหร่านลดลงถึง 65.1% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียลดลง 61.9% และนักท่องเที่ยวจากตุรกีลดลง 10.9%

อย่างไรก็ตาม การหดตัวดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้ของนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เพิ่มขึ้น 12.1% รัสเซียเพิ่มขึ้น 10.1% ยูเครนเพิ่มขึ้น 49.8% และอาเซอร์ไบจานเพิ่มขึ้น 10.3%

เมื่อรวมช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จอร์เจียมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2% จากปีก่อน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจากธนาคารแห่งชาติจอร์เจียยังระบุว่า นักท่องเที่ยวจากอิสราเอลเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงที่สุด เฉลี่ย 1,519 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป รองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย 1,469 ดอลลาร์สหรัฐ ยูเครน 1,429 ดอลลาร์สหรัฐ และนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรป 1,347 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าจอร์เจียกว่า 610,800 คน สร้างรายได้รวม 307 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 503 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรมีจำนวน 249,200 คน แต่สร้างรายได้รวมสูงถึง 336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงกว่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเกือบ 2.7 เท่า

สหรัฐฯ และอังกฤษแนะเพิ่มความระมัดระวัง แม้ยังไม่ยกระดับคำเตือน

แม้ว่าจอร์เจียยังคงได้รับการจัดอันดับจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับ Level 1: Exercise Normal Precautions หรือ “ใช้ความระมัดระวังตามปกติ” ซึ่งเป็นระดับคำแนะนำการเดินทางต่ำที่สุด แต่ทางการสหรัฐฯ ยังคงเตือนไม่ให้เดินทางไปยัง แคว้นอับคาเซีย (Abkhazia) และ แคว้นเซาท์ออสซีเชีย (South Ossetia) ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง การก่ออาชญากรรม การควบคุมตัว และยังมีทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ในบางพื้นที่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ก็มีคำแนะนำในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าไม่ควรเดินทางเข้าไปในสองภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ใกล้แนวแบ่งเขตการปกครอง พร้อมแนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการชุมนุมทางการเมืองในกรุงทบิลิซี ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่แจ้งล่วงหน้า และติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังแนะนำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการล้วงกระเป๋าในระบบขนส่งสาธารณะและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น ไม่วางเครื่องดื่มทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลในสถานบันเทิง ใช้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือแทนการเรียกรถริมถนน และเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ เนื่องจากผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนขับรถค่อนข้างหวาดเสียว ขณะที่ถนนในพื้นที่ชนบทหลายแห่งมีไฟส่องสว่างและป้ายจราจรไม่เพียงพอ

แม้คำแนะนำด้านการเดินทางของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะไม่ได้มีการยกระดับในช่วงที่ผ่านมา แต่ข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจอร์เจียตกเป็นกระแสข่าวในหลายประเทศ และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางไปเยือนประเทศในภูมิภาคคอเคซัสแห่งนี้.

ที่มา : aliber.az, US department of state, GOV.uk

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

31 ก.ค. 2569 09:56 น.

ฮือฮา พบซากแมมมอธขนยาว สูงเกือบ 5 เมตร ฝังในโคลน หลังแม่น้ำดานูบลดระดับ

นักโบราณคดีของบัลแกเรีย เร่งขุดค้นและเก็บกู้ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เชื่อว่าเป็น แมมมอธขนยาว หลังระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลง จนเผยให้เห็นกระดูกโผล่ขึ้นมาบริเวณริมฝั่งใกล้หมู่บ้านไรยาโฮโว 

ผลการประเมินเบื้องต้นระบุว่า ซากที่ค้นพบมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นของแมมมอธขนยาว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดมหึมาที่เคยอาศัยอยู่ทั่วทวีปยุโรปในยุคน้ำแข็ง โดยจนถึงขณะนี้ นักวิจัยสามารถขุดพบ กระดูกขากรรไกรล่าง งายาว กระดูกสะบัก ซี่โครง และชิ้นส่วนกระดูกอีกหลายชิ้น พร้อมเชื่อว่ายังมีโครงกระดูกอีกเป็นจำนวนมากฝังอยู่ใต้ดิน รอการขุดค้นในอนาคต

