แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

31 ก.ค. 2569 02:43 น.

แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แม่น้ำดานูบซึ่งไหลผ่านหลายประเทศในยุโรป มีระดับน้ำลดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งเดียวของประเทศ ส่วนโรมาเนียต้องปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 เครื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วิกฤตคลื่นความร้อนและภาวะภัยแล้งในยุโรปส่งผลให้ระดับน้ำใน แม่น้ำดานูบ ลดต่ำลงอย่างหนักจนส่งผลให้ นายกรัฐมนตรี เปแตร์ มอดยาร์ ของฮังการี ต้องประกาศเตรียมปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งเดียวของประเทศอย่างสิ้นเชิงเป็นการชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในระบบหล่อเย็นได้

คำสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “พัคช์” (Paks) ในครั้งนี้ ประกอบกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงแตะ 37 องศาเซลเซียส อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของฮังการีเข้าขั้นวิกฤต ตั้งแต่วันจันทร์หน้าเป็นต้นไป

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการใช้ไฟฟ้าในเวลา 17.00น. – 22.00น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของประเทศ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ชะลอการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการใช้เครื่องปรับอากาศ นอกจากนั้น ทางการยังเตรียมใช้แผนหมุนเวียนดับไฟสลับพื้นที่ (Rotational shutdown) หากจำเป็นด้วย

อีกด้านหนึ่งที่ประเทศโรมาเนีย ปริมาณน้ำไหลของแม่น้ำดานูบที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 ของค่าเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคม ทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องที่ 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เชอร์นาโวดา” (Cernavoda) และกำลังพยายามยื้อไม่ให้ต้องปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องที่ 2 เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงานเช่นเดียวกับฮังการี

ขณะเดียวกัน การเดินเรือในแม่น้ำดานูบต้องหยุดชะงัก เรือท่องเที่ยว Viking Ullur ในบัลแกเรียเกยตื้นจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าช่วยอพยพผู้โดยสาร 186 คน

ระดับน้ำของแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ทำให้ซากเรือรบของเยอรมนีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจมลงก้นแม่น้ำในแถบเซอร์เบีย กับซากเรือสินค้าของฮังการีที่จมในโครเอเชีย ปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบฟอสซิลแมมมอธในบัลแกเรียด้วย

ด้านนักอุทกวิทยาเตือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นจนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน เนื่องจากขาดแคลนฝนมาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

31 ก.ค. 2569 01:19 น.

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ญี่ปุ่นเตรียมลดภาษีการบริโภคหมวดอาหารและเครื่องดื่มลงจาก 8% เหลือ 1% นาน 2 ปี โดยจะเริ่มในเดือนเมษายนปีหน้า และจะมอบเงินให้ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางเพื่อช่วยรับมือวิกฤตค่าครองชีพด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศปรับลดอัตราภาษีการบริโภค (consumption tax) หมวดอาหารและเครื่องดื่มจากปัจจุบัน 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี โดยจะเริ่มในเดือนเมษายน 2570 ถือเป็นการลดภาษีประเภทนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2532

นอกจากการลดภาษีเหลือ 1% แล้ว รัฐบาลจะแจกเงินสดแก่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ภายใต้วงเงินปีละ 6 แสนล้านเยน เพื่อชดเชยส่วนที่เหลือ ทำให้ลดภาระภาษีลงจนเท่ากับ 0% ในทางปฏิบัติ

เหตุผลที่รัฐบาลปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มลงเหลือ 1% แทนที่จะเป็น 0% ตามที่เคยหาเสียงไว้นั้น เป็นเพราะการปรับระบบแคชเชียร์ของร้านค้าปลีกให้รองรับอัตรา 0% ต้องใช้เวลานาน จึงเปลี่ยนมาใช้อัตรา 1% ร่วมกับการแจกเงินสดแทน

นายกฯ ยืนยันว่า การลดภาษีนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อรอการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบสวัสดิการเชื่อมโยงกับรายได้แบบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2572 และสัญญาว่าจะปรับภาษีกลับมาเป็น 8% ตามเดิมในปี 2572

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ทำให้เกิดความกังวลและความท้าทายหลายอย่างที่รัฐบาลต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องการสูญเสียรายได้มหาศาลถึงประมาณ 10 ล้านล้านเยนในช่วงเวลา 2 ปีที่การลดภาษีบังคับใช้ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางการคลังและงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม

นอกจากนั้น มาตรการนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงที่มาของงบประมาณรองรับที่ไม่ชัดเจน โดยทาคาอิจิระบุว่าจะหาเงินจากการ “ปฏิรูปทางการคลัง” โดยไม่ใช้วิธีออกพันธบัตรชดเชยการขาดดุล แต่ยังไม่ได้ระบุแหล่งเงินทุนที่แน่ชัด

สมาชิกบางคนของพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น คัดค้านแผนการดังกล่าว โดยนาย ทาโระ โคโนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเตือนว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าราคาอาหารจะลดลงจริง และราคาสินค้าอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อครบกำหนด 2 ปีแล้วปรับภาษีกลับขึ้นมา

ส่วน ยูกะ โอบุจิ อดีตหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของ LDP ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในคณะทำงานด้านภาษีเพื่อประท้วงแผนนี้

ขณะเดียวกัน วาระของทาคาอิจิในฐานะหัวหน้าพรรค LDP จะหมดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2570 จึงยังไม่แน่นอนว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบการปรับภาษีกลับขึ้นมาในปี 2572 หรือไม่ ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งวุฒิสภาในช่วงฤดูร้อนปี 2571 ซึ่งทำให้การปรับขึ้นภาษีกลายเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

30 ก.ค. 2569 23:46 น.