นายคราสซิเมียร์ คีรอฟ ภัณฑารักษ์แผนกธรรมชาติวิทยาของพิพิธภัณฑ์เปิดเผยว่า แมมมอธตัวนี้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษมีความสูงเกือบ 5 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 7-8 ตัน พร้อมตั้งข้อสันนิษฐานว่า ซากของมันอาจถูกกระแสน้ำในแม่น้ำดานูบพัดพามาสะสมในบริเวณนี้ ซึ่งตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาเป็นแหล่งทับถมของซากสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก

ด้านนางฮริสตินา อิวาโนวา นายกเทศมนตรีหมู่บ้านไรยาโฮโวกล่าวว่า พื้นที่ริมแม่น้ำแห่งนี้เคยมีการค้นพบโบราณวัตถุและซากสัตว์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งเศษภาชนะดินเผาและวัตถุโบราณอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แมมมอธขนยาวเป็นสัตว์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 500,000-800,000 ปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 7,000-10,000 ปีก่อน ขณะที่ซากกระดูกที่เพิ่งถูกค้นพบมีสภาพเปราะบาง เนื่องจากแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน การนำขึ้นจากน้ำจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อสัมผัสอากาศ

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการอนุรักษ์และการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซากแมมมอธชุดนี้มีแผนจะนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อีโคมิวเซียม ในเมืองรูเซ หากสภาพของชิ้นส่วนกระดูกเอื้ออำนวย

การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ช่วยต่อภาพโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ของยุโรป และอาจนำไปสู่การค้นพบโครงกระดูกแมมมอธที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ หากการขุดค้นในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา : Reuters

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

31 ก.ค. 2569 09:46 น.

ย้อนรอยโศกนาฏกรรมในจอร์เจีย นักท่องเที่ยว-แรงงานต่างชาติเคยเสียชีวิตหมู่จากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

หลังการเสียชีวิตของ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์ไทยในประเทศจอร์เจียอย่างปริศนา ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงเหตุโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์พร้อมกัน 12 คนในจอร์เจียเมื่อหลายปีก่อน

จนถึงตอนนี้ สาเหตุการเสียชีวิตของ ฮลุน โซโล่ ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่จากข้อมูลที่สื่อต่างชาติระบุว่าเขาเสียชีวิตเหมือนนอนหลับ และไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย จึงมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเกิดจากการสูดดมก๊าซกำมะถันจากบ่อน้ำพุร้อนที่มีอยู่โดยรอบที่พัก หรือมีการรั่วไหลของก๊าซบางชนิดที่ทำให้เขาสูดดมเข้าไปหรือไม่ ซึ่งจากการค้นหาข้อมูลข่าวย้อนหลังก็พบว่าเคยเกิดเหตุการณ์การเสียชีวิตหมู่จากสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในจอร์เจียมาแล้วเมื่อ 14 ธันวาคม 2024 

โดยเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองสกีรีสอร์ต กูดาอูรี แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจอร์เจีย เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 12 ราย ภายในอาคารที่พักเหนือร้านอาหารอินเดีย ประกอบด้วยชาวอินเดีย 11 คน และชาวจอร์เจีย 1 คน

ผลการสอบสวนเบื้องต้นของกระทรวงมหาดไทยจอร์เจียระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายหรือบาดแผลจากความรุนแรง โดยเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งรั่วไหลจากเครื่องปั่นไฟที่ถูกนำมาเปิดใช้งานใกล้ห้องนอน หลังระบบไฟฟ้าของอาคารขัดข้อง

ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีนายซามีร์ กุมาร์ ชายชาวอินเดียวัย 26 ปี ซึ่งเพิ่งย้ายมาทำงานในจอร์เจียได้ไม่นาน และเสียชีวิตก่อนวันคล้ายวันเกิดเพียงหนึ่งวัน รวมถึงคู่สามีภรรยา ราวินเดอร์ ซิงห์ และกูรวินเดอร์ กอร์ ที่เดินทางมาจอร์เจียเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ทางการจอร์เจียระบุว่า กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินคดีในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ หากพบว่ามีผู้ละเลยมาตรการด้านความปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส จนได้รับฉายาว่าฆาตกรเงียบ โดยเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ไม่สมบูรณ์ เช่น เครื่องยนต์ เครื่องปั่นไฟ เตาแก๊ส หรืออุปกรณ์ให้ความร้อน เมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซจะเข้าไปขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนในกระแสเลือด ทำให้หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้หากได้รับในปริมาณมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นคนละกรณีกับการเสียชีวิตของยูทูบเบอร์ชาวไทย แต่ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุสะเทือนขวัญที่สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และความสำคัญของการใช้อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้อย่างปลอดภัยภายในอาคารหรือที่พัก.

ที่มา : BBC

สวนสัตว์กรุงปรากขนน้ำแข็งหลายตัน ช่วยคลายร้อนหมีขั้วโลก หลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกครั้งใหม่

สวนสัตว์กรุงปรากขนน้ำแข็งหลายตัน ช่วยคลายร้อนหมีขั้วโลก หลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกครั้งใหม่

31 ก.ค. 2569 08:19 น.

สวนสัตว์กรุงปรากขนน้ำแข็งหลายตัน ช่วยคลายร้อนหมีขั้วโลก หลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกครั้งใหม่

สวนสัตว์กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก นำน้ำแข็งหลายตันมาเทลงในส่วนจัดแสดงหมีขั้วโลก เพื่อช่วยคลายร้อน หลังยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ คาดกรุงปรากอุณหภูมิจะสูงถึง 38 องศาเซลเซียส

“อาลิวต์” (Aleut) และ “เกรเกอร์” (Gregor) หมีขั้วโลกฝาแฝด ในสวนสัตว์กรุงปราก เริงร่าเต็มที่ หลังจากเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ เทก้อนน้ำแข็งจำนวนมากในส่วนจัดแสดง เพื่อช่วยคลายร้อน โดยพวกมันลงไปนอน กลิ้งตัว และเล่นกับกองน้ำแข็งขนาดใหญ่อย่างคึกคัก สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาชมสวนสัตว์

นายฟิลิป มาเชก โฆษกสวนสัตว์กรุงปราก กล่าวว่า การใช้น้ำแข็งจำนวนมากไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงช่วยให้หมีขั้วโลกลดอุณหภูมิร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมกระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์อีกด้วย

สวนสัตว์กรุงปรากเริ่มใช้น้ำแข็งช่วยคลายร้อนให้สัตว์บางชนิดเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้จำนวนวันที่มีอากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมีขั้วโลกถือเป็นสัตว์ที่ชื่นชอบกิจกรรมนี้มากที่สุด

เดิมทีสวนสัตว์วางแผนจัดเตรียมน้ำแข็งให้หมีขั้วโลกประมาณ 10 วัน ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปี แต่ในปีนี้คลื่นความร้อนกลับมาเร็วกว่าปกติ โดยสาธารณรัฐเช็กเพิ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 41.9 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา

โฆษกสวนสัตว์ยอมรับว่า สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นบทเรียนสำคัญ พร้อมระบุว่า ในปีหน้าสวนสัตว์จะเตรียมสั่งซื้อน้ำแข็งให้เร็วกว่าเดิม เพื่อให้พร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนที่อาจมาเยือนเร็วกว่าที่คาดอีกครั้ง.

ที่มา : AP

หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

31 ก.ค. 2569 08:04 น.

หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

เจ้าหน้าที่สเปนเร่งอพยพผู้สูงอายุออกจากบ้านพักคนชราในจังหวัดกัสเตยอน หลังเปลวเพลิงลุกลามจ่อเข้าพื้นที่ขณะที่ไฟป่าหลายจุดยังคุมไม่ได้ ประชาชนกว่า 10,000 คน ยังคงอยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ

ภาพจากโดรนเผยให้เห็นแนวไฟป่าขนาดใหญ่เผาผลาญพื้นที่ป่าในจังหวัดกัสเตยอน ทางตะวันออกของสเปน ขณะที่เครื่องบินดับเพลิงหลายลำต้องบินทิ้งน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการลุกลามของเปลวไฟ แต่สภาพอากาศร้อนจัดและลมแรงทำให้ไฟยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง

หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือน ที่ต้องเร่งช่วยเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุออกจากบ้านพักคนชรา ก่อนที่ไฟป่าจะลุกลามมาถึง พร้อมทั้งเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอีกหลายจุด

ทางการสเปนเปิดเผยว่า ความรุนแรงของไฟป่าครั้งนี้ ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในไฟป่าที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยเผชิญ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องเปลี่ยนยุทธวิธีการทำงานอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มุ่งเข้าดับไฟโดยตรง มาเป็นการให้ความสำคัญกับการอพยพประชาชนและปกป้องบ้านเรือนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเป็นแนวกำแพงเพลิงขนาดใหญ่ และมีความรุนแรงเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะเข้าโจมตีได้อย่างปลอดภัย

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมาได้เกิดไฟป่าจุดใหม่ขึ้นในจังหวัดซาโมรา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมาดริด สะท้อนว่าวิกฤตไฟป่ากำลังขยายวงกว้างในหลายภูมิภาคของประเทศ

ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนกำลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งและกระแสลมแรง ยิ่งทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

วิกฤตไฟป่าได้เปลี่ยนบรรยากาศของประเทศอย่างสิ้นเชิง จากเมื่อเพียงสัปดาห์ก่อนที่ชาวสเปนยังออกมาเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 อย่างครึกครื้น แต่วันนี้หลายพื้นที่กลับเต็มไปด้วยภาพการอพยพผู้คน บ้านเรือนที่ถูกคุกคาม และเจ้าหน้าที่ที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน.

ที่มา : Reuters

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

31 ก.ค. 2569 06:44 น.

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

14 ประเทศนำโดยซาอุดีอาระเบีย สนับสนุนแผนการจัดตั้ง พันธมิตรป้องกันภัยทางทะเล เพื่อร่วมกันเพื่อปกป้องเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการค้าโลกจากการโจมตีใดๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ระบุว่า 14 ประเทศได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอของซาอุดีอาระเบียในการจัดตั้ง “พันธมิตรป้องกันภัยทางทะเล” (Maritime Defense Alliance) แบบพหุภาคี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการค้าโลก

ประเทศทั้ง 14 ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, บาห์เรน, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, เยเมน, บังกลาเทศ, ไนจีเรีย, ซูดาน, จิบูตี และโซมาเลีย

กระทรวงกลาโหมระบุว่า ผู้นำกองทัพและตัวแทนจาก 43 ประเทศได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับข้อตกลงริเริ่มนี้ ทั้งแบบเดินทางมาร่วมด้วยตนเองและผ่านระบบวิดีโอลิงก์ โดยมีคณะผู้แทนจากสหภาพยุโรปเข้าร่วมด้วยเช่นกัน

ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือเกี่ยวกับเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ เรือขนส่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อการเดินเรือ ห่วงโซ่อุปทานโลก และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

“ที่ประชุมได้ตกลงกันให้ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตร รวมถึงเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หลัก” แถลงการณ์ระบุ

รายงานเสริมว่า ข้อเสนอพันธมิตรดังกล่าวเป็น “ข้อตกลงริเริ่มเชิงป้องกันระดับนานาชาติแบบเปิด” สำหรับประเทศที่มีเป้าหมายและหลักการร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและรักษา “เสรีภาพในการเดินเรือและการค้าโลก”

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมบอกด้วยว่า ทั้ง 14 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว และแสดงความยินดีต่อฉันทามติที่บรรลุร่วมกันเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมการประชุมก็แสดงการสนับสนุนและอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการอนุมัติภายในประเทศของตนเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

31 ก.ค. 2569 06:27 น.