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะ “บอยคอต” การแข่งขันของฟีฟ่าทั้งหมด รวมถึงฟุตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนการดึงทุนเอกชนร่วมถือหุ้นในการจัดการแข่งขันรายการต่างๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือ “ยูฟ่า” (UEFA) พร้อมชาติสมาชิก 55 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะ “บอยคอต” การแข่งขันทุกรายการของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” (FIFA) ทั้งฟุตบอลโลกชาย, ฟุตบอลโลกหญิง และศึกชิงแชมป์สโมสรโลก หากฟีฟ่ายังคงผลักดันแผนขายหุ้นรายการแข่งขันให้แก่กลุ่มทุนเอกชน

ตามแผนของ จานนี อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า เขาตั้งใจจะก่อตั้งบริษัทลูกชื่อ Fifa Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารจัดการการแข่งขันรายการหลักต่างๆ ของฟีฟ่า รวมถึงฟุตบอลโลก โดยจะเปิดให้กลุ่มทุนภายนอกเข้ามาซื้อหุ้นส่วนน้อย (Minority stake)

คาดกันว่า “ไทรฟ์ อีเทอร์นา” (Thrive Eterna) บริษัทร่วมระดมทุนของสหรัฐฯ ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำกลุ่มผู้ลงทุน

อินฟานติโนพยายามซื้อใจชาติสมาชิกให้สนับสนุนแผนการของเขา ด้วยการเสนอมอบเงินอุดหนุน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ชาติสมาชิก 211 ประเทศที่โหวตหนุนแผนนี้ โดยตั้งเส้นตายวันที่ 19 กันยายนนี้ เพื่อรับเงินก้อนแรก 20 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม แผนการของประธานฟีฟ่าถูกคัดค้านอย่างหนักโดยเฉพาะจากยูฟ่า ซึ่งระบุว่า ฟุตบอลโลกเป็นมรดกทางกีฬาที่สร้างขึ้นมาหลายยุคสมัย ไม่ใช่ “ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน” และไม่ควรมอบให้เอกชนเข้ามาครอบครอง

ยูฟ่าโจมตีฟีฟ่าว่าแอบวางแผนนี้อย่างลับๆ โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือ ถือเป็นความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ และเข้าข่าย “การใช้อำนาจบีบบังคับ” ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตย

ด้านสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) และสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ ออกมาแสดงตัวสนับสนุนยูฟ่า และคัดค้านแผนการของอินฟานติโน

ทั้งนี้ แม้ว่ายูฟ่าจะมีคะแนนโหวตในมือเพียง 1 ใน 4 จากสมาชิกทั้งหมดของฟีฟ่า (55 เสียงจาก 211 เสียง) แต่ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ทีมมหาอำนาจของโลกไว้เกือบทั้งหมด และชาติยุโรปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด คือ 13 จาก 23 ครั้ง ซึ่งหากยูฟ่าบอยคอตจริงจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและภาพลักษณ์ของฟุตบอลโลกอย่างรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

30 ก.ค. 2569 23:08 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 34 ศพแล้ว ขณะที่ประชาชนและผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับความร้อนรุนแรง ท่ามกลางสถานการณ์ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.8 (ปรับลดลงจาก 7.1 ก่อนหน้านี้) ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อวันอังคาร เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 34 ศพแล้ว ในขณะที่ผู้ประสบภัยที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นต้องหาทางรับมือกับอากาศที่ร้อนจัด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บ้านเรือนและสายไฟฟ้าได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตหลายรายหลังจากส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้า “อิออน” (Aeon) พังทลายลง และเกิดระเบิดขึ้นภายในห้างฯ ดังกล่าวในอีกราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา

ชาวบ้านที่ต้องพลัดถิ่นราว 9,000 คน กำลังพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพที่ทางการจัดไว้ตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่ยังมีบ้านเรือนอีกกว่า 30,000 แห่งที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งอุปสรรคในขณะนี้คือการดูแลให้พวกเขารู้สึกเย็นสบายและไม่ขาดน้ำ ในขณะที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

พยากรณ์อากาศระบุว่า อุณหภูมิในจังหวัดคุมาโมโตะอาจสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่ได้กระตุ้นเตือนให้ผู้รอดชีวิตและเจ้าหน้าที่กู้ภัยระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคลมแดด (ฮีตสโตรก)

เมื่อวันพุธนายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ประกาศส่งมอบเครื่องปรับอากาศจำนวน 300 เครื่องไปยังคุมาโมโตะ โดยในจำนวนนี้ 150 เครื่องจะถูกนำไปติดตั้งยังศูนย์อพยพต่างๆ

ด้านนายยูคิยะ ซาโนะอุเอะ ซึ่งทำงานอยู่ในศูนย์อพยพแห่งหนึ่ง บอกกับบีบีซีว่า โรคลมแดดถือเป็นข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดในศูนย์อพยพที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งรองรับผู้พลัดถิ่นราว 1,000 คน และประมาณ 30% ในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพ โดย

นายซาโนะอุเอะบอกอีกว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับอาการที่คล้ายกับโรคลมแดด และหลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว เนื่องจากระบบไฟฟ้าและน้ำประปาตัดขาดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว และศูนย์อพยพไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้จนกระทั่งช่วงบ่ายวันพุธ หลังจากพวกเขาได้รับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้า อิออน ในเมืองคาชิมะ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ เพิ่งเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน และห้างฯ แห่งนี้ก็เคยได้รับความเสียหายมาแล้วจากเหตุแผ่นดินไหวต่อเนื่องในเดือนเมษายน 2559 ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนในภูมิภาคไปถึง 278 ศพ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาตามซากโรงงานนิปปอน เปเปอร์ (Nippon Paper) ในเมืองยัตสึชิโระ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ หลังจากโรงงานบางส่วนพังทลายลงมาระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่ผู้ติดอยู่ในอาคาร 11 รายได้รับความช่วยเหลือออกมาแล้ว 7 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

30 ก.ค. 2569 22:35 น.

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

ทางการอียิปต์ยืนยันว่า เหตุเพลิงไหม้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ 2 ลำซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเรือเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกที่อียิปต์ถูกโจมตีนับตั้งแต่สงครามปะทุ

คณะรัฐมนตรีของอียิปต์ยืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ว่า เหตุเพลิงไหม้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ 2 ลำ ที่จอดอยู่ที่ท่าเรือเมืองดาเมียตตา ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 ก.ค.) ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการโจมตีของโดรนลำหนึ่ง

ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่อียิปต์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจร่วมมือกับสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธอิหร่านในประเทศอิรัก หลังจากพยายามไม่มีส่วนร่วมมาตลอด

จุดเกิดเหตุโจมตีที่อียิปต์ยังอยู่ไม่ไกลจากคลองสุเอซ ซึ่งกลายเป็นเส้นทางอพยพและขนส่งที่ปลอดภัยแห่งสุดท้ายสำหรับน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไปยังตลาดโลก หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านสั่งปิดโดยพฤตินัย ขณะที่ทะเลแดงถูกคุกคามโดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

คณะรัฐมนตรีอียิปต์ระบุเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง และใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์

ด้านแหล่งข่าว 3 แหล่งที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปิดเผยว่า โดรนได้พุ่งชนเรือจัดเก็บก๊าซแบบลอยน้ำชื่อว่า Energos Winter ของบริษัท Energos Infrastructure ในสหรัฐฯ จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปยังเรืออีกลำคือ Gaslog Salem

ขณะที่ Vanguard กลุ่มจัดการความเสี่ยงทางทะเลของอังกฤษ ระบุว่า เรือ Energos Winter ถูกโจมตีบริเวณกราบเรือด้านขวา ทำให้เกิดเพลิงไหม้ซึ่งถูกควบคุมและดับลงได้ในเวลาต่อมา

กระทรวงปิโตรเลียมของอียิปต์แถลงเมื่อวันพุธว่า เหตุเพลิงไหม้ที่ท่าเรือได้รับการจัดการในทันทีโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดับเพลิงและฝ่ายความมั่นคง และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยนาย คาริม บาดาวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียม เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อลงพื้นที่ควบคุมดูแลการทำงานด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

เปิดเงื่อนไขพาร่าง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

เปิดเงื่อนไขพาร่าง "ฮลุน โซโล่" เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

30 ก.ค. 2569 16:36 น.

เปิดเงื่อนไขพาร่าง “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจียกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน

เปิดเงื่อนไข “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิตที่จอร์เจีย ขั้นตอนพาร่างกลับไทย ไฟลต์บิน-นิติเวช นานสุดอาจถึงเดือน คาดค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000-250,000 บาท

จากกรณีการหายตัวไปของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเดินทางไปประเทศจอร์เจีย เมื่อ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา และไม่ได้ติดต่อกลับมาทางครอบครัวหลายวัน กระทั่งทางครอบครัวได้ต้องออกมาโพสต์ประกาศตามหาตัว ก่อนทราบข่าวร้ายว่าพบร่างฮลุน เสียชีวิตอยู่ที่โรงแรม ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และหลังจากนี้ยังอยู่ในขั้นสืบสวน

แต่การนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย บนเงื่อนไขการหาข้อเท็จจริงการเสียชีวิต ยังเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ

ทีมงานข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายวิโรจน์ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 และประธานกรรมการ บริษัท สุริยา ฟิวเนอรัล จำกัด (สุริยาหีบศพ) ที่มีธุรกิจในการลำเลียงร่างคนไทยที่เสียชีวิตในต่างประเทศกลับภูมิลำเนา ได้ให้ข้อมูล ถึงขั้นตอน ความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายในการประสานงานนำร่างผู้เสียชีวิตจากประเทศจอร์เจีย กลับไทย