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นายกฯ อิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพใช้ระเบิดกว่า 700 ตัน เพื่อทำลายเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ชี้เป็นอุโมงค์ที่ใช้โจมตีอิสราเอล

เมื่อ 30 ก.ค. 2569 ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ทำลายอุโมงค์ต่าง ๆ ในพื้นที่โบฟอร์ท (Beaufort) ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยใช้วัตถุระเบิดน้ำหนักประมาณ 700 ตัน

แถลงการณ์ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่จะบุกโจมตีชุมชนต่าง ๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอล พร้อมกล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นหลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง” เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

“รัฐอิสราเอลจะไม่ยอมรับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ ทั้งสิ้น” เนทันยาฮูและคัตซ์กล่าว พร้อมเตือนว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะทำอันตรายต่อกองกำลังหรือพลเรือนของอิสราเอลจะถูกตอบโต้อย่าง “รุนแรงและทรงพลัง”

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า กองทัพอิสราเอลจะ “ยังคงอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป และจะเดินหน้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์พยายามฟื้นฟูศักยภาพของตนขึ้นมาใหม่”

ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับแถลงการณ์ของฝ่ายอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

31 ก.ค. 2569 06:05 น.

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

ผู้อพยพจำนวนนับพันคนแห่ว่ายน้ำหรือลักลอบข้ามพรมแดนเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรม และทางท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเข้าแทรกแซงโดยด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ก.ค. 2569 ว่า ผู้อพยพจำนวนหลายร้อยถึงหลายพันคนพยายามเดินทางออกจากโมร็อกโกผ่านทางทะเลและชายแดน เพื่อทะลักเข้าสู่ เซวตา (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนในทวีปแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในพื้นที่ จนผู้นำท้องถิ่นต้องเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสเปนเข้าแทรกแซงโดยด่วน

เซวตา และเมลิยา (Melilla) เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ ถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวของสหภาพยุโรป (EU) ที่ติดกับทวีปแอฟริกา โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีภาพบันทึกเหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนมากใช้ห่วงยาง และอุปกรณ์ช่วยลอยตัวว่ายน้ำข้ามชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนวิ่งฝ่าพังประตูรั้วกั้นชายแดนเข้าไปในเขตเซวตา

รายงานตัวเลขยังคงขัดแย้งกัน สื่อสเปนคาดการณ์ว่าอาจมีผู้ทะลักเข้ามามากถึง 2,000–3,000 คนในวันพฤหัสบดี ขณะที่สื่อสาธารณะ RTVE รายงานว่ามีมากกว่า 1,500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชาวโมร็อกโก ทะลักเข้ามาในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน เมื่อ 30 ก.ค. 2569
ผู้อพยพจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน เมื่อ 30 ก.ค. 2569

นาย ฮวน เฆซุส บีบาส หัวหน้าผู้บริหารเขตเซวตา ระบุว่า พบร่างผู้เสียชีวิตในทะเลแล้ว 60 รายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าศูนย์รับดูแลเยาวชนที่ไร้ผู้ปกครองกำลังแบกรับภาระเกินขีดความสามารถไปหลายเท่าตัว

คาดกันว่า การที่ผู้อพยพแห่เดินทางจากโมร็อกโกเข้าเขตเซวตาเป็นผลมาจาก คำตัดสินของศาลสูงสุดของสเปนเมื่อไม่นานมานี้ ที่ระบุว่า ผู้อพยพที่ถูกสกัดจับได้ในทะเลขณะพยายามเดินทางมายังเซวตาหรือเมลิยา “ไม่สามารถถูกส่งตัวกลับโมร็อกโกได้ทันที” โดยปราศจากกระบวนการยื่นคำร้อง