ขั้นตอนและความยากลำบากในการส่งตัวกลับไทย

คุณวิโรจน์ ได้เล่าถึงประสบการณ์กรณี ถ้าต้องมีการรับร่างผู้เสียชีวิตจากจอร์เจีย กลับไทย ว่า กรณีนี้จำเป็นต้องได้รับการติดต่อจากทางสถานทูตไทยที่ประเทศจอร์เจียก่อน แต่ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทำการเช็กไปยังสถานทูตไทยที่จอร์เจียว่าทางฝั่งนั้นทราบเรื่องแล้วหรือไม่ เพราะตามปกติแล้วทางสถานทูตเป็นผู้จัดการ และให้สถานบริการจัดการงานศพ ที่จอร์เจีย ดำเนินการก่อนในเบื้องต้น แล้วส่งร่างกลับมา โดยมีทีมงานรอรับร่างที่สนามบินในประเทศไทย

เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิตยังคงเป็นปริศนา จึงต้องทำการพิสูจน์ก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด เป็นเหตุฆาตกรรมหรือเป็นการฆ่าตัวตาย ซึ่งต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหมอนิติเวชทำการสรุปคดีให้เรียบร้อย รวมถึงเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีการต่าง ๆ เสียก่อน จึงสามารถนำร่างส่งกลับประเทศไทยได้

เคสการตายผิดธรรมชาติในต่างประเทศ

 สำหรับเคสการเสียชีวิตที่ทางญาติยังมีข้อสงสัยในลักษณะนี้ คุณวิโรจน์ กล่าวว่า ที่ประเทศจอร์เจียเพิ่งเคยมีเป็น “เคสแรก” และขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานเข้ามา ยังคงรอขั้นตอนการดำเนินงานอยู่ ส่วนในประเทศอื่น ๆ ทางฝั่งยุโรปหรือตะวันออกกลาง ก็พอมีเข้ามาบ้าง เช่น ประเทศจอร์แดน หรือประเทศอียิปต์

ค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับไทย

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการส่งร่างกลับประเทศไทย คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 200,000-250,000 บาท ต้องดูว่าทางคุณฮลุนได้ซื้อประกันภัย (Insurance) เอาไว้หรือไม่ หากมีการทำประกันไว้ ก็จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองว่าครอบคลุมถึงบริการส่งร่างกลับประเทศ (Repatriation Service) ด้วยหรือไม่ ซึ่งหากมีประกันในส่วนนี้ ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบและจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ 

คปภ. ชี้ “ฮลุน” ทำประกันเดินทาง ทุน 5 ล้าน คุ้มครองอุบัติเหตุ-ฆาตกรรม

ทางด้านข้อมูลความคุ้มครองประกันภัย ในรายการโหนกระแส นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า “ฮลุน โซโล่” ได้ทำประกันภัยอุบัติเหตุและการเดินทางเอาไว้จำนวน 1 ฉบับ

โดยมีหลักการคุ้มครองครอบคลุมกรณีการเกิดอุบัติเหตุ และรวมถึงกรณีการถูกฆาตกรรม แต่จะไม่คุ้มครองในกรณีการเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ซึ่งประกันฉบับดังกล่าวมี วงเงินทุนประกันสูงถึง5,000,000 บาท

ความแตกต่างเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

คุณวิโรจน์ มองว่า เมื่อเปรียบเทียบการส่งร่างกลับจากจอร์เจียกับประเทศอื่น ๆ มีความยากตรงที่ประเทศจอร์เจีย ไม่มีไฟลต์บินตรงกลับไทยทุกวัน บางสัปดาห์มีเพียงไฟลต์เดียวเท่านั้น จึงทำให้ติดเงื่อนไขในเรื่องของเวลา

โดยหลังจากที่กระบวนการชันสูตรเสร็จสิ้นแล้ว ยังต้องรอจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย และต้องรอคิวเที่ยวบินว่าจะมีไฟลต์บินในวันไหน ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งประเทศที่มีไฟลต์บินเป็นประจำส่วนใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือโซนเอเชีย จะใช้เวลาเพียงประมาณ 3 วัน แต่ในกรณีของเคสจอร์เจียนี้ อาจต้องใช้เวลานานถึง 20 วันขึ้นไป หรืออาจเป็นเดือน

สิ่งที่อยากฝากถึงนักเดินทาง

ทิ้งท้าย คุณวิโรจน์ได้ฝากเตือนถึงผู้ที่รักการเดินทางไปต่างประเทศว่า สถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ก็อาจไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทุกที่ เพราะทุกแห่งล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน การเดินทางจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่เสมอ

และอยากแนะนำให้ทำ “ประกันภัยการเดินทาง” ที่ครอบคลุมเรื่องเจ็บป่วยและการเสียชีวิตไว้ด้วยเสมอ เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ประกันจะเข้ามาช่วยจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ทิ้งภาระหนักไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลัง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการส่งร่างกลับในบางประเทศสูงมาก

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ”

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน "กลับประเทศของคุณ"

30 ก.ค. 2569 16:07 น.

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ”

รัฐบาลจีนยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อนิวซีแลนด์ หลังนายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในรัฐสภาให้ สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ” ระหว่างการอภิปรายเรื่องการรับมือโควิด-19 จนถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ตำหนิคำพูดดังกล่าวว่าไม่เหมาะสม ส่วนปีเตอร์สยืนยันไม่ขอถอนคำพูด โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องประชาธิปไตยของประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์ จากกรณีที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ กล่าวถ้อยคำพาดพิงถึงจีนระหว่างการประชุมรัฐสภา

สถานทูตจีนระบุว่า ได้แสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อ “ถ้อยคำเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับจีน” และเรียกร้องให้นิวซีแลนด์ดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี มากกว่าการสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน หวัง เสี่ยวหลง เอกอัครราชทูตจีนประจำนิวซีแลนด์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า แม้โดยปกติจะไม่แทรกแซงการเมืองภายในของนิวซีแลนด์ แต่ “บางครั้งคำพูดก็สะท้อนตัวผู้พูดได้มากกว่าสิ่งอื่นใด”

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการอภิปรายเรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม หลังนายลอว์เรนซ์ ซู-หนาน (Lawrence Xu-Nan) สส.จากพรรคกรีน ซึ่งเกิดที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน แต่เติบโตในเมืองอ๊อกแลนด์ของนิวซีแลนด์ ซักถามปีเตอร์สว่า “คุณได้รับวัคซีนหรือไม่”

ปีเตอร์สตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “กลับไปประเทศของคุณเถอะ” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่นั่นพวกเขาโกหกเหมือนปลาซีกเดียว แต่ที่นี่ไม่ใช่” และยังกล่าวอีกว่า “นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่แบบที่คุณคุ้นเคย กลับไปยังที่ที่คุณจากมา เจ้าคนปากมาก” คำพูดดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสภา

คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ซึ่งบริหารประเทศในรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ วิจารณ์คำพูดของปีเตอร์สว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” และไม่เหมาะสม เขากล่าวย้ำว่า พรรคเนชันแนลและรัฐบาลสนับสนุนชุมชนชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายจีน และต้องการให้ผู้แทนประชาชนมุ่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญ มากกว่าการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ

ด้าน ไซเมียน บราวน์ โฆษกด้านการหาเสียงของพรรคเนชันแนล ถึงกับระบุว่าคำพูดดังกล่าวเป็น “การเหยียดเชื้อชาติ” ขณะที่ คาร์เมล เซปูโลนี รองหัวหน้าพรรคแรงงาน เรียกร้องให้ปลดปีเตอร์สออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยระบุว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการทูตไม่ควรกล่าวถ้อยคำลักษณะนี้

ด้าน ทามาธา พอล สส.พรรคกรีน กล่าวว่า หากเป็นผู้มีอำนาจ เธอจะปลดปีเตอร์สทันที พร้อมย้ำว่า “การเหยียดเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ปีเตอร์สยืนยันไม่ถอนคำพูด พร้อมโพสต์ผ่าน X ว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่จำกัดเสรีภาพด้วยกำลัง เขายังเรียกผู้ที่วิจารณ์ตนว่าเป็น “คนที่แสดงความตกใจเกินเหตุ” และ “ผู้รับใช้คอมมิวนิสต์”

กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ระบุว่า ปีเตอร์สได้รับรายงานเกี่ยวกับการประท้วงจากสถานทูตจีนแล้ว แต่ยังคงยืนกรานว่าคำพูดของตนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของนิวซีแลนด์

ลอว์เรนซ์ ซู-หนาน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVNZ ว่า ปีเตอร์สกำลังใช้ชุมชนผู้อพยพเป็น “แพะรับบาป” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผลงานของรัฐบาล เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้ เมลิสซา ดาร์บี กรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติของนิวซีแลนด์ ออกมาแสดงความผิดหวัง โดยระบุว่า นักการเมืองควรตระหนักว่าคำพูดของตนส่งผลต่อสังคม และไม่ควรสร้างความแตกแยกเพื่อหวังผลทางการเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งในหลายกรณีที่นักการเมืองจากพรรคนิวซีแลนด์เฟิร์สต์ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับเชื้อชาติ ก่อนหน้านี้ เชน โจนส์ รองหัวหน้าพรรค เคยเปรียบเทียบข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดียว่าจะทำให้เกิด “สึนามิแกงบัตเตอร์ชิกเกน” ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการดูหมิ่นชาวอินเดีย

นอกจากนี้ ปีเตอร์สและโจนส์ยังเคยถูกกดดันให้ถอนคำพูด หลังกล่าวระหว่างการอภิปรายในรัฐสภาเมื่อปีก่อนว่า “ส่งชาวเม็กซิกันกลับบ้าน” ทั้งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกพาดพิงเป็นชาวฟิลิปปินส์

จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ โดยในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกันยายน 2025 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 41,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตาว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศในระยะต่อไป.

ที่มา 1News / Reuters / AFP 

BTS บอยคอตต์ “แกรมมี” คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

BTS บอยคอตต์ "แกรมมี" คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

30 ก.ค. 2569 15:21 น.

BTS บอยคอตต์ “แกรมมี” คัดค้านสาขาใหม่ Asian Pop ชี้ดนตรีไม่ควรถูกแบ่งแยกด้วยภาษา-ภูมิภาค

BTS วงเคป๊อประดับโลกจากเกาหลีใต้ ประกาศไม่ส่งผลงานเข้าชิงรางวัลแกรมมี ครั้งที่ 69 ในปี 2027 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการจัดตั้งรางวัลสาขาใหม่ “การแสดงเพลงป๊อปเอเชียยอดเยี่ยม” โดยระบุว่า ดนตรีควรถูกตัดสินจากคุณค่าของผลงาน ไม่ใช่แบ่งแยกตามภูมิภาคหรือภาษา ด้านแกรมมีแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของวง พร้อมยืนยันว่ารางวัลใหม่มีขึ้นเพื่อขยายโอกาสให้ศิลปินเอเชีย ไม่ใช่แบ่งแยกการแข่งขัน

สมาชิกทั้ง 7 คนของวง BTS ได้แก่ RM, จิน (Jin), ชูก้า (Suga), เจโฮป (J-Hope), จีมิน (Jimin), วี (V) และ จองกุก (Jungkook) ได้โพสต์ข้อความลงบนอินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมกัน เพื่อประกาศตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะ “ไม่ส่งผลงานเพลงใดๆ เข้าพิจารณาชิงรางวัล งานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ ครั้งที่ 69” ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2027

ข้อความแถลงการณ์ระบุไว้ว่า “พวกเราได้ตัดสินใจที่จะไม่ส่งผลงานเข้าชิงรางวัลแกรมมีในปีนี้ พวกเราหวังว่าดนตรีจะสามารถรับฟังและได้รับความรักจากตัวตนของมันอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะถูกแบ่งแยกด้วยภูมิภาคหรือภาษา”

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Recording Academy ผู้จัดงานแกรมมี ได้ประกาศเพิ่มสาขารางวัลใหม่ “Best Asian Pop Music Performance” (การแสดงดนตรีป๊อปเอเชียยอดเยี่ยม) เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อมอบรางวัลให้กับผลงานเพลงจากเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, จีน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยระบุเงื่อนไขว่าต้องมีการใช้ “ภาษาเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ” ในบทเพลง

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวกลับกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ เนื่องจากอัลบั้มคัมแบ็กอย่าง “ARIRANG” ที่เพิ่งวางจำหน่ายหลังสมาชิกผ่านพ้นภารกิจรับรับราชการทหาร และเพลงไทเทิลอย่าง “Swim” ที่ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 นั้น มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษเกือบ 80% ซึ่งนั่นทำให้เพลงของพวกเขาหลุดจากเกณฑ์ของสาขา Asian Pop ทันที ขณะเดียวกันแฟนเพลงทั่วโลกต่างมองว่า การตั้งสาขานี้ขึ้นมาเปรียบเสมือนการ “จัดระเบียบให้ศิลปินเอเชียไปอยู่ในกรอบเฉพาะ” เพื่อกีดกันไม่ให้เข้าไปแข่งในสาขาหลักร่วมกับศิลปินฝั่งตะวันตก

หลังการประกาศบอยคอตต์ของ BTS นายฮาร์วีย์ เมสัน จูเนียร์  ประธานบริหาร ของ Recording Academy ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างเร่งด่วน โดยระบุว่ารู้สึกเสียใจและสลดใจกับการตัดสินใจของ BTS แต่ก็เข้าใจและเคารพในฐานะคนทำเพลงด้วยกัน “ผมรู้สึกเสียใจที่ได้ยินว่า BTS เลือกที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการรางวัลแกรมมีในปีนี้ แต่ในฐานะผู้สร้างสรรค์ดนตรี ผมเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของพวกเขาทั้งหมด” 

อย่างไรก็ตาม CEO ของแกรมมี่ได้ชี้แจงเพื่อแก้ข้อเข้าใจผิดว่า “การตั้งสาขา Asian Pop ขึ้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองความลึกซึ้ง ความหลากหลาย และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศิลปินป๊อปจากเอเชีย จิตวิญญาณของสาขานี้คือการฉายแสงสปอตไลท์ไปที่ศิลปินที่สำคัญเหล่านี้ ยิ่งมีสาขามากขึ้น ยิ่งหมายถึงผลงานของศิลปินได้รับการยอมรับมากขึ้น มันไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งแยก แต่มีไว้เพื่อขยายโอกาสสำหรับผู้ลงคะแนนแกรมมี่กว่า 15,000 คน”

นอกจากนี้ เมสันยังย้ำว่า การมีสาขา Asian Pop ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ศิลปินถูกเสนอชื่อในสาขาใหญ่ประจำปีอย่าง Album of the Year, Record of the Year หรือ Song of the Year แต่อย่างใด ศิลปินสามารถมีชื่อเข้าชิงควบคู่กันได้ทั้งสองส่วน และสถาบันยังคงพร้อมรับฟังเสียงจากประชาคมดนตรีทั่วโลกเสมอ

การประกาศปฏิเสธรางวัลแกรมมี่ของ BTS ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวเดินครั้งประวัติศาสตร์ของวงการเค-ป๊อป โดย BTS เป็นวงเคป๊อปวงแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี เมื่อปี 2021 จากเพลง Dynamite ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบเพลงแรกของวง นับตั้งแต่นั้น BTS ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีอีกหลายครั้ง ทั้งในสาขา Best Pop Duo/Group Performance และ Best Music Video รวมถึงสมาชิกทั้ง 7 คนยังได้รับสิทธิ์เป็นสมาชิกผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนของ Recording Academy ตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ตาม วงยังไม่เคยคว้ารางวัลแกรมมีแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งนี้ การบอยคอตต์แกรมมี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเพลงระดับโลก เพราะก่อนหน้านี้มีศิลปินระดับท็อปอย่าง The Weeknd, Drake, Frank Ocean, Morgan Wallen และ Will Smith ที่เคยปฏิเสธไม่ส่งผลงานเข้าชิงหรือปฏิเสธการร่วมงานมาแล้ว จากปัญหาเรื่องความโปร่งใส ค่านิยมที่ล้าหลัง และการแบ่งแยกชาติพันธุ์/ประเภทดนตรี

แม้จะไม่ร่วมชิงรางวัลแกรมมีในปี 2027 แต่ BTS ยังคงประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย อัลบั้ม “ARIRANG” ครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 สองสัปดาห์ติด นอกจากนี้ การจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ทั้งในเกาหลีใต้ อเมริกาเหนือ และยุโรป ก็ขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สะท้อนความนิยมอย่างต่อเนื่องของวงและฐานแฟนคลับทั่วโลก.

ที่มา Reuters / BBC

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

30 ก.ค. 2569 15:18 น.

อินโดนีเซียสลด หนุ่มวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาว 7 เมตร รัด-กลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านลำพัง

ชายชาวอินโดนีเซียวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์ยาวกว่า 7 เมตร รัดจนตายก่อนกลืนทั้งตัว ขณะเดินกลับบ้านเพียงลำพังหลังงานเลี้ยง ญาติออกตามหาจนพบงูท้องป่อง เมื่อผ่าท้องออกก็พบร่างผู้เสียชีวิต

เกิดเหตุสลดที่จังหวัดมาลูกูเหนือ ของอินโดนีเซียอีกแล้ว เมื่อชายวัย 35 ปี ถูกงูเหลือมยักษ์กลืนทั้งตัวระหว่างเดินกลับบ้านเพียงลำพังหลังร่วมงานสังสรรค์ ก่อนที่ชาวบ้านจะพบศพอยู่ภายในท้องงู

ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ ฮาซิม ลุมเบสซี อายุ 35 ปี โดยรายงานระบุว่า เขาออกจากร้านในหมู่บ้านช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 27 กรกฎาคม หลังดื่มสังสรรค์กับเพื่อน และเดินกลับบ้านในหมู่บ้านไวซาไก ผ่านเส้นทางป่าภายในเขต เปลิตา จายา โคโบ 

คาดว่างูเหลือมขนาดใหญ่ยาวประมาณ 7 เมตร น่าจะซุ่มอยู่ในพงหญ้า ก่อนพุ่งเข้าฉกขาของเขา จากนั้นใช้ลำตัวรัดจนเสียชีวิต ก่อนกลืนร่างทั้งตัว

ผู้กำกับการตำรวจหมู่เกาะซูลา เปิดเผยว่า ญาติเริ่มออกตามหาผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน หลังพบว่าเขาไม่กลับบ้าน ระหว่างการค้นหา ญาติพบคราบเลือดบนพื้น รวมถึงกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย และรองเท้าแตะของผู้สูญหาย จึงรีบกลับไปแจ้งชาวบ้านให้ช่วยกันค้นหาเพิ่มเติม

ต่อมาในเวลาประมาณ 20.00 น. ชุดค้นหาพบร่องหญ้าที่ถูกกดล้มเป็นทางลึกเข้าไปในป่า เมื่อเดินตามร่องรอยไป ก็พบงูเหลือมขนาดใหญ่ที่มีลำตัวใหญ่ผิดปกติจนแทบเคลื่อนไหวไม่ได้

ชาวบ้านจึงตัดสินใจผ่าท้องงู ก่อนพบร่างของฮาซิมอยู่ภายใน โดยร่างเริ่มบวมและสีผิวเปลี่ยนไปจากการสัมผัสน้ำย่อยของงู ก่อนจะนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจหมู่เกาะซูลาได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องเดินทางผ่านพื้นที่ป่าหรือเข้าไปทำสวน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าป่าเพียงลำพัง หากเป็นไปได้ควรเดินทางเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุลักษณะเดียวกัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 เดือน หลังจากเกิดเหตุงูเหลือมทำร้ายคนจนเสียชีวิตอีก 2 คดีในจังหวัดเดียวกัน

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ชายวัย 25 ปี ถูกงูเหลือมยาวประมาณ 22 ฟุต โจมตีระหว่างจอดรถจักรยานยนต์ข้างถนนดินเพื่อเดินทางไปทำงาน

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นาง เอลิซาเบธ ยามาเลา วัย 44 ปี ถูกงูเหลือมยาว 25 ฟุต จู่โจมขณะเลี้ยงวัว โดยสามีพบร่างของเธอถูกงูกลืนเข้าไปบางส่วน ก่อนจะฆ่างูตัวดังกล่าว

มีรายงานว่างูที่ก่อเหตุเป็น งูเหลือมตาข่าย ซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ คลอง รวมถึงบริเวณใกล้ชุมชน

งูชนิดนี้เป็นหนึ่งในงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สามารถล่าและกลืนสัตว์ขนาดใหญ่ได้หลายชนิด รวมถึงในบางกรณีสามารถรัดและกลืนมนุษย์ได้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินโดนีเซียมีประชากรงูเหลือมจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศแบบร้อนชื้นและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมเข้าไปในเขตป่า ทำให้มนุษย์กับงูเหลือมต้องเผชิญหน้ากันบ่อยครั้ง และนำไปสู่เหตุสลดเช่นนี้มากขึ้น.

ที่มา : Viralpress

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

30 ก.ค. 2569 14:46 น.

เกาหลีใต้เตรียมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ เหตุบัตรลงคะแนนไม่พอ

พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านของเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งคณะอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนกรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการสอบสวนรัฐสภาอีก 30 วัน เพื่อเตรียมการนับคะแนนใหม่จากหีบบัตรที่เก็บรักษาไว้ในกรุงโซล ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเลือกตั้งและความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ

พรรคประชาธิปไตยเกาหลี และพรรคพลังประชาชน บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการผลักดันร่างกฎหมายแต่งตั้งอัยการพิเศษ เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์บัตรลงคะแนนเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน

ร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งตั้งอัยการพิเศษเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน อันรวมถึงกรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 9” และมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

นอกจากการเห็นชอบตั้งอัยการพิเศษแล้ว ทั้งสองพรรคยังตกลงขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการสอบสวนกิจการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ของรัฐสภาออกไปอีก 30 วัน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม

ในช่วงเวลาที่ขยายออกไป เจ้าหน้าที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการ นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ จากหีบบัตรที่ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ศูนย์นับคะแนนภายในสวนโอลิมปิก เขตซงพา กรุงโซล

ชอน จุน-โฮ รองหัวหน้าวิปรัฐบาลจากพรรคประชาธิปไตย กล่าวว่า การขยายเวลาครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมการนับคะแนนใหม่ ขณะที่คิม ซึง-ซู รองหัวหน้าวิปฝ่ายค้านจากพรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากกระบวนการแต่งตั้งอัยการพิเศษดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก็ควรเชื่อมโยงการนับคะแนนใหม่เข้ากับการสอบสวนของอัยการพิเศษด้วย

ตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย การสอบสวนจะครอบคลุมข้อกล่าวหาหลายด้าน ได้แก่ กรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่, ข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้บริหารจัดการการเลือกตั้ง รวมถึงการบันทึกข้อมูลและการคำนวณผลคะแนน, ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบิดเบือนหรือแก้ไขสถิติการเลือกตั้ง, การดำเนินการนับคะแนนต่อไปทั้งที่เกิดปัญหาการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง

นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการละเมิดขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติและคณะกรรมการการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น, ปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบบริหารจัดการการเลือกตั้ง, ข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งปกปิดหรือรายงานข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น และความไม่สอดคล้องกันระหว่างงบประมาณการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งกับจำนวนบัตรที่พิมพ์และจัดส่งจริง นอกจากนี้ อัยการพิเศษยังสามารถขยายผลไปยังความผิดอื่น ๆ ที่พบระหว่างการสอบสวนได้

ร่างกฎหมายกำหนดให้อัยการพิเศษมีผู้ช่วยอัยการพิเศษ 5 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ 70 คน อัยการที่ได้รับการแต่งตั้งไม่เกิน 20 คน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐที่ถูกส่งมาช่วยปฏิบัติงานไม่เกิน 70 คน

หลังได้รับการแต่งตั้ง อัยการพิเศษจะมีเวลาเตรียมการไม่เกิน 20 วัน ก่อนเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 90 วัน และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน หากมีความจำเป็น ทำให้ระยะเวลาสอบสวนรวมสูงสุดอาจยาวนานถึง 150 วัน

สำหรับกระบวนการคัดเลือกอัยการพิเศษ ทั้งสองพรรคได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ให้จัดตั้ง คณะกรรมการสรรหาตัวแทนประชาชน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเสนอฝ่ายละ 3 คน

คณะกรรมการดังกล่าวจะพิจารณารายชื่อผู้ได้รับการเสนอจากเนติบัณฑิตยสภาเกาหลีและสภาคณบดีคณะนิติศาสตร์ ก่อนคัดเลือกผู้เหมาะสม 2 คน เสนอให้นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีพิจารณาแต่งตั้งอัยการพิเศษ 1 คน

กรณีบัตรลงคะแนนไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ และนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติอย่างละเอียด

การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันทั้งในเรื่องการตั้งอัยการพิเศษและการเตรียมนับคะแนนใหม่ ถือเป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง และคลี่คลายข้อสงสัยของสาธารณชนเกี่ยวกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในประเทศ.

ที่มา The Chosun Daily / NEWSIS.COM