กระทรวงมหาดไทยสเปนเชื่อว่า เครือข่ายค้ามนุษย์ใช้ประโยชน์จากคำตัดสินนี้ในการปลุกระดมและฉวยโอกาสส่งผู้อพยพผิดกฎหมายเข้ามา อย่างไรก็ตาม สเปนและโมร็อกโกได้ตกลงร่วมกันที่จะเร่งกระบวนการส่งตัวผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายกลับโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้สร้างแรงสะเทือนไปทั่วยุโรป โดย จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ภาพเหตุการณ์ที่เซวตาสะท้อนว่าการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุมคือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของยุโรป พร้อมเรียกร้องให้มีการระงับสถานะของสเปนใน “เขตเชงเกน” ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

31 ก.ค. 2569 03:44 น.

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

ทางการกรีซสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวบนเกาะครีตกว่า 8,000 คน ขณะที่มีนักดับเพลิงเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย รวมเป็น 3 นายแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในยุโรป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุไฟป่าบนเกาะครีต (Crete) ของประเทศกรีซ ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยได้แรงหนุนจากกระแสลมแรง ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวบนเกาะประมาณ 8,000 คนเป็นการด่วน ท่ามกลางวิกฤตไฟป่าและคลื่นความร้อนที่กำลังเล่นงานหลายประเทศในยุโรป

บนเกาะครีต เกิดกระแสลมแรงถึง 125 กม./ชม. ทำให้ไฟป่ากระจายตัวรวดเร็ว คุมได้ยาก และทำลายบ้านเรือน พื้นที่ทางการเกษตร รวมถึงรีสอร์ตท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและร้านค้าในย่าน Agios Pavlos ที่ถูกไฟไหม้วายวอด

นักดับเพลิงที่พยายามควบคุมสถานการณ์บนเกาะครีต เสียชีวิตแล้ว 2 นาย หลังจากถูกไฟป่าโอบล้อม ขณะที่มีนักดับเพลิงอีก 1 นายเสียชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ของกรีซ

อีกด้านหนึ่ง เหตุไฟป่าในจังหวัดอาบิลา (Ávila) ของสเปน เผาทำลายพื้นที่ไปมากกว่า 43,000 เฮกตาร์ ซึ่งถือเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสเปน ขณะที่ตลอดทั้งปี 2569 สเปนโดนไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วกว่า 200,000 เฮกตาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 5 เท่า

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติในเขตมาดริดและอาบิลาแล้วหลังไฟหยุดแพร่กระจาย แต่ยังคงเตือนให้เจ้าหน้าที่มีการเฝ้าระวังในระดับสูงสุด เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรอบที่ 4

ส่วนที่ฝรั่งเศส มีฝนตกลงมาทำให้สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) เริ่มทรงตัว หลังจากไฟป่าเผาทำลายบ้านเรือนไป 240 หลัง และทำลายพื้นที่มากกว่าขนาดของเมืองดีทรอยต์ ขณะที่รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนราว 84,000 คนกลับเข้าบ้านเรือนได้แล้ว หลังจากต้องอพยพ

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าเผาทำลายพื้นที่รวมกว่า 90,000 เฮกตาร์ในปีนี้ ซึ่งสูงที่สุดเท่าเคยบันทึกสถิติมา

อนึ่ง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าในยุโรปครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงสภาพอากาศในฤดูหนาวที่ผ่านมาเอื้อให้พืชพันธุ์เจริญเติบโต ก่อนจะมาแห้งกรอบจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะโลกร้อน และการขาดการบริหารจัดการป่าไม้และพุ่มไม้ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างเหมาะสม กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc